ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สูจิชาดก
ชาดกที่ ๓๘๗ · ฉักกนิบาตชาดก · ขุรปุตตวรรค

สูจิชาดก

ว่าด้วยเข็ม

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๑๑ · บรรทัด ๔๐๙๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสูจิชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภปัญญาบารมีแล้ว จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อกกฺกสํ ดังนี้. เรื่องจักมีแจ้งชัดในมหาอุมมังคชาดก.

ก็ในคราวครั้งนั้น พระศาสดาได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่เฉพาะแต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ตถาคตก็เป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้ฉลาดในอุบายทีเดียว. แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลช่างเหล็ก ในแคว้นกาสีเติบใหญ่แล้วได้เป็นผู้สำเร็จศิลปะ. แต่มารดาบิดาของท่านเป็นคนยากจน. ในที่ไม่ไกลจากบ้านของมารดาบิดาของท่านนั้น มีหมู่บ้านช่างเหล็กหมู่อื่นพันหลังคาเรือน ช่างเหล็กผู้เป็นหัวหน้าช่างเหล็กพันหลังคาเรือนในหมู่บ้านนั้น เป็นราชวัลลภผู้มั่งคั่งมีทรัพย์มาก. เขามีธิดาคนหนึ่ง มีรูปโฉมสวยสุด เทียมสาวสวรรค์ ประกอบด้วยลักษณะของนางงามชนบท. คนทั้งหลายในหมู่บ้านรอบ ๆ บ้านพากันมาถึงหมู่บ้านนั้น เพื่อต้องการจ้างตีมีดตีขวาน และหล่อผาลไถนา โดยมากก็เห็นหญิงสาวคนนั้น. พวกเขากลับไปบ้านของตน ๆ แล้วสรรเสริญรูปโฉมของนาง ในที่นั่งและที่ยืนเป็นต้น. พระโพธิสัตว์ได้ยินคำชมนั้นแล้วติดใจ เพราะเกี่ยวข้องกับการได้ยิน จึงคิดว่า เราจักเอานางกุมาริกานั้นมาเป็นบาทบริจาริกา คือภริยา. แล้วได้เอาเหล็กเนื้อดีที่สุด ทำให้เป็นเล่มเข็มเล็ก สุขุมเล่มหนึ่ง เจาะห่วงก้นเข็ม แล้วถ่วงไว้ในน้ำ ทำกลักเข็มนั้นแบบเข็มนั่นแหละ อีกอันหนึ่งเจาะห่วงไว้ ได้ทำกลักเข็มนั้นโดยทำนองนี้ ๗ ชั้น. ไม่ควรพูดว่า ทำได้อย่างไร ? ด้วยว่าเหตุการณ์สำเร็จได้ เพราะพระโพธิสัตว์มีความรู้มาก. พระโพธิสัตว์นั้น สอดเข็มนั้นไว้ในตลับ เก็บไว้ในชายพกแล้วไปหมู่บ้านนั้น ถามถึงถนนที่อยู่ของหัวหน้าช่างเหล็ก ไปถึงที่นั้นแล้วยืนที่ประตู กล่าวว่า ใครต้องการซื้อเข็มที่มีรูปร่างอย่างนี้ จากมือของข้าพเจ้าด้วยมูลค่าดังนี้. เมื่อจะพรรณนาถึงเข็ม จึงได้ยินใกล้ประตูเรือนหัวหน้าช่างเหล็กแล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

ใครต้องการซื้อเข็มที่ไม่ขรุขระ ไม่หยาบ ขัดด้วยหินแข็ง มีรูสำหรับร้อยด้ายดี ทั้งเล่ม เล็ก ทั้งมีปลายคม.

คาถานั้นมีเนื้อความว่า ใครต้องการซื้อเข็มของเรา ที่ชื่อว่าไม่ขรุขระ เพราะไม่มีปม ไฝฝ้าหรือรอย. ชื่อว่า ไม่หยาบ เพราะเกลี้ยงเกลา. ชื่อว่า ขัดด้วยของแข็ง เพราะขัดแล้วด้วยของแข็ง คือของที่แก่น ได้แก่หิน. ชื่อว่า มีรูสำหรับร้อยด้วยดี เพราะประกอบด้วยห่วงคือรูร้อยที่ดีงาม คือหมดจดดี ชื่อว่า เล็ก เพราะละเอียด ชื่อว่า มีปลายคม เพราะคมที่ปลาย จากมือของเราโดยให้มูลค่าราคา.

