ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. คชกุมภชาดก
ชาดกที่ ๓๔๕ · จตุกกนิบาตชาดก · จุลลกุณาลวรรค

คชกุมภชาดก

ว่าด้วยช้าๆ จะได้พร้าสองเล่มงาม

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖๗๘ · บรรทัด ๓๒๔๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากคชกุมภชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุเกียจคร้านรูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า วนํ ยทคฺคิ ทหติ ดังนี้. ได้ยินว่าภิกษุนั้นเป็นกุลบุตรชาวเมืองสาวัตถี แม้บวชถวายตนในพระศาสนา ก็ได้เป็นผู้เกียจคร้านเหินห่างจากอุทเทสการเรียนพระบาลี การสอบถาม การโยนิโสมนสิการกัมมัฏฐาน และวัตรปฏิบัติกิจวัตรเป็นต้น เป็นผู้ถูกนิวรณ์ครอบงำ เป็นอยู่อย่างนั้นทุกอิริยาบถมีการนั่งและการยืนเป็นต้น. ภิกษุทั้งหลายสนทนากันปรารภถึงความเกียจคร้านนั้นของเธอ ในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุชื่อโน้น บวชในพระศาสนาอันเป็นนิยยานิกะเครื่องนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ ยังเป็นผู้ขี้เกียจขี้คร้าน ถูกนิวรณ์ครอบงำอยู่. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบว่า เรื่องชื่อนี้พระเจ้าข้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนภิกษุนี้ก็เป็นผู้เกียจคร้านเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์แก้วของพระเจ้าพาราณสีนั้น. พระเจ้าพาราณสีได้เป็นผู้มีพระอัธยาศัยเกียจคร้าน พระโพธิสัตว์คิดว่าเราจักให้พระราชาทรงรู้สึกพระองค์ จึงเที่ยวเสาะหาข้อเปรียบเทียบอย่างหนึ่ง. อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปพระราชอุทยาน อันหมู่อำมาตย์ห้อมล้อมเสด็จเที่ยวไปในพระราชอุทยานนั้น ทอดพระเนตรเห็นตัวกระพองช้างตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นสัตว์เกียจคร้านเฉื่อยช้า. เขาว่าสัตว์จำพวกนั้นเป็นสัตว์เฉื่อยช้า แม้จะเดินไปตลอดทั้งวัน ก็ไปได้ประมาณนิ้วหนึ่งหรือสองนิ้ว. พระราชาทรงเห็นดังนั้น จึงตรัสถามพระโพธิสัตว์ว่า สัตว์นั้นชื่ออะไร ? พระมหาสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า สัตว์นั้นชื่อคชกุมภะตัวกระพองช้าง แล้วกราบทูลว่า ก็สัตว์เห็นปานนี้ เฉื่อยช้าแม้จะเดินไปตลอดทั้งวัน ก็ไปได้เพียงนิ้วหนึ่งหรือสองนิ้วเท่านั้น เมื่อจะเจรจากับตัวกระพองช้างนั้น จึงกล่าวว่าดูก่อนคชกุมภะผู้เจริญพวกท่านเดินช้า เมื่อไฟป่าเกิดขึ้นในป่านี้ พวกท่านจะกระทำอย่างไร แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ดูก่อนเจ้าตัวโยก ไฟไหม้ป่าคราวใดคราวนั้น. เจ้าจะทำอย่างไร เจ้าเป็นสัตว์มีความบากบั่นอ่อนแออย่างนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทคฺคิ ตัดเป็น ยทา อคคิ. บทว่าปาวโก กณฺหวตฺตนิ เป็นชื่อของไฟ. พระโพธิสัตว์เรียกตัวคชกุมภะนั้นว่า ปจลกะ ตัวโยก. เพราะตัวคชกุมภะนั้นเดินโยกตัว หรือโยกตัวอยู่เป็นนิตย์ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า ปจลกะ. บทว่า ทนฺธปรกฺกโม แปลว่า มีความเพียรอ่อน. ตัวคชกุมภะได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :โพรงไม้และช่องแผ่นดิน (ระแหง) มีอยู่เป็นอันมาก ถ้าพวกข้าพเจ้าไปไม่ถึงโพรงไม้หรือช่องแผ่นดินเหล่านั้น พวกข้าพเจ้าก็ต้องตาย. คำที่เป็นคาถานั้นมีใจความว่า ข้าแต่ท่านบัณฑิต ชื่อว่าการไปที่ยิ่งกว่านี้ของพวกข้าพเจ้าไม่มี ก็ในป่านี้มีโพรงไม้และช่องแผ่นดินอยู่เป็นอันมาก ถ้าพวกข้าพเจ้าไปไม่ทันถึงโพรงไม้หรือช่องแผ่นดินเหล่านั้น พวกข้าพเจ้าก็ต้องตาย คือว่า ความตายเท่านั้นจะมีแก่พวกข้าพเจ้า. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๒ คาถานอกนี้ว่า :ในเวลาที่จะต้องทำช้า ๆ ผู้ใดรีบด่วนทำเสียเร็ว ในเวลาที่จะต้องรีบด่วนทำ กลับทำช้าไป ผู้นั้นย่อมตัดรอนประโยชน์ของตนเอง เหมือนคนเหยียบใบตาลแห้งให้แหลก

