อรัญญชาดก
ว่าด้วยการเลือกคบคน
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖๙๐ · บรรทัด ๓๒๘๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประโยคทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการประเล้าประโยคโลมของกุมาริกาอ้วนคนหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อรญฺา คามมาคมฺม ดังนี้. เรื่องปัจจุบันจักมีแจ้งในจุลลนารทกัสสปชาดก. ส่วนเรื่องในอดีตมีดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ เจริญวัยแล้วเรียนศิลปศาสตร์ในเมืองตักกศิลาแล้ว เมื่อภรรยาถึงแก่กรรมแล้วได้พาบุตรไปบวชเป็นฤๅษีอยู่ในหิมวันตประเทศ ให้บุตรอยู่ในอาศรมบท. ส่วนตนไปเพื่อต้องการผลาผล. ครั้งนั้น เมื่อพวกโจรปล้นปัจจันตคามแล้วพาพวกเชลยไป กุมาริกาคนหนึ่งหนีไปถึงอาศรมบทนั้น ประเล้าประโลมดาบสกุมารให้ถึงศีลวินาศแล้วกล่าวว่ามาเถิด พวกเราพากันไป. ดาบสกุมารกล่าวว่า จงรอให้บิดาของเรามาก่อน เราพบบิดาแล้วจักไป. กุมาริกากล่าวว่าถ้าอย่างนั้น ท่านพบบิดาแล้วจงมา แล้วได้ออกไปนั่งอยู่ที่ระหว่างทาง. เมื่อบิดามาแล้วดาบสกุมาร จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ข้าแต่พ่อ ฉันออกจากป่าไปสู่บ้านแล้วจะพึงคบคนที่มีศีลอย่างไร มีวัตรอย่างไรฉันถามแล้ว ขอท่านจงบอกข้อนั้นแก่ฉันด้วย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อรญฺา คามมาคมฺม ความว่าข้าแต่พ่อ ฉันจากป่านี้ไปยังถิ่นมนุษย์ เพื่อจะอยู่ ถึงบ้านที่อยู่แล้วจะกระทำอะไร. ลำดับนั้น บิดาเมื่อจะให้โอวาทแก่บุตรนั้น จึงกล่าวคาถา๓ คาถาว่า :ลูกเอ๋ย ผู้ใดพึงคุ้นเคยกะเจ้าก็ดี พึงอดทนความคุ้นเคยของเจ้าได้ก็ดี เชื่อถือคำพูดของเจ้าก็ดี งดโทษให้เจ้าก็ดี เจ้าไปจากที่นี้แล้วจึงคบหาผู้นั้นเถิด. ผู้ใดไม่มีกรรมชั่วด้วยกาย วาจาและใจ เจ้าไปจากที่นี้แล้วจงคบหาผู้นั้น ทำตนให้เหมือนบุตรผู้เกิดจากอกของผู้นั้นเถิด. ลูกเอ๋ย คนที่มีจิตเหมือนน้ำย้อมขมิ้นมีจิตกลับกลอก รักง่ายหน่ายเร็ว เจ้าอย่าคบที่คนเช่นนั้นเลย ถึงหากว่าพื้นชมพูทวีปทั้งสิ้นจะไม่มีมนุษย์ก็ตาม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โย ตํ วิสฺสาสเย ความว่าบุรุษใดพึงคุ้นเคย คือ ไม่รังเกียจเจ้า. บทว่า วิสฺสาสญฺจ ขเมยฺย เตความว่า อนึ่ง บุคคลใดพึงคุ้นเคยแก่เจ้าซึ่งเจ้ากระทำตน ไม่รังเกียจ อดทนความคุ้นเคยนั้นได้. บทว่า สุสฺสูสี ความว่า อนึ่งบุคคลใดต้องการฟังคำกล่าวด้วยความคุ้นเคยของเจ้า. บทว่า ติติกฺขี ความว่า อนึ่ง บุคคลใดอดกลั้นความผิดที่เจ้ากระทำได้. บทว่า ตํ ภเชหิ ความว่า เจ้าพึงคบคือพึงเข้าไปนั่งใกล้บุรุษนั้น. บทว่าโอรสีว ปติฏฺาย ความว่า บุตรผู้เกิดแต่อกเจริญเติบโตอยู่ในอ้อมอกของบุคคลนั้น ฉันใดเจ้าพึงเป็นเสมือนบุตรผู้ตั้งอยู่ในอ้อมอกเช่นนั้น พึงคบหาบุรุษเห็นปานนั้น ฉันนั้น. บทว่า หลิทฺทราคํ ได้แก่ ผู้มีจิตไม่มั่นคงดุจย้อมด้วยขมิ้น. บทว่า กปิจิตฺตํ ได้แก่ชื่อว่ามีจิตเหมือนลิง เพราะเปลี่ยนแปลงเร็ว. บทว่า ราควิราคินํ ได้แก่ มีสภาพรักและหน่ายโดยชั่วครู่เท่านั้น. บทว่า นิมฺมนุสฺสมฺปิ เจ สิยา ความว่า พื้นชมพูทวีปทั้งสิ้น ชื่อว่าพึงปราศจากมนุษย์เพราะไม่มีมนุษย์ผู้เว้นจากกายทุจริตเป็นต้น แม้ถึงเช่นนั้น เจ้าอย่าได้ซ่องเสพคนผู้มีจิตใจเบาเช่นนั้นเลย จงค้นหาถิ่นมนุษย์แม้ทั่ว ๆ ไปแล้วซ่องเสพคนผู้สมบูรณ์ด้วยคุณดังกล่าวในหนหลังเถิด. ดาบสกุมารได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า ข้าแต่บิดา ฉันจักได้บุคคลผู้ประกอบด้วยคุณเหล่านี้ ณ ที่ไหน ? ฉันจะไม่ไป จักอยู่ในสำนักของท่านบิดาเท่านั้น ครั้นกล่าวแล้วก็หวนกลับมา. ลำดับนั้นบิดาจึงได้บอกกสิณบริกรรมแก่ดาบสกุมารนั้น. ดาบสทั้งสอง มีฌานไม่เสื่อมได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า บุตรและกุมาริกาในครั้งนั้นได้เป็นคนเหล่านี้ ส่วนดาบสผู้บิดาในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอรัญญชาดกที่ ๘