ก็แล ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เมื่อจะพรรณนาถึงเข็มนั้นอีก จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

ใครต้องการซื้อเข็ม ที่ขัดดีแล้ว มีรูร้อย ด้ายเรียบร้อย ที่ให้เป็นไปดีแล้วตามลำดับ ที่ กัดทั่งทะลุและแข็งแกร่ง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุมชฺชํ ความว่า ที่ขัดแล้วด้วยดีด้วยผงที่ได้จากแคว้นกุรุ. บทว่า สุปาสํ ความว่า ชื่อว่า มีห่วง คือรูก้นเข็มดี เพราะเจาะด้วยสว่านเจาะรูที่ละเอียด. บทว่า ฆนฆาติมํ ความว่า เข็มที่ถูกตีทะลุทั่งเข้าไปตามลำดับ นี้เรียกว่า ฆนหาติมาอธิบายว่า เป็นเช่นนั้น. บทว่า ปฏิตฺถทฺธํ ความว่า แข็ง คือ ไม่อ่อน.

ขณะนั้น นางกุมาริกานั้น กำลังใช้พัดใบตาลพัดบิดา ผู้รับประทานอาหารเช้าแล้วนอนอยู่บนที่นอนเล็ก เพื่อระงับความไม่สบายได้ยินเสียงที่ไพเราะของพระโพธิสัตว์ เหมือนเอาก้อนเนื้อสดฟาดหัวใจและเหมือนถูกดับด้วยความร้อนอบอ้าว ด้วยน้ำพันหม้อ สงสัยว่า นั่นใครหนอร้องขายเข็มที่หมู่บ้านเป็นที่อยู่ของช่างเหล็ก ด้วยเสียงไพเราะนัก ? เขามาด้วยกิจกรรมอะไรหนอ ? เราจักรู้จักเขา แล้ววางพัดใบตาลไว้ ออกจากบ้านไปยืนที่เฉลียงข้างนอก พูดกับพระโพธิสัตว์นั้น. ตามธรรมดาความปรารถนาย่อมสำเร็จแก่พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย. เพราะว่าท่านมาหมู่บ้านนั้น ก็เพื่อความต้องการหญิงสาวคนนั้นนั่นเอง. นางนั่นแหละ เมื่อจะพูดกับพระโพธิสัตว์นั้น จึงพูดว่า ข้าแต่มาณพ ชาวรัฐทั่ว ๆ ไป มาหมู่บ้านนี้เพื่อต้องการเข็มเป็นต้น แต่คุณมาเพื่อจะขายเข็มในบ้านช่างเหล็ก เพราะความโง่ ถ้าแม้นว่า คุณกล่าวสรรเสริญเข็มตลอดทั้งวันไซร้ ก็จักไม่มีใครรับเอาเข็มนั้นจากมือของคุณ ถ้าหากคุณอยากได้มูลค่าไซร้ ก็จงไปหมู่บ้านอื่น แล้วได้กล่าวคาถา ๒ คาถา

เดี๋ยวนี้ เข็มและเบ็ดทั้งหลายเป็นสินค้า ออกไปจากบ้านนี้ นี้ใครต้องการขายเข็ม ใน หมู่บ้านช่างเหล็ก ศัสตราทั้งหลายไปจากหมู่ บ้านนี้ การงานมากอย่างต่าง ๆ ชนิด เป็นไป ในหมู่บ้านนี้ นี้ใครควรจะขายเข็มในหมู่บ้าน ช่างเหล็ก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิโต ทานิ ความว่า เข็ม เบ็ดและเครื่องอุปกรณ์อื่น ๆ ในรัฐนี้ ในขณะนี้ออกไปจากหมู่บ้านช่างเหล็กนี้. บทว่า ปตายนฺติ ความว่า ออกไป คือแผ่ไปตลอดวันนั้น ๆ. บทว่า โกยํ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครต้องการจะขายเข็มที่หมู่บ้านช่างเหล็กนี้. บทว่า สตฺถานิ ความว่า แม้ศัสตรานานาชนิด ที่มาสู่เมืองพาราณสี ก็ไปจากหมู่บ้านนี้นั่นเอง. บทว่า วิวิธา ปุถู ความว่าการงานนานาประการตั้งมากมาย เป็นไปอยู่ เพราะเครื่องอุปกรณ์ทั้งหลายที่ผู้อยู่ในรัฐทั้งสิ้น เอามาจากหมู่บ้านนี้เอง.

