พกชาดก
ว่าด้วยการทำลายตบะ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๙๙ · บรรทัด ๒๕๘๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภสันถัดเก่า จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า ปรปาณฆาเต ดังนี้. แม้เรื่องนี้ก็ได้มาแล้วโดยพิสดาร ในพระวินัยนั่นแล ก็ในที่นี้มีความย่อดังต่อไปนี้ :- ท่านพระอุปเสนะ มีพรรษาได้ ๒ พรรษา พร้อมด้วยสัทธิวิหาริกซึ่งมีพรรษาเดียว พากันเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถูกพระศาสดาทรงติเตียน จึงกลับแล้วหลีกไปเริ่มบำเพ็ญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว ประกอบด้วยคุณมีความเป็นผู้มักน้อยเป็นต้น สมาทานธุดงค์ ๑๓ กระทำการชักชวนบริษัทให้เป็นผู้ทรงธุดงค์ ๑๓ ด้วยเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหลีกเร้นอยู่ตลอดไตรมาส จึงพร้อมด้วยบริษัทเข้าไปเฝ้าพระศาสดา เพราะอาศัยบริษัทนั่นแหละ จึงได้รับการติเตียนเป็นครั้งแรก แต่เพราะประพฤติตามกติกาอันประกอบด้วยธรรม จึงได้รับสาธุการเป็นครั้งที่สอง เป็นผู้อันพระศาสดาทรงกระทำอนุเคราะห์ว่า จำเดิมแต่นี้ไป ภิกษุทั้งหลายผู้ทรงธุดงค์ จงเข้ามาเฝ้าเราตามสบายเถิด แล้วจึงออกไปแจ้งเนื้อความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย. ตั้งแต่นั้นมา ภิกษุทั้งหลายจึงพากันเป็นผู้ทรงธุดงค์ เข้าไปเฝ้าพระศาสดา เมื่อพระศาสดาเสด็จออกจากที่เร้น ก็พากันทิ้งผ้าบังสุกุลไว้ในที่นั้น ๆ ถือเอาไปเฉพาะบาตรและจีวรของตนเท่านั้น. พระศาสดาเสด็จเที่ยวจาริกไปยังเสนาสนะพร้อมด้วยภิกษุมากด้วยกัน ทอดพระเนตรเห็นผ้าบังสุกุลตกเรี่ยราดอยู่ในที่นั้น ๆ จึงตรัสถาม ได้ทรงสดับความนั้นแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การสมาทานวัตรของภิกษุเหล่านี้ เป็นของไม่ตั้งอยู่ยั่งยืน ได้เป็นเช่นกับอุโบสถกรรมของนกยาง แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นท้าวสักกเทวราช. ครั้งนั้น มีนกยางตัวหนึ่งอยู่ที่หลังหินดาดใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา ต่อมา ห้วงน้ำใหญ่ในแม่น้ำคงคาไหลมาจดรอบหินดาดนั้น นกยางจึงขึ้นไปนอนบนหลังหินดาด. ที่แสวงหาอาหารและทางที่จะไปแสวงหาอาหารของนกยางนั้นไม่มีเลย. แม่น้ำก็เปี่ยมอยู่นั่นเอง นกยางนั้นคิดว่า เราไม่มีที่แสวงหาอาหาร และทางที่จะไปแสวงหาอาหาร