คชกุมภชาดก
ว่าด้วยช้าๆ จะได้พร้าสองเล่มงาม
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖๗๘ · บรรทัด ๓๒๔๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุเกียจคร้านรูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า วนํ ยทคฺคิ ทหติ ดังนี้. ได้ยินว่าภิกษุนั้นเป็นกุลบุตรชาวเมืองสาวัตถี แม้บวชถวายตนในพระศาสนา ก็ได้เป็นผู้เกียจคร้านเหินห่างจากอุทเทสการเรียนพระบาลี การสอบถาม การโยนิโสมนสิการกัมมัฏฐาน และวัตรปฏิบัติกิจวัตรเป็นต้น เป็นผู้ถูกนิวรณ์ครอบงำ เป็นอยู่อย่างนั้นทุกอิริยาบถมีการนั่งและการยืนเป็นต้น. ภิกษุทั้งหลายสนทนากันปรารภถึงความเกียจคร้านนั้นของเธอ ในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุชื่อโน้น บวชในพระศาสนาอันเป็นนิยยานิกะเครื่องนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ ยังเป็นผู้ขี้เกียจขี้คร้าน ถูกนิวรณ์ครอบงำอยู่. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบว่า เรื่องชื่อนี้พระเจ้าข้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนภิกษุนี้ก็เป็นผู้เกียจคร้านเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์แก้วของพระเจ้าพาราณสีนั้น. พระเจ้าพาราณสีได้เป็นผู้มีพระอัธยาศัยเกียจคร้าน พระโพธิสัตว์คิดว่าเราจักให้พระราชาทรงรู้สึกพระองค์ จึงเที่ยวเสาะหาข้อเปรียบเทียบอย่างหนึ่ง. อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปพระราชอุทยาน อันหมู่อำมาตย์ห้อมล้อมเสด็จเที่ยวไปในพระราชอุทยานนั้น ทอดพระเนตรเห็นตัวกระพองช้างตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นสัตว์เกียจคร้านเฉื่อยช้า. เขาว่าสัตว์จำพวกนั้นเป็นสัตว์เฉื่อยช้า แม้จะเดินไปตลอดทั้งวัน ก็ไปได้ประมาณนิ้วหนึ่งหรือสองนิ้ว. พระราชาทรงเห็นดังนั้น จึงตรัสถามพระโพธิสัตว์ว่า สัตว์นั้นชื่ออะไร ? พระมหาสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า สัตว์นั้นชื่อคชกุมภะตัวกระพองช้าง แล้วกราบทูลว่า ก็สัตว์เห็นปานนี้ เฉื่อยช้าแม้จะเดินไปตลอดทั้งวัน ก็ไปได้เพียงนิ้วหนึ่งหรือสองนิ้วเท่านั้น เมื่อจะเจรจากับตัวกระพองช้างนั้น จึงกล่าวว่าดูก่อนคชกุมภะผู้เจริญพวกท่านเดินช้า เมื่อไฟป่าเกิดขึ้นในป่านี้ พวกท่านจะกระทำอย่างไร แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ดูก่อนเจ้าตัวโยก ไฟไหม้ป่าคราวใดคราวนั้น. เจ้าจะทำอย่างไร เจ้าเป็นสัตว์มีความบากบั่นอ่อนแออย่างนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทคฺคิ ตัดเป็น ยทา อคคิ. บทว่าปาวโก กณฺหวตฺตนิ เป็นชื่อของไฟ. พระโพธิสัตว์เรียกตัวคชกุมภะนั้นว่า