ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กุนตินีชาดก
ชาดกที่ ๓๔๓ · จตุกกนิบาตชาดก · จุลลกุณาลวรรค

กุนตินีชาดก

ว่าด้วยการเชื่อมมิตรภาพ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖๗๐ · บรรทัด ๓๒๑๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกุนตินีชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภนางนกกะเรียนซึ่งอยู่อาศัยในพระราชวังปองพระเจ้าโกศล จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อวสิมฺหา ตวาคาเร ดังนี้. ได้ยินว่า นางนกกะเรียนนั้นเป็นผู้จำทูลพระราชสาสน์ของพระราชา นางนกนั้นมีลูกนกอยู่ ๒ ตัว. พระราชาทรงให้นางนกนั้นถือพระราชหัตถเลขาไปส่งแก่พระราชาองค์หนึ่ง. ในเวลาที่นางนกนั้นไปแล้ว พวกทารกในราชสกุลพากัน เอามือบีบลูกนกเหล่านั้นจนตายไป. นางนกนั้นกลับมาแล้วเห็นลูกนกเหล่านั้นตายแล้วจึงถามว่าใครฆ่าลูกฉันตาย ? เขาบอกว่า เด็กคนโน้นและเด็กคนโน้นฆ่า. ก็ในเวลานั้น ในราชสกุล มีเสือโคร่งที่เลี้ยงไว้ตัวหนึ่งดุร้ายหยาบช้ามันอยู่ได้โดยการล่ามไว้. ทีนั้นพวกเด็กเหล่านั้น ได้ไปเพื่อจะดูเสือโคร่งนั้น. นางนกแม้นั้นก็ได้ไปกับเด็กเหล่านั้น คิดว่า เราจักกระทำเด็กเหล่านั้นเหมือนมันฆ่าลูกของเรา จึงพาเด็กเหล่านั้นไปทำให้ล้มลงใกล้เท้าเสือโคร่ง. เสือโคร่งเคี้ยวกินกร้วม ๆ. นางนกนั้นคิดว่า บัดนี้มโนรถของเราบริบูรณ์แล้ว จึงบินไปยังหิมวันตประเทศทันที. ภิกษุทั้งหลายได้สดับเหตุนั้นแล้วจึงนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย ได้ยินว่า นางนกกะเรียนในราชสกุล กระตุ้นพวกเด็กที่ฆ่าลูกของตนให้ล้มลงที่ใกล้เท้าเสือโคร่ง แล้วบินไปยังหิมวันตประเทศเลยทีเดียว. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลายบัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากินเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เรื่องนี้ พระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนนางนกกะเรียนนี้ก็กระตุ้นพวกเด็กผู้ฆ่าลูกของตนให้ล้ม แล้วไปสู่หิมวันตประเทศเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระโพธิสัตว์ครองราชสมบัติในนครพาราณสี โดยธรรมโดยสม่ำเสมอ. ในพระราชนิเวศน์ มีนางนกกะเรียนตัวหนึ่ง เป็นผู้จำทูลพระราชสาสน์. ข้อความทั้งหมดเช่นกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเอง. ส่วนความแผกกันมีดังต่อไปนี้ :- นางนกกะเรียนนั้นให้เสือโคร่งฆ่าเด็กทั้งหลายแล้วคิดว่า บัดนี้ เราไม่อาจอยู่ในที่นี้ เราจักต้องไป แต่เมื่อจะไป ยังไม่กราบทูลพระราชาให้ทรงทราบก่อนจักไม่ไป นางนกกะเรียนนั้นจึงเข้าไปเฝ้าพระราชาแล้วยืนอยู่ ณส่วนสุดข้างหนึ่ง กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นนาย พวกเด็กฆ่าลูก ๆ ของข้าพระองค์ เพราะความพลั้งเผลอของพระองค์ ข้าพระองค์เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจของความโกรธ จึงฆ่าเด็กพวกนั้นตอบแทนบัดนี้ ข้าพระองค์ไม่อาจอยู่ในที่นี้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ข้าพระองค์ได้อาศัยอยู่ในพระราชนิเวศน์

ของพระองค์ พระองค์ทรงอุปถัมภ์บำรุงเป็น อย่างดีมิได้ขาด มาบัดนี้ พระองค์ทีเดียวได้ ก่อเหตุขึ้น ข้าแต่พระราชา ผิฉะนั้น ข้า -

