ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กุกกุฏชาดก
ชาดกที่ ๓๘๓ · ฉักกนิบาตชาดก · อาวาริยวรรค

กุกกุฏชาดก

ว่าด้วยผลของการไม่เชื่อง่าย

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๘๖ · บรรทัด ๔๐๐๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกุกกุฏชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันจะสึกรูปหนึ่ง ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สุจิตฺตปตฺตจฺฉาทน ดังนี้

ความย่อว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า เหตุไฉน ? เธอจึงกระสันอยากสึก. เมื่อเธอทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เห็นหญิงคนหนึ่ง ผู้ประดับประดาตกแต่งตัวแล้ว จึงกระสันอยากสึกด้วยอำนาจกิเลสดังนี้. แล้วตรัสว่า ธรรมดาผู้หญิงลวงให้ชายลุ่มหลงแล้วให้ถึงความพินาศ ในเวลาชายตกอยู่ในอำนาจของตนเป็นเหมือนแมวตัวเหลวไหล แล้วได้ทรงนิ่ง. เมื่อถูกภิกษุนั้นทูลอ้อนวอน จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดไก่ในป่า มีไก่หลายร้อยตัวเป็นบริวารอยู่ในป่า. ฝ่ายนางแมวตัวหนึ่ง ก็อาศัยอยู่ในที่ไม่ไกลพระโพธิสัตว์นั้น. มันใช้อุบายลวงกินไก่ที่เหลือ เว้นแต่ไก่โพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์ไม่ไปสู่ป่าชัฏของมัน. มันคิดว่า ไก่ตัวนี้อวดดีเหลือเกิน ไม่รู้ว่าเราเป็นผู้โอ้อวด และเป็นผู้ฉลาดในอุบาย เราควรจะเล้าโลมไก่ตัวนี้ว่าจักเป็นภรรยาของมัน แล้วกินในเวลามันตกอยู่ในอำนาจของตน. มันจึงไปยังควงไม้ที่ไก่นั้นเกาะอยู่ เมื่อขอร้องไก่นั้นด้วยวาจา ที่มีภาษิตสรรเสริญนำหน้า จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

ดูก่อนพ่อนกน้อยสีแดง ผู้ปกคลุมด้วย ขนที่สวยงาม เจ้าจงลงมาจากกิ่งไม้เถิด เรา จะเป็นภรรยาของท่านเปล่า ๆ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุจิตฺตปตฺตจฺฉาทน ความว่า ผู้มีเครื่องห่อหุ้มที่ทำด้วยขนอันสวยงาม. บทว่า มุธา ความว่า เราจะเป็นภรรยาของท่าน โดยปราศจากมูลค่า คือโดยไม่รับเอาอะไรเลย.

พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้ว คิดว่า แมวตัวนี้กัดกินญาติของเราหมดไปแล้ว บัดนี้มันประสงค์จะล่อลวงกินเรา. เราจักขับส่งมันไปแล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

เจ้าเป็นสัตว์ ๔ เท่าที่สวยงาม ส่วนฉัน เป็นสัตว์ ๒ เท้า เนื้อกับนกจะร่วมกันไม่ได้ใน อารมณ์ เป็นที่รื่นรมย์ใจ เจ้าจงไปแสวงหาผู้ อื่นเป็นสามีเถิด.

พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นต่อไป พระโพธิสัตว์ กล่าวว่า มิคีหมายเอาแมว. ด้วยบทว่า อสํยุตฺตา พระโพธิสัตว์แสดงว่าแมวกับไก่ร่วมกันไม่ได้สัมพันธ์กันไม่ได้ เพื่อเป็นผัวเมียกัน สัตว์ทั้ง ๒ เหล่านั้นไม่มีความสัมพันธ์เช่นนี้.

นางแมวนั้น ได้ฟังคำนั้นแล้ว ลำดับนั้น จึงคิดว่า ไก่ตัวนี้โอ้อวดเหลือเกิน เราจักใช้อุบายอย่างใดอย่างหนึ่งลวงกินมันให้ได้. แล้วได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-

ฉันจักเป็นภรรยาสาวผู้สวยงาม ร้องไพเราะเพื่อคุณ คุณจะพบฉัน ผู้เป็นพรหมจารินี ที่สวยงาม ด้วยการเสวยอารมณ์อย่างดี คือ สุขเวทนา.

พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้น ด้วยบทว่า โกมาริกา นางแมวกล่าวว่า ฉันไม่รู้จัก ชายอื่นตลอดเวลานี้ ฉันจักเป็นภรรยาสาวของคุณ. บทว่า มญฺชุกา ปิยภาณินี ความว่า เราจักเป็นผู้มีถ้อยคำไพเราะพูดคำน่ารักเป็นปกติ ต่อคุณที่เดียว. บทว่า วินฺท มํ ความว่า คุณจะกลับได้ฉัน. บทว่า อริเยน เวเทน ความว่า ด้วยการกลับได้ที่ดี. นางแมวพูดว่า เพราะว่าฉันเองก่อนแต่นี้ไม่รู้จักสัมผัสตัวผู้ ถึงคุณก็ยังไม่รู้จักการสัมผัสตัวเมีย ฉะนั้น คุณจะได้ฉันผู้เป็นพรหมจารินีตามปกติด้วยการได้ที่ไม่มีโทษ คุณต้องการฉัน ถ้าไม่เชื่อถ้อยคำของฉันก็ให้ตีกลองประกาศในนครพาราณสีชั่ว ๑๒ โยชน์ว่า นางแมวนี้เป็นทาสของฉัน คุณจงรับฉันให้เป็นทาสของตนเถิด.

พระโพธิสัตว์ได้ยินคำนั้นแล้ว ถัดนั้นไปก็คิดว่า ควรที่เราจะขู่แมวตัวนี้ให้หนีไปเสีย แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-

ดูก่อนเจ้าผู้กินซากศพ ผู้ดื่มโลหิต ผู้ เป็นโจรปล้นไก่ เจ้าไม่ต้องการให้ฉันเป็นผัว ด้วยการเสวยอารมณ์ที่ดี คือสุขเวทนา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตวํ อริเยน ความว่า พระโพธิสัตว์ กล่าวว่า เจ้าไม่ประสงค์ให้ข้าเป็นผัว ด้วยลาภที่ประเสริฐคือการอยู่ประพฤติเหมือนพรหม แต่เจ้าต้องการลวงกินฉัน. ดูก่อนเจ้าผู้ลามก เจ้าจงฉิบหาย ดังนี้แล้ว ให้แมวนั้นหนีไปแล้ว.

ส่วนแมวนั้นหนีไปแล้ว ไม่อาจแม้เพื่อจะมองดูอีก เพราะฉะนั้นพระศาสดา จึงได้ตรัสอภิสัมพุทธคาถาเหล่านี้ ว่า :-

หญิง ๔ คนเห็นนรชนผู้ประเสริฐ แม้ อย่างนี้แล้ว ชักนำด้วยวาจาอ่อนหวาน เหมือน นางแมวชักนำไก่ ฉะนั้น. ก็ผู้ใดรู้ไม่เท่าทัน เหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ผู้นั้นจะตกอยู่ใน อำนาจของศัตรู และจะเดือดร้อนภายหลัง. ส่วนผู้ใดรู้ทันเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน. ผู้นั้น จะพ้นจากการเบียดเบียนของศัตรู เหมือนไก่ พ้นจากนางแมว ฉะนั้น.

คาถาเหล่านี้ เป็นพระคาถาของท่านผู้รู้ยิ่งแล้ว คือคาถาของท่านผู้ตรัสรู้แล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุรา คือผู้ประกอบหญิงจำนวน๔ คน. บทว่า นารี ได้แก่ หญิงทั้งหลาย. บทว่า เนนฺติ ความว่านำเข้าไปสู่อำนาจของตน. บทว่า วิลารี วิย ความว่า นางแมวนั้นพยายามชักนำไก่นั้น ฉันใด หญิงเหล่าอื่น ก็ชักนำภิกษุนั้น ฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า อุปฺปติตํ อตฺถํ ความว่า เหตุการณ์บางอย่างนั่นเอง ที่เกิดขึ้นแล้ว. บทว่า น พุชฺฌติ ความว่า ไม่รู้ตามภาพความจริง และจะเดือดร้อนภายหลัง. บทว่า กุกฺกุโฏว มีเนื้อความว่าภิกษุนั้น พ้นจากการเบียดเบียนของศัตรู เหมือนไก่ตัวที่ถึงพร้อมด้วยความรู้ พ้นจากแมวฉะนั้น.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรมประมวลชาดกไว้. ในที่สุดแห่งสัจจะ ภิกษุผู้กระสันจะสึก ตั้งอยู่แล้วในโสดาปัตติผล ก็พระยาไก่ในครั้งนั้น ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถากุกกุฏชาดกที่ ๘

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๙๑–๙๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ฉักกนิบาตชาดก · ๒๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Kukkuṭajātakaṃ

sucittapattacchādanāti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ ukkaṇṭhitabhikkhuṃ ārabbha kathesi.