พระโพธิสัตว์ได้ยินคำของนางแล้ว จึงกล่าวว่า น้องนางเอ๋ยน้องไม่รู้ เพราะไม่รู้จึงพูดอย่างนี้ แล้วได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-

ผู้ฉลาดจะต้องขายเข็ม ในหมู่บ้านช่างเหล็ก อาจารย์ช่างทั้งหลาย จึงจะเข้าใจงาน ว่าทำดีหรือไม่ดี. น้องนางเอ๋ย บิดาของเธอ คงรู้เข็มเล่มนี้ที่เราทำแล้ว และคงจะเชื้อเชิญ เราด้วยตัวเธอ และทรัพย์อย่างอื่นที่มีอยู่ใน เรือน.

ศัพท์ว่า สูจึ ในคาถานั้น ท่านกล่าววิภัติคลาดเคลื่อน คือกล่าวปฐมาวิภัติเป็นทุติยาวิภัติไป. มีคำอธิบายว่า ขึ้นชื่อว่า เข็ม ต้องคนฉลาด คือเป็นบัณฑิต จึงจะขายในหมู่บ้านช่างเหล็กได้นั้นแหละ. เพราะเหตุไร ? บทว่า อาจริยา ปชานนฺติ กมฺมํ สุกตทุกฺกฏํ ความว่า ก็อาจารย์ช่างศิลปประเภทนั้น จึงจะรู้งานที่ทำดีหรือไม่ดีในศิลปประเภทนั้น ๆ ถ้าหากเรานั้นไปบ้านคฤหบดีทั้งหลาย ผู้ไม่รู้งานของช่างเหล็ก จักให้เขารู้ได้อย่างไรว่าเราทำเข็มดีหรือไม่ดี ? แต่ในบ้านนี้ฉันจักให้ช่างทั้งหลายรู้กำลังของฉัน. พระโพธิสัตว์พรรณนากำลังของตนด้วยคาถานี้อย่างนี้. บทว่า ตยา จ มํ นิมนฺเตยฺย ความว่าน้องนางเอ๋ย ถ้าบิดาของเธอพึงรู้เข็มเล่มที่ฉันทำนี้ว่า เข็มชนิดนี้ หรือเล่มนี้เป็นอย่างนี้แล้วไซร้ ท่านคงจะเชิญฉันด้วยตัวเธออย่างนี้ว่า ฉันจะให้ธิดาคนนี้เป็นบาทบริจาริกาของคุณ ขอจงรับเอานาง ดังนี้ด้วย. บทว่า ยญฺจตฺกญฺํ ฆเร ธนํ ความว่า ทรัพย์อย่างอื่นอันใดที่มีวิญญาณก็ตาม ไม่มีวิญญาณก็ตาม มีอยู่ในเรือน บิดาของเธอคงเชื้อเชิญฉันด้วยทรัพย์นั้นด้วย. ปาฐะว่า. ยญฺจสฺสญฺํ บ้าง ดังนี้ก็มี มีความหมายว่า ทรัพย์อย่างอื่นในเรือนของเขามีอยู่.

หัวหน้าช่างเหล็กได้ยินถ้อยคำของคนทั้ง ๒ นั้นแล้ว จึงร้องเรียกธิดาว่า แม่หนู ๆ แล้วถามว่า หนูเจรจากับใคร ?

พ่อ หนูเจรจากับชายคนหนึ่งที่ขายเข็ม ธิดาตอบ.

