ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สสปัณฑิตชาดก
ชาดกที่ ๓๑๖ · จตุกกนิบาตชาดก · ปุจิมันทวรรค

สสปัณฑิตชาดก

ว่าด้วยผู้สละชีวิตเป็นทาน

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๖๒ · บรรทัด ๒๘๒๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสสปัณฑิตชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการถวายบริขารทุกอย่าง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สตฺต เม โรหิตา มจฺฉา ดังนี้. ได้ยินว่า ในนครสาวัตถี มีกฎุมพีคนหนึ่งตระเตรียมการถวายบริขารทุกอย่างแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ให้สร้างมณฑปที่ประตูเรือน แล้วนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานให้นั่งบนบวรอาสน์ในมณฑปที่ได้จัดแจงไว้ดีแล้ว ถวายทานอันประณีตมีรสเลิศต่าง ๆ แล้วนิมนต์ฉันอีกตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๗ ได้ถวายบริขารทั้งปวงแก่ภิกษุ ๕๐๐ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. ในเวลาเสร็จภัตกิจ พระศาสดาเมื่อจะทรงกระทำอนุโมทนา จึงตรัสว่าดูก่อนอุบาสก ควรที่ท่านจะกระทำปีติโสมนัส. ก็ชื่อว่าทานนี้เป็นวงศ์ของโบราณกับณฑิตทั้งหลาย ด้วยว่าโบราณกับณฑิตทั้งหลายได้บริจาคชีวิตแก่เหล่ายาจกผู้มาถึงเฉพาะหน้า แม้ชีวิตของตนก็ได้ให้แล้ว อันอุบาสกนั้นทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดกระต่ายอยู่ในป่า. ก็ป่านั้นได้มีเชิงเขา แม่น้ำและปัจจันตคาม มารวมกันแห่งเดียว. สัตว์แม้อื่นอีก ๓ ตัว คือ ลิง สุนัขจิ้งจอก และนาก ได้เป็นสหายของกระต่ายนั้น. สัตว์แม้ทั้ง ๔ นั้น เป็นบัณฑิตอยู่รวมกัน ถือเอาเหยื่อในที่เป็นที่โคจรของตน ๆ แล้วมาประชุมกันในเวลาเย็น. สสบัณฑิตแสดงธรรมโดยการโอวาทแก่สัตว์ทั้ง ๓ ว่า พึงให้ทาน พึงรักษาศีลพึงกระทำอุโบสถกรรม. สัตว์ทั้ง ๓ นั้นรับโอวาทของสสบัณฑิตนั้นแล้วเข้าไปยังพุ่มไม้อันเป็นที่อยู่อาศัยของตน ๆ อยู่. เมื่อกาลล่วงไปอยู่อย่างนี้ วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์มองดูอากาศเห็นดวงจันทร์ รู้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันอุโบสถ จึงกล่าวกะสัตว์ทั้ง ๓ นอกนี้ว่า พรุ่งนี้เป็นวันอุโบสถ แม้ท่านทั้ง ๓ จงสมาทานศีลรักษาอุโบสถ ทานที่ผู้ตั้งอยู่ในศีลแล้วให้ ย่อมมีผลมาก เพราะฉะนั้น เมื่อยาจกมาถึงเข้า ท่านทั้งหลายพึงให้รสอาหารที่ควรกินแล้วจึงค่อยกิน. สัตว์ทั้ง ๓ นั้นรับคำแล้วพากันอยู่ในที่เป็นที่อยู่ของตน ๆ. วันรุ่งขึ้น บรรดาสัตว์เหล่านั้นนากคิดว่าเราจักแสวงหาเหยื่อแต่เช้าตรู่ จึงไปยังฝั่งแม่น้ำคงคา. ครั้งนั้น พรานเป็ดคนหนึ่งตกปลาตะเพียนได้ ๗ ตัว จึงเอาเถาวัลย์ร้อยคุ้ยทรายที่ฝั่งแม่น้ำคงคาเอาทรายกลบไว้ เมื่อจะจับปลาอีก จึงไปยังด้านใต้แม่น้ำคงคา. นากสูดได้กลิ่นปลาจึงคุ้ยทราย