สสปัณฑิตชาดก
ว่าด้วยผู้สละชีวิตเป็นทาน
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๖๒ · บรรทัด ๒๘๒๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการถวายบริขารทุกอย่าง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สตฺต เม โรหิตา มจฺฉา ดังนี้. ได้ยินว่า ในนครสาวัตถี มีกฎุมพีคนหนึ่งตระเตรียมการถวายบริขารทุกอย่างแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ให้สร้างมณฑปที่ประตูเรือน แล้วนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานให้นั่งบนบวรอาสน์ในมณฑปที่ได้จัดแจงไว้ดีแล้ว ถวายทานอันประณีตมีรสเลิศต่าง ๆ แล้วนิมนต์ฉันอีกตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๗ ได้ถวายบริขารทั้งปวงแก่ภิกษุ ๕๐๐ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. ในเวลาเสร็จภัตกิจ พระศาสดาเมื่อจะทรงกระทำอนุโมทนา จึงตรัสว่าดูก่อนอุบาสก ควรที่ท่านจะกระทำปีติโสมนัส. ก็ชื่อว่าทานนี้เป็นวงศ์ของโบราณกับณฑิตทั้งหลาย ด้วยว่าโบราณกับณฑิตทั้งหลายได้บริจาคชีวิตแก่เหล่ายาจกผู้มาถึงเฉพาะหน้า แม้ชีวิตของตนก็ได้ให้แล้ว อันอุบาสกนั้นทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดกระต่ายอยู่ในป่า. ก็ป่านั้นได้มีเชิงเขา แม่น้ำและปัจจันตคาม มารวมกันแห่งเดียว. สัตว์แม้อื่นอีก ๓ ตัว คือ ลิง สุนัขจิ้งจอก และนาก ได้เป็นสหายของกระต่ายนั้น. สัตว์แม้ทั้ง ๔ นั้น เป็นบัณฑิตอยู่รวมกัน ถือเอาเหยื่อในที่เป็นที่โคจรของตน ๆ แล้วมาประชุมกันในเวลาเย็น. สสบัณฑิตแสดงธรรมโดยการโอวาทแก่สัตว์ทั้ง ๓ ว่า พึงให้ทาน พึงรักษาศีลพึงกระทำอุโบสถกรรม. สัตว์ทั้ง ๓ นั้นรับโอวาทของสสบัณฑิตนั้นแล้วเข้าไปยังพุ่มไม้อันเป็นที่อยู่อาศัยของตน ๆ อยู่. เมื่อกาลล่วงไปอยู่อย่างนี้ วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์มองดูอากาศเห็นดวงจันทร์ รู้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันอุโบสถ จึงกล่าวกะสัตว์ทั้ง ๓ นอกนี้ว่า พรุ่งนี้เป็นวันอุโบสถ แม้ท่านทั้ง ๓ จงสมาทานศีลรักษาอุโบสถ ทานที่ผู้ตั้งอยู่ในศีลแล้วให้ ย่อมมีผลมาก เพราะฉะนั้น เมื่อยาจกมาถึงเข้า ท่านทั้งหลายพึงให้รสอาหารที่ควรกินแล้วจึงค่อยกิน. สัตว์ทั้ง ๓ นั้นรับคำแล้วพากันอยู่ในที่เป็นที่อยู่ของตน ๆ. วันรุ่งขึ้น บรรดาสัตว์เหล่านั้นนากคิดว่าเราจักแสวงหาเหยื่อแต่เช้าตรู่ จึงไปยังฝั่งแม่น้ำคงคา. ครั้งนั้น พรานเป็ดคนหนึ่งตกปลาตะเพียนได้ ๗ ตัว จึงเอาเถาวัลย์ร้อยคุ้ยทรายที่ฝั่งแม่น้ำคงคาเอาทรายกลบไว้ เมื่อจะจับปลาอีก จึงไปยังด้านใต้แม่น้ำคงคา. นากสูดได้กลิ่นปลาจึงคุ้ยทราย เห็นปลาจึงนำออกมา คิดว่า เจ้าของปลาเหล่านี้มีไหมหนอ จึงประกาศขึ้น ๓ ครั้งเมื่อไม่เห็นเจ้าของ จึงคาบปลายเถาวัลย์นำไปเก็บไว้ในพุ่มไม้อันเป็นที่อยู่ของตน คิดว่า เราจักกินเมื่อถึงเวลา จึงนอนนึกถึงศีลของตนอยู่. ฝ่ายสุนัขจิ้งจอกออกเที่ยวแสวงหาเหยื่อ ได้เห็นเนื้อย่าง ๒ ไม้ เหี้ย๑ ตัว และหม้อนมส้ม ๑ หม้อ ในกระท่อมของคนเฝ้านาคนหนึ่งคิดว่า เจ้าของของสิ่งนี้มีอยู่หรือไม่หนอ จึงร้องประกาศขึ้น ๓ ครั้งไม่เห็นเจ้าของ จึงสอดเชือกสำหรับหิ้วหม้อนมส้มไว้ที่คอ เอาปากคาบเนื้อย่างและเหี้ย นำไปเก็บไว้ในพุ่มไม้เป็นที่นอนของตน คิดว่าจักกินเมื่อถึงเวลา จึงนอนนึกถึงศีลของตนอยู่. ฝ่ายลิงเข้าไปยังไพรสณฑ์นำพวงมะม่วงมาเก็บไว้ในพุ่มไม้เป็นที่อยู่ของตน คิดว่าจักกินเมื่อถึงเวลา จึงนอนนึกถึงศีลของตน. ส่วนพระโพธิสัตว์ คิดว่า พอถึงเวลาจักออกไปกินหญ้าแพรก จึงนอนอยู่ในพุ่มไม้เป็นที่อยู่ของตนนั่นแหละ. คิดอยู่ว่า เราไม่อาจให้หญ้าแก่พวกยาจกผู้มายังสำนักของเรา แม้งาเละข้าวสารเป็นต้นของเราก็ไม่มี ถ้ายาจกจักมายังสำนักของเราไซร้ เราจักให้เนื้อในร่างกายของเรา. ด้วยเดชแห่งศีลของพระโพธิสัตว์นั้น ภพของท้าวสักกะได้แสดงอาการเร่าร้อน. ได้ยินมาว่า ภพนั้นเป็นภพร้อน เพราะท้าวสักกะสิ้นอายุหรือสิ้นบุญ หรือเมื่อสัตว์อื่นผู้มีอานุภาพมากปรารถนาสถานที่นั้น หรือด้วยเดชะแห่งศีลของสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม. ในกาลนั้น ภพของท้าวสักกะได้เร่าร้อน เพราะเดชแห่งศีล. ท้าวสักกะนั้นทรงรำพึงอยู่ ทรงทราบเหตุนั้นแล้วจึงทรงดำริว่า เราจักทดลองพระยากระต่ายดู จึงครั้งแรกเสด็จไปยังที่อยู่ของนาก ได้แปลงเพศเป็นพราหมณ์ยืนอยู่. เมื่อนากกล่าวว่า พราหมณ์ ท่านมาเพื่อต้องการอะไร ? จึงตรัสว่า ท่านบัณฑิต ถ้าข้าพเจ้าพึงได้อาหารบางอย่าง จะเป็นผู้รักษาอุโบสถกระทำสมณธรรม. นากนั้นกล่าวว่า ดีละ ข้าพเจ้าจักให้อาหารแก่ท่านเมื่อจะเจรจากับท้าวสักกะนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ปลาตะเพียนของเรามีอยู่ ๗ ตัว ซึ่งนายพรานเบ็ดตกขึ้นจากน้ำ เก็บไว้บนบกดูก่อนพราหมณ์ ข้าพเจ้ามีสิ่งนี้อยู่ ท่านจงบริโภคสิ่งนี้ แล้วอยู่ในป่าเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ถลมุพฺภตา ความว่า แม้อันนายพรานเบ็ดตกขึ้นจากน้ำเก็บไว้บนบก. บทว่า เอตํ ภุตฺวา ความว่าท่านจงปิ้งมัจฉาหาร อันเป็นของเรานี้บริโภคนั่งที่โคนไม้อันรื่นรมย์การทำสมณธรรมอยู่ในป่านี้เถิด. พราหมณ์กล่าวว่า เรื่องนี้จงยกไว้ก่อนเถิด ข้าพเจ้าจักรู้ภายหลัง แล้วไปยังสำนักของสุนัขจิ้งจอก แม้เมื่อสุนัขจิ้งจอกกล่าวว่าท่านยืนอยู่เพื่อต้องการอะไร ? ก็ได้กล่าวเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. สุนัขจิ้งจอกกล่าวว่า ดีละข้าพเจ้าจักให้ เมื่อจะเจรจากับท้าวสักกะนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