ลูกจงเรียกเขามาหาพ่อ พ่อสั่ง นางจึงไปเรียก พระโพธิสัตว์นั้นจึงเข้าไปในบ้าน ไหว้หัวหน้าช่างเหล็กแล้วได้ยืนอยู่. ลำดับนั้น หัวหน้าช่างเหล็กนั้น จึงถามว่า พ่อคุณเป็นคนชาวบ้านไหน ?

ผมเป็นคนชาวบ้านโน้น เป็นลูกของช่างเหล็กชื่อโน้น พระโพธิสัตว์ตอบ.

เหตุไฉนคุณจึงมาที่นี้ หัวหน้าช่างเหล็กซัก. มาเพื่อขายเข็มครับ พระโพธิสัตว์ตอบ. ขอดูเข็มของคุณซิ หัวหน้าช่างเหล็กพูด.

พระโพธิสัตว์ต้องการจะประกาศคุณของตน ท่ามกลางช่างทั้งหมด จึงถามว่า การดูท่ามกลางช่างทั้งหมดดีกว่าดูเป็นคน ๆ ไปไม่ใช่หรือครับ ? หัวหน้าช่างเหล็กตอบว่า ดีแล้วคุณ จึงสั่งให้ช่างเหล็กทั้งหมดมาประชุมกัน มีช่างเหล่านั้นแวดล้อมแล้วพูดว่า เอาออกมาเถอะคุณ พวกผมจะดูเข็มของคุณ. พระโพธิสัตว์ขอร้องว่า อาจารย์ครับขอให้นำทั้งมา ๑ อันกับถาดสัมฤทธิ์มีน้ำเต็มมา ๑ ใบ เขาก็ให้คนนำมาให้. พระโพธิสัตว์จึงนำ ตลับเข็มออกมาจากชายพกแล้ว ได้มอบให้ไป. หัวหน้าช่างเหล็กนำเข็มออกจากตลับนั้นแล้ว ถามว่า พ่อคุณ นี้หรือเข็ม ? นี้ไม่ใช่เข็มนั้นเป็นกลักเข็ม พระโพธิสัตว์ตอบ. เขาพิจารณาดูแล้วไม่เห็นก้นไม่เห็นปลายเข็มเลย. พระโพธิสัตว์จึงให้นำมาแล้วเอาเล็บแคะกลักออกไป แสดงให้มหาชนเห็นว่า นี้เข็ม นี้กล่องเข็ม แล้ววางเข็มไว้ที่มือของอาจารย์ วางกล่องไว้ใกล้เท้า. ท่านถูกอาจารย์นั้นถามอีกว่า นี้เห็นจะเป็นเข็มนะพ่อคุณ จึงบอกว่า นี้ก็ไม่ใช่เข็ม เป็นกลักเข็มเหมือนกัน แล้วพลางเอาเล็บสะกิดออกวางกลักเข็ม ๖ กลักไว้ใกล้เท้าของช่างเหล็กตามลำดับแล้ว จึงวางเข็มไว้บนมือเขาโดยบอกว่านี้เข็ม. ช่างเหล็กพันคนพากันดีดนิ้วปรบมือ ? การชูผ้า เป็นไปแล้วคือโบกผ้า. ลำดับนั้น หัวหน้าช่างเหล็ก จึงได้ถามพระโพธิสัตว์นั้นว่าเข็มนี้มีกำลังอย่างไร ?