เห็นปลาจึงนำออกมา คิดว่า เจ้าของปลาเหล่านี้มีไหมหนอ จึงประกาศขึ้น ๓ ครั้งเมื่อไม่เห็นเจ้าของ จึงคาบปลายเถาวัลย์นำไปเก็บไว้ในพุ่มไม้อันเป็นที่อยู่ของตน คิดว่า เราจักกินเมื่อถึงเวลา จึงนอนนึกถึงศีลของตนอยู่. ฝ่ายสุนัขจิ้งจอกออกเที่ยวแสวงหาเหยื่อ ได้เห็นเนื้อย่าง ๒ ไม้ เหี้ย๑ ตัว และหม้อนมส้ม ๑ หม้อ ในกระท่อมของคนเฝ้านาคนหนึ่งคิดว่า เจ้าของของสิ่งนี้มีอยู่หรือไม่หนอ จึงร้องประกาศขึ้น ๓ ครั้งไม่เห็นเจ้าของ จึงสอดเชือกสำหรับหิ้วหม้อนมส้มไว้ที่คอ เอาปากคาบเนื้อย่างและเหี้ย นำไปเก็บไว้ในพุ่มไม้เป็นที่นอนของตน คิดว่าจักกินเมื่อถึงเวลา จึงนอนนึกถึงศีลของตนอยู่. ฝ่ายลิงเข้าไปยังไพรสณฑ์นำพวงมะม่วงมาเก็บไว้ในพุ่มไม้เป็นที่อยู่ของตน คิดว่าจักกินเมื่อถึงเวลา จึงนอนนึกถึงศีลของตน. ส่วนพระโพธิสัตว์ คิดว่า พอถึงเวลาจักออกไปกินหญ้าแพรก จึงนอนอยู่ในพุ่มไม้เป็นที่อยู่ของตนนั่นแหละ. คิดอยู่ว่า เราไม่อาจให้หญ้าแก่พวกยาจกผู้มายังสำนักของเรา แม้งาเละข้าวสารเป็นต้นของเราก็ไม่มี ถ้ายาจกจักมายังสำนักของเราไซร้ เราจักให้เนื้อในร่างกายของเรา. ด้วยเดชแห่งศีลของพระโพธิสัตว์นั้น ภพของท้าวสักกะได้แสดงอาการเร่าร้อน. ได้ยินมาว่า ภพนั้นเป็นภพร้อน เพราะท้าวสักกะสิ้นอายุหรือสิ้นบุญ หรือเมื่อสัตว์อื่นผู้มีอานุภาพมากปรารถนาสถานที่นั้น หรือด้วยเดชะแห่งศีลของสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม. ในกาลนั้น ภพของท้าวสักกะได้เร่าร้อน เพราะเดชแห่งศีล. ท้าวสักกะนั้นทรงรำพึงอยู่ ทรงทราบเหตุนั้นแล้วจึงทรงดำริว่า เราจักทดลองพระยากระต่ายดู จึงครั้งแรกเสด็จไปยังที่อยู่ของนาก ได้แปลงเพศเป็นพราหมณ์ยืนอยู่. เมื่อนากกล่าวว่า พราหมณ์ ท่านมาเพื่อต้องการอะไร ? จึงตรัสว่า ท่านบัณฑิต ถ้าข้าพเจ้าพึงได้อาหารบางอย่าง จะเป็นผู้รักษาอุโบสถกระทำสมณธรรม. นากนั้นกล่าวว่า ดีละ ข้าพเจ้าจักให้อาหารแก่ท่านเมื่อจะเจรจากับท้าวสักกะนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ปลาตะเพียนของเรามีอยู่ ๗ ตัว ซึ่งนายพรานเบ็ดตกขึ้นจากน้ำ เก็บไว้บนบกดูก่อนพราหมณ์ ข้าพเจ้ามีสิ่งนี้อยู่ ท่านจงบริโภคสิ่งนี้ แล้วอยู่ในป่าเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ถลมุพฺภตา ความว่า แม้อันนายพรานเบ็ดตกขึ้นจากน้ำเก็บไว้บนบก. บทว่า เอตํ ภุตฺวา ความว่าท่านจงปิ้งมัจฉาหาร อันเป็นของเรานี้บริโภคนั่งที่โคนไม้อันรื่นรมย์การทำสมณธรรมอยู่ในป่านี้เถิด. พราหมณ์กล่าวว่า เรื่องนี้จงยกไว้ก่อนเถิด ข้าพเจ้าจักรู้ภายหลัง แล้วไปยังสำนักของสุนัขจิ้งจอก แม้เมื่อสุนัขจิ้งจอกกล่าวว่าท่านยืนอยู่เพื่อต้องการอะไร ? ก็ได้กล่าวเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. สุนัขจิ้งจอกกล่าวว่า ดีละข้าพเจ้าจักให้ เมื่อจะเจรจากับท้าวสักกะนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

