ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สุปัตตชาดก
ชาดกที่ ๒๙๒ · ติกนิบาตชาดก · กุมภวรรค

สุปัตตชาดก

ว่าด้วยนางกาแพ้ท้อง

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๗๕ · บรรทัด ๒๔๙๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสุปัตตชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภัตข้าวสาลี เจือด้วยเนยใสใหม่ในรสปลาตะเพียนแดง ที่พระสารีบุตรเถระถวายแก่พระพิมพาเทวี จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า พาราณสฺสํ มหาราช ดังนี้. เรื่องนี้เป็นเหมือนเรื่องในอัพภันตรชาดกซึ่งได้กล่าวไว้ในหนหลังนั่นแล. ก็แม้ในกาลนั้น โรคลมในท้องของพระเถรีกำเริบขึ้น. พระราหุลภัทระจึงบอกแก่พระเถระ. พระเถระให้พระราหุลภัทระนั่งในโรงฉันแล้วไปยังพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าโกศลราช นำเอาภัตข้าวสาลีเจือด้วยเนยใสใหม่ในรสปลาตะเพียนแดง แล้วได้ให้แก่พระราหุลภัทระนั้น. พระราหุลภัทระได้นำไปถวายพระเถรีผู้เป็นพระชนนี. พอพระเถรีนั้นเสวยเท่านั้น โรคลมในท้องก็สงบระงับ. พระราชาทรงส่งพวกราชบุรุษไปให้สอดแนมดู ตั้งแต่นั้นมาได้ถวายภัตเห็นปานนั้นแก่พระเถรี. อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระธรรมเสนาบดี ยังพระเถรีให้อิ่มหนำด้วยโภชนะเห็นปานนี้. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรให้สิ่งที่มารดารองราหุลปรารถนาในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็ได้ให้แล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดกา พอเจริญวัย ได้เป็นหัวหน้ากาแปดหมื่นตัว ได้เป็นพระยาชื่อว่าสุปัตต์ ส่วนอัครมเหสีของพระยากาสุปัตต์ ได้เป็นนางกาชื่อว่าสุปัสสา. เสนาบดี ชื่อว่าสุมุขะ. พระยากาสุปัตต์นั้นแวดล้อมด้วยกาแปดหมื่นตัว อาศัยเมืองพาราณสีอยู่ วันหนึ่ง พระยากาสุปัตต์พานางกาสุปัสสาไปหาอาหารได้บินไปทางเหนือโรงครัวของพระเจ้าพาราณสี. พ่อครัวปรุงโภชนะอันมีปลาและเนื้อชนิดต่าง ๆ เป็นเครื่องประกอบ เมื่อพระราชาเสด็จแล้ว เปิดภาชนะไว้หน่อยหนึ่ง ให้ไอร้อนระเหยออกไปอยู่ นางกาสุปัสสาสูดกลิ่นปลาและเนื้อแล้ว ประสงค์จะกินโภชนะของพระราชาตลอดวันนั้นไม่พูดเลย ในวันที่สองอันพระยากาสุปัตต์กล่าวว่า มาเถิดนางผู้เจริญ พวกเราจักไปหากินกัน จึงกล่าวว่า ท่านไปเถิด ดิฉันมีการแพ้ท้องอย่างหนึ่ง เมื่อพระยากาสุปัตต์กล่าวว่า แพ้ท้องอะไรนางจึงกล่าวว่า ดิฉันอยากกินโภชนะของพระเจ้าพาราณสี แต่ไม่สามารถจะได้โภชนะนั้น ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงจักละชีวิต. พระโพธิสัตว์กำลังนั่งคิดอยู่ พอดีสุมุขเสนาบดีมาถามว่า ข้าแต่มหาราช ท่านไม่สบายใจเพราะอะไร ? พระราชาจึงบอกเนื้อความนั้น. เสนาบดีจึงทูลให้พระราชาและพระอัครมเหสีแม้ทั้งสองนั้นเบาใจว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าคิดร้อนใจไปเลยแล้วทูลไปว่า วันนี้ท่านทั้งสองจงอยู่ที่นี้แหละข้าพเจ้าจักไปนำภัตนั้นมา แล้วก็หลีกไป. เสนาบดีนั้นให้พวกกาประชุมกันแล้วบอกเหตุนั้นให้ทราบแล้วกล่าวว่า