ก็อุโบสถกรรมเป็นของประเสริฐกว่าการนอนของเราผู้ว่างงาน จึงอธิษฐานอุโบสถด้วยใจเท่านั้น มาทานศีล นอนอยู่. ในกาลนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงรำพึงอยู่ ทรงทราบการสมาทานอันทุรพลของนกยางนั้น ทรงพระดำริว่า เราจักทดลองนกยางนี้ จึงแปลงเป็นรูปแพะเสด็จมายืนแสดงพระองค์ให้เห็นในที่ไม่ไกลนกยางนั้น. นกยางเห็นแพะนั้นแล้วคิดว่าเราจักรู้การรักษาอุโบสถกรรมในวันอื่น จึงลุกขึ้นโผบินไปเพื่อจะเกาะแพะนั้น ฝ่ายแพะวิ่งไปทางโน้นทางนี้ ไม่ให้นกยางเกาะตนได้. นกยางเมื่อไม่อาจเกาะแพะได้ จึงกลับมานอนบนหลังหินดาดนั้นนั่นแลอีกโดยคิดว่า อุโบสถกรรมของเรายังไม่แตกทำลายก่อน. ท้าวสักกเทวราชประทับยืนในอากาศด้วยอานุภาพของท้าวเธอ ทรงติเตียนนกยางนั้นว่า ประโยชน์อะไรด้วยอุโบสถกรรมของตนผู้มีอัธยาศัยอันทุรพลเช่นท่าน ท่านไม่รู้ว่าเราเป็นท้าวสักกะ จึงประสงค์จะกินเนื้อแพะ ครั้นทรงติเตียนแล้วก็เสด็จไปยังเทวโลกทันที. มีอภิสัมพุทธคาถา แม้ ๓ คาถาว่า :นกยางแหละมีเนื้อและเลือดเป็นอาหารเป็นอยู่ได้เพราะฆ่าสัตว์อื่น สมาทานเข้าจำอุโบสถกรรมนั้นแล้ว. ท้าวสักกะทรงทราบวัตรของนกยางนั้นแล้ว จึงจำแลงเป็นแพะมา นกยางนั้นปราศจากตบะ ต้องการดื่มกินเลือด จึงโผไปจะกินแพะ ได้ทำลายตบะเสียแล้ว. บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้มีวัตรอันเลวทรามในการสมาทานวัตร ย่อมทำคนให้เบา ดุนกยางทำลายตบะของตน เพราะเหตุต้องการแพะฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปปชฺชิ อุโปสถํ ได้แก่ เข้าจำอุโบสถ. บทว่า วตญฺาย ความว่า ทรงทราบวัตรอันทุรพลของนกยางนั้น. บทว่า วีตตโป อชฺฌปฺปตฺโต ความว่า เป็นผู้ปราศจากตบะบินเข้าไป อธิบายว่า โผแล่นไปเพื่อจะกินแพะนั้น. บทว่าโลหิตโป แปลว่า ผู้ดื่มเลือดเป็นปกติ. บทว่า ตปํ ความว่านกยางทำลายตบะที่ตนสมาทานแล้วนั้น. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ท้าวสักกะในครั้งนั้น คือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาพกชาดกที่ ๑๐
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ๑. ภัทรฆฏเภทกชาดก ๒. สุปัตตชาดก ๓. กายนิพพินทชาดก ๔. ชัมพูขาทกชาดก ๕. อันตชาดก ๖. สมุททชาดก๗. กามวิลาปชาดก ๘. อุทุมพรชาดก ๙. โกมาริยปุตตชาดก๑๐. พกชาดก.
จบ กุมภวรรคที่ ๕
รวมวรรคที่มีในนิบาตนี้ คือ๑. สังกัปปวรรค ๒. ปทุมวรรค ๓. อุทปานทูสกวรรค๔. อัพภันตรวรรค ๕. กุมภวรรค.