อาหารของคนรักษานาคนโน้น ข้าพเจ้านำเอามาไว้ในตอนกลางคืน คือ เนื้อย่าง ๒ไม้ เหี้ย ๑ ตัว นมส้ม ๑ หม้อ ดูก่อนพราหมณ์ ข้าพเจ้ามีอาหารสิ่งนี้อยู่ ท่านจงบริโภคอาหารสิ่งนี้ แล้วเจริญสมณธรรมอยู่ในป่าเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุสฺส เม ความว่า คนผู้รักษานาซึ่งอยู่ในที่ไม่ไกลเรานั่น คือโน้น. บทว่า อปาภตํ ได้แก่ อาภตํ แปลว่า นำมาแล้ว. บทว่า มํสสูลา จ เทฺว โคธา ความว่าเนื้อย่าง ๒ ไม้ที่สุกบนถ่านไฟ และเหี้ย ๑ ตัว. บทว่า ทธิวารกํ ได้แก่หม้อนมส้ม. บทว่า อิทํ เป็นต้นไปมีความว่า เรามีสิ่งนี้ คือ มีประมาณเท่านี้ ท่านจงปิ้งสิ่งนี้แม้ทั้งหมด โดยการให้สุกตามความชอบใจ แล้วบริโภค เป็นผู้สมาทานอุโบสถ นั่งที่โคนไม้อันน่ารื่นรมย์ กระทำสมณธรรมอยู่ในป่านี้เถิด. พราหมณ์กล่าวว่า เรื่องนี้จงยกไว้ก่อนเถิด ข้าพเจ้าจักรู้ภายหลัง แล้วไปยังสำนักของลิง แม้เมื่อลิงนั้นกล่าวว่า ท่านยืนอยู่เพื่อต้องการอะไร ? จึงกล่าวเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. ลิงกล่าวว่า ดีจะข้าพเจ้าจักให้ เมื่อจะเจรจากับท้าวสักกะนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :ผลมะม่วงสุก น้ำเย็น ร่มเงาอันเย็นเป็นที่รื่นรมย์ใจ ดูก่อนพราหมณ์ ข้าพเจ้ามีอาหารอย่างนี้ ท่านจงบริโภคอาหารนี้ แล้วเจริญสมณธรรมอยู่ในป่าเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมฺพปกฺกํ ได้แก่ ผลมะม่วงสุกอันอร่อย. บทว่า อุทกํ สีตํ ได้แก่ น้ำในแม่น้ำคงคาเย็น. บทว่า เอตํ ภุตฺวา ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจงบริโภคผลมะม่วงนี้แล้วดื่มน้ำเย็น นั่งที่โคนไม้อันรื่นรมย์ตามชอบใจแล้ว กระทำสมณธรรมอยู่ในชัฏป่านี้เถิด. พราหมณ์กล่าวว่า เรื่องนี้จงยกไว้ก่อนเถิด ข้าพเจ้าจักรู้ในภายหลัง แล้วไปยังสำนักของสสบัณฑิต แม้เมื่อสสบัณฑิตนั้นกล่าวว่า ท่านมาเพื่ออะไร ? ก็กล่าวเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นก็มีความชื่นชมโสมนัส กล่าวว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านมายังสำนักของเราเพื่อต้องการอาหาร ได้ทำดีแล้ว วันนี้ข้าพเจ้าจักให้ทานที่ยังไม่เคยให้ ก็ท่านเป็นผู้มีศีลจักไม่ทำปาณาติบาต ท่านจงไปรวมไม้ฟืนนานาชนิดมาก่อถ่านไฟ แล้วจงบอกข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักเสียสละตนโดดลงในกลางถ่านไฟ เมื่อร่างกายของข้าพเจ้าสุกแล้วท่านพึงกินเนื้อแล้วกระทำสมณธรรม