จุลลกาลิงคชาดก
ว่าด้วยเทวดากีดกันความพยายามของคนไม่ได้
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๐๒ · บรรทัด ๒๖๑๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหิาร ทรงปรารภการบรรพชาของปริพาชิกา ๔ คน จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า วิวรถ อิมาสํ ทฺวารํ ดังนี้. ได้ยินว่า ในนครเวสาลี มีกษัตริย์ลิจฉวี ๗ พัน ๗ ร้อย๗ พระองค์ ประทับอยู่. กษัตริย์ลิจฉวีเหล่านั้น แม้ทั้งหมด ได้เป็นผู้มีพระดำริในการถามและการย้อนถาม. ครั้งนั้น นิครนถ์ผู้ฉลาดในวาทะ ๕๐๐ วาทะ คนหนึ่งมาถึงพระนครเวสาลี กษัตริย์ลิจฉวีเหล่านั้นได้ทรงกระทำการสงเคราะห์นิครนถ์นั้น. นางนิครนถ์ผู้ฉลาดเห็นปานกันแม้อีกคน ก็มาถึงพระนครเวสาลี. กษัตริย์ทั้งหลายจึงให้ชนทั้งสองแสดงวาทะ ( โต้ตอบกัน ). แม้ชนทั้งสองก็เป็นผู้ฉลาดเช่นเดียวกัน. ลำดับนั้น กษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลายได้มึพระดำริว่า บุตรที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยคนทั้งสองนี้ จักเป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลม. จึงให้กระทำการวิวาหมงคลแก่ชนทั้งสองนั้น แล้วให้คนแม้ทั้งสองอยู่ร่วมกัน. ต่อมา เพราะอาศัยการอยู่ร่วมกันของนิครนถ์ทั้งสองนั้น จึงเกิดทาริกา ๔ คนและทารก ๑ คน โดยลำดับ. บิดามาริกาได้ตั้งชื่อนางทาริกาทั้ง ๔ คนว่า นางสัจจา ๑ นางโสภา ๑ นางอธิวาทกา ๑นางปฏิจฉรา ๑ ตั้งชื่อทารกว่า สัจจกะ. คนแม้ทั้ง ๕ นั้นถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว พากันเรียนวาทะ ๑,๐๐๐ วาทะ คือจากมารดา ๔๐๐ จากบิดา ๕๐๐. มารดาบิดาได้ให้โอวาทแก่นางทาริกาทั้ง ๔ อย่างนี้ว่า ถ้าใคร ๆ เป็นคฤหัสถ์ ทำลายวาทะของพวกเจ้าได้ พวกเจ้าพึงยอมเป็นบาทบริจาริกาของเขา ถ้าเป็นบรรพชิตจักทำลายได้ ก็ควรบวชในสำนักของบรรพชิตนั้น. ในกาลต่อมา มารดาบิดาได้ทำกาลกิริยาตายไป. เมื่อมารดาบิดาทำกาลกิริยาตายไปแล้ว นิครนถ์น้องชายคนสุดท้องสั่งสอนศิลปะแก่กษัตริย์ลิจฉวีอยู่ในนครเวสาลีนั้นนั่นเอง ส่วนพี่สาวทั้ง ๔ ถือกิ่งหว้าเที่ยวสัญจรจากนครนี้ไปนครนั้น เพื่อต้องการโต้วาทะ จนถึงพระนครสาวัตถี จึงปักกิ่งหว้าไว้ใกล้ประตูพระนคร แล้วกล่าวแก่พวกเด็ก ๆ ว่า ผู้ใดจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ตาม สามารถยกสู้วาทะของพวกเราได้ ผู้นั้นจงเอาเท้าเกรี่ยกองฝุ่นนี้ให้กระจายแล้วเหยียบกิ่งหว้าด้วยเท้านั่นแหละ แล้วพากันเข้าไปยังพระนครเพื่อต้องการภิกษาหาร. ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรกวาดที่ซึ่งยังไม่ได้กวาด ตักน้ำดื่มใส่หม้อเปล่า ปรนนิบัติภิกษุไข้ จึงเข้าไปบิณฑบาตในนครสาวัตถีเวลาสาย เห็นกิ่งหว้านั้น จึงถามได้ความแล้วให้พวกเด็กนั่นแหละล้มกิ่งหว้าเหยียบเสีย แล้วกล่าวแก่พวกเด็กว่า พวกคนผู้วางกิ่งหว้านี้ไว้นั้น ทำภัตกิจกลับมาแล้ว จงพบเราที่ซุ้มประตูพระวิหารเชตวัน สั่งแล้วก็เข้าไปยังพระนคร กระทำภัตกิจเสร็จแล้วได้ยืนอยู่ที่ซุ้มพระวิหาร. ฝ่ายนางปริพาชิกาเหล่านั้นเที่ยวภิกษาแล้วกลับมา เห็นกิ่งหว้าถูกเหยียบย่ำจึงกล่าวว่า ใครเหยียบย่ำกิ่งหว้านี้พวกเด็กว่า พระสารีบุตรเถระเหยียบ และพูดว่า