กุกกุฏชาดก
ว่าด้วยผลของการไม่เชื่อง่าย
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๘๖ · บรรทัด ๔๐๐๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันจะสึกรูปหนึ่ง ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สุจิตฺตปตฺตจฺฉาทน ดังนี้
ความย่อว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า เหตุไฉน ? เธอจึงกระสันอยากสึก. เมื่อเธอทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เห็นหญิงคนหนึ่ง ผู้ประดับประดาตกแต่งตัวแล้ว จึงกระสันอยากสึกด้วยอำนาจกิเลสดังนี้. แล้วตรัสว่า ธรรมดาผู้หญิงลวงให้ชายลุ่มหลงแล้วให้ถึงความพินาศ ในเวลาชายตกอยู่ในอำนาจของตนเป็นเหมือนแมวตัวเหลวไหล แล้วได้ทรงนิ่ง. เมื่อถูกภิกษุนั้นทูลอ้อนวอน จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดไก่ในป่า มีไก่หลายร้อยตัวเป็นบริวารอยู่ในป่า. ฝ่ายนางแมวตัวหนึ่ง ก็อาศัยอยู่ในที่ไม่ไกลพระโพธิสัตว์นั้น. มันใช้อุบายลวงกินไก่ที่เหลือ เว้นแต่ไก่โพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์ไม่ไปสู่ป่าชัฏของมัน. มันคิดว่า ไก่ตัวนี้อวดดีเหลือเกิน ไม่รู้ว่าเราเป็นผู้โอ้อวด และเป็นผู้ฉลาดในอุบาย เราควรจะเล้าโลมไก่ตัวนี้ว่าจักเป็นภรรยาของมัน แล้วกินในเวลามันตกอยู่ในอำนาจของตน. มันจึงไปยังควงไม้ที่ไก่นั้นเกาะอยู่ เมื่อขอร้องไก่นั้นด้วยวาจา ที่มีภาษิตสรรเสริญนำหน้า จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ดูก่อนพ่อนกน้อยสีแดง ผู้ปกคลุมด้วย ขนที่สวยงาม เจ้าจงลงมาจากกิ่งไม้เถิด เรา จะเป็นภรรยาของท่านเปล่า ๆ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุจิตฺตปตฺตจฺฉาทน ความว่า ผู้มีเครื่องห่อหุ้มที่ทำด้วยขนอันสวยงาม. บทว่า มุธา ความว่า เราจะเป็นภรรยาของท่าน โดยปราศจากมูลค่า คือโดยไม่รับเอาอะไรเลย.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้ว คิดว่า แมวตัวนี้กัดกินญาติของเราหมดไปแล้ว บัดนี้มันประสงค์จะล่อลวงกินเรา. เราจักขับส่งมันไปแล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
เจ้าเป็นสัตว์ ๔ เท่าที่สวยงาม ส่วนฉัน เป็นสัตว์ ๒ เท้า เนื้อกับนกจะร่วมกันไม่ได้ใน อารมณ์ เป็นที่รื่นรมย์ใจ เจ้าจงไปแสวงหาผู้ อื่นเป็นสามีเถิด.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นต่อไป พระโพธิสัตว์ กล่าวว่า มิคีหมายเอาแมว. ด้วยบทว่า อสํยุตฺตา พระโพธิสัตว์แสดงว่าแมวกับไก่ร่วมกันไม่ได้สัมพันธ์กันไม่ได้ เพื่อเป็นผัวเมียกัน สัตว์ทั้ง ๒ เหล่านั้นไม่มีความสัมพันธ์เช่นนี้.