เมื่อจะเจรจากับท้าวสักกะนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :กระต่ายไม่มีงา ไม่มีถั่ว ไม่มีข้าวสารท่านจงบริโภคเราผู้สุกด้วยไฟนี้ แล้วเจริญสมณธรรมอยู่ในป่าเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มมํ ภุตฺวา ความว่า ท่านจงบริโภคเราผู้สุกด้วยไฟที่เราบอกให้ท่านก่อขึ้นนี้ แล้วจงอยู่ในป่านี้ธรรมดาว่าร่างกายของกระต่ายตัวหนึ่ง ย่อมจะพอยังชีพของบุรุษคนหนึ่งให้เป็นไปได้. ท้าวสักกะได้ทรงสดับถ้อยคำของสสบัณฑิตนั้นแล้ว จึงเนรมิตกองถ่านเพลิงกองหนึ่งด้วยอานุภาพของตน แล้วบอกแก่พระโพธิสัตว์พระโพธิสัตว์นั้นลุกขึ้นจากที่นอนหญ้าแพรกของตนแล้วไปที่กองถ่านเพลิงนั้น คิดว่า ถ้าสัตว์เล็ก ๆ ในระหว่างขนของเรามีอยู่. สัตว์เหล่านั้นอย่าตายด้วยเลย แล้วสบัดตัว ๓ ครั้ง บริจาคร่างกายทั้งสิ้นในทานมุขปากทางของทาน กระโดดโลดเต้นมีใจเบิกบาน กระโดดลงในกองถ่านเพลิง. เหมือนพระยาหงส์กระโดดลงในกอปทุมฉะนั้น. แต่ไฟนั้นไม่อาจทำความร้อนแม้สักเท่าขุมขนในร่างกายของพระโพธิสัตว์ ได้เป็นเสมือนเข้าไปในห้องหิมะฉะนั้น. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์เรียกท้าวสักกะมากล่าวว่า พราหมณ์ ไฟที่ท่านก่อไว้เย็นยิ่งนักไม่อาจทำความร้อนแม้สักเท่าขุมขนในร่างกายของข้าพเจ้า นี่อะไรกัน. ท้าวสักกะตรัสว่า ท่านบัณฑิต เรามิใช่พราหมณ์ เราเป็นท้าวสักกะมาเพื่อจะทดลองท่าน. พระโพธิสัตว์จึงบรรลือสีหนาทว่า ข้าแต่ท้าวสักกะ พระองค์จงหยุดพักไว้ก่อนเถิด หากโลกสันนิวาสทั้งสิ้นจะพึงทดลองข้าพระองค์ด้วยทานไซร้ จะไม่พึงเห็นความที่ข้าพระองค์ไม่เป็นผู้ประสงค์จะให้ทานเลย. ลำดับนั้น ท้าวสุกกะจึงตรัสกะพระโพธิสัตว์นั้นว่า ดูก่อนสสบัณฑิต คุณของท่านจงปรากฏอยู่ตลอดกัปทั้งสิ้นเถิด แล้วทรงบีบบรรพตถือเอาอาการเหลวของบรรพต เขียนลักษณะของกระต่ายไว้ในดวงจันทร์ แล้วนำพระโพธิสัตว์มาให้นอนบนหลังหญ้าแพรกอ่อนในพุ่มไม้ป่านั้นนั่นแหละในไพรสณฑ์นั้น แล้วเสด็จไปยังเทวโลกของพระองค์ทีเดียว. บัณฑิตทั้ง ๔ แม้นั้นพร้อมเพรียงบันเทิงอยู่ พากันบำเพ็ญศีล รักษาอุโบสถกรรมแล้วไปตามยถากรรม. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะประชุมชาดก ในเวลาจบสัจจะคฤหบดีผู้ถวายบริขารทุกอย่างดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. นากในกาลนั้น ได้เป็นพระอานนท์สุนัขจิ้งจอกได้เป็นพระโมคคัลลานะ ลิงได้เป็นพระสารีบุตร ท้าวสักกะได้เป็นพระอนุรุทธะ ส่วนสสบัณฑิต ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาสสบัณฑิตชาดกที่ ๖