มาเถอะท่านทั้งหลาย พวกเราจักไปนำภัตมา จึงพร้อมกับพวกกาบินเข้าไปยังพระนครพาราณสี แบ่งกาเป็นพวกๆ ไว้ในที่ไม่ไกลโรงครัว แล้ววางไว้ เพื่อต้องการอารักขาในที่นั้น ๆ ส่วนตนเองนั่งจับอยู่บนหลังคาโรงครัวพร้อมกับกานักสู้รบ ๘ ตัว. และเมื่อกำลังคอยเวลาที่พ่อครัวจะนำพระกระยาหารไปถวายพระราชา ได้กล่าวกะกาเหล่านั้นว่า เมื่อพ่อครัวนำพระกระยาหารของพระราชามาอยู่ เราจักทำภาชนะให้ตกลงมา ก็เมื่อภาชนะตกลงไปแล้ว ชีวิตของเราจะไม่มี ท่านทั้งหลาย ๔ ตัวจงคาบภัตให้เต็มปาก อีก ๔ ตัว จงคาบปลาและเนื้อ แล้วนำไปให้พระยากาพร้อมทั้งภรรยาบริโภค เมื่อพระราชาถามว่า เสนาบดีไปไหน พวกท่านพึงบอกว่า จักมาข้างหลัง. ลำดับนั้น พ่อครัวจัดแจงชนิดโภชนะของพระราชาเสร็จแล้ว จึงเชิญภาชนะไปด้วยหาบ เข้าไปยังราชตระกูล. ในเวลาที่พ่อครัวไปถึงพระลานหลวง กาเสนาบดีจึงให้สัญญาแก่กาทั้งหลาย แล้วตนเองโฉบลงจับที่อกของคนเชิญเครื่องกระหน่ำด้วยกรงเล็บ เอาจงอยปากเช่นกับปลายหอกจิกปลายจมูกของคนเชิญเครื่องนั้น บินขึ้นเอาปีกและเท้าทั้งสองปิดปากของเขาไว้. พระราชาเสด็จดำเนินอยู่บนท้องพระโรง ทอดพระเนตรไปทางพระแกลใหญ่ทรงเห็นกิริยาของกานั้น จึงทรงให้เสียงแก่คนเชิญเครื่องตรัสว่าแน่ะภัตตาหารกะผู้เจริญ เจ้าจงทิ้งภาชนะทั้งหลายเสีย จับเอาเฉพาะกาเท่านั้น. คนเชิญเครื่องนั้นจึงทิ้งภาชนะทั้งหลายแล้วจับกาไว้แน่น. ฝ่ายพระราชาก็ตรัสว่า จงมาทางนี้. ขณะนั้น กาเหล่านั้นมากินจนเพียงพอแก่ตน แล้วได้คาบเอาส่วนที่เหลือไปโดยทำนองที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. ลำดับนั้น พวกกาที่เหลือจึงมากินส่วนที่เหลือ. ส่วนกาทั้ง ๘ ตัวนั้นบินไปให้พระยากาพร้อมทั้งปชาบดีบริโภคภัตนั้น. ความแพ้ท้องของนางกาสุปัสสาก็สงบลง. คนเชิญเครื่องนำกาเข้าไปถวายพระราชา. ลำดับนั้น พระราชาได้ตรัสถามกานั้นว่า กาผู้เจริญเจ้าไม่ละอายเราทั้งยังจิกจมูกของคนเชิญเครื่องให้แหว่งด้วย ทำลายภาชนะภัตตาหารให้แตกด้วย และไม่รักษาชีวิตของตนด้วย เพราะเหตุไรเจ้าจึงได้กระทำกรรมเห็นปานนี้. กากราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชราชาของพวกข้าพระพุทธเจ้าอาศัยกรุงพาราณสีอยู่ ข้าพระพุทธเจ้าเป็นเสนาบดีของพระราชานั้น ภรรยานามว่าสุปัสสาของพระราชานั้นแพ้ท้อง ประสงค์จะบริโภคโภชนะของพระองค์ พระราชาจึงบอกการแพ้ท้องของภรรยานั้นแก่ข้าพระพุทธเจ้า. ข้าพระพุทธเจ้าจึงสละชีวิตเพื่อพระราชานั้นนั่นแลจึงได้มา บัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้ส่งโภชนะไปให้แก่ภรรยาของพระยากานั้นแล้ว ความปรารถนาแห่งใจของข้าพระพุทธเจ้าถึงที่สุดแล้ว ด้วยเหตุนี้ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้กระทำกรรมปานนี้ เมื่อจะแสดงเนื้อความให้แจ่มแจ้ง จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :ข้าแต่มหาราช พระยากาชื่อสุปัตตะเป็นกาอยู่ในเมืองพาราณสี อันกาแปดหมื่นแวดล้อมแล้ว. นางกาสุปัสสาชายาของพระยากานั้นแพ้ท้อง ปรารถนาจะกินพระกระยาหารอันมีค่ามากที่คนหุงต้มแล้วในห้องเครื่อง. ข้าพระพุทธเจ้าเป็นทูตของพระยากาทั้งสองนั้น ถูกนายใช้ให้มาจึงได้เป็นผู้มาในที่นี้ ข้าพระพุทธเจ้าจะกระทำความจงรักต่อเจ้านาย จึงได้จิกจมูกของคนเชิญเครื่องให้เป็นแผล. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาราณสฺสํ แปลว่า ในเมืองพาราณสี. นิวาสิโก แปลว่า ผู้อยู่ประจำ บทว่า ปกฺกํ ได้แก่จัดแจงแล้วโดยประการต่าง ๆ. อาจารย์บางพวกสาธยายว่า สิทฺธํ แปลว่า สำเร็จแล้ว. บทว่า ปจฺจคฺฆํ ได้แก่ อันร้อนยิ่ง ไม่ได้ครอบไว้. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปัจจัคฆะ. เพราะบรรดาชนิดของปลาและเนื้อทั้งหลาย ปลาและเนื้อที่เขาให้สุกแต่ละอย่างมีค่ามาก ดังนี้ก็มี. บทว่า เตสาหํ ปหิโต ทูโต รญฺโ จมฺหิ อิธาคโต ความว่าข้าพระพุทธเจ้าเป็นทูต คือเป็นผู้กระทำตามคำสั่งของพระยากาแม้ทั้งสองนั้น ทั้งพระยากาก็ส่งมาด้วย เพราะฉะนั้น จึงได้มาในที่นี้. บทว่า ภตฺตุ อปจิตึ กุมฺมิ ความว่า ข้าพระพุทธเจ้านั้นได้มาอย่างนี้แล้ว ย่อมจะกระทำความจงรัก คือสักการะและสัมมานะแก่เจ้านายของตน. บทว่า นาสายมกรํ วณํ ความว่า ข้าแต่มหาราชเพราะเหตุนี้ ข้าพระพุทธเจ้าจึงไม่ย่นย่อ ต่อพระองค์และชีวิตของตนจึงได้เอาจะงอยปากจิกจมูกของคนเชิญเครื่องให้เป็นแผล เพื่อจะทำให้ภาชนะภัตตาหารตกไป ข้าพระพุทธเจ้าได้กระทำจงรักต่อพระราชาของข้าพระพุทธเจ้าแล้ว บัดนี้ ขอพระองค์จงลงพระอาญาแก่ข้าพระพุทธเจ้า ตามที่ทรงพระประสงค์เถิด พระพุทธเจ้าข้า. พระราชาได้สดับคำของกานั้นแล้ว ทรงพระดำริว่า ก่อนอื่นพวกเราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน ให้ยศใหญ่แก่คนผู้เป็นมนุษย์ ก็ยังไม่อาจทำความสบายใจแก่เราได้ แม้จะให้บ้านเป็นต้นก็ยังไม่ได้บุคคลผู้จะเสียสละชีวิตให้แก่เรา สัตว์นี้เป็นกา ยังสละชีวิตแก่พระราชาของตนได้ นับว่าเป็นสัปบุรุษชั้นเยี่ยม มีเสียงไพเราะ เป็นธรรมกถึกจึงทรงเลื่อมใสในคุณทั้งหลายของกานั้น และทรงบูชากานั้นด้วยเศวตฉัตร. กานั้นก็บูชาพระราชานั่นแหละด้วยเศวตฉัตรของตนที่ได้แล้วกล่าวคุณทั้งหลายของพระโพธิสัตว์. พระราชารับสั่งให้เรียกพระโพธิสัตว์นั้นมาแล้วทรงสดับธรรม ได้ทรงตั้งภัตตาหารตามทำนองเครื่องเสวยของพระองค์ เพื่อพระยากาและประชาบดีแม้ทั้งสองนั้น ทรงให้หุงข้าวสุกจากข้าวสารทนานหนึ่งทุกวัน เพื่อพวกกาที่เหลือนอกนี้ และพระองค์เองทรงตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ ทรงประทานอภัยแก่สัตว์ทั้งปวง ทรงรักษาศีลห้าเป็นประจำ. อนึ่งโอวาทของพระยากาสุปัตต์ ดำเนินไปอยู่ถึง เจ็ดร้อยปี. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ในบัดนี้กาเสนาบดีในครั้งนั้น ได้เป็นพระสารีบุตรให้บัดนี้ กาสุปัสสาในครั้งนั้น ได้เป็นมารดาพระราหุลในบัดนี้ ส่วนกาสุปัตตะ คือเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาสุปัตตชาดกที่ ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๓๒๖–๓๓๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๑๗ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