อาหารของคนรักษานาคนโน้น ข้าพเจ้านำเอามาไว้ในตอนกลางคืน คือ เนื้อย่าง ๒ไม้ เหี้ย ๑ ตัว นมส้ม ๑ หม้อ ดูก่อนพราหมณ์ ข้าพเจ้ามีอาหารสิ่งนี้อยู่ ท่านจงบริโภคอาหารสิ่งนี้ แล้วเจริญสมณธรรมอยู่ในป่าเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุสฺส เม ความว่า คนผู้รักษานาซึ่งอยู่ในที่ไม่ไกลเรานั่น คือโน้น. บทว่า อปาภตํ ได้แก่ อาภตํ แปลว่า นำมาแล้ว. บทว่า มํสสูลา จ เทฺว โคธา ความว่าเนื้อย่าง ๒ ไม้ที่สุกบนถ่านไฟ และเหี้ย ๑ ตัว. บทว่า ทธิวารกํ ได้แก่หม้อนมส้ม. บทว่า อิทํ เป็นต้นไปมีความว่า เรามีสิ่งนี้ คือ มีประมาณเท่านี้ ท่านจงปิ้งสิ่งนี้แม้ทั้งหมด โดยการให้สุกตามความชอบใจ แล้วบริโภค เป็นผู้สมาทานอุโบสถ นั่งที่โคนไม้อันน่ารื่นรมย์ กระทำสมณธรรมอยู่ในป่านี้เถิด. พราหมณ์กล่าวว่า เรื่องนี้จงยกไว้ก่อนเถิด ข้าพเจ้าจักรู้ภายหลัง แล้วไปยังสำนักของลิง แม้เมื่อลิงนั้นกล่าวว่า ท่านยืนอยู่เพื่อต้องการอะไร ? จึงกล่าวเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. ลิงกล่าวว่า ดีจะข้าพเจ้าจักให้ เมื่อจะเจรจากับท้าวสักกะนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :ผลมะม่วงสุก น้ำเย็น ร่มเงาอันเย็นเป็นที่รื่นรมย์ใจ ดูก่อนพราหมณ์ ข้าพเจ้ามีอาหารอย่างนี้ ท่านจงบริโภคอาหารนี้ แล้วเจริญสมณธรรมอยู่ในป่าเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมฺพปกฺกํ ได้แก่ ผลมะม่วงสุกอันอร่อย. บทว่า อุทกํ สีตํ ได้แก่ น้ำในแม่น้ำคงคาเย็น. บทว่า เอตํ ภุตฺวา ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจงบริโภคผลมะม่วงนี้แล้วดื่มน้ำเย็น นั่งที่โคนไม้อันรื่นรมย์ตามชอบใจแล้ว กระทำสมณธรรมอยู่ในชัฏป่านี้เถิด. พราหมณ์กล่าวว่า เรื่องนี้จงยกไว้ก่อนเถิด ข้าพเจ้าจักรู้ในภายหลัง แล้วไปยังสำนักของสสบัณฑิต แม้เมื่อสสบัณฑิตนั้นกล่าวว่า ท่านมาเพื่ออะไร ? ก็กล่าวเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นก็มีความชื่นชมโสมนัส กล่าวว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านมายังสำนักของเราเพื่อต้องการอาหาร ได้ทำดีแล้ว วันนี้ข้าพเจ้าจักให้ทานที่ยังไม่เคยให้ ก็ท่านเป็นผู้มีศีลจักไม่ทำปาณาติบาต ท่านจงไปรวมไม้ฟืนนานาชนิดมาก่อถ่านไฟ แล้วจงบอกข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักเสียสละตนโดดลงในกลางถ่านไฟ เมื่อร่างกายของข้าพเจ้าสุกแล้วท่านพึงกินเนื้อแล้วกระทำสมณธรรม เมื่อจะเจรจากับท้าวสักกะนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :กระต่ายไม่มีงา ไม่มีถั่ว ไม่มีข้าวสารท่านจงบริโภคเราผู้สุกด้วยไฟนี้ แล้วเจริญสมณธรรมอยู่ในป่าเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มมํ ภุตฺวา ความว่า ท่านจงบริโภคเราผู้สุกด้วยไฟที่เราบอกให้ท่านก่อขึ้นนี้ แล้วจงอยู่ในป่านี้ธรรมดาว่าร่างกายของกระต่ายตัวหนึ่ง ย่อมจะพอยังชีพของบุรุษคนหนึ่งให้เป็นไปได้. ท้าวสักกะได้ทรงสดับถ้อยคำของสสบัณฑิตนั้นแล้ว จึงเนรมิตกองถ่านเพลิงกองหนึ่งด้วยอานุภาพของตน แล้วบอกแก่พระโพธิสัตว์พระโพธิสัตว์นั้นลุกขึ้นจากที่นอนหญ้าแพรกของตนแล้วไปที่กองถ่านเพลิงนั้น คิดว่า ถ้าสัตว์เล็ก ๆ ในระหว่างขนของเรามีอยู่. สัตว์เหล่านั้นอย่าตายด้วยเลย แล้วสบัดตัว ๓ ครั้ง บริจาคร่างกายทั้งสิ้นในทานมุขปากทางของทาน กระโดดโลดเต้นมีใจเบิกบาน กระโดดลงในกองถ่านเพลิง. เหมือนพระยาหงส์กระโดดลงในกอปทุมฉะนั้น. แต่ไฟนั้นไม่อาจทำความร้อนแม้สักเท่าขุมขนในร่างกายของพระโพธิสัตว์ ได้เป็นเสมือนเข้าไปในห้องหิมะฉะนั้น. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์เรียกท้าวสักกะมากล่าวว่า พราหมณ์ ไฟที่ท่านก่อไว้เย็นยิ่งนักไม่อาจทำความร้อนแม้สักเท่าขุมขนในร่างกายของข้าพเจ้า นี่อะไรกัน. ท้าวสักกะตรัสว่า ท่านบัณฑิต เรามิใช่พราหมณ์ เราเป็นท้าวสักกะมาเพื่อจะทดลองท่าน. พระโพธิสัตว์จึงบรรลือสีหนาทว่า ข้าแต่ท้าวสักกะ พระองค์จงหยุดพักไว้ก่อนเถิด หากโลกสันนิวาสทั้งสิ้นจะพึงทดลองข้าพระองค์ด้วยทานไซร้ จะไม่พึงเห็นความที่ข้าพระองค์ไม่เป็นผู้ประสงค์จะให้ทานเลย. ลำดับนั้น ท้าวสุกกะจึงตรัสกะพระโพธิสัตว์นั้นว่า ดูก่อนสสบัณฑิต คุณของท่านจงปรากฏอยู่ตลอดกัปทั้งสิ้นเถิด แล้วทรงบีบบรรพตถือเอาอาการเหลวของบรรพต เขียนลักษณะของกระต่ายไว้ในดวงจันทร์ แล้วนำพระโพธิสัตว์มาให้นอนบนหลังหญ้าแพรกอ่อนในพุ่มไม้ป่านั้นนั่นแหละในไพรสณฑ์นั้น แล้วเสด็จไปยังเทวโลกของพระองค์ทีเดียว. บัณฑิตทั้ง ๔ แม้นั้นพร้อมเพรียงบันเทิงอยู่ พากันบำเพ็ญศีล รักษาอุโบสถกรรมแล้วไปตามยถากรรม. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะประชุมชาดก ในเวลาจบสัจจะคฤหบดีผู้ถวายบริขารทุกอย่างดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. นากในกาลนั้น ได้เป็นพระอานนท์สุนัขจิ้งจอกได้เป็นพระโมคคัลลานะ ลิงได้เป็นพระสารีบุตร ท้าวสักกะได้เป็นพระอนุรุทธะ ส่วนสสบัณฑิต ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสสบัณฑิตชาดกที่ ๖
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๔๘๒–๔๘๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จตุกกนิบาตชาดก ๒๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
sasapaṇḍitajātakaṃ
satta me rohitā macchāti idaṃ satthā jetavane viharanto sabbaparikkhāradānaṃ ārabbha kathesi.