พระองค์จะขอทูลลาไปป่าหิมพานต์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตฺวเมวทานิมกริ ความว่า พระองค์นั่นแหละให้ข้าพระองค์ถือพระราชหัตถเลขาไปส่ง ไม่ทรงปกป้องบุตรทั้งหลายของข้าพระองค์ เพราะความประมาทของพระองค์ ชื่อว่าทรงก่อเหตุให้ข้าพระองค์ไปนี้ ณ บัดนี้. ศัพท์ว่า หนฺท เป็นนิบาตใช้ในอรรถแห่งอุปสรรค. นางนกกะเรียนเรียกพระโพธิสัตว์ว่า ราชา. บทว่า วชามหํ ความว่า ข้าพระองค์จะไปยังหิมวันตประเทศ. พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :ผู้ใดแล เมื่อคนอื่นทำกรรมอันชั่วร้ายให้แก่ตนแล้ว และตนได้ทำตอบแทนแล้วย่อมรู้สึกได้ว่า เราได้ทำตอบแทนแล้วเวรของผู้นั้นย่อมสงบไปด้วยอาการเพียงเท่านี้ดูก่อนนางนกกะเรียน ท่านจงอยู่เถิด อย่าไปเลย. คำที่เป็นคาถานั้นมีใจความว่า บุคคลใด เมื่อคนอื่นกระทำกรรมอันชั่วร้าย คือกระทำกรรมอันทารุณ มีฆ่าบุตรเป็นต้นของตนเมื่อตนกลับทำตอบซึ่งกรรมอันชั่วร้ายตอบต่อบุคคลนั้นได้ ย่อมรู้สึกว่าเราทำตอบเขาได้แล้ว. เวรนั้นย่อมสงบไปด้วยอาการอย่างนี้ คือ เวรนั้นย่อมสงบคือเข้าไปสงบด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ เพราะเหตุนั้นนางนกกะเรียนเอ๋ย เจ้าอยู่เถิดอย่าไปเลย. นางนกกะเรียนได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :มิตรภาพของผู้ที่ถูกทำร้ายกับผู้ที่ทำร้ายย่อมเชื่อมกันอีกไม่ได้ ใจของข้าพระองค์ไม่ยอมอนุญาตให้อยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐเพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จะขอทูลลาไปให้ได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น กตสฺส จ กตฺตา จ ความว่าขึ้นชื่อว่ามิตรภาพของตน ๒ จำพวกนี้ คือ คนผู้ถูกกระทำ ถูกข่มเหงถูกเบียดเบียน และคนผู้ทำให้แปรปรวนไปโดยความแตกแยกในบัดนี้ย่อมเชื่อมกันไม่ได้ คือต่อกันไม่ได้อีก. บทว่า หทยํ นานุชานาติความว่า เพราะเหตุนั้น ใจของข้าพระองค์จึงไม่อนุญาตการอยู่ในที่นี้. บทว่า คจฺฉญฺเว รเถสภ ความว่า ข้าแต่มหาราช เพราะฉะนั้นข้าพระองค์จักขอไปอย่างเดียว. พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๔ ว่า :มิตรภาพของผู้ที่ถูกทำร้ายกับผู้ที่ทำร้ายย่อมเชื่อมกันได้อีกเฉพาะพวกบัณฑิตด้วยกัน แต่สำหรับพวกคนพาลย่อมเชื่อมกันไม่ได้อีก ดูก่อนนางนกกะเรียน เจ้าจงอยู่เถิดอย่าไปเลย. คำที่เป็นคาถานั้นมีใจความว่า ไมตรีของบุคคลผู้ถูกกระทำและบุคคลผู้กระทำ ย่อมเชื่อมกันได้อีก แต่ไมตรีนั้นย่อมเชื่อมกันได้สำหรับพวกนักปราชญ์ ส่วนสำหรับพวกคนพาลย่อมเชื่อม กันไม่ได้เพราะว่า ไมตรีของนักปราชญ์ทั้งหลาย แม้จะแตกไปแล้วก็กลับเชื่อมต่อได้ ส่วนไมตรีของพวกคนพาล แตกกันคราวเดียว ย่อมเป็นอันแตกไปเลย เพราะฉะนั้น นางนกกะเรียนเอ๋ย เจ้าจงอยู่เถิดอย่าไปเลย. แม้เมื่อตรัสห้ามอยู่อย่างนั้น นางนกก็ยังทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นนาย ข้าพระองค์ไม่อาจอยู่พระเจ้าเฝ้า จึงถวายบังคมพระราชาแล้วบินไปยังหิมวันตประเทศทีเดียว. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า ในกาลนั้นนางนกกะเรียนนั่นแหละ ได้มาเป็นนางนกกะเรียนในบัดนี้ ส่วนพระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถากุนตินีชาดกที่ ๓

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๖๖๒–๖๖๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

จตุกกนิบาตชาดก · ๒๓ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

kuntinījātakaṃ

avasimhā tavāgāreti idaṃ satthā jetavane viharanto kosalarañño gehe nivutthaṃ kuntinīsakuṇikaṃ 1- ārabbha kathesi.

