ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. พกชาดก
ชาดกที่ ๓๐๐ · ติกนิบาตชาดก · กุมภวรรค

พกชาดก

ว่าด้วยการทำลายตบะ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๙๙ · บรรทัด ๒๕๘๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากพกชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภสันถัดเก่า จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า ปรปาณฆาเต ดังนี้. แม้เรื่องนี้ก็ได้มาแล้วโดยพิสดาร ในพระวินัยนั่นแล ก็ในที่นี้มีความย่อดังต่อไปนี้ :- ท่านพระอุปเสนะ มีพรรษาได้ ๒ พรรษา พร้อมด้วยสัทธิวิหาริกซึ่งมีพรรษาเดียว พากันเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถูกพระศาสดาทรงติเตียน จึงกลับแล้วหลีกไปเริ่มบำเพ็ญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว ประกอบด้วยคุณมีความเป็นผู้มักน้อยเป็นต้น สมาทานธุดงค์ ๑๓ กระทำการชักชวนบริษัทให้เป็นผู้ทรงธุดงค์ ๑๓ ด้วยเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหลีกเร้นอยู่ตลอดไตรมาส จึงพร้อมด้วยบริษัทเข้าไปเฝ้าพระศาสดา เพราะอาศัยบริษัทนั่นแหละ จึงได้รับการติเตียนเป็นครั้งแรก แต่เพราะประพฤติตามกติกาอันประกอบด้วยธรรม จึงได้รับสาธุการเป็นครั้งที่สอง เป็นผู้อันพระศาสดาทรงกระทำอนุเคราะห์ว่า จำเดิมแต่นี้ไป ภิกษุทั้งหลายผู้ทรงธุดงค์ จงเข้ามาเฝ้าเราตามสบายเถิด แล้วจึงออกไปแจ้งเนื้อความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย. ตั้งแต่นั้นมา ภิกษุทั้งหลายจึงพากันเป็นผู้ทรงธุดงค์ เข้าไปเฝ้าพระศาสดา เมื่อพระศาสดาเสด็จออกจากที่เร้น ก็พากันทิ้งผ้าบังสุกุลไว้ในที่นั้น ๆ ถือเอาไปเฉพาะบาตรและจีวรของตนเท่านั้น. พระศาสดาเสด็จเที่ยวจาริกไปยังเสนาสนะพร้อมด้วยภิกษุมากด้วยกัน ทอดพระเนตรเห็นผ้าบังสุกุลตกเรี่ยราดอยู่ในที่นั้น ๆ จึงตรัสถาม ได้ทรงสดับความนั้นแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การสมาทานวัตรของภิกษุเหล่านี้ เป็นของไม่ตั้งอยู่ยั่งยืน ได้เป็นเช่นกับอุโบสถกรรมของนกยาง แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นท้าวสักกเทวราช. ครั้งนั้น มีนกยางตัวหนึ่งอยู่ที่หลังหินดาดใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา ต่อมา ห้วงน้ำใหญ่ในแม่น้ำคงคาไหลมาจดรอบหินดาดนั้น นกยางจึงขึ้นไปนอนบนหลังหินดาด. ที่แสวงหาอาหารและทางที่จะไปแสวงหาอาหารของนกยางนั้นไม่มีเลย. แม่น้ำก็เปี่ยมอยู่นั่นเอง นกยางนั้นคิดว่า เราไม่มีที่แสวงหาอาหาร และทางที่จะไปแสวงหาอาหาร ก็อุโบสถกรรมเป็นของประเสริฐกว่าการนอนของเราผู้ว่างงาน จึงอธิษฐานอุโบสถด้วยใจเท่านั้น มาทานศีล นอนอยู่. ในกาลนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงรำพึงอยู่ ทรงทราบการสมาทานอันทุรพลของนกยางนั้น ทรงพระดำริว่า เราจักทดลองนกยางนี้ จึงแปลงเป็นรูปแพะเสด็จมายืนแสดงพระองค์ให้เห็นในที่ไม่ไกลนกยางนั้น. นกยางเห็นแพะนั้นแล้วคิดว่าเราจักรู้การรักษาอุโบสถกรรมในวันอื่น จึงลุกขึ้นโผบินไปเพื่อจะเกาะแพะนั้น ฝ่ายแพะวิ่งไปทางโน้นทางนี้ ไม่ให้นกยางเกาะตนได้. นกยางเมื่อไม่อาจเกาะแพะได้ จึงกลับมานอนบนหลังหินดาดนั้นนั่นแลอีกโดยคิดว่า อุโบสถกรรมของเรายังไม่แตกทำลายก่อน. ท้าวสักกเทวราชประทับยืนในอากาศด้วยอานุภาพของท้าวเธอ ทรงติเตียนนกยางนั้นว่า ประโยชน์อะไรด้วยอุโบสถกรรมของตนผู้มีอัธยาศัยอันทุรพลเช่นท่าน ท่านไม่รู้ว่าเราเป็นท้าวสักกะ จึงประสงค์จะกินเนื้อแพะ ครั้นทรงติเตียนแล้วก็เสด็จไปยังเทวโลกทันที. มีอภิสัมพุทธคาถา แม้ ๓ คาถาว่า :นกยางแหละมีเนื้อและเลือดเป็นอาหารเป็นอยู่ได้เพราะฆ่าสัตว์อื่น สมาทานเข้าจำอุโบสถกรรมนั้นแล้ว. ท้าวสักกะทรงทราบวัตรของนกยางนั้นแล้ว จึงจำแลงเป็นแพะมา นกยางนั้นปราศจากตบะ ต้องการดื่มกินเลือด จึงโผไปจะกินแพะ ได้ทำลายตบะเสียแล้ว. บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้มีวัตรอันเลวทรามในการสมาทานวัตร ย่อมทำคนให้เบา ดุนกยางทำลายตบะของตน เพราะเหตุต้องการแพะฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปปชฺชิ อุโปสถํ ได้แก่ เข้าจำอุโบสถ. บทว่า วตญฺาย ความว่า ทรงทราบวัตรอันทุรพลของนกยางนั้น. บทว่า วีตตโป อชฺฌปฺปตฺโต ความว่า เป็นผู้ปราศจากตบะบินเข้าไป อธิบายว่า โผแล่นไปเพื่อจะกินแพะนั้น. บทว่าโลหิตโป แปลว่า ผู้ดื่มเลือดเป็นปกติ. บทว่า ตปํ ความว่านกยางทำลายตบะที่ตนสมาทานแล้วนั้น. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ท้าวสักกะในครั้งนั้น คือเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาพกชาดกที่ ๑๐