ถ้าท่านทั้งหลายต้องการโต้วาทะ จงไปยังซุ้มพระวิหาร จึงพากันกลับเข้าพระนครอีก ให้มหาชนประชุมกันแล้วไปยังซุ้มพระวิหาร ถามวาทะหนึ่งพันกะพระเถระ. พระเถระวิสัชนาแล้วถามว่า พวกท่านรู้อะไร ๆ อย่างอื่นอีกบ้าง ? นางปริพาชิกาเหล่านั้นกล่าวว่า ข้าแต่ท่านพวกข้าพเจ้าไม่รู้อะไรอย่างอื่น. พระเถระจึงพูดว่า เราจะถามอะไร ๆ กะพวกท่านบ้างนางปริพาชิกาเหล่านั้นจึงว่า ถามเถิดท่าน เพื่อพวกข้าพเจ้ารู้ จักกล่าวแก้. พระเถระจึงถามว่า เอกํ นาม กึ อะไรชื่อว่าหนึ่ง ? นางปริพาชิกาเหล่านั้นหาทราบไม่. พระเถระจึงวิสัชนาให้ฟัง. นางปริพาชิกาเหล่านั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่าน ความปราชัยเป็นของพวกข้าพเจ้าชัยชนะเป็นของท่าน. พระเถระจึงถามว่า บัดนี้ พวกท่านจักทำอย่างไร ? นางปริพาชิกาทั้งสี่จึงตอบว่า มารดาบิดาของพวกข้าพเจ้าได้ให้โอวาทนี้ไว้ว่า ถ้าคฤหัสถ์ทำลายวาทะของพวกเจ้าได้จงยอมเป็นปชาบดีของเขา ถ้าบรรพชิตทำลายได้ก็จงพากันบวชในสำนักของบรรพชิตนั้นเพราะฉะนั้นท่านโปรดให้บรรพชาแก่พวกข้าพเจ้าเถิด. พระเถระกล่าวว่าดีแล้ว จึงให้นางบวชในสำนักของพระอุบลวรรณาเถรี ไม่นานนัก ทั้งหมดก็ได้บรรลุพระอรหัต. อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งประชุมสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระสารีบุตรเถระเป็นที่พึ่งอาศัยของปริพาชิกาทั้งสี่ ให้ทุกนางบรรลุพระอรหัต. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนสารีบุตรก็ได้เป็นที่พึ่งอาศัยของปริพาชิกาเหล่านี้ แต่ในบัดนี้ ได้ให้บรรพชาภิเษก ในปางก่อน ได้ตั้งไว้ในตำแหน่งมเหสีของพระราชาแล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้ากาลิงคราชครองราชสมบัติอยู่ในพระนครทันตปุระ แคว้นกาลิงครัฐ. พระราชาพระนามว่า อัสสกะครองราชสมบัติในนครโปตละ แคว้นอัสสกรัฐ. พระเจ้ากาลิงคะทรงสมบูรณ์ด้วยรี้พลและพาหนะ แม้พระองค์เองก็มีกำลังดังช้างสารไม่เห็นผู้จะต่อยุทธ พระองค์เป็นผู้ประสงค์จะทรงกระทำการรบ จึงตรัสบอกแก่อำมาตย์ทั้งหลายว่า เรามีความต้องการจะทำการรบ แต่ไม่เห็นผู้จะต่อยุทธ เราจะกระทำอย่างไร. อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลว่าข้าแต่มหาร มีอุบายอยู่อย่างหนึ่ง พระราชธิดาทั้ง ๔ ของพระองค์ทรงพระรูปโฉมอันอุดม พระองค์โปรดให้ประดับตกแต่งพระราชธิดาเหล่านั้น แล้วให้นั่งในราชยานอันมิดชิด แวดล้อมด้วยรี้พล แล้วให้เที่ยวไปยังคามนิคม และราชธานีทั้งหลาย โดยป่าวร้องว่า พระราชาพระองค์ใดจักมีพระประสงค์จะรับเอาไว้เพื่อตน พวกเราจักทำการรบกับพระราชาพระองค์นั้น. พระราชาจึงทรงให้กระทำอย่างนั้น. ในสถานที่พระราชธิดาเหล่านั้นเสด็จไปแล้ว ๆ พระราชาทั้งหลายไม่ยอมให้พระราชธิดาเหล่านั้นเข้าพระนคร เพราะความกลัวภัยพากันส่งเครื่องบรรณาการออกไป แล้วให้ประดับอยู่เฉพาะภายนอกพระนคร. พระราชธิดาเหล่านั้นเสด็จเที่ยวไปตลอดทั่วชมพูทวีปด้วยอาการอย่างนี้ จนบรรลุถึงพระนครโปตละ แคว้นอัสสกรัฐ. ฝ่ายพระเจ้าอัสสกะก็ทรงให้ปิดประตูพระนครแล้วทรงส่งเครื่องบรรณาการออกไปถวาย. อำมาตย์ของพระเจ้าอัสสกะนั้น ชื่อว่านันทเสนเป็นบัณฑิตเฉลียวฉลาดในอุบาย. นันทเสนอำมาตย์นั้นคิดว่า