กุนตินีชาดก
ว่าด้วยการเชื่อมมิตรภาพ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖๗๐ · บรรทัด ๓๒๑๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภนางนกกะเรียนซึ่งอยู่อาศัยในพระราชวังปองพระเจ้าโกศล จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อวสิมฺหา ตวาคาเร ดังนี้. ได้ยินว่า นางนกกะเรียนนั้นเป็นผู้จำทูลพระราชสาสน์ของพระราชา นางนกนั้นมีลูกนกอยู่ ๒ ตัว. พระราชาทรงให้นางนกนั้นถือพระราชหัตถเลขาไปส่งแก่พระราชาองค์หนึ่ง. ในเวลาที่นางนกนั้นไปแล้ว พวกทารกในราชสกุลพากัน เอามือบีบลูกนกเหล่านั้นจนตายไป. นางนกนั้นกลับมาแล้วเห็นลูกนกเหล่านั้นตายแล้วจึงถามว่าใครฆ่าลูกฉันตาย ? เขาบอกว่า เด็กคนโน้นและเด็กคนโน้นฆ่า. ก็ในเวลานั้น ในราชสกุล มีเสือโคร่งที่เลี้ยงไว้ตัวหนึ่งดุร้ายหยาบช้ามันอยู่ได้โดยการล่ามไว้. ทีนั้นพวกเด็กเหล่านั้น ได้ไปเพื่อจะดูเสือโคร่งนั้น. นางนกแม้นั้นก็ได้ไปกับเด็กเหล่านั้น คิดว่า เราจักกระทำเด็กเหล่านั้นเหมือนมันฆ่าลูกของเรา จึงพาเด็กเหล่านั้นไปทำให้ล้มลงใกล้เท้าเสือโคร่ง. เสือโคร่งเคี้ยวกินกร้วม ๆ. นางนกนั้นคิดว่า บัดนี้มโนรถของเราบริบูรณ์แล้ว จึงบินไปยังหิมวันตประเทศทันที. ภิกษุทั้งหลายได้สดับเหตุนั้นแล้วจึงนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย ได้ยินว่า นางนกกะเรียนในราชสกุล กระตุ้นพวกเด็กที่ฆ่าลูกของตนให้ล้มลงที่ใกล้เท้าเสือโคร่ง แล้วบินไปยังหิมวันตประเทศเลยทีเดียว. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลายบัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากินเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เรื่องนี้ พระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนนางนกกะเรียนนี้ก็กระตุ้นพวกเด็กผู้ฆ่าลูกของตนให้ล้ม แล้วไปสู่หิมวันตประเทศเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระโพธิสัตว์ครองราชสมบัติในนครพาราณสี โดยธรรมโดยสม่ำเสมอ. ในพระราชนิเวศน์ มีนางนกกะเรียนตัวหนึ่ง เป็นผู้จำทูลพระราชสาสน์. ข้อความทั้งหมดเช่นกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเอง. ส่วนความแผกกันมีดังต่อไปนี้ :- นางนกกะเรียนนั้นให้เสือโคร่งฆ่าเด็กทั้งหลายแล้วคิดว่า บัดนี้ เราไม่อาจอยู่ในที่นี้ เราจักต้องไป แต่เมื่อจะไป ยังไม่กราบทูลพระราชาให้ทรงทราบก่อนจักไม่ไป นางนกกะเรียนนั้นจึงเข้าไปเฝ้าพระราชาแล้วยืนอยู่ ณส่วนสุดข้างหนึ่ง กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นนาย พวกเด็กฆ่าลูก ๆ ของข้าพระองค์ เพราะความพลั้งเผลอของพระองค์ ข้าพระองค์เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจของความโกรธ จึงฆ่าเด็กพวกนั้นตอบแทนบัดนี้ ข้าพระองค์ไม่อาจอยู่ในที่นี้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ข้าพระองค์ได้อาศัยอยู่ในพระราชนิเวศน์