Sā kira rañño dūteyyahārikā. Dve potakāpissā atthi. Rājā taṃ sakuṇikaṃ ekassa rañño paṇṇaṃ gāhāpetvā pesesi. Tassā gatakāle rājakule dārakā te sakuṇapotake hatthena parimaddantā māresuṃ. Sā āgantvā te potake mate passantī kena me puttakā māritāti pucchi. Asukena ca asukena cāti. Tasmiñca kāle rājakule posāvanikabyaggho atthi kakkhalo pharuso bandhanavasena tiṭṭhati. Atha te dārakā taṃ byagghaṃ dassanāya agamaṃsu. Sāpi sakuṇikā tehi saddhiṃ gantvā yathā imehi mama puttakā māritā tatheva ne karissāmīti te dārake gahetvā byagghassa pādamūle khipi. Byaggho murumurāpetvā khādi. Sā idāni

@Footnote: 1 kuntanisakuṇikaṃ. Me manoratho paripuṇṇoti uppatitvā himavantameva gatā. Taṃ kāraṇaṃ sutvā bhikkhū dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso rājakule kira kuntinīsakuṇikā yehissā potakā māritā te dārake byagghassa pādamūle khipitvā himavantameva gatāti. Satthā āgantvā kāyanuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva pubbepesā attano potakaghātake dārake khipitvā himavantameva gatāti vatvā atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ (brahmadatte rajjaṃ kārente) bodhisatto (bārāṇasiyaṃ) dhammena samena rajjaṃ kāresi. Nivesane ekā kuntinīsakuṇikā dūteyyahārikā. Sabbaṃ purimasadisameva. Ayaṃ pana viseso. Ayaṃ byagghena dārake mārāpetvā cintesi idāni na sakkā mayā idha vasituṃ gamissāmi gacchantī ca rañño anārocetvāva na gamissāmīti. Sā rājānaṃ upasaṅkamitvā ekamantaṃ ṭhitā sāmi tumhākaṃ pamādena mama puttake dārakā māresuṃ ahaṃ kodhavasikā hutvā te dārake paṭimāresiṃ idāni mayā idha vasituṃ na sakkāti vatvā paṭhamaṃ gāthamāha

avasimhā tavāgāre niccaṃ sakkatapūjitā

tvamevadānimakari handa rāja vajāmahanti.

Tattha tvamevadānimakarīti maṃ paṇṇaṃ gāhāpetvā pesetvā attano pamādena mama piyaputtake arakkhanto tvaññevadāni etaṃ mama gamanakāraṇaṃ akari. Handāti upasaggaṭṭhe nipāto. Rājāti Bodhisattaṃ ālapati. Vajāmahanti himavantaṃ gacchāmīti.

Taṃ sutvā rājā dutiyaṃ gāthamāha

yo ve kate paṭikate kibbise paṭikibbise

evantaṃ sammati veraṃ vasa kuntini mā gamāti.

Tassattho yo puggalo parena kate kibbise attano puttamāraṇādike dāruṇakamme kate puna attano tassa puggalassa paṭikate paṭikibbise paṭikataṃ mayā tassāti jānāti evantaṃ sammati veranti ettakena taṃ veraṃ sammati vūpasantaṃ hoti tasmā vasa kuntini mā gamāti.

Taṃ sutvā kuntinī tatiyaṃ gāthamāha

na katassa ca kattā ca mitti sandhiyate puna

hadayaṃ nānujānāti gacchaññeva rathesabhāti.

Tattha na katassa ca kattā cāti pakatassa ca abhibhūtassa ca uppīḷitassa puggalassa idāni vibhattipariṇāmaṃ katvā yo kattā tassa cāti imesaṃ dvinnaṃ puggalānaṃ puna mittabhāvo nāma na sandhiyati na ghaṭiyatīti attho. Hadayaṃ nānujānātīti tena kāraṇena mama hadayaṃ idha vāsaṃ nānujānāti. Gacchaññeva rathesabhāti tasmā ahaṃ mahārāja gamissāmiyevāti.

Taṃ sutvā rājā catutthaṃ gāthamāha

katassa ceva kattā ca mitti sandhiyate puna

dhīrānaṃ no ca bālānaṃ vasa kuntini mā gamāti.

Tassattho katassa ceva puggalassa yo ca kattā tassa mitti sandhiyati puna sā pana dhīrānaṃ no ca bālānaṃ dhīrānaṃ hi metti bhinnāpi puna ghaṭiyati bālānaṃ pana sakiṃ bhinnā bhinnāva hoti tasmā vasa kuntini mā gamāti.

Sakuṇikā evaṃ santepi na sakkā mayā vasituṃ sāmīti rājānaṃ vanditvā uppatitvā himavantameva gatā.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā kuntinīyeva etarahi kuntinī bārāṇasīrājā pana ahamevāti.

Kuntinījātakaṃ tatiyaṃ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๔๒. วานรชาดกชาดกถัดไป๓๔๔. อัมพชาดก