ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. จุลลกาลิงคชาดก
ชาดกที่ ๓๐๑ · จตุกกนิบาตชาดก · กาลิงควรรค

จุลลกาลิงคชาดก

ว่าด้วยเทวดากีดกันความพยายามของคนไม่ได้

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๐๒ · บรรทัด ๒๖๑๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากจุลลกาลิงคชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหิาร ทรงปรารภการบรรพชาของปริพาชิกา ๔ คน จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า วิวรถ อิมาสํ ทฺวารํ ดังนี้. ได้ยินว่า ในนครเวสาลี มีกษัตริย์ลิจฉวี ๗ พัน ๗ ร้อย๗ พระองค์ ประทับอยู่. กษัตริย์ลิจฉวีเหล่านั้น แม้ทั้งหมด ได้เป็นผู้มีพระดำริในการถามและการย้อนถาม. ครั้งนั้น นิครนถ์ผู้ฉลาดในวาทะ ๕๐๐ วาทะ คนหนึ่งมาถึงพระนครเวสาลี กษัตริย์ลิจฉวีเหล่านั้นได้ทรงกระทำการสงเคราะห์นิครนถ์นั้น. นางนิครนถ์ผู้ฉลาดเห็นปานกันแม้อีกคน ก็มาถึงพระนครเวสาลี. กษัตริย์ทั้งหลายจึงให้ชนทั้งสองแสดงวาทะ ( โต้ตอบกัน ). แม้ชนทั้งสองก็เป็นผู้ฉลาดเช่นเดียวกัน. ลำดับนั้น กษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลายได้มึพระดำริว่า บุตรที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยคนทั้งสองนี้ จักเป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลม. จึงให้กระทำการวิวาหมงคลแก่ชนทั้งสองนั้น แล้วให้คนแม้ทั้งสองอยู่ร่วมกัน. ต่อมา เพราะอาศัยการอยู่ร่วมกันของนิครนถ์ทั้งสองนั้น จึงเกิดทาริกา ๔ คนและทารก ๑ คน โดยลำดับ. บิดามาริกาได้ตั้งชื่อนางทาริกาทั้ง ๔ คนว่า นางสัจจา ๑ นางโสภา ๑ นางอธิวาทกา ๑นางปฏิจฉรา ๑ ตั้งชื่อทารกว่า สัจจกะ. คนแม้ทั้ง ๕ นั้นถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว พากันเรียนวาทะ ๑,๐๐๐ วาทะ คือจากมารดา ๔๐๐ จากบิดา ๕๐๐. มารดาบิดาได้ให้โอวาทแก่นางทาริกาทั้ง ๔ อย่างนี้ว่า ถ้าใคร ๆ เป็นคฤหัสถ์ ทำลายวาทะของพวกเจ้าได้ พวกเจ้าพึงยอมเป็นบาทบริจาริกาของเขา ถ้าเป็นบรรพชิตจักทำลายได้ ก็ควรบวชในสำนักของบรรพชิตนั้น. ในกาลต่อมา มารดาบิดาได้ทำกาลกิริยาตายไป. เมื่อมารดาบิดาทำกาลกิริยาตายไปแล้ว นิครนถ์น้องชายคนสุดท้องสั่งสอนศิลปะแก่กษัตริย์ลิจฉวีอยู่ในนครเวสาลีนั้นนั่นเอง ส่วนพี่สาวทั้ง ๔ ถือกิ่งหว้าเที่ยวสัญจรจากนครนี้ไปนครนั้น เพื่อต้องการโต้วาทะ จนถึงพระนครสาวัตถี จึงปักกิ่งหว้าไว้ใกล้ประตูพระนคร แล้วกล่าวแก่พวกเด็ก ๆ ว่า ผู้ใดจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ตาม สามารถยกสู้วาทะของพวกเราได้ ผู้นั้นจงเอาเท้าเกรี่ยกองฝุ่นนี้ให้กระจายแล้วเหยียบกิ่งหว้าด้วยเท้านั่นแหละ แล้วพากันเข้าไปยังพระนครเพื่อต้องการภิกษาหาร. ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรกวาดที่ซึ่งยังไม่ได้กวาด ตักน้ำดื่มใส่หม้อเปล่า ปรนนิบัติภิกษุไข้ จึงเข้าไปบิณฑบาตในนครสาวัตถีเวลาสาย เห็นกิ่งหว้านั้น จึงถามได้ความแล้วให้พวกเด็กนั่นแหละล้มกิ่งหว้าเหยียบเสีย แล้วกล่าวแก่พวกเด็กว่า พวกคนผู้วางกิ่งหว้านี้ไว้นั้น ทำภัตกิจกลับมาแล้ว จงพบเราที่ซุ้มประตูพระวิหารเชตวัน สั่งแล้วก็เข้าไปยังพระนคร กระทำภัตกิจเสร็จแล้วได้ยืนอยู่ที่ซุ้มพระวิหาร. ฝ่ายนางปริพาชิกาเหล่านั้นเที่ยวภิกษาแล้วกลับมา เห็นกิ่งหว้าถูกเหยียบย่ำจึงกล่าวว่า ใครเหยียบย่ำกิ่งหว้านี้พวกเด็กว่า พระสารีบุตรเถระเหยียบ และพูดว่า ถ้าท่านทั้งหลายต้องการโต้วาทะ จงไปยังซุ้มพระวิหาร จึงพากันกลับเข้าพระนครอีก ให้มหาชนประชุมกันแล้วไปยังซุ้มพระวิหาร ถามวาทะหนึ่งพันกะพระเถระ. พระเถระวิสัชนาแล้วถามว่า พวกท่านรู้อะไร ๆ อย่างอื่นอีกบ้าง ? นางปริพาชิกาเหล่านั้นกล่าวว่า ข้าแต่ท่านพวกข้าพเจ้าไม่รู้อะไรอย่างอื่น. พระเถระจึงพูดว่า เราจะถามอะไร ๆ กะพวกท่านบ้างนางปริพาชิกาเหล่านั้นจึงว่า ถามเถิดท่าน เพื่อพวกข้าพเจ้ารู้ จักกล่าวแก้. พระเถระจึงถามว่า เอกํ นาม กึ อะไรชื่อว่าหนึ่ง ? นางปริพาชิกาเหล่านั้นหาทราบไม่. พระเถระจึงวิสัชนาให้ฟัง. นางปริพาชิกาเหล่านั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่าน ความปราชัยเป็นของพวกข้าพเจ้าชัยชนะเป็นของท่าน. พระเถระจึงถามว่า บัดนี้ พวกท่านจักทำอย่างไร ? นางปริพาชิกาทั้งสี่จึงตอบว่า มารดาบิดาของพวกข้าพเจ้าได้ให้โอวาทนี้ไว้ว่า ถ้าคฤหัสถ์ทำลายวาทะของพวกเจ้าได้จงยอมเป็นปชาบดีของเขา ถ้าบรรพชิตทำลายได้ก็จงพากันบวชในสำนักของบรรพชิตนั้นเพราะฉะนั้นท่านโปรดให้บรรพชาแก่พวกข้าพเจ้าเถิด. พระเถระกล่าวว่าดีแล้ว จึงให้นางบวชในสำนักของพระอุบลวรรณาเถรี ไม่นานนัก ทั้งหมดก็ได้บรรลุพระอรหัต. อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งประชุมสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระสารีบุตรเถระเป็นที่พึ่งอาศัยของปริพาชิกาทั้งสี่ ให้ทุกนางบรรลุพระอรหัต. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนสารีบุตรก็ได้เป็นที่พึ่งอาศัยของปริพาชิกาเหล่านี้ แต่ในบัดนี้ ได้ให้บรรพชาภิเษก ในปางก่อน ได้ตั้งไว้ในตำแหน่งมเหสีของพระราชาแล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้ากาลิงคราชครองราชสมบัติอยู่ในพระนครทันตปุระ แคว้นกาลิงครัฐ. พระราชาพระนามว่า อัสสกะครองราชสมบัติในนครโปตละ แคว้นอัสสกรัฐ. พระเจ้ากาลิงคะทรงสมบูรณ์ด้วยรี้พลและพาหนะ แม้พระองค์เองก็มีกำลังดังช้างสารไม่เห็นผู้จะต่อยุทธ พระองค์เป็นผู้ประสงค์จะทรงกระทำการรบ จึงตรัสบอกแก่อำมาตย์ทั้งหลายว่า เรามีความต้องการจะทำการรบ แต่ไม่เห็นผู้จะต่อยุทธ เราจะกระทำอย่างไร. อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลว่าข้าแต่มหาร มีอุบายอยู่อย่างหนึ่ง พระราชธิดาทั้ง ๔ ของพระองค์ทรงพระรูปโฉมอันอุดม พระองค์โปรดให้ประดับตกแต่งพระราชธิดาเหล่านั้น แล้วให้นั่งในราชยานอันมิดชิด แวดล้อมด้วยรี้พล แล้วให้เที่ยวไปยังคามนิคม และราชธานีทั้งหลาย โดยป่าวร้องว่า พระราชาพระองค์ใดจักมีพระประสงค์จะรับเอาไว้เพื่อตน พวกเราจักทำการรบกับพระราชาพระองค์นั้น. พระราชาจึงทรงให้กระทำอย่างนั้น. ในสถานที่พระราชธิดาเหล่านั้นเสด็จไปแล้ว ๆ พระราชาทั้งหลายไม่ยอมให้พระราชธิดาเหล่านั้นเข้าพระนคร เพราะความกลัวภัยพากันส่งเครื่องบรรณาการออกไป แล้วให้ประดับอยู่เฉพาะภายนอกพระนคร. พระราชธิดาเหล่านั้นเสด็จเที่ยวไปตลอดทั่วชมพูทวีปด้วยอาการอย่างนี้ จนบรรลุถึงพระนครโปตละ แคว้นอัสสกรัฐ. ฝ่ายพระเจ้าอัสสกะก็ทรงให้ปิดประตูพระนครแล้วทรงส่งเครื่องบรรณาการออกไปถวาย. อำมาตย์ของพระเจ้าอัสสกะนั้น ชื่อว่านันทเสนเป็นบัณฑิตเฉลียวฉลาดในอุบาย. นันทเสนอำมาตย์นั้นคิดว่า ข่าวว่า พระราชธิดาของพระเจ้ากาลิงคราชเหล่านี้ เสด็จเที่ยวไปทั่วชมพูทวีปก็ไม่ได้ผู้จะต่อยุทธ แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ ชมพูทวีปก็ได้ชื่อว่าต่างจากนักรบเราจักรบกับพระเจ้ากาลิงคราช. นันทเสนอำมาตย์นั้นจึงไปยังประตูพระนครเรียกคนรักษาประตูมา เพื่อจะให้เขาเปิดประตูแก่พระราชธิดาเหล่านั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า:ท่านทั้งหลายจงเปิดประตูถวาย เพื่อให้พระราชธิดาเหล่านั้นเสด็จเข้าภายในพระนคร ซึ่งพระนครนี้ข้าพเจ้าชื่อว่านันทเสนผู้เป็นอำมาตย์ดุจราชสีห์ของพระเจ้าอรุณราชผู้อันอาจารย์สั่งสอนไว้อย่างดี ได้จัดการรักษาไว้ดีแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อรุณราชสฺส ความว่า พระราชาแม้พระองค์นั้น ในเวลาดำรงอยู่ในราชสมบัติ ทรงพระะนามว่า อัสสกะด้วยสามารถแห่งชื่อของแคว้นแต่พระนามว่า อรุณ เป็นนามที่ราชตระกูลประทานแก่พระราชานั้น. ด้วยเหตุนั้น นันทเสนอำมาตย์จึงกล่าวว่า อรุณราชสฺส ดังนี้. บทว่า สีเหน แปลว่า ผู้เป็นบุรุษดุจราชสีห์. บทว่า สุสิฏเน แปลว่า ผู้อันอาจารย์ทั้งหลายสั่งสอนดีแล้ว. บทว่า นนฺทเสเนน ความว่า อันเรา