ปจลกะ ตัวโยก. เพราะตัวคชกุมภะนั้นเดินโยกตัว หรือโยกตัวอยู่เป็นนิตย์ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า ปจลกะ. บทว่า ทนฺธปรกฺกโม แปลว่า มีความเพียรอ่อน. ตัวคชกุมภะได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :โพรงไม้และช่องแผ่นดิน (ระแหง) มีอยู่เป็นอันมาก ถ้าพวกข้าพเจ้าไปไม่ถึงโพรงไม้หรือช่องแผ่นดินเหล่านั้น พวกข้าพเจ้าก็ต้องตาย. คำที่เป็นคาถานั้นมีใจความว่า ข้าแต่ท่านบัณฑิต ชื่อว่าการไปที่ยิ่งกว่านี้ของพวกข้าพเจ้าไม่มี ก็ในป่านี้มีโพรงไม้และช่องแผ่นดินอยู่เป็นอันมาก ถ้าพวกข้าพเจ้าไปไม่ทันถึงโพรงไม้หรือช่องแผ่นดินเหล่านั้น พวกข้าพเจ้าก็ต้องตาย คือว่า ความตายเท่านั้นจะมีแก่พวกข้าพเจ้า. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๒ คาถานอกนี้ว่า :ในเวลาที่จะต้องทำช้า ๆ ผู้ใดรีบด่วนทำเสียเร็ว ในเวลาที่จะต้องรีบด่วนทำ กลับทำช้าไป ผู้นั้นย่อมตัดรอนประโยชน์ของตนเอง เหมือนคนเหยียบใบตาลแห้งให้แหลก
ละเอียดไปฉะนั้น. ในเวลาที่จะต้องทำช้า ๆ ผู้ใดทำช้า และในเวลาที่จะต้องรีบด่วนทำ ก็รีบด่วนทำประโยชน์ของผู้นั้นย่อมบริบูรณ์ เหมือนดวงจันทร์กำจัดมืดเต็มดวงอยู่ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทนฺธกาเล ความว่า ในเวลาที่จะต้องค่อยๆ ทำการงานนั้น ๆ ก็รีบด่วนทำการงานนั้นๆ โดยเร็ว. บทว่า สุกฺขปณฺณํว ความว่า ผู้นั้นย่อมหักรานประโยชน์ของตนเหมือนบุรุษมีกำลัง เหยียบใบตาลแห้งเพราะลมและแดดให้ยับเยินคือทำให้แหลกละเอียดลงในที่นั้นเท่านั้น. บทว่า ทนฺเธติ ความว่าย่อมชักช้า คือ การงานที่จะต้องทำช้าๆ ก็กระทำให้ช้าไว้. บทว่าตารยิ ความว่า และการงานที่จะต้องรีบด่วนกระทำ ก็ด่วนกระทำเสีย. บทว่า สสีว รตฺตึ วิภชํ นี้ ท่านอธิบายว่า ประโยชน์ของบุรุษนั้นย่อมเต็มบริบูรณ์เหมือนดวงจันทร์ ทำราตรีข้างแรมให้โชติช่วง ชื่อว่ากำจัดราตรีข้างแรมเต็มดวงอยู่ทุกวัน ๆ ฉะนั้น. พระราชาได้ทรงสดับคำของพระโพธิสัตว์แล้ว ตั้งแต่นั้น ก็มิได้ทรงเกียจคร้าน. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า ตัวคชกุมภะในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุเกียจคร้านในบัดนี้ส่วนอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล
จบ อรรถกถาคชกุมภชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๖๗๕–๖๗๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จตุกกนิบาตชาดก ๒๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
gajakumbhajātakaṃ
vanaṃ yadaggi dahatīti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ alasabhikkhuṃ ārabbha kathesi.