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๔๘๒–๔๘๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

จตุกกนิบาตชาดก · ๒๔ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

สสปณฺฑิตชาตกํ

สตฺต เม โรหิตา มจฺฉาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต สพฺพปริกฺขารทานํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

สาวตฺถิยํ กิเรโก กุฏุมฺพิโก พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส สพฺพปริกฺขารทานํ สชฺเชตฺวา ฆรทฺวาเร มณฺฑปํ กาเรตฺวา พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ นิมนฺเตตฺวา สุสชฺชิตมณฺฑเป ปวราสเน นิสีทาเปตฺวา นานคฺครสํ ปณีตทานํ ทตฺวา ปุน สฺวาตนาย สตฺตาหํ นิมนฺเตตฺวา สตฺตเม ทิวเส พุทฺธปฺปมุขานํ ปญฺจนฺนํ ภิกฺขุสตานํ สพฺพปริกฺขารํ อทาสิ ฯ สตฺถา ภตฺตกิจฺจาวสาเน อนุโมทนํ กโรนฺโต อุปาสก ตยา ปีติโสมนสฺสํ กาตุํ วฏฺฏติ อิทญฺจ ทานํ นาม โปราณกปณฺฑิตานํ วํโส โปราณกปณฺฑิตา หิ สมฺปตฺตยาจกานํ ชีวิตํ ปริจฺจชิตฺวา อตฺตโน มํสมฺปิ อทํสูติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต สสโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา อรญฺเญ วสิ ฯ ตสฺส ปน อรญฺญสฺส เอกโต ปพฺพตปาโท เอกโต นที เอกโต ปจฺจนฺตคาโม อโหสิ ฯ อปเรปิสฺส ตโย สหายา อเหสุํ มกฺกโฏ สิคาโล อุทฺโทติ ฯ เต จตฺตาโรปิ ปณฺฑิตา เอกโต วสนฺตา อตฺตโน อตฺตโน โคจรฏฺฐาเน โคจรํ คเหตฺวา สายณฺหสมเย เอกโต สนฺนิปตนฺติ ฯ สสปณฺฑิโต ทานํ ทาตพฺพํ สีลํ รกฺขิตพฺพํ อุโปสถกมฺมํ กาตพฺพนฺติ ติณฺณํ ชนานํ โอวาทวเสน ธมฺมํ เทเสสิ ฯ เต ตสฺส โอวาทํ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา อตฺตโน อตฺตโน นิวาสนคุมฺพํ ปวิสิตฺวา วสนฺติ ฯ เอวํ กาเล คจฺฉนฺเต เอกทิวสํ โพธิสตฺโต อากาสํ โอโลเกตฺวา จนฺทํ ทิสฺวา เสฺว อุโปสถทิวโสติ ญตฺวา อิตเร ตโย อาห เสฺว อุโปสโถ ตุมฺเหปิ ตโย ชนา สีลํ สมาทิยิตฺวา อุโปสถิกา โหถ สีเล ปติฏฺฐาย ทินฺนทานํ มหปฺผลํ โหติ ตสฺมา ยาจเก สมฺปตฺเต ตุมฺเห ขาทิตพฺพาหารรสํ ทตฺวา ขาเทยฺยาถาติ ฯ เต สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา อตฺตโน อตฺตโน วสนฏฺฐาเนสุ วสึสุ ฯ ปุนทิวเส เตสุ อุทฺโท ปาโตว โคจรํ ปริเยสิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา คงฺคาตีรํ คโต ฯ อเถโก พาลิสิโก สตฺต โรหิตมจฺเฉ อุทฺธริตฺวา วลฺลิยาว อาวุณิตฺวา คงฺคาตีเร วาลิกํ วิยูหิตฺวา พาลิกาย ปฏิจฺฉาเทตฺวา ปุน มจฺเฉ คณฺหนฺโต อโธคงฺคํ คจฺฉิ ฯ อุทฺโท มจฺฉคนฺธํ ฆายิตฺวา พาลิกํ วิยูหิตฺวา มจฺเฉ ทิสฺวา นีหริตฺวา อตฺถิ นุโข เอเตสํ สามิโกติ ติกฺขตฺตุํ โฆเสตฺวา สามิกํ อปสฺสนฺโต วลฺลีโกฏึ ฑํสิตฺวา เนตฺวา อตฺตโน วสนคุมฺเพ ฐเปตฺวา เวลายเมว ขาทิสฺสามีติ อตฺตโน สีลํ อาวชฺเชนฺโต นิปชฺชิ ฯ สิคาโลปิ นิกฺขมิตฺวา โคจรํ ปริเยสนฺโต เอกสฺส เขตฺตโคปกสฺส กุฏิยํ เทฺว มํสสูลานิ เอกญฺจ โคธํ เอกญฺจ ทธิวารกํ ทิสฺวา อตฺถิ นุโข เอตสฺส สามิโกติ ติกฺขตฺตุํ โฆเสตฺวา สามิกํ อทิสฺวา ทธิวารกสฺส อุคฺคหณรชฺชุกํ คีวายํ ปเวเสตฺวา มํสสูเล จ โคธญฺจ มุเขน ฑํสิตฺวา เนตฺวา อตฺตโน สยนคุมฺเพ ฐเปตฺวา เวลายเมว ขาทิสฺสามีติ อตฺตโน สีลํ อาวชฺเชนฺโต นิปชฺชิ ฯ มกฺกโฏปิ วนสณฺฑํ ปวิสิตฺวา อมฺพปิณฺฑํ อาหริตฺวา อตฺตโน วสนฏฺฐานคุมฺเพ ฐเปตฺวา เวลายเมว ขาทิสฺสามีติ อตฺตโน สีลํ อาวชฺเชนฺโต นิปชฺชิ ฯ โพธิสตฺโต ปน เวลายเมว นิกฺขมิตฺวา ทพฺพติณานิ ขาทิสฺสามีติ อตฺตโน วสนคุมฺเพเยว นิปนฺโน จินฺเตสิ มม สนฺติกํ อาคตานํ ยาจกานํ ติณานิ ทาตุํ น สกฺกา ติลตณฺฑุลาทโยปิ มยฺหํ นตฺถิ สเจ มม สนฺติกํ ยาจโก อาคจฺฉิสฺสติ อตฺตโน สรีรมํสํ ทสฺสามีติ ฯ ตสฺส สีลเตเชน สกฺกสฺส ภวนํ อุณฺหาการํ ทสฺเสสิ ฯ ตํ กิร สกฺกสฺส อายุกฺขเยน วา อุณฺหํ โหติ ปุญฺญกฺขเยน วา อญฺญสฺมึ วา มหานุภาเว สตฺเต ตํ ฐานํ ปฏฺเฐนฺเต ธมฺมิกสมณพฺราหฺมณานํ สีลเตเชน ฯ ตทา สีลเตเชน อุณฺหํ อโหสิ ฯ โส อาวชฺชมาโน อิมํ การณํ ญตฺวา สสราชํ วีมํสิสฺสามีติ ปฐมํ อุทฺทสฺส วสนฏฺฐานํ คนฺตฺวา พฺราหฺมณเวเสน อฏฺฐาสิ ฯ พฺราหฺมณ กิมตฺถํ อาคโตสีติ วุตฺเต ปณฺฑิต สเจ กิญฺจิ อาหารํ ลเภยฺยํ อุโปสถิโก หุตฺวา สมณธมฺมํ กเรยฺยนฺติ ฯ โส สาธุ ทสฺสามิ เต อาหารนฺติ เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ปฐมํ คาถมาห