ผู้ชื่อว่านันทเสน. ครั้นอำมาตย์นันทเสนนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงให้เปิดประตูรับพระราชธิดาทั้ง ๔ นั้นไปถวายพระเจ้าอัสสกะ แล้วกราบทูลว่าพระองค์อย่าทรงเกรงกลัวเลย เมื่อมีการรบกัน ข้าพระองค์จักรู้ (รับอาสา) พระองค์โปรดทรงกระทำพระราชธิดาผู้ทรงพระรูปโฉมอันเลอเลิศเหล่านี้ให้เป็นพระอัครมเหสีเถิด แล้วให้ประทานอภิเษกแก่พระราชธิดาเหล่านั้น แล้วส่งราชบุรุษผู้มากับพระราชธิดาเหล่านั้นกลับไปด้วยพูดว่า ท่านทั้งหลายจงกราบทูลพระราชาของท่านหมายถึงข้อที่พระเจ้าอัสสกะราชทรงตั้งพระราชธิดาทั้ง ๔ ไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี. ราชบุรุษเหล่านั้นไปกราบทูลให้ทรงทราบ พระเจ้ากาลิงคราช ทรงดำริว่า พระเจ้าอัสสกะนั้นชะรอยจะไม่ทราบกำลังของเราแน่นอน จึงเสด็จออกด้วยกองทัพใหญ่ในขณะนั้นทันที. นันทเสนอำมาตย์ทราบการเสด็จของพระเจ้ากาลิงคราช จึงส่งสาส์นไปว่า ขอพระเจ้ากาลิงคราชจงอยู่เฉพาะแต่ในรัฐสีมาของพระองค์ อย่าล่วงล่ารัฐสีมาแห่งพระราชาของข้าพระองค์เข้ามา การสู้รบจักมีระหว่างแคว้นทั้งสอง. พระเจ้ากาลิงคราชทรงสดับสาส์นแล้วได้ทรงหยุดกองทัพ ไว้เฉพาะปลายพระราชอาณาเขตของพระองค์ ฝ่ายพระเจ้าอัสสกราชก็ได้ทรงหยุดกองทัพ เฉพาะปลายราชอาณาเขตของพระองค์เหมือนกัน. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์บวชเป็นฤาษี อยู่ที่บรรณศาลาระหว่างอาณาเขต แห่งพระราชาทั้งสองนั้น. พระเจ้ากาลิงคราชทรงพระดำริว่า ธรรมดาสมณะทั้งหลายย่อมจะรู้อะไรๆ ดี ใครจะรู้ อะไรจักมีชัยชนะหรือความปราชัยจักมีแก่ใคร เราจักถามพระดาบสดู จึงเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ด้วยเพศที่ใครๆ ไม่รู้จัก ไหว้แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง กระทำปฏิสันถารแล้วถามว่า ท่านผู้เจริญ พระเจ้ากาลิงคะกับพระเจ้าอัสสกะประสงค์จะรบกัน พากันตั้งทัพยันอยู่เฉพาะในรัฐสีมาของตนๆ ในพระราชาทั้งของพระองค์นั้น ใครจักมีชัยชนะใครจักปราชัยพ่ายแพ้. พระดาบสโพธิสัตว์กราบทูลว่า ท่านผู้มีบุญมากอาตมภาพไม่ทราบว่า พระองค์โน้นชนะ พระองค์โน้นพ่ายแพ้ แต่ท้าวสักกเทวราชเสด็จมาที่นี้ อาตมภาพถามท้าวสักกเทวราชนั้นแล้วจักบอกให้ทราบ. พรุ่งนี้ท่านมาฟังเอาเถิด. ท้าวสักกะเสด็จมาสู่ที่บำรุงพระโพธิสัตว์แล้วประทับนั่ง. ทีนั้น พระโพธิสัตว์จึงทูลถามเนื้อความกะท้าวสักกเทวราช ท้าวเธอจึงตรัสทำนายว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญพระเจ้ากาลิงคราชจักมีชัย พระเจ้าอัสสกะจักปราชัย อนึ่ง บุรพนิมิตนี้จักปรากฏ. ในวันรุ่งขึ้น พระเจ้ากาลิงคราชเสด็จมาถาม แม้พระโพธิสัตว์ก็ทูลแก่พระเจ้ากาลิงคราชนั้น. พระเจ้าถาลิงคราชไม่ตรัสถามเลยว่า บุรพนิมิตชื่อไรจักปรากฏ ทรงหลีกลาไปด้วยพระทัยยินดีว่า ท่านว่าเราจักชนะ. เรื่องนั้นได้แพร่ไปแล้ว พระเจ้าอัสสกะได้ทรงสดับเรื่องนั้นจึงรับสั่งให้เรียกอำมาตย์นันทเสนมา แล้วรับสั่งว่า เขาว่าพระเจ้ากาลิคราชจักชนะ เราจักพ่ายแพ้ เราควรจะทำอย่างไรกันนันทเสนอำมาตย์นั้นกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ใครจะทราบข้อนั้นได้ชัยชนะหรือความปราชัยจักเป็นของใคร ขอพระองค์อย่าทรงคิดไปเลย ครั้นกราบทูลเอาพระทัยพระราชาแล้ว เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ไหว้แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ถามว่า ท่านผู้เจริญ ใครจักชนะ. ใครจักแพ้ พระโพธิสัตว์กล่าวว่า พระเจ้ากาลิงคะจักชนะ พระเจ้าอัสสกะจักแพ้ อำมาตย์นันทเสนถามว่า ท่านผู้เจริญ บุรพนิมิตอะไรจักมีแก่ผู้ชนะ บุรพนิมิตอะไรจักมีแก่ผู้แพ้. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ท่านผู้มีบุญมาก อารักขเทวดาขอพรผู้ชนะจักเป็นโคผู้ขาวปลอด อารักขเทวดาของผู้แพ้จักเป็นโคผู้ดำปลอด อารักขเทวดาแม้ของทั้งสองฝ่ายรบกันแล้ว จักทำความมีชัยและปราชัยกัน. นันทเสนอำมาตย์ได้ฟังดังนั้น จึงลุกขึ้นลาไป พาทหารใหญ่ประมาณพันคนผู้เป็นสหายของพระราชา ขึ้นไปยังภูเขาในที่ไม่ไกลนัก แล้วถามว่า ผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านจักอาจเพื่อถวายชีวิตแก่พระราชาของพวกเราได้หรือไม่. ทหารใหญ่เหล่านั้นกล่าวว่า พวกเราจักสามารถถวายได้. นันทเสนอำมาตย์กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นพวกท่านจงโดดลงไปในเหวนี้. ทหารใหญ่เหล่านั้นได้เตรียมจะโดดลงเหว. นันทเสนอำมาตย์จึงห้ามทหารใหญ่เหล่านั้นแล้วกล่าวว่า อย่าโดดลงเหวนี้เลย ท่านทั้งหลายเป็นผู้มีขวัญดี ไม่ถอยหลัง ช่วยกันรบเพื่อถวายชีวิตแก่พระราชาของเราทั้งหลายเถิด ทหารใหญ่เหล่านั้นรับคำแล้ว. ครั้นเมื่อสงครามประชิดกัน พระเจ้ากาลิงคราชทรงวางพระทัยว่า นัยว่าเราจักชนะ แม้หมู่พลนิกายของพระองค์ก็พากันวางใจว่า เขาว่าพวกเราจักมีชัยชนะ จึงไม่ทำการผูกสอด เป็นพรรคเป็นพวกพากันหลีกไปตามความชอบใจในเวลาจะกระทำความเพียรพยายามก็ไม่ทำ. ฝ่ายพระราชาทั้งสองพระองค์เสด็จขึ้นทรงม้าเข้าไปหากันและกันด้วยหมายมั่นว่า จักต่อยุทธ. อารักขเทวดาของพระราชาทั้งสองออกไปข้างหน้า อารักขเทวดาของพระเจ้ากาลิงคะเป็นโคผู้ขาวปลอดอารักขเทวดาของพระเจ้าอัสสกะ เป็นโคผู้ดำปลอด. โคผู้แม้เหล่านั้นแสดงอาการต่อสู้เข้าไปหากันและกัน ก็โคผู้เหล่านั้นย่อมปรากฏเฉพาะแก่พระราชาทั้งสองพระองค์เท่านั้น ไม่ปรากฏแก่คนอื่น. อำมาตย์นันทเสนทูลถามพระเจ้าอัสสกะว่า ข้าแต่มหาราช อารักขเทวดาปรากฏแก่พระองค์แล้วหรือยัง. พระเจ้าอัสสกะตรัสว่า เออปรากฏ. นันทเสน ปรากฏโดยอาการอย่างไร. พระเจ้าอัสสกะ อารักขเทวดาขอพระเจ้ากาลิงคะปรากฏเป็นโคผู้ขาวปลอด อารักขเทวดาของเราปรากฏเป็นโคผู้ดำปลอด. นันทเสนอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าทรงเกรงกลัวเลย พวกเราจักชนะ พระเจ้ากาลิงคะจักพ่ายแพ้ พระองค์จงเสด็จลุกจากหลังม้า ทรงถือพระแสงหอกนี้ เอาพระหัตถ์ซ้ายแตะด้านท้องม้าสินธพที่ศึกษาดีแล้วรีบไปพร้อมกับบุรุษพันคนนี้ เอาหอกประหารอารักขเทวดาของพระเจ้ากาลิงคะให้ล้มลง ต่อแต่นั้น พวกข้าพระองค์ประมาณหนึ่งพัน จักประหารด้วยหอกพันเล่ม เมื่อทำอย่างนี้ อารักขเทวดาของพระเจ้ากาลิงคะจักฉิบหาย จากนั้น พระเจ้ากาลิงคะจักพ่ายแพ้ พวกเราจักชนะ พระราชาทรงรับว่าได้ แล้วเสด็จไปเอาหอกแทงตามสัญญาที่นันทเสนอำมาตย์ถวายไว้ ฝ่ายอำมาตย์ทั้งหลายก็แทงด้วยหอกพันเล่ม. อารักขเทวดาของพระเจ้ากาลิงคะก็ถึงแก่ความตาย ณ ที่นั้นนั่นเอง. ทันใดนั้น พระเจ้ากาลิงคะก็ทรงพ่ายแพ้เสด็จหนีไป. อำมาตย์ทั้งหลายพันคนเห็นพระเจ้ากาลิงคะเสด็จหนีไปก็พากันโห่ร้องว่า พระเจ้ากาลิงคราชหนี. พระเจ้ากาลิงคะทรงกลัวต่อมรณภัยเสด็จหนีไป เมื่อจะทรงด่าพระดาบสนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :แน่ะดบสโกง ท่านได้พูดไว้อย่างนี้ว่า ชัยชนะจักมีแก่พวกพระเจ้ากาลิงคราชผู้สามารถย่ำยีบุคคลที่ใคร ๆ ย่ำยีไม่ได้ ความปราชัยไม่ชนะจักมีแก่พวกพระเจ้าอัสสกะชนทั้งหลายผู้ซื่อตรงย่อมไม่พูดเท็จ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสยฺหสาหินํ ได้แก่ ผู้สามารถเพื่อย่ำยีบุคคลที่ใคร ๆ ย่ำยีไม่ได้ คือย้ำยีได้ยาก. บทว่า อิจฺเจวํ เต ภาสิตํ ความว่า ดูก่อนดาบสโกง ท่านรับเอาค่าจ้างแล้วพูดอย่างนี้กะพระราชาผู้พ่ายแพ้ว่า จักชนะและพูดกะพระราชาผู้ชนะว่าจักแพ้. บทว่า น อุชุภูตา ความว่า ชนเหล่าใดเป็นผู้ซื่อตรงด้วยกาย วาจาและใจ ชนเหล่านั้นย่อมไม่พูดเท็จอย่างนี้. พระเจ้ากาลิงคราชนั้น เมื่อด่าพระดาบสอย่างนี้ แล้วก็เสด็จหนีไปยังพระนครของพระองค์ ไปอาจที่จะเหลียวมามองดู. แต่นั้นเมื่อล่วงไป ๒-๓ วัน ท้าวสักกะได้เสด็จมายังที่บำรุงของพระดาบส. พระดาบสเมื่อจะทูลกับท้าวเธอ จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :ข้าแต่ท้าวสักกะ เทวดาทั้งหลายยังประพฤติล่วงมุสาวาทอีกหรือ พระองค์ควรกระทำถ้อยคำให้จริงแต่แน่นอนมิใช่หรือ ข้าแต่ท้าวมั่ฆวาฬผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน พระองค์ทรงอาศัยเหตุอะไรหรือ จึงได้ตรัสมุสา.