นางแมวนั้น ได้ฟังคำนั้นแล้ว ลำดับนั้น จึงคิดว่า ไก่ตัวนี้โอ้อวดเหลือเกิน เราจักใช้อุบายอย่างใดอย่างหนึ่งลวงกินมันให้ได้. แล้วได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ฉันจักเป็นภรรยาสาวผู้สวยงาม ร้องไพเราะเพื่อคุณ คุณจะพบฉัน ผู้เป็นพรหมจารินี ที่สวยงาม ด้วยการเสวยอารมณ์อย่างดี คือ สุขเวทนา.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้น ด้วยบทว่า โกมาริกา นางแมวกล่าวว่า ฉันไม่รู้จัก ชายอื่นตลอดเวลานี้ ฉันจักเป็นภรรยาสาวของคุณ. บทว่า มญฺชุกา ปิยภาณินี ความว่า เราจักเป็นผู้มีถ้อยคำไพเราะพูดคำน่ารักเป็นปกติ ต่อคุณที่เดียว. บทว่า วินฺท มํ ความว่า คุณจะกลับได้ฉัน. บทว่า อริเยน เวเทน ความว่า ด้วยการกลับได้ที่ดี. นางแมวพูดว่า เพราะว่าฉันเองก่อนแต่นี้ไม่รู้จักสัมผัสตัวผู้ ถึงคุณก็ยังไม่รู้จักการสัมผัสตัวเมีย ฉะนั้น คุณจะได้ฉันผู้เป็นพรหมจารินีตามปกติด้วยการได้ที่ไม่มีโทษ คุณต้องการฉัน ถ้าไม่เชื่อถ้อยคำของฉันก็ให้ตีกลองประกาศในนครพาราณสีชั่ว ๑๒ โยชน์ว่า นางแมวนี้เป็นทาสของฉัน คุณจงรับฉันให้เป็นทาสของตนเถิด.
พระโพธิสัตว์ได้ยินคำนั้นแล้ว ถัดนั้นไปก็คิดว่า ควรที่เราจะขู่แมวตัวนี้ให้หนีไปเสีย แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
ดูก่อนเจ้าผู้กินซากศพ ผู้ดื่มโลหิต ผู้ เป็นโจรปล้นไก่ เจ้าไม่ต้องการให้ฉันเป็นผัว ด้วยการเสวยอารมณ์ที่ดี คือสุขเวทนา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตวํ อริเยน ความว่า พระโพธิสัตว์ กล่าวว่า เจ้าไม่ประสงค์ให้ข้าเป็นผัว ด้วยลาภที่ประเสริฐคือการอยู่ประพฤติเหมือนพรหม แต่เจ้าต้องการลวงกินฉัน. ดูก่อนเจ้าผู้ลามก เจ้าจงฉิบหาย ดังนี้แล้ว ให้แมวนั้นหนีไปแล้ว.
ส่วนแมวนั้นหนีไปแล้ว ไม่อาจแม้เพื่อจะมองดูอีก เพราะฉะนั้นพระศาสดา จึงได้ตรัสอภิสัมพุทธคาถาเหล่านี้ ว่า :-
หญิง ๔ คนเห็นนรชนผู้ประเสริฐ แม้ อย่างนี้แล้ว ชักนำด้วยวาจาอ่อนหวาน เหมือน นางแมวชักนำไก่ ฉะนั้น. ก็ผู้ใดรู้ไม่เท่าทัน เหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ผู้นั้นจะตกอยู่ใน อำนาจของศัตรู และจะเดือดร้อนภายหลัง. ส่วนผู้ใดรู้ทันเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน. ผู้นั้น จะพ้นจากการเบียดเบียนของศัตรู เหมือนไก่ พ้นจากนางแมว ฉะนั้น.