So kira sāvatthīvāsī kulaputto sāsane uraṃ datvā pabbajitvāpi alaso ahosi uddesaparipucchāyonisomanasikāravattapaṭivattādi- paribāhiro nīvaraṇābhivuto 2-. Nisinnaṭṭhānādīsu iriyāpathesu tatheva hoti. Tassa taṃ ālasiyabhāvaṃ ārabbha dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso asuko nāma evarūpe niyyānike sāsane pabbajitvā ālasiyo kusīto nīvaraṇābhivuto viharatīti. Satthā āgantvā kāyanuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva pubbepesa ālasikoyevāti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto tassa amaccaratanaṃ ahosi. Bārāṇasīrājā ālasiyajātiko ahosi. Bodhisatto rājānaṃ bodhayissāmīti ekaṃ upamaṃ upadhārento carati. Athekadivasaṃ rājā uyyānaṃ gantvā amaccagaṇaparivuto tattha vicaranto ekaṃ gajakumbhaṃ nāma ālasiyaṃ passi. Tathārūpā kira ālasiyā
@Footnote: 1 ambacorajātakaṃ. 2 nīvaraṇābhibhūto. Sakaladivasaṃ gacchantāpi ekaṅguladvaṅgulamattaṃ gacchanti. Rājā taṃ disvā ko nāma soti bodhisattaṃ pucchi. Mahāsatto gajakumbho nāma so mahārājāti. Ālasiyo evarūpo hi sakalaṃ divasaṃ gacchantopi ekaṅguladvaṅgulamattameva gacchatīti vatvā tena saddhiṃ sallapanto ambho gajakumbha tumhākaṃ dandhaṃ gamanaṃ imasmiṃ araññe dāvaggimhi uṭṭhite kiṃ karothāti vatvā paṭhamaṃ gāthamāha
vanaṃ yadaggi dahati pāvako kaṇhavattani
kathaṃ karosi pacalaka evaṃ dandhaparakkamoti.
Tattha yadaggīti yadā aggi. Pāvako kaṇhavattanīti aggino nāmaṃ. Pacalakāti taṃ ālapati. So hi calanto gacchati niccaṃ vā pacalāyati tasmā pacalakoti vuccati. Dandhaparakkamoti muduviriyoti 1-.
Taṃ sutvā gajakumbho dutiyaṃ gāthamāha
bahūni rukkhacchiddāni paṭhabyā vivarāni ca
tāni ce nābhisambhoma hoti no kālapariyāyoti.
Tassattho paṇḍita amhākaṃ ito uttaritaragamanaṃ nāma natthi imasmiṃ pana araññe rukkhacchiddāni ca paṭhaviyaṃ vivarāni ca bahūni yadi tāni na pāpuṇāma hoti no kālapariyāyoti maraṇameva no hotīti.
Taṃ sutvā bodhisatto itarā dve gāthā abhāsi
@Footnote: 1. garuviriyo.
Yo dandhakāle tarati taraṇīye ca dandhati
sukkapaṇṇaṃva akkamma atthaṃ bhañjeti attano
yo dandhakāle dandheti taraṇīye ca tārayi
sasīva rattiṃ vibhañji 1- tassattho paripūratīti.
Tattha dandhakāleti tesaṃ tesaṃ kammānaṃ saṇikaṃ kattabbakāle turitaturito vegena tāni kammāni karoti. Sukkapaṇṇaṃvāti yathā vātātapasukkatālapaṇṇaṃ balavā puriso akkamitvā bhañjeyya tattheva cuṇṇavicuṇṇaṃ kareyya evaṃ so attano atthaṃ bhañjati. Dandhetīti dandhāyati dandhakātabbāni dandhameva karoti. Tārayīti turitakātabbāni kammāni turito ca karoti. Sasīva rattiṃ vibhañjīti yathā cando juṇhapakkhaṃ rattiṃ jotayamāno kāḷapakkharattito rattiṃ vibhañjanto divase divase paripūrati evaṃ tassa purisassa attho paripūratīti vuttaṃ hoti.
Rājā bodhisattassa vacanaṃ sutvā tato paṭṭhāya analaso jāto.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā gajakumbho alaso bhikkhu ahosi paṇḍitāmacco pana ahamevāti.
Gajakumbhajātakaṃ pañcamaṃ
@Footnote: 1. vibhajaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