supattajātakaṃ

bārāṇassaṃ mahārājāti idaṃ satthā jetavane viharanto bimbādeviyā sārīputtattherena dinnaṃ rohitamaccharasanavasappimissakaṃ sālibhattaṃ ārabbha kathesi. Vatthu heṭṭhā kathitaabbhantarajātakavatthusadisameva.

Tadāpi hi theriyā udaravāto kuppi. Rāhulabhadro therassa ācikkhi. Thero taṃ āsanasālāyaṃ nisīdāpetvā kosalarañño

@Footnote: 1 amattoti appamāṇena. Nivesanaṃ gantvā rohitamaccharasanavasappimissakaṃ sālibhattaṃ āharitvā tassa adāsi. So āharitvā mātu theriyā adāsi. Tassā bhuttamattāya udaravāto paṭippassambhi. Rājā purise pesetvā pariggaṇhāpetvā tato paṭṭhāya theriyā tathārūpaṃ bhattaṃ adāsi. Athekadivasaṃ bhikkhū dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso dhammasenāpati theriṃ evarūpena nāma bhojanena santappesīti. Satthā āgantvā kāyanuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva sārīputto rāhulamātuyā paṭṭhitaṃ deti pubbepi adāsiyevāti vatvā atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto kākayoniyaṃ nibbattetvā vayappatto asītiyā kākasahassānaṃ jeṭṭhako supatto nāma rājā ahosi. Aggamahesī panassa supassā 1- nāma kākī ahosi. Senāpati sumukho nāma. So asītiyā kākasahassehi parivuto bārāṇasiṃ upanissāya vasi. So ekadivasaṃ supassaṃ ādāya gocaraṃ pariyesamāno bārāṇasīrañño mahānasamatthakena agamāsi. Sūdo rañño nānāmacchamaṃsavikatiparivāraṃ bhojanaṃ sampādetvā thokaṃ bhājanāni vivaritvā usumaṃ palāpento aṭṭhāsi. Supassā macchamaṃsagandhaṃ ghāyitvā rājabhojanaṃ bhuñjitukāmā hutvā taṃdivasaṃ akathetvā dutiyadivase ehi bhadde gocarāya

@Footnote: 1 suphassā. Gamissāmāti vuttā tumhe gacchatha mayhaṃ eko dohaḷo atthīti vatvā kiṃdohaḷoti vutte bārāṇasīrañño bhojanaṃ bhuñjitukāmamhi na kho pana sakkā mayā taṃ laddhuṃ tasmā jīvitaṃ pariccajissāmi devāti āha. Bodhisatto cintayamāno nisīdi. Sumukho āgantvā kiṃ mahārāja anattamanosīti pucchi. Rājā tamatthaṃ ārocesi. Senāpati mā cintayi mahārājāti te ubhopi assāsetvā ajja tumhe idheva hotha mayaṃ bhattaṃ āharissāmāti vatvā pakkāmi. So kāke sannipātetvā taṃ kāraṇaṃ kathetvā etha bhattaṃ āharissāmāti kākehi saddhiṃ bārāṇasiṃ pavisitvā mahānasassāvidūre kāke vagge vagge katvā tasmiṃ tasmiṃ ṭhāne ārakkhaṇatthāya ṭhapetvā sayaṃ aṭṭhahi kākayodhehi saddhiṃ mahānasacchadane nisīdi. Rañño bhattaharaṇakālaṃ olokayamāno te ca kāke āha ahaṃ rañño bhatte āhariyamāne bhājanāni pātessāmi bhājanesu pana patitesu mayhaṃ jīvitaṃ natthi tumhe cattāro janā mukhapūraṃ bhattaṃ cattāro macchamaṃse gahetvā netvā sapajāpatikaṃ kākarājānaṃ bhojetha kahaṃ senāpatīti vutte pacchato ehitīti vadeyyāthāti. Atha sūdo rañño bhojanavikatiṃ sampādetvā bhājanaṃ kājena gāhāpetvā rājakulaṃ pāvisi. Tassa rājaṅgaṇaṃ gatakāle kākasenāpati kākānaṃ saññaṃ datvā sayaṃ opatitvā bhattahārakassa ure nisīditvā nakhapañjarena paharitvā kaṇayaggasadisena tuṇḍena nāsaggamassa abhihananto uṭṭhāya dvīhi pakkhapādehi mukhamassa pidahi. Rājā Mahātale caṅkamanto mahāvātapānena oloketvā taṃ kākassa kiriyaṃ disvā bhattahārakassa saddaṃ datvā bho bhattahāraka bhājanāni chaḍḍetvā kākameva gaṇhāhīti āha. So bhājanāni chaḍḍetvā kākaṃ daḷhaṃ gaṇhi. Rājāpi taṃ ito ehīti āha. Tasmiṃ khaṇe te kākā āgantvā attano pahonakaṃ bhuñjitvā sesaṃ vuttaniyāmeneva gahetvā agamaṃsu. Tato sesā āgantvā sesaṃ bhuñjiṃsu. Tepi aṭṭha janā gantvā taṃ rājānaṃ sapajāpatikaṃ bhojesuṃ. Supassāya dohaḷo vūpasami. Bhattahārako kākaṃ rañño upanesi. Atha naṃ rājā pucchi bho kāka tvaṃ mamañca na lajji bhattahārakassa ca nāsaṃ khaṇḍesi bhattabhājanāni ca bhindi attano ca jīvitaṃ na rakkhi kasmā evarūpaṃ kammaṃ akāsīti. Kāko mahārāja amhākaṃ rājā bārāṇasiṃ upanissāya vasati ahamassa senāpati tassa supassā nāma bhariyā dohaḷinī tumhākaṃ bhojanaṃ bhuñjitukāmā rājā tassā dohaḷaṃ mayhaṃ ācikkhi ahaṃ tasseva mama jīvitaṃ pariccajitvā āgato idāni me tassā bhojanaṃ pesitaṃ mayhaṃ manoratho matthakaṃ patto iminā kāraṇena mayā evarūpaṃ katanti dīpento imā gāthā āha