พระโพธิสัตว์ ข้าแต่ท่านอาจารย์ ขอให้ท่านใช้ให้ผู้ชายที่มีกำลังยกทั่งขึ้นแล้วให้วางถาดน้ำไว้ใต้ทั่งแล้วตอกเข็มนี้ลงกลางทั่งเถิด. เขาให้คนทำอย่างนั้นแล้วตอกปลายเข็มลงกลางทั้ง. เข็มนั้นทะลุทั่งลงไป วางขวางอยู่เหนือหลังน้ำ ไม่สูงไม่ต่ำ แม้ประมาณเท่าปลายผม. ช่างเหล็กทั้งหมดพูดว่า ชั่วเวลาถึงปานนี้พวกเราไม่เคยได้ยินได้ฟังเลยว่า ขึ้นชื่อว่าช่างเหล็กทั้งหลาย เช่นนี้มีอยู่ แล้วพากันปรบมือ ชูผ้าขึ้นเป็นพัน ๆ. หัวหน้าช่างเหล็กเรียกธิดาให้มาหา และประกาศท่ามกลางบริษัทนั้นเองว่า กุมาริกานี้สมควรแก่คุณเท่านั้น แล้วได้หลั่งน้ำใส่มือมอบให้. ในเวลาต่อมาพระโพธิสัตว์นั้น ได้เป็นหัวหน้าช่างเหล็กแทนในหมู่บ้านนั้น โดยที่หัวหน้าช่างเหล็กล่วงลับไปแล้ว.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดกว่า ธิดาของหัวหน้าช่างเหล็กในกาลครั้งนั้นได้เป็นมารดาพระราหุลในบัดนี้ ส่วนหัวหน้า คือเราตถาคต. ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาสูจิชาดกที่ ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๑๒๘–๑๓๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ฉักกนิบาตชาดก · ๒๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

สูจิชาตกํ

อกกฺกสนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ปญฺญาปารมึ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุํ มหาอุมฺมงฺคชาตเก อาวีภวิสฺสติ ฯ

ตทา ปน สตฺถา ภิกฺขู อามนฺเตตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ ตถาคโต ปญฺญวา อุปายกุสโลเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต กาสิกรฏฺเฐ กมฺมารกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ปริโยทาตสิปฺโป อโหสิ ฯ มาตาปิตโร ปนสฺส ทลิทฺทา ฯ เตสํ คามโต อวิทูเร อญฺโญ สหสฺสกุฏิโก กมฺมารคาโม ตตฺถ กมฺมารสหสฺสเชฏฺฐโก กมฺมาโร ราชวลฺลโภ อฑฺโฒ มหทฺธโน ฯ ตสฺเสกา ธีตา อโหสิ อุตฺตมรูปธรา เทวจฺฉรปฏิภาคา ชนปทกลฺยาณี ลกฺขเณหิ สมนฺนาคตา ฯ สามนฺตคาเมสุ มนุสฺสา วาสีผรสุผาลปาจนาทิการาปนตฺถาย ตํ คามํ คนฺตฺวา เยภุยฺเยน ตํ กุมาริกํ ปสฺสนฺติ ฯ เต อตฺตโน อตฺตโน คามํ คนฺตฺวา นิสินฺนฏฺฐานาทีสุ ตสฺสา รูปํ วณฺเณนฺติ ฯ โพธิสตฺโต ตํ สุตฺวา สวนสํสคฺเคน พชฺฌิตฺวา ปาทปริจาริกํ นํ กริสฺสามีติ อุตฺตมชาติกํ อยํ คเหตฺวา เอกํ สุขุมํ ฆรสูจึ กตฺวา ปาเส วิชฺฌิตฺวา อุทเก อุปลาเปตฺวา อปรํปิ ตถารูปเมว ตสฺสา โกสกํ กตฺวา ปาเส วิชฺฌิตฺวา อิมินา นิยาเมน ตสฺสา สตฺต โกสเก อกาสิ ฯ กถํ อกาสีติ น วตฺตพฺพํ ฯ โพธิสตฺตานญฺหิ ญาณมหนฺตตาย การณํ อิชฺฌติ ฯ โส ตํ สูจึ นาฬิกาย ปกฺขิปิตฺวา โอวฏฺฏิกาย กตฺวา ตํ คามํ คนฺตฺวา กมฺมารเชฏฺฐกสฺส วสนวีถึ ปุจฺฉิตฺวา ตตฺถ คนฺตฺวา ทฺวาเร ฐตฺวา โก มม หตฺถโต เอวรูปํ นาม สูจึ มูเลน กีณิตุํ อิจฺฉตีติ สูจึ วณฺเณนฺโต เชฏฺฐกกมฺมารสฺส ฆรทฺวารสมีเป ฐตฺวา ปฐมํ คาถมาห