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๓๗๐–๓๘๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

จตุกกนิบาตชาดก · ๔๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

จตุกฺกนิปาตชาตกฏฺฐกถา

กาลิงฺควคฺควณฺณนา

-------

จุลฺลกาลิงฺคชาตกํ

วิวรถ อิมาสํ ทฺวารนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต จตุนฺนํ ปริพฺพาชิกานํ ปพฺพชฺชํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

เวสาลิยํ กิร ลิจฺฉวิราชูนํ สตฺต สหสฺสานิ สตฺต สตานิ สตฺต จ ลิจฺฉวี วสึสุ ฯ เต สพฺเพปิ ปุจฺฉาปฏิปุจฺฉาจิตฺตกา ๑- อเหสุํ ฯ อเถโก ปญฺจสุ วาทสเตสุ พฺยตฺโต นิคฺคณฺโฐ เวสาลิยํ สมฺปาปุณิ ฯ เต ตสฺส สงฺคหํ อกํสุ ฯ อปราปิ เอวรูปา นิคฺคณฺฐี สมฺปาปุณิ ฯ ราชาโน เทฺวปิ ชเน วาทํ กาเรสุํ ฯ อุโภปิ สทิสาว อเหสุํ ฯ ตโต ลิจฺฉวีนํ เอตทโหสิ อิเม เทฺว ปฏิจฺจ อุปฺปนฺโน ปุตฺโต พฺยตฺโต ภวิสฺสตีติ ฯ เตสํ วิวาหํ กาเรตฺวา เทฺวปิ เอกโต วาเสสุํ ฯ อถ เนสํ สํวาสมนฺวาย ปฏิปาฏิยา จตสฺโส ทาริกาโย วิชายึสุ เอโก จ ทารโก วิชายิ ฯ ทาริกานํ สจฺจา โสภา ๒- อธิวาทกา ๓- ปฏิจฺฉราติ ๔- นามํ อกํสุ ฯ ทารกสฺส สจฺจโกติ นามํ ฯ เต ปญฺจปิ ชนา วิญฺญุตํ ปตฺวา มาติโต ปญฺจ วาทสตานิ ปิติโต ปญฺจ วาทสตานีติ วาทสหสฺสํ อุคฺคณฺหึสุ ฯ มาตาปิตโร ทาริกาโย

@เชิงอรรถ: ๑ ปฏิปุจฺฉาวิตกฺกา ฯ ๒ โลลา ฯ ๓ อววาทกา ฯ ๔ ปฏาจารา ฯ เอวํ โอวทึสุ สเจ โกจิ คิหี ตุมฺหากํ วาทํ ภินฺทิสฺสติ ตสฺส ปาทปริจาริกา ภเวยฺยาถ สเจ ปพฺพชิโต ภินฺทิสฺสติ ตสฺส สนฺติเก ปพฺพเชยฺยาถาติ ฯ อปรภาเค มาตาปิตโร กาลมกํสุ ฯ เตสุ กาลกเตสุ สพฺพกนิฏฺโฐ นิคฺคณฺโฐ ตตฺเถว เวสาลิยํ ลิจฺฉวีนํ สิปฺปํ สิกฺขาเปนฺโต ๑- วสิ ฯ ภคินิโย ชมฺพูสาขํ คเหตฺวา วาทตฺถาย นคเรน นครํ จรมานา สาวตฺถึ ปตฺวา นครทฺวาเร ชมฺพูสาขํ นิกฺขิปิตฺวา โย อมฺหากํ วาทํ อาโรเปตุํ สกฺโกติ คิหี วา ปพฺพชิโต วา โส เอตํ ปํสุปุญฺชํ ปาเทหิ วิกีริตฺวา ปาเทเหว สาขํ มทฺทตูติ ทารกานํ วตฺวา ภิกฺขตฺถาย นครํ ปาวิสึสุ ฯ อถายสฺมา สารีปุตฺโต อสมฺมชฺชนฏฺฐานํ สมฺมชฺชิตฺวา ริตฺตฆเฏสุ ปานียํ อุปฏฺฐเปตฺวา คิลาเน ปฏิชคฺคิตฺวา ทิวาตรํ สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย ปวิสนฺโต ตํ สาขํ ทิสฺวา ปุจฺฉิตฺวา ทารเกเหว ปาตาเปตฺวา มทฺทาเปตฺวา เยหิ อยํ สาขา ฐปิตา เต กตภตฺตกิจฺจา อาคนฺตฺวา เชตวนทฺวารโกฏฺฐเก มํ ปสฺสนฺตูติ ทารกานํ วตฺวา นครํ ปวิสิตฺวา กตภตฺตกิจฺโจ วิหารโกฏฺฐเก อฏฺฐาสิ ฯ ตาปิ ปริพฺพาชิกา ภิกฺขํ จริตฺวา อาคตา สาขํ มทฺทิตํ ทิสฺวา เกนายํ มทฺทิตาติ วตฺวา สารีปุตฺตตฺเถเรน สเจ ตุมฺเห วาทตฺถิกา วิหารโกฏฺฐกํ กิร คจฺฉถาติ ทารเกหิ วุตฺตา ปุน นครํ ปวิสิตฺวา มหาชนํ สนฺนิปาเตตฺวา วิหารโกฏฺฐกํ คนฺตฺวา เถรํ วาทสหสฺสํ ปุจฺฉึสุ ฯ เถโร วิสชฺเชตฺวา อญฺญํ กิญฺจิ ชานิตฺถาติ ปุจฺฉิ ฯ น ชานาม สามีติ ฯ อหํ ปน