Sāvatthiyaṃ kireko kuṭumbiko buddhappamukhassa bhikkhusaṅghassa sabbaparikkhāradānaṃ sajjetvā gharadvāre maṇḍapaṃ kāretvā buddhappamukhaṃ bhikkhusaṅghaṃ nimantetvā susajjitamaṇḍape pavarāsane nisīdāpetvā Nānaggarasaṃ paṇītadānaṃ datvā puna svātanāya sattāhaṃ nimantetvā sattame divase buddhappamukhānaṃ pañcannaṃ bhikkhusatānaṃ sabbaparikkhāraṃ adāsi. Satthā bhattakiccāvasāne anumodanaṃ karonto upāsaka tayā pītisomanassaṃ kātuṃ vaṭṭati idañca dānaṃ nāma porāṇakapaṇḍitānaṃ vaṃso porāṇakapaṇḍitā hi sampattayācakānaṃ jīvitaṃ pariccajitvā attano maṃsampi adaṃsūti vatvā tena yācito atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto sasayoniyaṃ nibbattitvā araññe vasi. Tassa pana araññassa ekato pabbatapādo ekato nadī ekato paccantagāmo ahosi. Aparepissa tayo sahāyā ahesuṃ makkaṭo sigālo uddoti. Te cattāropi paṇḍitā ekato vasantā attano attano gocaraṭṭhāne gocaraṃ gahetvā sāyaṇhasamaye ekato sannipatanti. Sasapaṇḍito dānaṃ dātabbaṃ sīlaṃ rakkhitabbaṃ uposathakammaṃ kātabbanti tiṇṇaṃ janānaṃ ovādavasena dhammaṃ desesi. Te tassa ovādaṃ sampaṭicchitvā attano attano nivāsanagumbaṃ pavisitvā vasanti. Evaṃ kāle gacchante ekadivasaṃ bodhisatto ākāsaṃ oloketvā candaṃ disvā sve uposathadivasoti ñatvā itare tayo āha sve uposatho tumhepi tayo janā sīlaṃ samādiyitvā uposathikā hotha sīle patiṭṭhāya dinnadānaṃ mahapphalaṃ hoti tasmā yācake sampatte tumhe khāditabbāhārarasaṃ datvā khādeyyāthāti. Te sādhūti Sampaṭicchitvā attano attano vasanaṭṭhānesu vasiṃsu. Punadivase tesu uddo pātova gocaraṃ pariyesissāmīti cintetvā gaṅgātīraṃ gato. Atheko bālisiko satta rohitamacche uddharitvā valliyāva āvuṇitvā gaṅgātīre vālikaṃ viyūhitvā bālikāya paṭicchādetvā puna macche gaṇhanto adhogaṅgaṃ gacchi. Uddo macchagandhaṃ ghāyitvā bālikaṃ viyūhitvā macche disvā nīharitvā atthi nukho etesaṃ sāmikoti tikkhattuṃ ghosetvā sāmikaṃ apassanto vallīkoṭiṃ ḍaṃsitvā netvā attano vasanagumbe ṭhapetvā velāyameva khādissāmīti attano sīlaṃ āvajjento nipajji. Sigālopi nikkhamitvā gocaraṃ pariyesanto ekassa khettagopakassa kuṭiyaṃ dve maṃsasūlāni ekañca godhaṃ ekañca dadhivārakaṃ disvā atthi nukho etassa sāmikoti tikkhattuṃ ghosetvā sāmikaṃ adisvā dadhivārakassa uggahaṇarajjukaṃ gīvāyaṃ pavesetvā maṃsasūle ca godhañca mukhena ḍaṃsitvā netvā attano sayanagumbe ṭhapetvā velāyameva