ละเอียดไปฉะนั้น. ในเวลาที่จะต้องทำช้า ๆ ผู้ใดทำช้า และในเวลาที่จะต้องรีบด่วนทำ ก็รีบด่วนทำประโยชน์ของผู้นั้นย่อมบริบูรณ์ เหมือนดวงจันทร์กำจัดมืดเต็มดวงอยู่ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทนฺธกาเล ความว่า ในเวลาที่จะต้องค่อยๆ ทำการงานนั้น ๆ ก็รีบด่วนทำการงานนั้นๆ โดยเร็ว. บทว่า สุกฺขปณฺณํว ความว่า ผู้นั้นย่อมหักรานประโยชน์ของตนเหมือนบุรุษมีกำลัง เหยียบใบตาลแห้งเพราะลมและแดดให้ยับเยินคือทำให้แหลกละเอียดลงในที่นั้นเท่านั้น. บทว่า ทนฺเธติ ความว่าย่อมชักช้า คือ การงานที่จะต้องทำช้าๆ ก็กระทำให้ช้าไว้. บทว่าตารยิ ความว่า และการงานที่จะต้องรีบด่วนกระทำ ก็ด่วนกระทำเสีย. บทว่า สสีว รตฺตึ วิภชํ นี้ ท่านอธิบายว่า ประโยชน์ของบุรุษนั้นย่อมเต็มบริบูรณ์เหมือนดวงจันทร์ ทำราตรีข้างแรมให้โชติช่วง ชื่อว่ากำจัดราตรีข้างแรมเต็มดวงอยู่ทุกวัน ๆ ฉะนั้น. พระราชาได้ทรงสดับคำของพระโพธิสัตว์แล้ว ตั้งแต่นั้น ก็มิได้ทรงเกียจคร้าน. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า ตัวคชกุมภะในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุเกียจคร้านในบัดนี้ส่วนอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล

จบ อรรถกถาคชกุมภชาดกที่ ๕

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๖๗๕–๖๗๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

จตุกกนิบาตชาดก · ๒๓ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

คชกุมฺภชาตกํ

วนํ ยทคฺคิ ทหตีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ อลสภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

โส กิร สาวตฺถีวาสี กุลปุตฺโต สาสเน อุรํ ทตฺวา ปพฺพชิตฺวาปิ อลโส อโหสิ อุทฺเทสปริปุจฺฉาโยนิโสมนสิการวตฺตปฏิวตฺตาทิ- ปริพาหิโร นีวรณาภิวุโต ๒- ฯ นิสินฺนฏฺฐานาทีสุ อิริยาปเถสุ ตเถว โหติ ฯ ตสฺส ตํ อาลสิยภาวํ อารพฺภ ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส อสุโก นาม เอวรูเป นิยฺยานิเก สาสเน ปพฺพชิตฺวา อาลสิโย กุสีโต นีวรณาภิวุโต วิหรตีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพเปส อาลสิโกเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส อมจฺจรตนํ อโหสิ ฯ พาราณสีราชา อาลสิยชาติโก อโหสิ ฯ โพธิสตฺโต ราชานํ โพธยิสฺสามีติ เอกํ อุปมํ อุปธาเรนฺโต จรติ ฯ อเถกทิวสํ ราชา อุยฺยานํ คนฺตฺวา อมจฺจคณปริวุโต ตตฺถ วิจรนฺโต เอกํ คชกุมฺภํ นาม อาลสิยํ ปสฺสิ ฯ ตถารูปา กิร อาลสิยา