@เชิงอรรถ: ๑ ลิจฺฉวิสิปฺปํ สิกฺขนฺโต ฯ โว กิญฺจิ ปุจฺฉามีติ ฯ ปุจฺฉ สามิ ชานนฺติโย กเถสฺสามาติ ฯ เถโร เอกํ นาม กินฺติ ปุจฺฉิ ฯ ตา น ชานึสุ ฯ เถโร วิสชฺเชสิ ฯ ตา อมฺหากํ สามิ ปราชโย ตุมฺหากํ ชโยติ อาหํสุ ฯ อิทานิ กึ กริสฺสถาติ ฯ อมฺหากํ มาตาปิตูหิ อยํ โอวาโท ทินฺโน สเจ โว คิหี วาทํ ภินฺทิสฺสติ ตสฺส ปชาปติโย ภเวยฺยาถ สเจ ปพฺพชิโต ตสฺส สนฺติเก ปพฺพเชยฺยาถาติ ปพฺพชฺชํ โน เทถาติ ฯ เถโร สาธูติ วตฺวา ตา อุปฺปลวณฺณาย เถริยา สนฺติเก ปพฺพาเชสิ ฯ สพฺพา นจิรสฺเสว อรหตฺตํ ปาปุณึสุ ฯ อเถกทิวสํ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส สารีปุตฺตตฺเถโร จตุนฺนํ ปริพฺพาชิกานํ อวสฺสโย หุตฺวา สพฺพา อรหตฺตํ ปาเปสีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ เอตาสํ อวสฺสโย อโหสิ อิทานิ ปน ปพฺพชฺชาภิเสกํ ทาเปสิ ปุพฺเพ ราชมเหสิฏฺฐาเน ฐเปสีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต กาลิงฺครฏฺเฐ ทนฺตปุรนคเร กาลิงฺคราเช รชฺชํ กาเรนฺเต อสฺสกรฏฺเฐ โปตลนคเร ๑- อสฺสโก นาม รชฺชํ กาเรสิ ฯ กาลิงฺโค สมฺปนฺนพลพาหโน สยมฺปิ นาคพโล ปฏิโยธํ น ปสฺสติ ฯ โส ยุชฺฌิตุกาโม หุตฺวา อมจฺจานํ อาโรเจสิ อหํ ยุทฺธตฺถิโก ปฏิโยธํ ปน น ปสฺสามิ กึ กโรมาติ ฯ อมจฺจา อตฺเถโก มหาราช อุปาโย ธีตโร เต จตสฺโส อุตฺตมรูปธรา ตา ปสาเธตฺวา

@เชิงอรรถ: ๑ โปตลินคเร ฯ ปฏิจฺฉนฺนยาเน นิสีทาเปตฺวา พลปริวุตา คามนิคมราชธานิโย จราเปถ โย ราชา อตฺตโน คเหตุกาโม ๑- ภวิสฺสติ เตน สทฺธึ ยุทฺธํ กริสฺสามาติ วทึสุ ฯ ราชา ตถา กาเรสิ ฯ ตาหิ คตคตฏฺฐาเน ราชาโน ภเยน ตาสํ นครํ ปวิสิตุํ น เทนฺติ ปณฺณาการํ เปเสตฺวา พหินคเรเยว วสาเปนฺติ ฯ เอวํ สกลชมฺพูทีปํ จริตฺวา อสฺสกรฏฺเฐ โปตลนครํ ปาปุณึสุ ฯ อสฺสกราชาปิ นครทฺวารานิ ปิทหาเปตฺวา ปณฺณาการํ เปเสสิ ฯ ตสฺส นนฺทเสโน ๒- นาม อมจฺโจ ปณฺฑิโต วิยตฺโต อุปายกุสโล ฯ โส จินฺเตสิ อิมา กิร กาลิงฺคราชธีตาโร สกลชมฺพูทีปํ จริตฺวา ปฏิโยธํ น ลภึสุ เอวํ สนฺเตปิ ชมฺพูทีโป ตุจฺโฉ นาม อโหสิ อหํ กาลิงฺเคน สห ยุชฺฌิสฺสามีติ ฯ โส นครทฺวารํ คนฺตฺวา โทวาริเก อามนฺเตตฺวา ตาสํ ทฺวารํ วิวราเปตุํ ปฐมํ คาถมาห

วิวรถ อิมาสํ ทฺวารํ นครนฺตํ ปวีสิตุํ

อรุณราชสฺส สีเหน สุสิฏฺเฐน สุรกฺขิตํ นนฺทเสเนนาติ ฯ

ตตฺถ อรุณราชสฺสาติ โสปิ รชฺเช ปติฏฺฐิตกาเล รฏฺฐสฺส นามวเสน อสฺสโก นาม ชาโต ฯ กุลทตฺติยํ ปนสฺส นามํ อรุโณติ ฯ เตนาห อรุณราชสฺสาติ ฯ สีเหนาติ ปุริสสีเหน ฯ สุสิฏฺเฐนาติ อาจริเยหิ สุฏฺฐุ อนุสาสิเตน ฯ นนฺทเสเนนาติ มยา นนฺทเสเนน นาม ฯ

โส เอวํ วตฺวา ทฺวารํ วิวราเปตฺวา ตา คเหตฺวา อสฺสกรญฺโญ

@เชิงอรรถ: ๑ เคเห กาตุกาโม ฯ ๒ นนฺทิเสโน ฯ ทสฺเสตฺวา ตุมฺเห มา ภายิตฺถ ยุทฺเธ สติ อหํ ชานิสฺสามิ อิมา อุตฺตมรูปธรา ราชธีตโร อคฺคมเหสิโย กโรถาติ ตาสํ อภิเสกํ ทาเปตฺวา ตาหิ สทฺธึ อาคตปุริเส คจฺฉถ ตุมฺเห ราชธีตานํ อสฺสกราเชน มเหสิฏฺฐาเน ฐปิตภาวํ ตุมฺหากํ รญฺโญ อาจิกฺขถาติ อุยฺโยเชสิ ฯ เต คนฺตฺวา อาโรเจสุํ ฯ กาลิงฺโค นห นูน โส มยฺหํ พลํ ชานาตีติ ตาวเทว มหติยา เสนาย นิกฺขมิ ฯ นนฺทเสโน ตสฺสาคมนํ ญตฺวา อตฺตโน กิร รชฺชสีมายเมว โหตุ มา อมฺหากํ รญฺโญ รชฺชสีมํ โอกฺกมตุ อุภินฺนํ รฏฺฐานํ อนฺตเร ยุทฺธํ ภวิสฺสตีติ สาสนํ เปเสสิ ฯ โส สาสนํ สุตฺวา อตฺตโน รชฺชปริยนฺเตว อฏฺฐาสิ ฯ อสฺสโกปิ อตฺตโน รชฺชปริยนฺเตเยว อฏฺฐาสิ ฯ