สตฺต เม โรหิตา มจฺฉา อุทกา ถลมุพฺภตา

อิทํ พฺราหฺมณ เม อตฺถิ เอตํ ภุตฺวา วเน วสาติ ฯ

ตตฺถ ถลมุพฺภตาติ อุทกโต ถเล ฐปิตา พาลิสิเกนาปิ ๑- อุทฺธฏา ฯ เอตํ ภุตฺวาติ เอตํ มม สนฺตกํ มจฺฉาหารํ ปจิตฺวา ภุญฺชิตฺวา สมณธมฺมํ กโรนฺโต รมณีเย รุกฺขมูเล นิสินฺโน อิมสฺมึ วเน วสาติ ฯ

พฺราหฺมโณ ปเคว ตาว โหตุ ปจฺฉา ชานิสฺสามีติ สิคาลสฺส สนฺติกํ คโต เตนาปิ กิมตฺถํ ฐิโตสีติ วุตฺเต ตเถวาห ฯ สิคาโล สาธุ ทสฺสามีติ เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ทุติยํ คาถมาห

ทุสฺส เม เขตฺตปาลสฺส รตฺตึ ภตฺตํ อปาภตํ

มํสสูลา จ เทฺว โคธา เอกญฺจ ทธิวารกํ

@เชิงอรรถ: ๑ เกนาปิ วา ฯ

อิทํ พฺราหฺมณ เม อตฺถิ เอตํ ภุตฺวา วเน วสาติ ฯ

ตตฺถ ทุสฺส เมติ โย เอส มม อวิทูเร เขตฺตปาโล วสติ ทุสฺส อมุสฺสาติ อตฺโถ ฯ อปาภตนฺติ อาภตํ อานีตํ ฯ มํสสูลา จ เทฺว โคธาติ องฺคาเร ปกฺกานิ เทฺว มํสสูลานิ จ เอกา จ โคธา ฯ ทธิวารกนฺติ ทธิวารโก ฯ อิทนฺติ อิทํ เอตฺตกํ มม อตฺถิ เอตํ สพฺพมฺปิ ยถาภิรุจิเตน ปาเกน ปจิตฺวา ปริภุญฺชิตฺวา อุโปสถิโก หุตฺวา รมณีเย รุกฺขมูเล นิสีทิตฺวา สมณธมฺมํ กโรนฺโต อิมสฺมึ วเน วสาติ อตฺโถ ฯ

พฺราหฺมโณ ปเคว ตาว โหตุ ปจฺฉา ชานิสฺสามีติ มกฺกฏสฺส สนฺติกํ คโต เตนาปิ กิมตฺถํ ฐิโตสีติ วุตฺเต ตเถวาห ฯ มกฺกโฏ สาธุ เทมีติ เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ตติยํ คาถมาห

อมฺพปกฺกุทกํ สีตํ สีตจฺฉายํ มโนรมํ

อิทํ พฺราหฺมณ เม อตฺถิ เอตํ ภุตฺวา วเน วสาติ ฯ

ตตฺถ อมฺพปกฺกนฺติ มธุรอมฺพผลํ ฯ อุทกํ สีตนฺติ คงฺคาย อุทกํ สีตลํ ฯ เอตํ ภุตฺวาติ พฺราหฺมณ เอตํ อมฺพผลํ ปริภุญฺชิตฺวา สีตลํ อุทกํ ปิวิตฺวา ยถารุจิเต รมณีเย รุกฺขมูเล นิสินฺโน สมณธมฺมํ กโรนฺโต อิมสฺมึ วนสณฺเฑ วสาติ ฯ

พฺราหฺมโณ ปเคว ตาว โหตุ ปจฺฉา ชานิสฺสามีติ สสปณฺฑิตสฺส สนฺติกํ คโต เตนาปิ กิมตฺถมาคโตสีติ วุตฺเต ตเถวาห ฯ ตํ สุตฺวา โพธิสตฺโต โสมนสฺสปฺปตฺโต พฺราหฺมณ สุฏฺฐุ เต กตํ อาหารตฺถาย มม สนฺติกํ อาคจฺฉนฺเตน อชฺชาหํ มยา อทินฺนปุพฺพํ ทานํ ทสฺสามิ ตฺวํ ปน สีลวา ปาณาติปาตํ น กริสฺสสิ คจฺฉ นานาทารูนิ สงฺกฑฺฒิตฺวา องฺคาเร กตฺวา มยฺหํ อาโรเจหิ อหํ อตฺตานํ ปริจฺจชิตฺวา องฺคารมชฺเฌ ปติสฺสามิ มม สรีเร ปกฺเก ตฺวํ มํสํ ขาทิตฺวา สมณธมฺมํ กเรยฺยาสีติ เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต จตุตฺถํ คาถมาห