ข่าวว่า พระราชธิดาของพระเจ้ากาลิงคราชเหล่านี้ เสด็จเที่ยวไปทั่วชมพูทวีปก็ไม่ได้ผู้จะต่อยุทธ แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ ชมพูทวีปก็ได้ชื่อว่าต่างจากนักรบเราจักรบกับพระเจ้ากาลิงคราช. นันทเสนอำมาตย์นั้นจึงไปยังประตูพระนครเรียกคนรักษาประตูมา เพื่อจะให้เขาเปิดประตูแก่พระราชธิดาเหล่านั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า:ท่านทั้งหลายจงเปิดประตูถวาย เพื่อให้พระราชธิดาเหล่านั้นเสด็จเข้าภายในพระนคร ซึ่งพระนครนี้ข้าพเจ้าชื่อว่านันทเสนผู้เป็นอำมาตย์ดุจราชสีห์ของพระเจ้าอรุณราชผู้อันอาจารย์สั่งสอนไว้อย่างดี ได้จัดการรักษาไว้ดีแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อรุณราชสฺส ความว่า พระราชาแม้พระองค์นั้น ในเวลาดำรงอยู่ในราชสมบัติ ทรงพระะนามว่า อัสสกะด้วยสามารถแห่งชื่อของแคว้นแต่พระนามว่า อรุณ เป็นนามที่ราชตระกูลประทานแก่พระราชานั้น. ด้วยเหตุนั้น นันทเสนอำมาตย์จึงกล่าวว่า อรุณราชสฺส ดังนี้. บทว่า สีเหน แปลว่า ผู้เป็นบุรุษดุจราชสีห์. บทว่า สุสิฏเน แปลว่า ผู้อันอาจารย์ทั้งหลายสั่งสอนดีแล้ว. บทว่า นนฺทเสเนน ความว่า อันเรา ผู้ชื่อว่านันทเสน. ครั้นอำมาตย์นันทเสนนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงให้เปิดประตูรับพระราชธิดาทั้ง ๔ นั้นไปถวายพระเจ้าอัสสกะ แล้วกราบทูลว่าพระองค์อย่าทรงเกรงกลัวเลย เมื่อมีการรบกัน ข้าพระองค์จักรู้ (รับอาสา) พระองค์โปรดทรงกระทำพระราชธิดาผู้ทรงพระรูปโฉมอันเลอเลิศเหล่านี้ให้เป็นพระอัครมเหสีเถิด แล้วให้ประทานอภิเษกแก่พระราชธิดาเหล่านั้น แล้วส่งราชบุรุษผู้มากับพระราชธิดาเหล่านั้นกลับไปด้วยพูดว่า ท่านทั้งหลายจงกราบทูลพระราชาของท่านหมายถึงข้อที่พระเจ้าอัสสกะราชทรงตั้งพระราชธิดาทั้ง ๔ ไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี. ราชบุรุษเหล่านั้นไปกราบทูลให้ทรงทราบ พระเจ้ากาลิงคราช ทรงดำริว่า พระเจ้าอัสสกะนั้นชะรอยจะไม่ทราบกำลังของเราแน่นอน จึงเสด็จออกด้วยกองทัพใหญ่ในขณะนั้นทันที. นันทเสนอำมาตย์ทราบการเสด็จของพระเจ้ากาลิงคราช จึงส่งสาส์นไปว่า ขอพระเจ้ากาลิงคราชจงอยู่เฉพาะแต่ในรัฐสีมาของพระองค์ อย่าล่วงล่ารัฐสีมาแห่งพระราชาของข้าพระองค์เข้ามา การสู้รบจักมีระหว่างแคว้นทั้งสอง. พระเจ้ากาลิงคราชทรงสดับสาส์นแล้วได้ทรงหยุดกองทัพ ไว้เฉพาะปลายพระราชอาณาเขตของพระองค์ ฝ่ายพระเจ้าอัสสกราชก็ได้ทรงหยุดกองทัพ เฉพาะปลายราชอาณาเขตของพระองค์เหมือนกัน. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์บวชเป็นฤาษี อยู่ที่บรรณศาลาระหว่างอาณาเขต แห่งพระราชาทั้งสองนั้น. พระเจ้ากาลิงคราชทรงพระดำริว่า ธรรมดาสมณะทั้งหลายย่อมจะรู้อะไรๆ ดี ใครจะรู้ อะไรจักมีชัยชนะหรือความปราชัยจักมีแก่ใคร เราจักถามพระดาบสดู จึงเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ด้วยเพศที่ใครๆ ไม่รู้จัก ไหว้แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง กระทำปฏิสันถารแล้วถามว่า ท่านผู้เจริญ พระเจ้ากาลิงคะกับพระเจ้าอัสสกะประสงค์จะรบกัน พากันตั้งทัพยันอยู่เฉพาะในรัฐสีมาของตนๆ ในพระราชาทั้งของพระองค์นั้น