ตทา โพธิสตฺโต อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา เตสํ ทฺวินฺนํ ราชูนํ อนฺตเร ปณฺณสาลายํ วสติ ฯ กาลิงฺโค สมณา นาม กิญฺจิ ชานนฺติ โก ชานาติ กึ ภวิสฺสติ กสฺส ชโย วา ปราชโย วา ภวิสฺสติ ตาปสํ ปุจฺฉิสฺสามีติ อญฺญาตกเวเสน โพธิสตฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิตฺวา ปฏิสนฺถารํ กตฺวา ภนฺเต กาลิงฺโค จ อสฺสโก จ ยุชฺฌิตุกามา อตฺตโน อตฺตโน รชฺชสีมายเมว ฐิตา เอเตสุ กสฺส ชโย กสฺส ปราชโย ภวิสฺสตีติ ปุจฺฉิ ฯ มหาปุญฺญ อหํ อสุกสฺส ชโย อสุกสฺส ปราชโยติ น ชานามิ สกฺโก ปน เทวราชา อิธาคจฺฉติ ตมหํ ปุจฺฉิตฺวา กเถสฺสามิ เสฺวว อาคจฺเฉยฺยาสีติ ฯ สกฺโก โพธิสตฺตสฺส อุปฏฺฐานํ อาคนฺตฺวา นิสีทิ ฯ อถ นํ โพธิสตฺโต ตมตฺถํ ปุจฺฉิ ฯ ภนฺเต กาลิงฺโค ชินิสฺสติ อสฺสโกว ปราชิสฺสติ อิทญฺจ ปุพฺพนิมิตฺตํ ปญฺญายิสฺสตีติ ฯ กาลิงฺโค ปุนทิวเส อาคนฺตฺวา ปุจฺฉิ ฯ โพธิสตฺโตปิสฺส อาจิกฺขิ ฯ โส กึ นาม ปุพฺพนิมิตฺตํ ภวิสฺสตีติ อปุจฺฉิตฺวาว อหํ กิร ชินิสฺสามีติ ตุฏฺฐิยา ปกฺกามิ ฯ สา กถา วิตฺถาริกา อโหสิ ฯ ตํ สุตฺวา อสฺสโก นนฺทเสนํ ปกฺโกสาเปตฺวา กาลิงฺโค กิร ชินิสฺสติ มยํ ปราชิสฺสาม กินฺนุโข กาตพฺพนฺติ อาห ฯ โส โก เอตํ มหาราช ชานาติ กสฺส ชโย วา ปราชโย วา ตุมฺเห มา จินฺตยิตฺถาติ ราชานํ อสฺสาเสตฺวา โพธิสตฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺโน ภนฺเต โก ชินิสฺสติ โก ปราชิสฺสตีติ ปุจฺฉิ ฯ กาลิงฺโค ชินิสฺสติ อสฺสโก ปราชิสฺสตีติ ฯ ภนฺเต ชินนฺตสฺส กึ ปุพฺพนิมิตฺตํ ภวิสฺสติ กึ ปราชินนฺตสฺสาติ ฯ มหาปุญฺญ ชินนฺตสฺส อารกฺขเทวตา สพฺพเสโต อุสโภ ภวิสฺสติ อิตรสฺส สพฺพกาฬโก อุภินฺนมฺปิ อารกฺขเทวตา ยุชฺฌิตฺวา ชยปราชยํ กริสฺสตีติ ฯ นนฺทเสโน ตํ สุตฺวา อุฏฺฐาย คนฺตฺวา รญฺโญ สหายา สหสฺสมตฺตา มหาโยธา เต คเหตฺวา อวิทูเร ปพฺพตํ อารุยฺห อมฺโภ อมฺหากํ รญฺโญ ชีวิตํ ทาตุํ สกฺขิสฺสถาติ ปุจฺฉิ ฯ อาม สกฺขิสฺสามาติ ฯ เตนหิ อิมสฺมึ ปปาเต ปตถาติ ฯ เต ปติตุกามา อเหสุํ ฯ อถ เน วาเรตฺวา อลํ เอตฺถ ปตเนน อมฺหากํ รญฺโญ ชีวิตํ ทาตุํ สุหทยา อนิวตฺติโน หุตฺวา ยุชฺฌถาติ อาห ฯ เต สมฺปฏิจฺฉึสุ ฯ อถ สงฺคาเม ปจฺจุปฏฺฐิเต กาลิงฺโค อหํ กิร ชินิสฺสามีติ โวสานมาปาทิ ฯ พลนิกายาปิสฺส อมฺหากํ กิร ชโยติ โวสานํ อาปชฺชิตฺวา สนฺนาหํ อกตฺวา ๑- วคฺควคฺคา หุตฺวา ยถารุจึ ปกฺกมึสุ วิริยกรณกาเล วิริยํ น กรึสุ ฯ อุโภปิ ราชาโน อสฺสํ อภิรูหิตฺวา ยุชฺฌิสฺสามาติ อญฺญมญฺญํ อุปสงฺกมึสุ ฯ อุภินฺนํ อารกฺขเทวตา ปุรโต คนฺตฺวา กาลิงฺคสฺส อารกฺขเทวตา สพฺพเสโต อุสโภ อโหสิ อิตรสฺส สพฺพกาฬโก ฯ เตปิ อญฺญมญฺญํ ยุชฺฌนาการํ ทสฺเสนฺตา อุปสงฺกมึสุ ฯ เต ปน อุสภา ทฺวินฺนํ ราชูนเมว ปญฺญายนฺติ น อญฺเญสํ ฯ นนฺทเสโน อสฺสกํ ปุจฺฉิ ปญฺญายติ เต มหาราช อารกฺขเทวตาติ ฯ อาม ปญฺญายตีติ ฯ เกนากาเรนาติ ฯ กาลิงฺคสฺส อารกฺขเทวตา สพฺพเสโต อุสโภ หุตฺวา ปญฺญายติ อมฺหากํ อารกฺขเทวตา สพฺพกาฬโก หุตฺวา ปญฺญายตีติ ฯ มหาราช ตุมฺเห มา ภายิตฺถ มยํ ชินิสฺสาม กาลิงฺโค ปราชิสฺสติ ตุมฺเห อสฺสปิฏฺฐิโต โอตริตฺวา อิมํ สตฺตึ คเหตฺวา สุสิกฺขิตํ สินฺธวํ อุทรปสฺเส พามหตฺเถน อุปฺปีเฬตฺวา อิมินา ปุริสสหสฺเสน สทฺธึ เวคสา คนฺตฺวา กาลิงฺคสฺส อารกฺขเทวตํ สตฺติปฺปหาเรน ปาเตถ ตโต มยํ สหสฺสมตฺตา สตฺติสหสฺเสน ปหริสฺสาม เอวํ กาลิงฺคสฺส อารกฺขเทวตา นสฺสิสฺสติ ตโต กาลิงฺโค ปราชิสฺสติ มยํ ชินิสฺสามาติ ฯ ราชา สาธูติ นนฺทเสเนน ทินฺนสญฺญาย คนฺตฺวา สตฺติยา ปหริ ฯ อมจฺจาปิ สตฺติสหสฺเสน ปหรึสุ ฯ อารกฺขเทวตา ตตฺเถว ชีวิตกฺขยํ ปาปุณิ ฯ ตาวเทว กาลิงฺโค ปราชิตฺวา ปลายิ ฯ ตํ ปลายมานํ ทิสฺวา สหสฺสมตฺตา อมจฺจา