khādissāmīti attano sīlaṃ āvajjento nipajji. Makkaṭopi vanasaṇḍaṃ pavisitvā ambapiṇḍaṃ āharitvā attano vasanaṭṭhānagumbe ṭhapetvā velāyameva khādissāmīti attano sīlaṃ āvajjento nipajji. Bodhisatto pana velāyameva nikkhamitvā dabbatiṇāni khādissāmīti attano vasanagumbeyeva nipanno cintesi mama santikaṃ āgatānaṃ yācakānaṃ tiṇāni dātuṃ na sakkā tilataṇḍulādayopi mayhaṃ natthi sace mama santikaṃ yācako āgacchissati attano sarīramaṃsaṃ dassāmīti. Tassa sīlatejena sakkassa Bhavanaṃ uṇhākāraṃ dassesi. Taṃ kira sakkassa āyukkhayena vā uṇhaṃ hoti puññakkhayena vā aññasmiṃ vā mahānubhāve satte taṃ ṭhānaṃ paṭṭhente dhammikasamaṇabrāhmaṇānaṃ sīlatejena. Tadā sīlatejena uṇhaṃ ahosi. So āvajjamāno imaṃ kāraṇaṃ ñatvā sasarājaṃ vīmaṃsissāmīti paṭhamaṃ uddassa vasanaṭṭhānaṃ gantvā brāhmaṇavesena aṭṭhāsi. Brāhmaṇa kimatthaṃ āgatosīti vutte paṇḍita sace kiñci āhāraṃ labheyyaṃ uposathiko hutvā samaṇadhammaṃ kareyyanti. So sādhu dassāmi te āhāranti tena saddhiṃ sallapanto paṭhamaṃ gāthamāha
satta me rohitā macchā udakā thalamubbhatā
idaṃ brāhmaṇa me atthi etaṃ bhutvā vane vasāti.
Tattha thalamubbhatāti udakato thale ṭhapitā bālisikenāpi 1- uddhaṭā. Etaṃ bhutvāti etaṃ mama santakaṃ macchāhāraṃ pacitvā bhuñjitvā samaṇadhammaṃ karonto ramaṇīye rukkhamūle nisinno imasmiṃ vane vasāti.
Brāhmaṇo pageva tāva hotu pacchā jānissāmīti sigālassa santikaṃ gato tenāpi kimatthaṃ ṭhitosīti vutte tathevāha. Sigālo sādhu dassāmīti tena saddhiṃ sallapanto dutiyaṃ gāthamāha
dussa me khettapālassa rattiṃ bhattaṃ apābhataṃ
maṃsasūlā ca dve godhā ekañca dadhivārakaṃ
@Footnote: 1 kenāpi vā.
Idaṃ brāhmaṇa me atthi etaṃ bhutvā vane vasāti.
Tattha dussa meti yo esa mama avidūre khettapālo vasati dussa amussāti attho. Apābhatanti ābhataṃ ānītaṃ. Maṃsasūlā ca dve godhāti aṅgāre pakkāni dve maṃsasūlāni ca ekā ca godhā. Dadhivārakanti dadhivārako. Idanti idaṃ ettakaṃ mama atthi etaṃ sabbampi yathābhirucitena pākena pacitvā paribhuñjitvā uposathiko hutvā ramaṇīye rukkhamūle nisīditvā samaṇadhammaṃ karonto imasmiṃ vane vasāti attho.
Brāhmaṇo pageva tāva hotu pacchā jānissāmīti makkaṭassa santikaṃ gato tenāpi kimatthaṃ ṭhitosīti vutte tathevāha. Makkaṭo sādhu demīti tena saddhiṃ sallapanto tatiyaṃ gāthamāha
ambapakkudakaṃ sītaṃ sītacchāyaṃ manoramaṃ
idaṃ brāhmaṇa me atthi etaṃ bhutvā vane vasāti.