Taṃ hi bhikkhuṃ satthā kasmā ukkaṇṭhitosīti pucchitvā ekaṃ alaṅkatapaṭiyattaṃ itthiṃ disvā kilesavasena bhanteti vutte bhikkhu itthiyo nāma vañcetvā upalāpetvā attano vasaṃ gatakāle vināsaṃ pāpenti lolavilārī viya hontīti vatvā tuṇhī ahosi tena yācito atītaṃ āhari

atīte bārāṇasiyaṃ brahamdatte rajjaṃ kārente bodhisatto araññe kukkuṭayoniyaṃ nibbattitvā anekasatakukkuṭaparivāro araññe vasati. Tassāvidūre ekā vilārikāpi vasati. Sā ṭhapetvā bodhisattaṃ sesakukkuṭe upāyena vañcetvā khādi. Bodhisatto tassā gahaṇaṃ na gacchati. Sā cintesi ayaṃ kukkuṭo ativiya satho amhākañca sathabhāvaṃ upāyakusalabhāvañca na jānāti imaṃ mayā bhariyā te bhavissāmīti upalāpetvā attano vasaṃ āgatakāle khādituṃ vaṭṭatīti. Sā tena nisinnarukkhamūlaṃ gantvā vaṇṇabhāsitapubbaṅgamāya vācāya taṃ yācamānā paṭhamaṃ gāthamāha

sucittapattacchādana lambacūlavihaṅgama

oroha dumasākhāya mudhā bhariyā bhavāmi teti.

Tattha sucittapattacchādanāti sucittehi pattehi katacchādana. Mudhāti vinā mūlena na kiñci gahetvā ahaṃ bhariyā bhavāmi.

Taṃ sutvā bodhisatto imāya mama sabbe ñātakā khāditā idāni maṃ upalobhetvā khāditukāmā uyyojessāmi nanti cintetvā dutiyaṃ gāthamāha

catuppadi tvaṃ kalyāṇi dvipadāhaṃ manorame

migī pakkhī asaṃyuttā aññaṃ pariyesa sāmikanti.

Tattha migīti vilāriṃ sandhāyāha. Asaṃyuttāti jāyapatikā bhavituṃ asaṃyuttā asambandhā natthi tesaṃ īdiso sambandhoti dīpeti.

Taṃ sutvā tato sā ayaṃ ativiya satho yenakenaci upāyena vañcetvā naṃ khādissāmīti cintetvā tatiyaṃ gāthamāha

komārikā te hessāmi mañjukā piyabhāṇinī

vinda maṃ ariyena vedena kalyāṇiṃ brahmacārininti.

Tattha komārikāti ahaṃ ettakaṃ kālaṃ aññaṃ purisaṃ na jānāmi tava komārikā bhariyā bhavissāmīti vadati. Mañjukā piyabhāṇinīti tava madhurakathā piyabhāṇinīyeva bhavissāmi. Vinda manti paṭilabha maṃ. Ariyena vedenāti sundarena paṭilābhena ahampi hi ito pubbe purisasamphassaṃ na jānāmi tvaṃpi itthīsamphassaṃ na jānāsi iti pakatiyā brahmacāriniṃ maṃ niddosena lābhena labhasi maṃ icchasi atha me vacanaṃ na saddahasi dvādasayojanāya bārāṇasiyā Bheriñcārāpetvā ayaṃ mama dāsīti sāva maṃ attano dāsiṃ katvā gaṇhāti vadati.

Taṃ sutvā tato bodhisatto imaṃ tajjetvā palāpetuṃ vaṭṭatīti cintetvā catutthaṃ gāthamāha

kuṇapādi lohitape cori kukkuṭapothini

na tvaṃ ariyena vedena mamaṃ bhattāramicchasīti.

Tattha na tvaṃ ariyenāti tvaṃ ariyena brahmacariyavāsena lābhena na maṃ bhattāraṃ icchasi vañcetvā pana khāditukāmāsi nassa pāpeti taṃ palāpesi.

Sā pana palāyitvā gantvā puna oloketumpi na visahīti. Imā abhisambuddhagāthā abhāsi

evampi caturā nārī disvāna pavaraṃ naraṃ

nenti saṇhāhi vācāhi vilārī viya kukkuṭaṃ.

Yo ca uppatitaṃ atthaṃ na khippamanubujjhati

amittavasamanveti pacchā ca manutappati.

Yo ca uppatitaṃ atthaṃ khippameva nibodhati

muccate sattusambādhā kukkuṭova vilāriyāti. Imā abhisambuddhagāthā.

Tattha caturāti cāturiyena samannāgatā. Nārīti itthiyo. Nentīti attano vasaṃ upanenti. Vilārī viyāti yathā sā vilārī taṃ kukkuṭaṃ netaṃ vāyami evaṃ aññā nāriyo nentiyeva. Uppatitaṃ Atthanti uppannaṃ kiñcideva atthaṃ. Na bujjhatīti yathāsabhāvena na jānāti pacchā ca anutappati. Kukkuṭovāti yathā so ñāṇasampanno kukkuṭo vilārito mutto evaṃ sattusambādhato muccatīti attho.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi saccapariyosāne ukkaṇṭhitabhikkhu sotāpattiphale patiṭṭhahi tadā kukkuṭarājā pana ahameva ahosīti.

Kukkuṭajātakaṃ aṭṭhamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๘๒. สิริกาฬกัณณิชาดกชาดกถัดไป๓๘๔. ธัมมัทธชชาดก