bārāṇassaṃ mahārāja kākarājā nivāsiko

asītiyā sahassehi supatto parivārito

tassa dohaḷinī bhariyā supassā bhakkhitumicchati

rañño mahānase pakkaṃ paccagghaṃ rājabhojanaṃ

Tesāhaṃ pahito dūto rañño camhi idhāgato

bhattu apacitiṃ kummi nāsāyamakaraṃ vaṇanti.

Tattha bārāṇassanti bārāṇasiyaṃ. Nivāsikoti nibaddhavasanako. Pakkanti nānappakārena sampāditaṃ. Keci siddhanti sajjhāyanti. Paccagghanti abbhuṇhaṃ apārivāsikaṃ macchamaṃsavikatīsu paccekapākamettha mahagghantipi paccagghaṃ. Tesāhaṃ pahito dūto rañño camhi idhāgatoti tesaṃ ubhinnampi ahaṃ dūto āṇattikaro rañño camhi pahito tasmā idha āgatoti attho. Bhattu apacitiṃ kummīti svāhaṃ evaṃ āgato attano bhattu apacitiṃ sakkārasammānaṃ karomi. Nāsāyamakaraṃ vaṇanti mahārāja iminā kāraṇena tumhe ca attano ca jīvitaṃ agaṇayitvā bhattabhājanaṃ pātāpetuṃ bhattahārakassa nāsāya mukhatuṇḍakena vaṇaṃ akāsiṃ mayā attano rañño apaciti katā idāni me tumhe yaṃ icchatha taṃ daṇḍaṃ karothāti.

Rājā tassa vacanaṃ sutvā mayaṃ tāva manussabhūtāva manussabhūtānaṃ mahantaṃ yasaṃ datvā amhākaṃ suhajje kātuṃ na sakkoma gāmādīni dadamānāpi amhākaṃ jīvitadāyakaṃ na labhāma ayaṃ kāko samāno attano rañño jīvitaṃ pariccaji ativiya sappuriso madhurassaro dhammakathikoti 1- tassa guṇesu pasīditvā tañca setacchattena pūjesi. So attano laddhena setacchattena rājānameva pūjetvā bodhisattassa guṇe kathesi. Rājā taṃ pakkosāpetvā

@Footnote: 1 dhammikoti. Dhammaṃ sutvā ubhinnampi tesaṃ attano bhojananiyāmena bhattaṃ paṭṭhapesi sesakākānaṃ devasikaṃ ekadoṇitaṇḍulodanaṃ 1- pacāpesi sayañca bodhisattassa ovāde ṭhatvā sabbasattānaṃ abhayaṃ datvā pañca sīlāni rakkhi. Supattakākovādo pana sattavassasatāni pavattati.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā rājā ānando ahosi senāpati sārīputto supassā rāhulamātā supatto pana ahamevāti.

Supattajātakaṃ dutiyaṃ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๙๑. ภัทรฆฏเภทกชาดกชาดกถัดไป๒๙๓. กายนิพพินทชาดก