ใครจักมีชัยชนะใครจักปราชัยพ่ายแพ้. พระดาบสโพธิสัตว์กราบทูลว่า ท่านผู้มีบุญมากอาตมภาพไม่ทราบว่า พระองค์โน้นชนะ พระองค์โน้นพ่ายแพ้ แต่ท้าวสักกเทวราชเสด็จมาที่นี้ อาตมภาพถามท้าวสักกเทวราชนั้นแล้วจักบอกให้ทราบ. พรุ่งนี้ท่านมาฟังเอาเถิด. ท้าวสักกะเสด็จมาสู่ที่บำรุงพระโพธิสัตว์แล้วประทับนั่ง. ทีนั้น พระโพธิสัตว์จึงทูลถามเนื้อความกะท้าวสักกเทวราช ท้าวเธอจึงตรัสทำนายว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญพระเจ้ากาลิงคราชจักมีชัย พระเจ้าอัสสกะจักปราชัย อนึ่ง บุรพนิมิตนี้จักปรากฏ. ในวันรุ่งขึ้น พระเจ้ากาลิงคราชเสด็จมาถาม แม้พระโพธิสัตว์ก็ทูลแก่พระเจ้ากาลิงคราชนั้น. พระเจ้าถาลิงคราชไม่ตรัสถามเลยว่า บุรพนิมิตชื่อไรจักปรากฏ ทรงหลีกลาไปด้วยพระทัยยินดีว่า ท่านว่าเราจักชนะ. เรื่องนั้นได้แพร่ไปแล้ว พระเจ้าอัสสกะได้ทรงสดับเรื่องนั้นจึงรับสั่งให้เรียกอำมาตย์นันทเสนมา แล้วรับสั่งว่า เขาว่าพระเจ้ากาลิคราชจักชนะ เราจักพ่ายแพ้ เราควรจะทำอย่างไรกันนันทเสนอำมาตย์นั้นกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ใครจะทราบข้อนั้นได้ชัยชนะหรือความปราชัยจักเป็นของใคร ขอพระองค์อย่าทรงคิดไปเลย ครั้นกราบทูลเอาพระทัยพระราชาแล้ว เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ไหว้แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ถามว่า ท่านผู้เจริญ ใครจักชนะ. ใครจักแพ้ พระโพธิสัตว์กล่าวว่า พระเจ้ากาลิงคะจักชนะ พระเจ้าอัสสกะจักแพ้ อำมาตย์นันทเสนถามว่า ท่านผู้เจริญ บุรพนิมิตอะไรจักมีแก่ผู้ชนะ บุรพนิมิตอะไรจักมีแก่ผู้แพ้. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ท่านผู้มีบุญมาก อารักขเทวดาขอพรผู้ชนะจักเป็นโคผู้ขาวปลอด อารักขเทวดาของผู้แพ้จักเป็นโคผู้ดำปลอด อารักขเทวดาแม้ของทั้งสองฝ่ายรบกันแล้ว จักทำความมีชัยและปราชัยกัน. นันทเสนอำมาตย์ได้ฟังดังนั้น จึงลุกขึ้นลาไป พาทหารใหญ่ประมาณพันคนผู้เป็นสหายของพระราชา ขึ้นไปยังภูเขาในที่ไม่ไกลนัก แล้วถามว่า ผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านจักอาจเพื่อถวายชีวิตแก่พระราชาของพวกเราได้หรือไม่. ทหารใหญ่เหล่านั้นกล่าวว่า พวกเราจักสามารถถวายได้. นันทเสนอำมาตย์กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นพวกท่านจงโดดลงไปในเหวนี้. ทหารใหญ่เหล่านั้นได้เตรียมจะโดดลงเหว. นันทเสนอำมาตย์จึงห้ามทหารใหญ่เหล่านั้นแล้วกล่าวว่า อย่าโดดลงเหวนี้เลย ท่านทั้งหลายเป็นผู้มีขวัญดี ไม่ถอยหลัง ช่วยกันรบเพื่อถวายชีวิตแก่พระราชาของเราทั้งหลายเถิด ทหารใหญ่เหล่านั้นรับคำแล้ว. ครั้นเมื่อสงครามประชิดกัน พระเจ้ากาลิงคราชทรงวางพระทัยว่า นัยว่าเราจักชนะ แม้หมู่พลนิกายของพระองค์ก็พากันวางใจว่า เขาว่าพวกเราจักมีชัยชนะ จึงไม่ทำการผูกสอด เป็นพรรคเป็นพวกพากันหลีกไปตามความชอบใจในเวลาจะกระทำความเพียรพยายามก็ไม่ทำ. ฝ่ายพระราชาทั้งสองพระองค์เสด็จขึ้นทรงม้าเข้าไปหากันและกันด้วยหมายมั่นว่า จักต่อยุทธ. อารักขเทวดาของพระราชาทั้งสองออกไปข้างหน้า อารักขเทวดาของพระเจ้ากาลิงคะเป็นโคผู้ขาวปลอดอารักขเทวดาของพระเจ้าอัสสกะ เป็นโคผู้ดำปลอด. โคผู้แม้เหล่านั้นแสดงอาการต่อสู้เข้าไปหากันและกัน