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ๑. ภัทรฆฏเภทกชาดก ๒. สุปัตตชาดก ๓. กายนิพพินทชาดก ๔. ชัมพูขาทกชาดก ๕. อันตชาดก ๖. สมุททชาดก๗. กามวิลาปชาดก ๘. อุทุมพรชาดก ๙. โกมาริยปุตตชาดก๑๐. พกชาดก.

จบ กุมภวรรคที่ ๕

รวมวรรคที่มีในนิบาตนี้ คือ๑. สังกัปปวรรค ๒. ปทุมวรรค ๓. อุทปานทูสกวรรค๔. อัพภันตรวรรค ๕. กุมภวรรค.

จม ติกนิบาต จตุกกนิบาต ชาดก ๑. กาลิงควรรค

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๓๖๔–๓๖๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๑๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

พกชาตกํ

ปรปาณฆาเตติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ปุราณสนฺถตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุปิ วินเย วิตฺถารโต อาคตเมว ฯ อยํ ปเนตฺถ สงฺเขโป ฯ อายสฺมา อุปเสโน ทุวสฺสิโก เอกวสฺสิเกน สทฺธิวิหารินา สทฺธึ สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา สตฺถารา ครหิโต นิวตฺติตฺวา ปกฺกนฺโต วิปสฺสนํ ปฏฺฐเปตฺวา อรหตฺตํ ปตฺวา อปฺปิจฺฉตาทิคุณยุตฺโต เตรส ธุตงฺคานิ สมาทาย ปริสํ เตรสธุตงฺคธรํ กตฺวา ภควติ เตมาสํ ปฏิสลฺลีเน สปริโส สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา ปริสมฺปิ นิสฺสาย ปฐมํ ครหํ ลภิตฺวา ธมฺมิกาย กติกาย อนุวตฺตเน ทุติยํ สาธุการํ ลภิตฺวา อิโต ปฏฺฐาย ธุตงฺคธรา ภิกฺขู ยถาสุขํ อุปสงฺกมิตฺวา มํ ปสฺสนฺตูติ สตฺถารา กตานุคฺคโห นิกฺขมิตฺวา ภิกฺขูนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ ตโต ปภูติ ภิกฺขู ธุตงฺคธรา หุตฺวา สตฺถารํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิตฺวา สตฺถริ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิเต ตตฺถ ตตฺถ ปํสุกูลานิ ฉฑฺเฑตฺวา อตฺตโน ปตฺตจีวราเนว คณฺหึสุ ฯ สตฺถา สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ เสนาสนจาริกํ จรมาโน ตตฺถ ตตฺถ ปติตานิ ปํสุกูลานิ ทิสฺวา ปุจฺฉิตฺวา ตมตฺถํ สุตฺวา ภิกฺขเว อิเมสํ นาม ภิกฺขูนํ วตฺตสมาทานํ น จิรฏฺฐิติกํ พกสฺส อุโปสถกมฺมสทิสํ อโหสีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต สกฺโก เทวราชา อโหสิ ฯ อเถโก พโก คงฺคาตีเร ปาสาณปิฏฺเฐ วสติ ฯ อถ คงฺคาย มโหโฆทกํ ๑- คนฺตฺวา ตํ ปาสาณํ ปริกฺขิปิ ฯ พโก อภิรูหิตฺวา ปาสาณปิฏฺเฐ นิปชฺชิ ฯ เนวสฺส โคจโร อตฺถิ น โคจราย คมนมคฺโค อุทกมฺปิ วฑฺฒเตว ฯ โส จินฺเตสิ มยฺหํ