Tattha ambapakkanti madhuraambaphalaṃ. Udakaṃ sītanti gaṅgāya udakaṃ sītalaṃ. Etaṃ bhutvāti brāhmaṇa etaṃ ambaphalaṃ paribhuñjitvā sītalaṃ udakaṃ pivitvā yathārucite ramaṇīye rukkhamūle nisinno samaṇadhammaṃ karonto imasmiṃ vanasaṇḍe vasāti.
Brāhmaṇo pageva tāva hotu pacchā jānissāmīti sasapaṇḍitassa santikaṃ gato tenāpi kimatthamāgatosīti vutte tathevāha. Taṃ sutvā bodhisatto somanassappatto brāhmaṇa suṭṭhu te kataṃ āhāratthāya mama santikaṃ āgacchantena ajjāhaṃ mayā Adinnapubbaṃ dānaṃ dassāmi tvaṃ pana sīlavā pāṇātipātaṃ na karissasi gaccha nānādārūni saṅkaḍḍhitvā aṅgāre katvā mayhaṃ ārocehi ahaṃ attānaṃ pariccajitvā aṅgāramajjhe patissāmi mama sarīre pakke tvaṃ maṃsaṃ khāditvā samaṇadhammaṃ kareyyāsīti tena saddhiṃ sallapanto catutthaṃ gāthamāha
na sasassa tilaṃ atthi na muggā napi taṇḍulā
iminā agginā pakkaṃ mamaṃ bhutvā vane vasāti.
Tattha mamaṃ bhutvāti yantaṃ ahaṃ aggiṃ karohīti vadāmi iminā agginā pakkaṃ maṃ bhuñjitvā imasmiṃ vane vasa ekassa sasassa sarīrannāma ekassa purisassa yāpanamattaṃ hotīti.
Sakko tassa kathaṃ sutvā attano ānubhāvena ekaṃ aṅgārarāsiṃ māpetvā bodhisattassa ārocesi. So dabbatiṇasayanato uṭṭhāya tattha gantvā sace me lomantaresu pāṇakā atthi te mā mariṃsūti tikkhattuṃ sarīraṃ vidhūnitvā sakalasarīraṃ dānamukhe datvā laṅghitvā padumapuñje rājahaṃso viya pamuditacitto aṅgārarāsimhi patati. So pana aggi bodhisattassa sarīre lomakūpamattampi uṇhaṃ kātuṃ nāsakkhi. Himagabbhe paviṭṭho viya ahosi. Atha sakkaṃ āmantetvā brāhmaṇa tayā kato aggi atisītalo mama sarīre lomakūpamattampi uṇhaṃ kātuṃ na sakkoti kinnāmetanti āha. Paṇḍita nāhaṃ brāhmaṇo sakkohamasmi tava vīmaṃsanatthaṃ āgatosmīti. Sakka tvaṃ tāva tiṭṭha sakalopi ce lokasannivāso Maṃ dānena vīmaṃseyya neva me adātukāmattaṃ passeyyāti bodhisatto sīhanādaṃ nadi. Atha naṃ sakko sasapaṇḍita tava guṇo sakalakappaṃ pākaṭo hotūti pabbataṃ pīḷetvā pabbatarasamādāya candamaṇḍale sasalakkhaṇaṃ likhitvā bodhisattaṃ ānetvā tasmiṃ vanasaṇḍe tasmiṃyeva vanagumbe taruṇadabbatiṇapiṭṭhe nipajjāpetvā attano devalokameva gato. Tepi cattāro paṇḍitā samaggā sammodamānā sīlaṃ pūretvā uposathakammaṃ katvā yathākammaṃ gatā.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne sabbaparikkhāradāyako gahapati sotāpattiphale patiṭṭhahi. Tadā uddo ānando ahosi. Sigālo moggallāno. Makkaṭo sārīputto. Sakko anuruddho. Sasapaṇḍito pana ahamevāti.
Sasapaṇḍitajātakaṃ chaṭṭhaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