ก็โคผู้เหล่านั้นย่อมปรากฏเฉพาะแก่พระราชาทั้งสองพระองค์เท่านั้น ไม่ปรากฏแก่คนอื่น. อำมาตย์นันทเสนทูลถามพระเจ้าอัสสกะว่า ข้าแต่มหาราช อารักขเทวดาปรากฏแก่พระองค์แล้วหรือยัง. พระเจ้าอัสสกะตรัสว่า เออปรากฏ. นันทเสน ปรากฏโดยอาการอย่างไร. พระเจ้าอัสสกะ อารักขเทวดาขอพระเจ้ากาลิงคะปรากฏเป็นโคผู้ขาวปลอด อารักขเทวดาของเราปรากฏเป็นโคผู้ดำปลอด. นันทเสนอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าทรงเกรงกลัวเลย พวกเราจักชนะ พระเจ้ากาลิงคะจักพ่ายแพ้ พระองค์จงเสด็จลุกจากหลังม้า ทรงถือพระแสงหอกนี้ เอาพระหัตถ์ซ้ายแตะด้านท้องม้าสินธพที่ศึกษาดีแล้วรีบไปพร้อมกับบุรุษพันคนนี้ เอาหอกประหารอารักขเทวดาของพระเจ้ากาลิงคะให้ล้มลง ต่อแต่นั้น พวกข้าพระองค์ประมาณหนึ่งพัน จักประหารด้วยหอกพันเล่ม เมื่อทำอย่างนี้ อารักขเทวดาของพระเจ้ากาลิงคะจักฉิบหาย จากนั้น พระเจ้ากาลิงคะจักพ่ายแพ้ พวกเราจักชนะ พระราชาทรงรับว่าได้ แล้วเสด็จไปเอาหอกแทงตามสัญญาที่นันทเสนอำมาตย์ถวายไว้ ฝ่ายอำมาตย์ทั้งหลายก็แทงด้วยหอกพันเล่ม. อารักขเทวดาของพระเจ้ากาลิงคะก็ถึงแก่ความตาย ณ ที่นั้นนั่นเอง. ทันใดนั้น พระเจ้ากาลิงคะก็ทรงพ่ายแพ้เสด็จหนีไป. อำมาตย์ทั้งหลายพันคนเห็นพระเจ้ากาลิงคะเสด็จหนีไปก็พากันโห่ร้องว่า พระเจ้ากาลิงคราชหนี. พระเจ้ากาลิงคะทรงกลัวต่อมรณภัยเสด็จหนีไป เมื่อจะทรงด่าพระดาบสนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :แน่ะดบสโกง ท่านได้พูดไว้อย่างนี้ว่า ชัยชนะจักมีแก่พวกพระเจ้ากาลิงคราชผู้สามารถย่ำยีบุคคลที่ใคร ๆ ย่ำยีไม่ได้ ความปราชัยไม่ชนะจักมีแก่พวกพระเจ้าอัสสกะชนทั้งหลายผู้ซื่อตรงย่อมไม่พูดเท็จ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสยฺหสาหินํ ได้แก่ ผู้สามารถเพื่อย่ำยีบุคคลที่ใคร ๆ ย่ำยีไม่ได้ คือย้ำยีได้ยาก. บทว่า อิจฺเจวํ เต ภาสิตํ ความว่า ดูก่อนดาบสโกง ท่านรับเอาค่าจ้างแล้วพูดอย่างนี้กะพระราชาผู้พ่ายแพ้ว่า จักชนะและพูดกะพระราชาผู้ชนะว่าจักแพ้. บทว่า น อุชุภูตา ความว่า ชนเหล่าใดเป็นผู้ซื่อตรงด้วยกาย วาจาและใจ ชนเหล่านั้นย่อมไม่พูดเท็จอย่างนี้. พระเจ้ากาลิงคราชนั้น เมื่อด่าพระดาบสอย่างนี้ แล้วก็เสด็จหนีไปยังพระนครของพระองค์ ไปอาจที่จะเหลียวมามองดู. แต่นั้นเมื่อล่วงไป ๒-๓ วัน ท้าวสักกะได้เสด็จมายังที่บำรุงของพระดาบส. พระดาบสเมื่อจะทูลกับท้าวเธอ จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :ข้าแต่ท้าวสักกะ เทวดาทั้งหลายยังประพฤติล่วงมุสาวาทอีกหรือ พระองค์ควรกระทำถ้อยคำให้จริงแต่แน่นอนมิใช่หรือ ข้าแต่ท้าวมั่ฆวาฬผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน พระองค์ทรงอาศัยเหตุอะไรหรือ จึงได้ตรัสมุสา.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๓๗๐–๓๘๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จตุกกนิบาตชาดก ๔๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Catukkanipātajātakaṭṭhakathā
kāliṅgavaggavaṇṇanā
-------
cullakāliṅgajātakaṃ
vivaratha imāsaṃ dvāranti idaṃ satthā jetavane viharanto catunnaṃ paribbājikānaṃ pabbajjaṃ ārabbha kathesi.