@เชิงอรรถ: ๑ หิโมทกํ ฯ เนว โคจโร อตฺถิ น โคจราย คมนมคฺโค นิกฺกมฺมสฺส ปน นิปชฺชนโต อุโปสถกมฺมํ วรตรนฺติ มนสาว อุโปสถํ อธิฏฺฐาย สีลานิ สมาทยิตฺวา นิปชฺชิ ฯ ตทา สกฺโก อาวชฺชมาโน ตสฺส ตํ ทุพฺพลสมาทานํ ญตฺวา เอตํ พกํ วีมํสิสฺสามีติ เอฬกรูเปน อาคนฺตฺวา ตสฺสาวิทูเร ฐตฺวา อตฺตานํ ทสฺเสสิ ฯ พโก ตํ ทิสฺวา อญฺญตรสฺมึ ทิวเส อุโปสถกมฺมํ ชานิสฺสามีติ อุฏฺฐาย ตํ คณฺหิตุํ ปกฺขนฺทิ ฯ เอฬโกปิ อิโตจิโตจ ปกฺขนฺทิตฺวา อตฺตานํ คเหตุํ นาทาสิ ฯ พโก ตํ คเหตุํ อสกฺโกนฺโต นิวตฺเตตฺวา อาคมฺม อุโปสถกมฺมํ ตาว เม น ภิชฺชตีติ ตตฺเถว ปุน นิปชฺชิ ฯ สกฺโก สกฺกานุภาเวเนว อากาเส ฐตฺวา ตาทิสสฺส ทุพฺพลชฺฌาสยสฺส กึ อุโปสถกมฺเมน ตฺวํ มม สกฺกภาวํ อชานนฺโต เอฬกมํสํ ขาทิตุกาโมสีติ ตํ ครหิตฺวา เทวโลกเมว คโต ฯ

ติสฺโสปิ อภิสมฺพุทฺธคาถาว

ปรปาณฆาเต ชีวนฺโต มํสโลหิตโภชโน

พโกว ตํ สมาทาย อุปปชฺชิ อุโปสถํ

ตสฺส สกฺโก วตญฺญาย อชรูเปนุปาคมิ

วีตตโป อชฺฌุปฺปตฺโต ภิชฺชิ โลหิตโป ตปํ

เอวเมว อิเธกจฺโจ สมาทานสฺมิ ทุพฺพโล

ลหุํ กโรติ อตฺตานํ พโกว อชการณาติ ฯ

ตตฺถ อุปปชฺชิ อุโปสถนฺติ อุโปสถวาสํ อุปคโต ฯ วตญฺญายาติ ตสฺส ทุพฺพลวตฺตํ อญฺญาย ฯ วีตตโป อชฺฌปฺปตฺโตติ วิคตตโป หุตฺวา อุปคโต ตํ ขาทิตุํ ปกฺขนฺโตติ อตฺโถ ฯ โลหิตโปติ โลหิตปายี ฯ ตปนฺติ ตํ อตฺตนา สมาทินฺนตปํ ภินฺทิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา สกฺโก อหเมวาติ ฯ

พกชาตกํ ทสมํ

สุปตฺตวคฺโค ปญฺจโม

ติกนิปาตวณฺณนา นิฏฺฐิตา

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๙๙. โกมาริยปุตตชาดกชาดกถัดไป๓๐๑. จุลลกาลิงคชาดก