ของพระองค์ พระองค์ทรงอุปถัมภ์บำรุงเป็น อย่างดีมิได้ขาด มาบัดนี้ พระองค์ทีเดียวได้ ก่อเหตุขึ้น ข้าแต่พระราชา ผิฉะนั้น ข้า -
พระองค์จะขอทูลลาไปป่าหิมพานต์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตฺวเมวทานิมกริ ความว่า พระองค์นั่นแหละให้ข้าพระองค์ถือพระราชหัตถเลขาไปส่ง ไม่ทรงปกป้องบุตรทั้งหลายของข้าพระองค์ เพราะความประมาทของพระองค์ ชื่อว่าทรงก่อเหตุให้ข้าพระองค์ไปนี้ ณ บัดนี้. ศัพท์ว่า หนฺท เป็นนิบาตใช้ในอรรถแห่งอุปสรรค. นางนกกะเรียนเรียกพระโพธิสัตว์ว่า ราชา. บทว่า วชามหํ ความว่า ข้าพระองค์จะไปยังหิมวันตประเทศ. พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :ผู้ใดแล เมื่อคนอื่นทำกรรมอันชั่วร้ายให้แก่ตนแล้ว และตนได้ทำตอบแทนแล้วย่อมรู้สึกได้ว่า เราได้ทำตอบแทนแล้วเวรของผู้นั้นย่อมสงบไปด้วยอาการเพียงเท่านี้ดูก่อนนางนกกะเรียน ท่านจงอยู่เถิด อย่าไปเลย. คำที่เป็นคาถานั้นมีใจความว่า บุคคลใด เมื่อคนอื่นกระทำกรรมอันชั่วร้าย คือกระทำกรรมอันทารุณ มีฆ่าบุตรเป็นต้นของตนเมื่อตนกลับทำตอบซึ่งกรรมอันชั่วร้ายตอบต่อบุคคลนั้นได้ ย่อมรู้สึกว่าเราทำตอบเขาได้แล้ว. เวรนั้นย่อมสงบไปด้วยอาการอย่างนี้ คือ เวรนั้นย่อมสงบคือเข้าไปสงบด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ เพราะเหตุนั้นนางนกกะเรียนเอ๋ย เจ้าอยู่เถิดอย่าไปเลย. นางนกกะเรียนได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :มิตรภาพของผู้ที่ถูกทำร้ายกับผู้ที่ทำร้ายย่อมเชื่อมกันอีกไม่ได้ ใจของข้าพระองค์ไม่ยอมอนุญาตให้อยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐเพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จะขอทูลลาไปให้ได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น กตสฺส จ กตฺตา จ ความว่าขึ้นชื่อว่ามิตรภาพของตน ๒ จำพวกนี้ คือ คนผู้ถูกกระทำ ถูกข่มเหงถูกเบียดเบียน และคนผู้ทำให้แปรปรวนไปโดยความแตกแยกในบัดนี้ย่อมเชื่อมกันไม่ได้ คือต่อกันไม่ได้อีก. บทว่า หทยํ นานุชานาติความว่า เพราะเหตุนั้น ใจของข้าพระองค์จึงไม่อนุญาตการอยู่ในที่นี้. บทว่า คจฺฉญฺเว รเถสภ ความว่า ข้าแต่มหาราช เพราะฉะนั้นข้าพระองค์จักขอไปอย่างเดียว. พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๔ ว่า :มิตรภาพของผู้ที่ถูกทำร้ายกับผู้ที่ทำร้ายย่อมเชื่อมกันได้อีกเฉพาะพวกบัณฑิตด้วยกัน แต่สำหรับพวกคนพาลย่อมเชื่อมกันไม่ได้อีก ดูก่อนนางนกกะเรียน เจ้าจงอยู่เถิดอย่าไปเลย. คำที่เป็นคาถานั้นมีใจความว่า ไมตรีของบุคคลผู้ถูกกระทำและบุคคลผู้กระทำ ย่อมเชื่อมกันได้อีก แต่ไมตรีนั้นย่อมเชื่อมกันได้สำหรับพวกนักปราชญ์ ส่วนสำหรับพวกคนพาลย่อมเชื่อม กันไม่ได้เพราะว่า ไมตรีของนักปราชญ์ทั้งหลาย แม้จะแตกไปแล้วก็กลับเชื่อมต่อได้ ส่วนไมตรีของพวกคนพาล แตกกันคราวเดียว ย่อมเป็นอันแตกไปเลย เพราะฉะนั้น นางนกกะเรียนเอ๋ย เจ้าจงอยู่เถิดอย่าไปเลย. แม้เมื่อตรัสห้ามอยู่อย่างนั้น นางนกก็ยังทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นนาย ข้าพระองค์ไม่อาจอยู่พระเจ้าเฝ้า จึงถวายบังคมพระราชาแล้วบินไปยังหิมวันตประเทศทีเดียว. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า ในกาลนั้นนางนกกะเรียนนั่นแหละ ได้มาเป็นนางนกกะเรียนในบัดนี้ ส่วนพระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากุนตินีชาดกที่ ๓
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๖๖๒–๖๖๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จตุกกนิบาตชาดก ๒๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
กุนฺตินีชาตกํ
อวสิมฺหา ตวาคาเรติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต โกสลรญฺโญ เคเห นิวุตฺถํ กุนฺตินีสกุณิกํ ๑- อารพฺภ กเถสิ ฯ
สา กิร รญฺโญ ทูเตยฺยหาริกา ฯ เทฺว โปตกาปิสฺสา อตฺถิ ฯ ราชา ตํ สกุณิกํ เอกสฺส รญฺโญ ปณฺณํ คาหาเปตฺวา เปเสสิ ฯ ตสฺสา คตกาเล ราชกุเล ทารกา เต สกุณโปตเก หตฺเถน ปริมทฺทนฺตา มาเรสุํ ฯ สา อาคนฺตฺวา เต โปตเก มเต ปสฺสนฺตี เกน เม ปุตฺตกา มาริตาติ ปุจฺฉิ ฯ อสุเกน จ อสุเกน จาติ ฯ ตสฺมิญฺจ กาเล ราชกุเล โปสาวนิกพฺยคฺโฆ อตฺถิ กกฺขโล ผรุโส พนฺธนวเสน ติฏฺฐติ ฯ อถ เต ทารกา ตํ พฺยคฺฆํ ทสฺสนาย อคมํสุ ฯ สาปิ สกุณิกา เตหิ สทฺธึ คนฺตฺวา ยถา อิเมหิ มม ปุตฺตกา มาริตา ตเถว เน กริสฺสามีติ เต ทารเก คเหตฺวา พฺยคฺฆสฺส ปาทมูเล ขิปิ ฯ พฺยคฺโฆ มุรุมุราเปตฺวา ขาทิ ฯ สา อิทานิ
@เชิงอรรถ: ๑ กุนฺตนิสกุณิกํ ฯ เม มโนรโถ ปริปุณฺโณติ อุปฺปติตฺวา หิมวนฺตเมว คตา ฯ ตํ การณํ สุตฺวา ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส ราชกุเล กิร กุนฺตินีสกุณิกา เยหิสฺสา โปตกา มาริตา เต ทารเก พฺยคฺฆสฺส ปาทมูเล ขิปิตฺวา หิมวนฺตเมว คตาติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพเปสา อตฺตโน โปตกฆาตเก ทารเก ขิปิตฺวา หิมวนฺตเมว คตาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ (พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต) โพธิสตฺโต (พาราณสิยํ) ธมฺเมน สเมน รชฺชํ กาเรสิ ฯ นิเวสเน เอกา กุนฺตินีสกุณิกา ทูเตยฺยหาริกา ฯ สพฺพํ ปุริมสทิสเมว ฯ อยํ ปน วิเสโส ฯ อยํ พฺยคฺเฆน ทารเก มาราเปตฺวา จินฺเตสิ อิทานิ น สกฺกา มยา อิธ วสิตุํ คมิสฺสามิ คจฺฉนฺตี จ รญฺโญ อนาโรเจตฺวาว น คมิสฺสามีติ ฯ สา ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา เอกมนฺตํ ฐิตา สามิ ตุมฺหากํ ปมาเทน มม ปุตฺตเก ทารกา มาเรสุํ อหํ โกธวสิกา หุตฺวา เต ทารเก ปฏิมาเรสึ อิทานิ มยา อิธ วสิตุํ น สกฺกาติ วตฺวา ปฐมํ คาถมาห
อวสิมฺหา ตวาคาเร นิจฺจํ สกฺกตปูชิตา
ตฺวเมวทานิมกริ หนฺท ราช วชามหนฺติ ฯ
ตตฺถ ตฺวเมวทานิมกรีติ มํ ปณฺณํ คาหาเปตฺวา เปเสตฺวา อตฺตโน ปมาเทน มม ปิยปุตฺตเก อรกฺขนฺโต ตฺวญฺเญวทานิ เอตํ มม คมนการณํ อกริ ฯ หนฺทาติ อุปสคฺคฏฺเฐ นิปาโต ฯ ราชาติ โพธิสตฺตํ อาลปติ ฯ วชามหนฺติ หิมวนฺตํ คจฺฉามีติ ฯ
ตํ สุตฺวา ราชา ทุติยํ คาถมาห
โย เว กเต ปฏิกเต กิพฺพิเส ปฏิกิพฺพิเส
เอวนฺตํ สมฺมติ เวรํ วส กุนฺตินิ มา คมาติ ฯ
ตสฺสตฺโถ โย ปุคฺคโล ปเรน กเต กิพฺพิเส อตฺตโน ปุตฺตมารณาทิเก ทารุณกมฺเม กเต ปุน อตฺตโน ตสฺส ปุคฺคลสฺส ปฏิกเต ปฏิกิพฺพิเส ปฏิกตํ มยา ตสฺสาติ ชานาติ เอวนฺตํ สมฺมติ เวรนฺติ เอตฺตเกน ตํ เวรํ สมฺมติ วูปสนฺตํ โหติ ตสฺมา วส กุนฺตินิ มา คมาติ ฯ
ตํ สุตฺวา กุนฺตินี ตติยํ คาถมาห
น กตสฺส จ กตฺตา จ มิตฺติ สนฺธิยเต ปุน
หทยํ นานุชานาติ คจฺฉญฺเญว รเถสภาติ ฯ
ตตฺถ น กตสฺส จ กตฺตา จาติ ปกตสฺส จ อภิภูตสฺส จ อุปฺปีฬิตสฺส ปุคฺคลสฺส อิทานิ วิภตฺติปริณามํ กตฺวา โย กตฺตา ตสฺส จาติ อิเมสํ ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ปุน มิตฺตภาโว นาม น สนฺธิยติ น ฆฏิยตีติ อตฺโถ ฯ หทยํ นานุชานาตีติ เตน การเณน มม หทยํ อิธ วาสํ นานุชานาติ ฯ คจฺฉญฺเญว รเถสภาติ ตสฺมา อหํ มหาราช คมิสฺสามิเยวาติ ฯ
ตํ สุตฺวา ราชา จตุตฺถํ คาถมาห
กตสฺส เจว กตฺตา จ มิตฺติ สนฺธิยเต ปุน
ธีรานํ โน จ พาลานํ วส กุนฺตินิ มา คมาติ ฯ
ตสฺสตฺโถ กตสฺส เจว ปุคฺคลสฺส โย จ กตฺตา ตสฺส มิตฺติ สนฺธิยติ ปุน สา ปน ธีรานํ โน จ พาลานํ ธีรานํ หิ เมตฺติ ภินฺนาปิ ปุน ฆฏิยติ พาลานํ ปน สกึ ภินฺนา ภินฺนาว โหติ ตสฺมา วส กุนฺตินิ มา คมาติ ฯ
สกุณิกา เอวํ สนฺเตปิ น สกฺกา มยา วสิตุํ สามีติ ราชานํ วนฺทิตฺวา อุปฺปติตฺวา หิมวนฺตเมว คตา ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา กุนฺตินีเยว เอตรหิ กุนฺตินี พาราณสีราชา ปน อหเมวาติ ฯ
กุนฺตินีชาตกํ ตติยํ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