Vesāliyaṃ kira licchavirājūnaṃ satta sahassāni satta satāni satta ca licchavī vasiṃsu. Te sabbepi pucchāpaṭipucchācittakā 1- ahesuṃ. Atheko pañcasu vādasatesu byatto niggaṇṭho vesāliyaṃ sampāpuṇi. Te tassa saṅgahaṃ akaṃsu. Aparāpi evarūpā niggaṇṭhī sampāpuṇi. Rājāno dvepi jane vādaṃ kāresuṃ. Ubhopi sadisāva ahesuṃ. Tato licchavīnaṃ etadahosi ime dve paṭicca uppanno putto byatto bhavissatīti. Tesaṃ vivāhaṃ kāretvā dvepi ekato vāsesuṃ. Atha nesaṃ saṃvāsamanvāya paṭipāṭiyā catasso dārikāyo vijāyiṃsu eko ca dārako vijāyi. Dārikānaṃ saccā sobhā 2- adhivādakā 3- paṭiccharāti 4- nāmaṃ akaṃsu. Dārakassa saccakoti nāmaṃ. Te pañcapi janā viññutaṃ patvā mātito pañca vādasatāni pitito pañca vādasatānīti vādasahassaṃ uggaṇhiṃsu. Mātāpitaro dārikāyo
@Footnote: 1 paṭipucchāvitakkā . 2 lolā . 3 avavādakā . 4 paṭācārā. Evaṃ ovadiṃsu sace koci gihī tumhākaṃ vādaṃ bhindissati tassa pādaparicārikā bhaveyyātha sace pabbajito bhindissati tassa santike pabbajeyyāthāti. Aparabhāge mātāpitaro kālamakaṃsu. Tesu kālakatesu sabbakaniṭṭho niggaṇṭho tattheva vesāliyaṃ licchavīnaṃ sippaṃ sikkhāpento 1- vasi. Bhaginiyo jambūsākhaṃ gahetvā vādatthāya nagarena nagaraṃ caramānā sāvatthiṃ patvā nagaradvāre jambūsākhaṃ nikkhipitvā yo amhākaṃ vādaṃ āropetuṃ sakkoti gihī vā pabbajito vā so etaṃ paṃsupuñjaṃ pādehi vikīritvā pādeheva sākhaṃ maddatūti dārakānaṃ vatvā bhikkhatthāya nagaraṃ pāvisiṃsu. Athāyasmā sārīputto asammajjanaṭṭhānaṃ sammajjitvā rittaghaṭesu pānīyaṃ upaṭṭhapetvā gilāne paṭijaggitvā divātaraṃ sāvatthiyaṃ piṇḍāya pavisanto taṃ sākhaṃ disvā pucchitvā dārakeheva pātāpetvā maddāpetvā yehi ayaṃ sākhā ṭhapitā te katabhattakiccā āgantvā jetavanadvārakoṭṭhake maṃ passantūti dārakānaṃ vatvā nagaraṃ pavisitvā katabhattakicco vihārakoṭṭhake aṭṭhāsi. Tāpi paribbājikā bhikkhaṃ caritvā āgatā sākhaṃ madditaṃ disvā kenāyaṃ madditāti vatvā sārīputtattherena sace tumhe vādatthikā vihārakoṭṭhakaṃ kira gacchathāti dārakehi vuttā puna nagaraṃ pavisitvā mahājanaṃ sannipātetvā vihārakoṭṭhakaṃ gantvā theraṃ vādasahassaṃ pucchiṃsu. Thero visajjetvā aññaṃ kiñci jānitthāti pucchi. Na jānāma sāmīti. Ahaṃ pana
@Footnote: 1 licchavisippaṃ sikkhanto. Vo kiñci pucchāmīti. Puccha sāmi jānantiyo kathessāmāti. Thero ekaṃ nāma kinti pucchi. Tā na jāniṃsu. Thero visajjesi. Tā amhākaṃ sāmi parājayo tumhākaṃ jayoti āhaṃsu. Idāni kiṃ karissathāti. Amhākaṃ mātāpitūhi ayaṃ ovādo dinno sace vo gihī vādaṃ bhindissati tassa pajāpatiyo bhaveyyātha sace pabbajito tassa santike pabbajeyyāthāti pabbajjaṃ no dethāti. Thero sādhūti vatvā tā uppalavaṇṇāya theriyā santike pabbājesi. Sabbā nacirasseva arahattaṃ pāpuṇiṃsu. Athekadivasaṃ bhikkhū dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso sārīputtatthero catunnaṃ paribbājikānaṃ avassayo hutvā sabbā arahattaṃ pāpesīti. Satthā āgantvā kāyanuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva pubbepi etāsaṃ avassayo ahosi idāni pana pabbajjābhisekaṃ dāpesi pubbe rājamahesiṭṭhāne ṭhapesīti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte kāliṅgaraṭṭhe dantapuranagare kāliṅgarāje rajjaṃ kārente assakaraṭṭhe potalanagare 1- assako nāma rajjaṃ kāresi. Kāliṅgo sampannabalabāhano sayampi nāgabalo paṭiyodhaṃ na passati. So yujjhitukāmo hutvā amaccānaṃ ārocesi ahaṃ yuddhatthiko paṭiyodhaṃ pana na passāmi kiṃ karomāti. Amaccā attheko mahārāja upāyo dhītaro te catasso uttamarūpadharā tā pasādhetvā
@Footnote: 1 potalinagare. Paṭicchannayāne nisīdāpetvā balaparivutā gāmanigamarājadhāniyo carāpetha yo rājā attano gahetukāmo 1- bhavissati tena saddhiṃ yuddhaṃ karissāmāti vadiṃsu. Rājā tathā kāresi. Tāhi gatagataṭṭhāne rājāno bhayena tāsaṃ nagaraṃ pavisituṃ na denti paṇṇākāraṃ pesetvā bahinagareyeva vasāpenti. Evaṃ sakalajambūdīpaṃ caritvā assakaraṭṭhe potalanagaraṃ pāpuṇiṃsu. Assakarājāpi nagaradvārāni pidahāpetvā paṇṇākāraṃ pesesi. Tassa nandaseno 2- nāma amacco paṇḍito viyatto upāyakusalo. So cintesi imā kira kāliṅgarājadhītāro sakalajambūdīpaṃ caritvā paṭiyodhaṃ na labhiṃsu evaṃ santepi jambūdīpo tuccho nāma ahosi ahaṃ kāliṅgena saha yujjhissāmīti. So nagaradvāraṃ gantvā dovārike āmantetvā tāsaṃ dvāraṃ vivarāpetuṃ paṭhamaṃ gāthamāha
vivaratha imāsaṃ dvāraṃ nagarantaṃ pavīsituṃ
aruṇarājassa sīhena susiṭṭhena surakkhitaṃ nandasenenāti.