อกกฺกสํ อผรุสํ ขรโธตํ สุปาสิยํ

สุขุมํ ติขิณคฺคญฺจ โก สูจึ เกตุมิจฺฉตีติ ฯ

ตสฺสตฺโถ มม ผลสฺส วา ติลกสฺส วา โอธิโน วา อภาเวน อกกฺกสํ มฏฺฐตาย อผรุสํ ขเรน สเรน ปาสาเณน โธตตฺตา ขรโธตํ สุนฺทเรน สุวิสุทฺเธน ปาเสน สมนฺนาคตตฺตา สุปาสิยํ สณฺหตาย สุขุมํ อคฺคสฺส ติขิณตาย ติขิณคฺคํ สูจึ มม หตฺถโต มูลํ ทตฺวา โก กีณิตุํ อิจฺฉตีติ ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา ปุนปิ ตํ วณฺเณนฺโต ทุติยํ คาถมาห

สุมชฺชญฺจ สุปาสญฺจ อนุปุพฺพสุวตฺติตํ

ฆนฆาติมํ ปฏิตฺถทฺธํ โก สูจึ เกตุมิจฺฉตีติ ฯ

ตตฺถ สุมชฺชนฺติ กุรุวินฺทกจุณฺเณน สุฏฺฐุ มชฺชิตํ ฯ สุปาสนฺติ สณฺเหน ปาสวินฺทเกน วิทฺธตฺตา สุนฺทรปาสํ ฯ ฆนฆาติมนฺติ ยา ฆาติยมานา อธิกรณึ อนุปวิสติ อยํ ฆนฆาติมาติ วุจฺจติ ตาทิสีติ อตฺโถ ฯ ปฏิตฺถทฺธนฺติ ถทฺธํ อมุทุกํ ฯ

ตสฺมึ ขเณ สา กุมาริกา ภุตฺตปาตราสํ ปิตรํ ทรถปฏิปฺปสฺสมฺภนตฺถํ จุลฺลสยนเก นิปนฺนํ ตาลวณฺเฏน วีชิยมานา โพธิสตฺตสฺส มธุรสทฺทํ สุตฺวา อลฺลปิณฺฑมํเสน หทเย ปหฏา วิย ฆฏสหสฺเสน นิพฺพาปิตทรถา วิย หุตฺวา โก นุ โข เอส อติมธุเรน สทฺเทน กมฺมารานํ วสนคาเม สูจึ วิกฺกีณาติ เกน นุ โข กมฺเมน อาคโต ชานิสฺสามิ นนฺติ ตาลวณฺฏํ ฐเปตฺวา เคหา นิกฺขมฺม พหิ อาลินฺทเก ฐตฺวา เตน สทฺธึ กเถสิ ฯ โพธิสตฺตานํ หิ ปตฺถิตํ นาม สมิชฺฌติ ฯ โส หิ ตสฺสาเยว อตฺถาย ตํ คามํ อาคโต ฯ สาเยว เตน สทฺธึ กเถนฺตี มาณว สกลรฏฺฐวาสิโน สูจิอาทีนมตฺถาย อิมํ คามํ อาคจฺฉนฺติ ตฺวํ พาลตาย กมฺมารคาเม สูจึ วิกฺเกตุมิจฺฉสิ สเจปิ ทิวสํ สูจิยา วณฺณํ ภาสิสฺสสิ น ตํ เต โกจิ หตฺถโต สูจึ คณฺหิสฺสติ สเจ มูลํ ลทฺธุํ อิจฺฉสิ อญฺญํ คามํ ยาหีติ วตฺวา เทฺว คาถา อภาสิ