คาถาเหล่านี้ เป็นพระคาถาของท่านผู้รู้ยิ่งแล้ว คือคาถาของท่านผู้ตรัสรู้แล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุรา คือผู้ประกอบหญิงจำนวน๔ คน. บทว่า นารี ได้แก่ หญิงทั้งหลาย. บทว่า เนนฺติ ความว่านำเข้าไปสู่อำนาจของตน. บทว่า วิลารี วิย ความว่า นางแมวนั้นพยายามชักนำไก่นั้น ฉันใด หญิงเหล่าอื่น ก็ชักนำภิกษุนั้น ฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า อุปฺปติตํ อตฺถํ ความว่า เหตุการณ์บางอย่างนั่นเอง ที่เกิดขึ้นแล้ว. บทว่า น พุชฺฌติ ความว่า ไม่รู้ตามภาพความจริง และจะเดือดร้อนภายหลัง. บทว่า กุกฺกุโฏว มีเนื้อความว่าภิกษุนั้น พ้นจากการเบียดเบียนของศัตรู เหมือนไก่ตัวที่ถึงพร้อมด้วยความรู้ พ้นจากแมวฉะนั้น.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรมประมวลชาดกไว้. ในที่สุดแห่งสัจจะ ภิกษุผู้กระสันจะสึก ตั้งอยู่แล้วในโสดาปัตติผล ก็พระยาไก่ในครั้งนั้น ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากุกกุฏชาดกที่ ๘
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๙๑–๙๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ฉักกนิบาตชาดก ๒๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
กุกฺกุฏชาตกํ
สุจิตฺตปตฺตจฺฉาทนาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตํ หิ ภิกฺขุํ สตฺถา กสฺมา อุกฺกณฺฐิโตสีติ ปุจฺฉิตฺวา เอกํ อลงฺกตปฏิยตฺตํ อิตฺถึ ทิสฺวา กิเลสวเสน ภนฺเตติ วุตฺเต ภิกฺขุ อิตฺถิโย นาม วญฺเจตฺวา อุปลาเปตฺวา อตฺตโน วสํ คตกาเล วินาสํ ปาเปนฺติ โลลวิลารี วิย โหนฺตีติ วตฺวา ตุณฺหี อโหสิ เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหมฺทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต อรญฺเญ กุกฺกุฏโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา อเนกสตกุกฺกุฏปริวาโร อรญฺเญ วสติ ฯ ตสฺสาวิทูเร เอกา วิลาริกาปิ วสติ ฯ สา ฐเปตฺวา โพธิสตฺตํ เสสกุกฺกุเฏ อุปาเยน วญฺเจตฺวา ขาทิ ฯ โพธิสตฺโต ตสฺสา คหณํ น คจฺฉติ ฯ สา จินฺเตสิ อยํ กุกฺกุโฏ อติวิย สโถ อมฺหากญฺจ สถภาวํ อุปายกุสลภาวญฺจ น ชานาติ อิมํ มยา ภริยา เต ภวิสฺสามีติ อุปลาเปตฺวา อตฺตโน วสํ อาคตกาเล ขาทิตุํ วฏฺฏตีติ ฯ สา เตน นิสินฺนรุกฺขมูลํ คนฺตฺวา วณฺณภาสิตปุพฺพงฺคมาย วาจาย ตํ ยาจมานา ปฐมํ คาถมาห
สุจิตฺตปตฺตจฺฉาทน ลมฺพจูลวิหงฺคม
โอโรห ทุมสาขาย มุธา ภริยา ภวามิ เตติ ฯ
ตตฺถ สุจิตฺตปตฺตจฺฉาทนาติ สุจิตฺเตหิ ปตฺเตหิ กตจฺฉาทน ฯ มุธาติ วินา มูเลน น กิญฺจิ คเหตฺวา อหํ ภริยา ภวามิ ฯ