Tattha aruṇarājassāti sopi rajje patiṭṭhitakāle raṭṭhassa nāmavasena assako nāma jāto. Kuladattiyaṃ panassa nāmaṃ aruṇoti. Tenāha aruṇarājassāti. Sīhenāti purisasīhena. Susiṭṭhenāti ācariyehi suṭṭhu anusāsitena. Nandasenenāti mayā nandasenena nāma.
So evaṃ vatvā dvāraṃ vivarāpetvā tā gahetvā assakarañño
@Footnote: 1 gehe kātukāmo . 2 nandiseno. Dassetvā tumhe mā bhāyittha yuddhe sati ahaṃ jānissāmi imā uttamarūpadharā rājadhītaro aggamahesiyo karothāti tāsaṃ abhisekaṃ dāpetvā tāhi saddhiṃ āgatapurise gacchatha tumhe rājadhītānaṃ assakarājena mahesiṭṭhāne ṭhapitabhāvaṃ tumhākaṃ rañño ācikkhathāti uyyojesi. Te gantvā ārocesuṃ. Kāliṅgo naha nūna so mayhaṃ balaṃ jānātīti tāvadeva mahatiyā senāya nikkhami. Nandaseno tassāgamanaṃ ñatvā attano kira rajjasīmāyameva hotu mā amhākaṃ rañño rajjasīmaṃ okkamatu ubhinnaṃ raṭṭhānaṃ antare yuddhaṃ bhavissatīti sāsanaṃ pesesi. So sāsanaṃ sutvā attano rajjapariyanteva aṭṭhāsi. Assakopi attano rajjapariyanteyeva aṭṭhāsi.
Tadā bodhisatto isipabbajjaṃ pabbajitvā tesaṃ dvinnaṃ rājūnaṃ antare paṇṇasālāyaṃ vasati. Kāliṅgo samaṇā nāma kiñci jānanti ko jānāti kiṃ bhavissati kassa jayo vā parājayo vā bhavissati tāpasaṃ pucchissāmīti aññātakavesena bodhisattaṃ upasaṅkamitvā vanditvā ekamantaṃ nisīditvā paṭisanthāraṃ katvā bhante kāliṅgo ca assako ca yujjhitukāmā attano attano rajjasīmāyameva ṭhitā etesu kassa jayo kassa parājayo bhavissatīti pucchi. Mahāpuñña ahaṃ asukassa jayo asukassa parājayoti na jānāmi sakko pana devarājā idhāgacchati tamahaṃ pucchitvā kathessāmi sveva āgaccheyyāsīti. Sakko bodhisattassa upaṭṭhānaṃ āgantvā nisīdi. Atha naṃ bodhisatto tamatthaṃ pucchi. Bhante kāliṅgo jinissati Assakova parājissati idañca pubbanimittaṃ paññāyissatīti. Kāliṅgo punadivase āgantvā pucchi. Bodhisattopissa ācikkhi. So kiṃ nāma pubbanimittaṃ bhavissatīti apucchitvāva ahaṃ kira jinissāmīti tuṭṭhiyā pakkāmi. Sā kathā vitthārikā ahosi. Taṃ sutvā assako nandasenaṃ pakkosāpetvā kāliṅgo kira jinissati mayaṃ parājissāma kinnukho kātabbanti āha. So ko etaṃ mahārāja jānāti kassa jayo vā parājayo vā tumhe mā cintayitthāti rājānaṃ assāsetvā bodhisattaṃ upasaṅkamitvā vanditvā ekamantaṃ nisinno bhante ko jinissati ko parājissatīti pucchi. Kāliṅgo jinissati assako parājissatīti. Bhante jinantassa kiṃ pubbanimittaṃ bhavissati kiṃ parājinantassāti. Mahāpuñña jinantassa ārakkhadevatā sabbaseto usabho bhavissati itarassa sabbakāḷako ubhinnampi ārakkhadevatā yujjhitvā jayaparājayaṃ karissatīti. Nandaseno taṃ sutvā uṭṭhāya gantvā rañño sahāyā sahassamattā mahāyodhā te gahetvā avidūre pabbataṃ āruyha ambho amhākaṃ rañño jīvitaṃ dātuṃ sakkhissathāti pucchi. Āma sakkhissāmāti. Tenahi imasmiṃ papāte patathāti. Te patitukāmā ahesuṃ. Atha ne vāretvā alaṃ ettha patanena amhākaṃ rañño jīvitaṃ dātuṃ suhadayā anivattino hutvā yujjhathāti āha. Te sampaṭicchiṃsu. Atha saṅgāme paccupaṭṭhite kāliṅgo ahaṃ kira jinissāmīti vosānamāpādi. Balanikāyāpissa amhākaṃ kira jayoti Vosānaṃ āpajjitvā sannāhaṃ akatvā 1- vaggavaggā hutvā yathāruciṃ pakkamiṃsu viriyakaraṇakāle viriyaṃ na kariṃsu. Ubhopi rājāno assaṃ abhirūhitvā yujjhissāmāti aññamaññaṃ upasaṅkamiṃsu. Ubhinnaṃ ārakkhadevatā purato gantvā kāliṅgassa ārakkhadevatā sabbaseto usabho ahosi itarassa sabbakāḷako. Tepi aññamaññaṃ yujjhanākāraṃ dassentā