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๖๙๔–๖๙๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จตุกกนิบาตชาดก ๑๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
araññajātakaṃ
araññā gāmamāgammāti idaṃ satthā jetavane viharanto thūlakumārikāpalobhanaṃ ārabbha kathesi. Vatthu cullanāradakassapajātake āvibhavissati.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto brāhmaṇakule nibbattitvā vayappatto takkasilāyaṃ uggahitasippo bhariyāya kālakatāya puttaṃ gahetvā isipabbajjaṃ pabbajitvā himavante vasanto puttaṃ assamapade ṭhapetvā phalāphalatthāya gacchati. Tadā coresu paccantagāmaṃ paharitvā karamare gahetvā gacchantesu Ekā kumārikā palāyitvā taṃ assamapadaṃ pattā tāpasakumāraṃ palobhetvā sīlavināsaṃ pāpetvā ehi gacchāmāti āha. Pitā tāva me āgacchatu taṃ passitvā gamissāmīti. Tenahi disvā āgacchāti nikkhamitvā antarāmagge nisīdi. Tāpasakumāro pitari āgate paṭhamaṃ gāthamāha
araññā gāmamāgamma kiṃsīlaṃ kiṃvataṃ ahaṃ
purisaṃ tāta seveyyaṃ taṃ me akkhāhi pucchitoti.
Tattha araññā gāmamāgammāti tāta ahaṃ ito araññato manussapathaṃ vasanatthāya gato vasanagāmaṃ patvā kiṃ karomīti.
Athassa pitā ovādaṃ dadanto tisso gāthā āha
yo taṃ vissāsaye tāta vissāsañca khameyya te
sussūsī ca titikkhī ca taṃ bhajehi ito gato
yassa kāyena vācāya manasā natthi dukkaṭaṃ
orasīva patiṭṭhāya taṃ bhajehi ito gato
haliddarāgaṃ kapicittaṃ purisaṃ rāgavirāginaṃ
tādisaṃ tāta mā sevi nimmanusampi ce siyāti.
Tattha yo taṃ vissāsayeti yo puriso taṃ vissāseyya na parisaṅkeyya. Vissāsañca khameyya teti yo ca attani kayiramānaṃ tava vissāsampatto nirāsaṅko taṃ khameyya. Sussūsīti yo ca tava vissāsavacanaṃ sotuṃ icchati. Titikkhīti yo ca tayā kataṃ aparādhaṃ khamati. Taṃ bhajehīti taṃ purisaṃ bhajeyyāsi payirupāseyyāsi. Orasīva patiṭṭhāyāti yathā tassa urasi patiṭṭhāya vaḍḍhito orasaputto tvaṃ tādiso urasi patiṭṭhitaputto viya hutvā evarūpaṃ purisaṃ bhajeyyāsīti attho. Haliddarāganti haliddarāgasadisaṃ athiracittaṃ. Kapicittanti lahuparivattitāya makkaṭacittaṃ. Rāgavirāginanti muhutteneva rajjanavirajjanasabhāvaṃ. Nimmanussampi ce siyāti sakalajambūdīpatalaṃ kāyaduccaritādirahitassa manussassa abhāvena nimmanussaṃ siyā tathāpi tādisaṃ lahucittaṃ mā sevi sabbampi manussapathaṃ vicinitvā heṭṭhā vuttaguṇasampannameva purisaṃ seveyyāsīti attho.
Taṃ sutvā tāpasakumāro ahaṃ tāta imehi guṇehi samannāgataṃ purisaṃ kattha labhissāmi na gacchāmi tumhākaṃyeva santike vasissāmīti vatvā nivatti. Athassa pitā kasiṇaparikammaṃ ācikkhi. Ubhopi aparihīnajjhānā brahmalokaparāyanā ahesuṃ.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā putto ca kumārikā ca eteyeva ahesuṃ pitā tāpaso pana ahamevāti.
Araññajātakaṃ aṭṭhamaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