ตํ สุตฺวา โพธิสตฺโต อิมาย มม สพฺเพ ญาตกา ขาทิตา อิทานิ มํ อุปโลเภตฺวา ขาทิตุกามา อุยฺโยเชสฺสามิ นนฺติ จินฺเตตฺวา ทุติยํ คาถมาห
จตุปฺปทิ ตฺวํ กลฺยาณิ ทฺวิปทาหํ มโนรเม
มิคี ปกฺขี อสํยุตฺตา อญฺญํ ปริเยส สามิกนฺติ ฯ
ตตฺถ มิคีติ วิลารึ สนฺธายาห ฯ อสํยุตฺตาติ ชายปติกา ภวิตุํ อสํยุตฺตา อสมฺพนฺธา นตฺถิ เตสํ อีทิโส สมฺพนฺโธติ ทีเปติ ฯ
ตํ สุตฺวา ตโต สา อยํ อติวิย สโถ เยนเกนจิ อุปาเยน วญฺเจตฺวา นํ ขาทิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ตติยํ คาถมาห
โกมาริกา เต เหสฺสามิ มญฺชุกา ปิยภาณินี
วินฺท มํ อริเยน เวเทน กลฺยาณึ พฺรหฺมจารินินฺติ ฯ
ตตฺถ โกมาริกาติ อหํ เอตฺตกํ กาลํ อญฺญํ ปุริสํ น ชานามิ ตว โกมาริกา ภริยา ภวิสฺสามีติ วทติ ฯ มญฺชุกา ปิยภาณินีติ ตว มธุรกถา ปิยภาณินีเยว ภวิสฺสามิ ฯ วินฺท มนฺติ ปฏิลภ มํ ฯ อริเยน เวเทนาติ สุนฺทเรน ปฏิลาเภน อหมฺปิ หิ อิโต ปุพฺเพ ปุริสสมฺผสฺสํ น ชานามิ ตฺวํปิ อิตฺถีสมฺผสฺสํ น ชานาสิ อิติ ปกติยา พฺรหฺมจารินึ มํ นิทฺโทเสน ลาเภน ลภสิ มํ อิจฺฉสิ อถ เม วจนํ น สทฺทหสิ ทฺวาทสโยชนาย พาราณสิยา เภริญฺจาราเปตฺวา อยํ มม ทาสีติ สาว มํ อตฺตโน ทาสึ กตฺวา คณฺหาติ วทติ ฯ
ตํ สุตฺวา ตโต โพธิสตฺโต อิมํ ตชฺเชตฺวา ปลาเปตุํ วฏฺฏตีติ จินฺเตตฺวา จตุตฺถํ คาถมาห
กุณปาทิ โลหิตเป โจริ กุกฺกุฏโปถินิ
น ตฺวํ อริเยน เวเทน มมํ ภตฺตารมิจฺฉสีติ ฯ
ตตฺถ น ตฺวํ อริเยนาติ ตฺวํ อริเยน พฺรหฺมจริยวาเสน ลาเภน น มํ ภตฺตารํ อิจฺฉสิ วญฺเจตฺวา ปน ขาทิตุกามาสิ นสฺส ปาเปติ ตํ ปลาเปสิ ฯ
สา ปน ปลายิตฺวา คนฺตฺวา ปุน โอโลเกตุมฺปิ น วิสหีติ ฯ อิมา อภิสมฺพุทฺธคาถา อภาสิ
เอวมฺปิ จตุรา นารี ทิสฺวาน ปวรํ นรํ
เนนฺติ สณฺหาหิ วาจาหิ วิลารี วิย กุกฺกุฏํ ฯ
โย จ อุปฺปติตํ อตฺถํ น ขิปฺปมนุพุชฺฌติ
อมิตฺตวสมนฺเวติ ปจฺฉา จ มนุตปฺปติ ฯ
โย จ อุปฺปติตํ อตฺถํ ขิปฺปเมว นิโพธติ
มุจฺจเต สตฺตุสมฺพาธา กุกฺกุโฏว วิลาริยาติ ฯ อิมา อภิสมฺพุทฺธคาถา ฯ
ตตฺถ จตุราติ จาตุริเยน สมนฺนาคตา ฯ นารีติ อิตฺถิโย ฯ เนนฺตีติ อตฺตโน วสํ อุปเนนฺติ ฯ วิลารี วิยาติ ยถา สา วิลารี ตํ กุกฺกุฏํ เนตํ วายมิ เอวํ อญฺญา นาริโย เนนฺติเยว ฯ อุปฺปติตํ อตฺถนฺติ อุปฺปนฺนํ กิญฺจิเทว อตฺถํ ฯ น พุชฺฌตีติ ยถาสภาเวน น ชานาติ ปจฺฉา จ อนุตปฺปติ ฯ กุกฺกุโฏวาติ ยถา โส ญาณสมฺปนฺโน กุกฺกุโฏ วิลาริโต มุตฺโต เอวํ สตฺตุสมฺพาธโต มุจฺจตีติ อตฺโถ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ตทา กุกฺกุฏราชา ปน อหเมว อโหสีติ ฯ
กุกฺกุฏชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