อิโต ทานิ ปตายนฺติ สูจิโย พลิสานิ จ

โกยํ กมฺมารคามสฺมึ สูจึ วิกฺเกตุมิจฺฉติ ฯ

อิโต สตฺถานิ คจฺฉนฺติ กมฺมนฺตา วิวิธา ปุถู

โกยํ กมฺมารคามสฺมึ สูจึ วิกฺเกตุมรหตีติ ฯ

ตตฺถ อิโต ทานีติ อิมสฺมึ รฏฺเฐ อิทานิ สูจิโย จ พลิสานิ จ อญฺญานิ จ อุปกรณานิ อิมมฺหา กมฺมารคามา ฯ ปตายนฺตีติ นิกฺขมนฺติ ตํตํ ทิวสํ ปตฺถรนฺตา คจฺฉนฺติ ฯ โกยนฺติ เอวํ สนฺเต โก อยํ อิมสฺมึ กมฺมารคาเม สูจึ วิกฺกีณิตุํ อิจฺฉติ ฯ สตฺถานีติ พาราณสิยํ คจฺฉนฺตานิ นานปฺปการานิ สตฺถานิปิ อิโตว คจฺฉนฺติ ฯ วิวิธา ปุถูติ นานปฺปการกา พหู กมฺมนฺตาปิ สกลรฏฺฐวาสีนํ อิโต คหิตอุปการเณเหว ปวตฺตนฺติ ฯ

โพธิสตฺโต ตสฺสา วจนํ สุตฺวา ภทฺเท ตฺวํ อชานนฺตี อญาเณน เอวํ วเทสีติ วตฺวา เทฺว คาถา อภาสิ

สูจึ กมฺมารคามสฺมึ วิกฺเกตพฺพา ปชานตา

อาจริยา ปชานนฺติ กมฺมํ สุกตทุกฺกฏํ ฯ

อิมญฺจ เต ปิตา ภทฺเท สูจึ ชญฺญา มยา กตํ

ตยา จ มํ นิมนฺเตยฺย ยญฺจตฺถญฺญํ ฆเร ธนนฺติ ฯ

ตตฺถ สูจินฺติ วิภตฺติวิปลฺลาโส กโต ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ สูจิ นาม ปชานตา ปณฺฑิเตน ปุริเสน กมฺมารคามสฺมึเยว วิกฺเกตพฺพา ฯ กึการณา ฯ อาจริยา ปชานนฺติ กมฺมํ สุกตทุกฺกฏนฺติ ตสฺส สิปฺปสฺส อาจริยา จ ตสฺมึ ตสฺมึ สิปฺเป สุกตทุกฺกฏํ กมฺมํ ชานนฺติ สฺวาหํ กมฺมารกมฺมํ อชานนฺตานํ คหปติกานํ คามํ คนฺตฺวา มม สูจิยา สุกตทุกฺกฏภาวํ กถํ ชานาเปสฺสามิ อิมสฺมึ ปน คาเม มม พลํ ชานาเปสฺสามีติ ฯ เอวํ โพธิสตฺโต อิมาย คาถาย อตฺตโน พลํ วณฺเณสิ ฯ ตยา จ มํ นิมนฺเตยฺยาติ ภทฺเท สเจ ตว ปิตา อิมํ มยา กตํ สูจึ อีทิสา วา เอสา เอวํ ปากฏาติ ชาเนยฺย อิมํ เต ธีตรํ ปาทปริจาริกํ ทมฺมิ คณฺหาติ นนฺติ เอวํ ตยา จ มํ นิมนฺเตยฺย ฯ ยญฺจตฺถญฺญํ ฆเร ธนนฺติ ยญฺจ อญฺญํ สวิญฺญาณกํ วา อวิญฺญาณกํ วา ฆเร ธนํ อตฺถิ เตน มํ นิมนฺเตยฺย ฯ ยญฺจสฺสญฺญนฺติปิ ปาโฐ ฯ ยญฺจ อสฺส ฆเร อญฺญํ ธนํ อตฺถีติ อตฺโถ ฯ