@เชิงอรรถ: ๑ อมฺพโจรชาตกํ ฯ ๒ นีวรณาภิภูโต ฯ สกลทิวสํ คจฺฉนฺตาปิ เอกงฺคุลทฺวงฺคุลมตฺตํ คจฺฉนฺติ ฯ ราชา ตํ ทิสฺวา โก นาม โสติ โพธิสตฺตํ ปุจฺฉิ ฯ มหาสตฺโต คชกุมฺโภ นาม โส มหาราชาติ ฯ อาลสิโย เอวรูโป หิ สกลํ ทิวสํ คจฺฉนฺโตปิ เอกงฺคุลทฺวงฺคุลมตฺตเมว คจฺฉตีติ วตฺวา เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต อมฺโภ คชกุมฺภ ตุมฺหากํ ทนฺธํ คมนํ อิมสฺมึ อรญฺเญ ทาวคฺคิมฺหิ อุฏฺฐิเต กึ กโรถาติ วตฺวา ปฐมํ คาถมาห

วนํ ยทคฺคิ ทหติ ปาวโก กณฺหวตฺตนิ

กถํ กโรสิ ปจลก เอวํ ทนฺธปรกฺกโมติ ฯ

ตตฺถ ยทคฺคีติ ยทา อคฺคิ ฯ ปาวโก กณฺหวตฺตนีติ อคฺคิโน นามํ ฯ ปจลกาติ ตํ อาลปติ ฯ โส หิ จลนฺโต คจฺฉติ นิจฺจํ วา ปจลายติ ตสฺมา ปจลโกติ วุจฺจติ ฯ ทนฺธปรกฺกโมติ มุทุวิริโยติ ๑- ฯ

ตํ สุตฺวา คชกุมฺโภ ทุติยํ คาถมาห

พหูนิ รุกฺขจฺฉิทฺทานิ ปฐพฺยา วิวรานิ จ

ตานิ เจ นาภิสมฺโภม โหติ โน กาลปริยาโยติ ฯ

ตสฺสตฺโถ ปณฺฑิต อมฺหากํ อิโต อุตฺตริตรคมนํ นาม นตฺถิ อิมสฺมึ ปน อรญฺเญ รุกฺขจฺฉิทฺทานิ จ ปฐวิยํ วิวรานิ จ พหูนิ ยทิ ตานิ น ปาปุณาม โหติ โน กาลปริยาโยติ มรณเมว โน โหตีติ ฯ

ตํ สุตฺวา โพธิสตฺโต อิตรา เทฺว คาถา อภาสิ

@เชิงอรรถ: ๑. ครุวิริโย ฯ

โย ทนฺธกาเล ตรติ ตรณีเย จ ทนฺธติ

สุกฺกปณฺณํว อกฺกมฺม อตฺถํ ภญฺเชติ อตฺตโน

โย ทนฺธกาเล ทนฺเธติ ตรณีเย จ ตารยิ

สสีว รตฺตึ วิภญฺชิ ๑- ตสฺสตฺโถ ปริปูรตีติ ฯ

ตตฺถ ทนฺธกาเลติ เตสํ เตสํ กมฺมานํ สณิกํ กตฺตพฺพกาเล ตุริตตุริโต เวเคน ตานิ กมฺมานิ กโรติ ฯ สุกฺกปณฺณํวาติ ยถา วาตาตปสุกฺกตาลปณฺณํ พลวา ปุริโส อกฺกมิตฺวา ภญฺเชยฺย ตตฺเถว จุณฺณวิจุณฺณํ กเรยฺย เอวํ โส อตฺตโน อตฺถํ ภญฺชติ ฯ ทนฺเธตีติ ทนฺธายติ ทนฺธกาตพฺพานิ ทนฺธเมว กโรติ ฯ ตารยีติ ตุริตกาตพฺพานิ กมฺมานิ ตุริโต จ กโรติ ฯ สสีว รตฺตึ วิภญฺชีติ ยถา จนฺโท ชุณฺหปกฺขํ รตฺตึ โชตยมาโน กาฬปกฺขรตฺติโต รตฺตึ วิภญฺชนฺโต ทิวเส ทิวเส ปริปูรติ เอวํ ตสฺส ปุริสสฺส อตฺโถ ปริปูรตีติ วุตฺตํ โหติ ฯ

ราชา โพธิสตฺตสฺส วจนํ สุตฺวา ตโต ปฏฺฐาย อนลโส ชาโต ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา คชกุมฺโภ อลโส ภิกฺขุ อโหสิ ปณฺฑิตามจฺโจ ปน อหเมวาติ ฯ

คชกุมฺภชาตกํ ปญฺจมํ

@เชิงอรรถ: ๑. วิภชํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๔๔. อัมพชาดกชาดกถัดไป๓๔๖. เกสวชาดก