จม ติกนิบาต จตุกกนิบาต ชาดก ๑. กาลิงควรรค
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๓๖๔–๓๖๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติกนิบาตชาดก ๑๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
bakajātakaṃ
parapāṇaghāteti idaṃ satthā jetavane viharanto purāṇasanthataṃ ārabbha kathesi. Vatthupi vinaye vitthārato āgatameva. Ayaṃ Panettha saṅkhepo. Āyasmā upaseno duvassiko ekavassikena saddhivihārinā saddhiṃ satthāraṃ upasaṅkamitvā satthārā garahito nivattitvā pakkanto vipassanaṃ paṭṭhapetvā arahattaṃ patvā appicchatādiguṇayutto terasa dhutaṅgāni samādāya parisaṃ terasadhutaṅgadharaṃ katvā bhagavati temāsaṃ paṭisallīne sapariso satthāraṃ upasaṅkamitvā parisampi nissāya paṭhamaṃ garahaṃ labhitvā dhammikāya katikāya anuvattane dutiyaṃ sādhukāraṃ labhitvā ito paṭṭhāya dhutaṅgadharā bhikkhū yathāsukhaṃ upasaṅkamitvā maṃ passantūti satthārā katānuggaho nikkhamitvā bhikkhūnaṃ etamatthaṃ ārocesi. Tato pabhūti bhikkhū dhutaṅgadharā hutvā satthāraṃ dassanāya upasaṅkamitvā satthari paṭisallānā vuṭṭhite tattha tattha paṃsukūlāni chaḍḍetvā attano pattacīvarāneva gaṇhiṃsu. Satthā sambahulehi bhikkhūhi saddhiṃ senāsanacārikaṃ caramāno tattha tattha patitāni paṃsukūlāni disvā pucchitvā tamatthaṃ sutvā bhikkhave imesaṃ nāma bhikkhūnaṃ vattasamādānaṃ na ciraṭṭhitikaṃ bakassa uposathakammasadisaṃ ahosīti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto sakko devarājā ahosi. Atheko bako gaṅgātīre pāsāṇapiṭṭhe vasati. Atha gaṅgāya mahoghodakaṃ 1- gantvā taṃ pāsāṇaṃ parikkhipi. Bako abhirūhitvā pāsāṇapiṭṭhe nipajji. Nevassa gocaro atthi na gocarāya gamanamaggo udakampi vaḍḍhateva. So cintesi mayhaṃ
@Footnote: 1 himodakaṃ. Neva gocaro atthi na gocarāya gamanamaggo nikkammassa pana nipajjanato uposathakammaṃ varataranti manasāva uposathaṃ adhiṭṭhāya sīlāni samādayitvā nipajji. Tadā sakko āvajjamāno tassa taṃ dubbalasamādānaṃ ñatvā etaṃ bakaṃ vīmaṃsissāmīti eḷakarūpena āgantvā tassāvidūre ṭhatvā attānaṃ dassesi. Bako taṃ disvā aññatarasmiṃ divase uposathakammaṃ jānissāmīti uṭṭhāya taṃ gaṇhituṃ pakkhandi. Eḷakopi itocitoca pakkhanditvā attānaṃ gahetuṃ nādāsi. Bako taṃ gahetuṃ asakkonto nivattetvā āgamma uposathakammaṃ tāva me na bhijjatīti tattheva puna nipajji. Sakko sakkānubhāveneva ākāse ṭhatvā tādisassa dubbalajjhāsayassa kiṃ uposathakammena tvaṃ mama sakkabhāvaṃ ajānanto eḷakamaṃsaṃ khāditukāmosīti taṃ garahitvā devalokameva gato.
Tissopi abhisambuddhagāthāva
parapāṇaghāte jīvanto maṃsalohitabhojano
bakova taṃ samādāya upapajji uposathaṃ
tassa sakko vataññāya ajarūpenupāgami
vītatapo ajjhuppatto bhijji lohitapo tapaṃ
evameva idhekacco samādānasmi dubbalo
lahuṃ karoti attānaṃ bakova ajakāraṇāti.
Tattha upapajji uposathanti uposathavāsaṃ upagato. Vataññāyāti tassa dubbalavattaṃ aññāya. Vītatapo ajjhappattoti Vigatatapo hutvā upagato taṃ khādituṃ pakkhantoti attho. Lohitapoti lohitapāyī. Tapanti taṃ attanā samādinnatapaṃ bhindi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā sakko ahamevāti.
Bakajātakaṃ dasamaṃ
supattavaggo pañcamo
tikanipātavaṇṇanā niṭṭhitā
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