น สสสฺส ติลํ อตฺถิ น มุคฺคา นปิ ตณฺฑุลา

อิมินา อคฺคินา ปกฺกํ มมํ ภุตฺวา วเน วสาติ ฯ

ตตฺถ มมํ ภุตฺวาติ ยนฺตํ อหํ อคฺคึ กโรหีติ วทามิ อิมินา อคฺคินา ปกฺกํ มํ ภุญฺชิตฺวา อิมสฺมึ วเน วส เอกสฺส สสสฺส สรีรนฺนาม เอกสฺส ปุริสสฺส ยาปนมตฺตํ โหตีติ ฯ

สกฺโก ตสฺส กถํ สุตฺวา อตฺตโน อานุภาเวน เอกํ องฺคารราสึ มาเปตฺวา โพธิสตฺตสฺส อาโรเจสิ ฯ โส ทพฺพติณสยนโต อุฏฺฐาย ตตฺถ คนฺตฺวา สเจ เม โลมนฺตเรสุ ปาณกา อตฺถิ เต มา มรึสูติ ติกฺขตฺตุํ สรีรํ วิธูนิตฺวา สกลสรีรํ ทานมุเข ทตฺวา ลงฺฆิตฺวา ปทุมปุญฺเช ราชหํโส วิย ปมุทิตจิตฺโต องฺคารราสิมฺหิ ปตติ ฯ โส ปน อคฺคิ โพธิสตฺตสฺส สรีเร โลมกูปมตฺตมฺปิ อุณฺหํ กาตุํ นาสกฺขิ ฯ หิมคพฺเภ ปวิฏฺโฐ วิย อโหสิ ฯ อถ สกฺกํ อามนฺเตตฺวา พฺราหฺมณ ตยา กโต อคฺคิ อติสีตโล มม สรีเร โลมกูปมตฺตมฺปิ อุณฺหํ กาตุํ น สกฺโกติ กินฺนาเมตนฺติ อาห ฯ ปณฺฑิต นาหํ พฺราหฺมโณ สกฺโกหมสฺมิ ตว วีมํสนตฺถํ อาคโตสฺมีติ ฯ สกฺก ตฺวํ ตาว ติฏฺฐ สกโลปิ เจ โลกสนฺนิวาโส มํ ทาเนน วีมํเสยฺย เนว เม อทาตุกามตฺตํ ปสฺเสยฺยาติ โพธิสตฺโต สีหนาทํ นทิ ฯ อถ นํ สกฺโก สสปณฺฑิต ตว คุโณ สกลกปฺปํ ปากโฏ โหตูติ ปพฺพตํ ปีเฬตฺวา ปพฺพตรสมาทาย จนฺทมณฺฑเล สสลกฺขณํ ลิขิตฺวา โพธิสตฺตํ อาเนตฺวา ตสฺมึ วนสณฺเฑ ตสฺมึเยว วนคุมฺเพ ตรุณทพฺพติณปิฏฺเฐ นิปชฺชาเปตฺวา อตฺตโน เทวโลกเมว คโต ฯ เตปิ จตฺตาโร ปณฺฑิตา สมคฺคา สมฺโมทมานา สีลํ ปูเรตฺวา อุโปสถกมฺมํ กตฺวา ยถากมฺมํ คตา ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน สพฺพปริกฺขารทายโก คหปติ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา อุทฺโท อานนฺโท อโหสิ ฯ สิคาโล โมคฺคลฺลาโน ฯ มกฺกโฏ สารีปุตฺโต ฯ สกฺโก อนุรุทฺโธ ฯ สสปณฺฑิโต ปน อหเมวาติ ฯ

สสปณฺฑิตชาตกํ ฉฏฺฐํ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๑๕. มังสชาดกชาดกถัดไป๓๑๗. มตโรทนชาดก