upasaṅkamiṃsu. Te pana usabhā dvinnaṃ rājūnameva paññāyanti na aññesaṃ. Nandaseno assakaṃ pucchi paññāyati te mahārāja ārakkhadevatāti. Āma paññāyatīti. Kenākārenāti. Kāliṅgassa ārakkhadevatā sabbaseto usabho hutvā paññāyati amhākaṃ ārakkhadevatā sabbakāḷako hutvā paññāyatīti. Mahārāja tumhe mā bhāyittha mayaṃ jinissāma kāliṅgo parājissati tumhe assapiṭṭhito otaritvā imaṃ sattiṃ gahetvā susikkhitaṃ sindhavaṃ udarapasse bāmahatthena uppīḷetvā iminā purisasahassena saddhiṃ vegasā gantvā kāliṅgassa ārakkhadevataṃ sattippahārena pātetha tato mayaṃ sahassamattā sattisahassena paharissāma evaṃ kāliṅgassa ārakkhadevatā nassissati tato kāliṅgo parājissati mayaṃ jinissāmāti. Rājā sādhūti nandasenena dinnasaññāya gantvā sattiyā pahari. Amaccāpi sattisahassena pahariṃsu. Ārakkhadevatā tattheva jīvitakkhayaṃ pāpuṇi. Tāvadeva kāliṅgo parājitvā palāyi. Taṃ palāyamānaṃ disvā sahassamattā amaccā
@Footnote: 1 katvā. Kāliṅgo palāyatīti unnadiṃsu. Kāliṅgo maraṇabhayabhīto palāyamāno taṃ tāpasaṃ akkosanto dutiyaṃ gāthamāha
jayo kāliṅgānaṃ asayhasāhinaṃ
parājayo ajayo 1- assakānaṃ
iccevaṃ te bhāsitaṃ brahmacāri
na ujubhūtā vitathaṃ bhaṇantīti.
Tattha asayhasāhinanti asayhaṃ dussahaṃ sahituṃ samatthānaṃ. Iccevaṃ te bhāsitanti evaṃ tayā kūṭatāpasa lañcaṃ gahetvā parājinakarājānaṃ jinissati jinakarājānañca parājissatīti bhāsitaṃ. Na ujubhūtāti ye kāyena vācāya manasā ca ujukā na te evaṃ musā bhaṇantīti.
Evaṃ so tāpasaṃ akkosanto palāyitvā attano nagarameva gato nivattitvā oloketumpi nāsakkhi. Tato katipāhaccayena sakko tāpasassa upaṭṭhānaṃ agamāsi. Tāpaso tena saddhiṃ kathento tatiyaṃ gāthamāha
devā musāvādamupātivattā
saccaṃ tathaṃ paramaṃ karaṃ nu sakka 2-
tante musā bhāsitaṃ devarāja
kiṃ vā paṭicca maghavā mahindāti.
Tattha tante musā bhāsitanti yaṃ tayā mayhaṃ bhāsitaṃ taṃ atthabhañjakaṃ musāvādaṃ karontena tayā musā bhāsitaṃ taṃ tayā kiṃ
@Footnote: 1 anayo . 2 saccaṃ dhanaṃ paramantesu sakka. Kāraṇaṃ paṭicca evaṃ bhāsitanti.
Taṃ sutvā sakko catutthaṃ gāthamāha
nanu te sutaṃ brāhmaṇa bhaññamāne
devā na issanti purisaparakkamassa
damo samādhi manaso abhejjo 1-
abyattatā nikkamanañca kāle
daḷhañca viriyaṃ purisaparakkamo ca
teneva āsi vijayo assakānanti.
Tassattho kiṃ tayā brāhmaṇa tattha tattha vacane bhaññamāne idaṃ na sutapubbaṃ yathā 2- devā purisaparakkamassa na issanti na ussuyanti assakassa rañño viriyakaraṇavasena attadamasaṅkhāto damo samaggabhāvena manaso abhejjo abhejjasamādhi assakarañño sahāyānaṃ viriyakaraṇakāle abyattatā yathā kāliṅgassa manussā vaggavaggā hutvā osakkiṃsu evaṃ anosakkanaṃ 3- samaggabhāvena pana abhejjacittānaṃ 4- viriyañca purisaparakkamo ca thiro ahosi teneva kāraṇena assakānaṃ jayo ahosīti.
Palāte capana kāliṅge assakarājā vilopaṃ gāhāpetvā attano nagaraṃ gato. Nandaseno kāliṅgassa sāsanaṃ pesesi imāsaṃ catunnaṃ rājadhītānaṃ dāyajjakoṭṭhāsaṃ pesetu sace na pesesi kātabbamettha jānissāmāti. So taṃ sāsanaṃ sutvā bhītatasito
@Footnote: 1 adejjho . 2 yaṃ . 3 anosakkānaṃ . 4 abhejjhacittāni. Tāhi laddhabbadāyajjaṃ pesesi. Tato paṭṭhāya samaggasaṃvāsaṃ vasiṃsu.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā kāliṅgarañño dhītaro imā daharabhikkhuniyo ahesuṃ nandaseno sārīputto tāpaso pana ahamevāti.
Cullakāliṅgajātakaṃ paṭhamaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