@เชิงอรรถ: ๑ กตฺวา ฯ กาลิงฺโค ปลายตีติ อุนฺนทึสุ ฯ กาลิงฺโค มรณภยภีโต ปลายมาโน ตํ ตาปสํ อกฺโกสนฺโต ทุติยํ คาถมาห

ชโย กาลิงฺคานํ อสยฺหสาหินํ

ปราชโย อชโย ๑- อสฺสกานํ

อิจฺเจวํ เต ภาสิตํ พฺรหฺมจาริ

น อุชุภูตา วิตถํ ภณนฺตีติ ฯ

ตตฺถ อสยฺหสาหินนฺติ อสยฺหํ ทุสฺสหํ สหิตุํ สมตฺถานํ ฯ อิจฺเจวํ เต ภาสิตนฺติ เอวํ ตยา กูฏตาปส ลญฺจํ คเหตฺวา ปราชินกราชานํ ชินิสฺสติ ชินกราชานญฺจ ปราชิสฺสตีติ ภาสิตํ ฯ น อุชุภูตาติ เย กาเยน วาจาย มนสา จ อุชุกา น เต เอวํ มุสา ภณนฺตีติ ฯ

เอวํ โส ตาปสํ อกฺโกสนฺโต ปลายิตฺวา อตฺตโน นครเมว คโต นิวตฺติตฺวา โอโลเกตุมฺปิ นาสกฺขิ ฯ ตโต กติปาหจฺจเยน สกฺโก ตาปสสฺส อุปฏฺฐานํ อคมาสิ ฯ ตาปโส เตน สทฺธึ กเถนฺโต ตติยํ คาถมาห

เทวา มุสาวาทมุปาติวตฺตา

สจฺจํ ตถํ ปรมํ กรํ นุ สกฺก ๒-

ตนฺเต มุสา ภาสิตํ เทวราช

กึ วา ปฏิจฺจ มฆวา มหินฺทาติ ฯ

ตตฺถ ตนฺเต มุสา ภาสิตนฺติ ยํ ตยา มยฺหํ ภาสิตํ ตํ อตฺถภญฺชกํ มุสาวาทํ กโรนฺเตน ตยา มุสา ภาสิตํ ตํ ตยา กึ

@เชิงอรรถ: ๑ อนโย ฯ ๒ สจฺจํ ธนํ ปรมนฺเตสุ สกฺก ฯ การณํ ปฏิจฺจ เอวํ ภาสิตนฺติ ฯ

ตํ สุตฺวา สกฺโก จตุตฺถํ คาถมาห

นนุ เต สุตํ พฺราหฺมณ ภญฺญมาเน

เทวา น อิสฺสนฺติ ปุริสปรกฺกมสฺส

ทโม สมาธิ มนโส อเภชฺโช ๑-

อพฺยตฺตตา นิกฺกมนญฺจ กาเล

ทฬฺหญฺจ วิริยํ ปุริสปรกฺกโม จ

เตเนว อาสิ วิชโย อสฺสกานนฺติ ฯ

ตสฺสตฺโถ กึ ตยา พฺราหฺมณ ตตฺถ ตตฺถ วจเน ภญฺญมาเน อิทํ น สุตปุพฺพํ ยถา ๒- เทวา ปุริสปรกฺกมสฺส น อิสฺสนฺติ น อุสฺสุยนฺติ อสฺสกสฺส รญฺโญ วิริยกรณวเสน อตฺตทมสงฺขาโต ทโม สมคฺคภาเวน มนโส อเภชฺโช อเภชฺชสมาธิ อสฺสกรญฺโญ สหายานํ วิริยกรณกาเล อพฺยตฺตตา ยถา กาลิงฺคสฺส มนุสฺสา วคฺควคฺคา หุตฺวา โอสกฺกึสุ เอวํ อโนสกฺกนํ ๓- สมคฺคภาเวน ปน อเภชฺชจิตฺตานํ ๔- วิริยญฺจ ปุริสปรกฺกโม จ ถิโร อโหสิ เตเนว การเณน อสฺสกานํ ชโย อโหสีติ ฯ

ปลาเต จปน กาลิงฺเค อสฺสกราชา วิโลปํ คาหาเปตฺวา อตฺตโน นครํ คโต ฯ นนฺทเสโน กาลิงฺคสฺส สาสนํ เปเสสิ อิมาสํ จตุนฺนํ ราชธีตานํ ทายชฺชโกฏฺฐาสํ เปเสตุ สเจ น เปเสสิ กาตพฺพเมตฺถ ชานิสฺสามาติ ฯ โส ตํ สาสนํ สุตฺวา ภีตตสิโต

@เชิงอรรถ: ๑ อเทชฺโฌ ฯ ๒ ยํ ฯ ๓ อโนสกฺกานํ ฯ ๔ อเภชฺฌจิตฺตานิ ฯ ตาหิ ลทฺธพฺพทายชฺชํ เปเสสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย สมคฺคสํวาสํ วสึสุ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา กาลิงฺครญฺโญ ธีตโร อิมา ทหรภิกฺขุนิโย อเหสุํ นนฺทเสโน สารีปุตฺโต ตาปโส ปน อหเมวาติ ฯ

จุลฺลกาลิงฺคชาตกํ ปฐมํ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๐๐. พกชาดกชาดกถัดไป๓๐๒. มหาอัสสาโรหชาดก