กมฺมารเชฏฺฐโก สพฺพํ เตสํ กถํ สุตฺวา อมฺมาติ ธีตรํ ปกฺโกสิตฺวา เกน สทฺธึ สลฺลปสีติ ปุจฺฉิ ฯ ตาต เอโก ปุริโส สูจึ วิกฺกีณติ เตน สทฺธินฺติ ฯ โส ปกฺโกสาหิ นนฺติ ฯ สา คนฺตฺวา ปกฺโกสิ ฯ โส โพธิสตฺโต เคหํ ปวิสิตฺวา กมฺมารเชฏฺฐกํ วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ อถ นํ โส กตรคามวาสิโกสีติ ปุจฺฉิ ฯ อสุกคามวาสิโกมฺหิ อสุกกมฺมารสฺส นาม ปุตฺโตติ ฯ กสฺมา อิธาคโตสีติ ฯ สูจิวิกฺกีณตฺถายาติ อาห ฯ สูจึ เต ปสฺสามาติ ฯ โพธิสตฺโต อตฺตโน คุณํ สพฺเพสํ มชฺเฌ ปกาเสตุกาโม นนุ เอกกานํ โวโลกิตโต สพฺเพสํ มชฺเฌ โวโลกิตุํ วรตรนฺติ อาห ฯ โส สาธุ ตาตาติ สพฺเพ กมฺมาเร สนฺนิปาเตตฺวา เตหิ ปริวุโต อาหร ตาต มยํ ปสฺสาม เต สูจินฺติ อาห ฯ อาจริย เอกํ อธิกรณญฺจ อุทกปุณฺณญฺจ กํสถาลํ อาหราเปถาติ ฯ โส อาหราเปสิ ฯ โพธิสตฺโต โอวฏฺฏิกโต สูจินาฬิกํ วิวริตฺวา อทาสิ ฯ กมฺมารเชฏฺฐโก ตโต สูจึ นีหริตฺวา อยํ ตาต สูจีติ ปุจฺฉิ ฯ นายํ สูจิ สูจิโกสโก เอโสติ ฯ โส อุปธาเรนฺโต เนวนฺตํ น โกฏึ อทฺทส ฯ โพธิสตฺโต อาหราเปตฺวา นเขน โกสกํ อปเนตฺวา อยํ สูจิ อยํ โกสโกติ มหาชนสฺส ทสฺเสตฺวา สูจึ อาจริยสฺส หตฺเถ โกสกํ ปาทมูเล ฐเปสิ ฯ ปุน เตน อยํ มญฺเญ ตาต สูจีติ วุตฺโต อยํปิ น สูจิ สูจิโกสโกเยวาติ วตฺวา นเขน ปหรนฺโต ปฏิปาฏิยา ฉ โกสเก กมฺมารเชฏฺฐกสฺส ปาทมูเล ฐเปตฺวา อยํ สูจีติ ตสฺส หตฺเถ ฐเปสิ ฯ กมฺมารสหสฺสา องฺคุลิโย โปเฐสุํ เจลุกฺเขปา ปวตฺตยึสุ ฯ อถ นํ กมฺมารเชฏฺฐโก ตาต อิมาย สูจิยา กึ พลนฺติ ปุจฺฉิ ฯ อาจริย พลวตา ปุริเสน อธิกรณํ อุกฺขิปาเปตฺวา อธิกรณิยา เหฏฺฐา อุทกปาฏึ ฐปาเปตฺวา อธิกรณิยา มชฺเฌ อิมํ สูจึ ปหรถาติ ฯ โส ตถา กาเรตฺวา อธิกรณิยา มชฺเฌ สูจึ อคฺเค ปหริ ฯ สา อธิกรณึ วินิวิชฺฌิตฺวา อุทกปิฏฺเฐ เกสคฺคมตฺตมฺปิ อุทฺธํ วา อโธ วา อหุตฺวา ติริยํ ปติฏฺฐาสิ ฯ สพฺเพ กมฺมารา อมฺเหหิ เอตฺตกํ กาลํ กมฺมารา นาม เอทิสา โหนฺตีติ สุตวเสนปิ น สุตปุพฺพนฺติ องฺคุลิโย โปเฐตฺวา เจลุกฺเขปสหสฺสานิ ปวตฺตยึสุ ฯ กมฺมารเชฏฺฐโก ธีตรํ ปกฺโกสาเปตฺวา ตสฺมึเยว จ ปริสมชฺเฌ อยํ กุมาริกา ตุยฺหํเยว อนุจฺฉวิกาติ อุทกํ ปาเตตฺวา อทาสิ ฯ โส อปรภาเค กมฺมารเชฏฺฐกสฺส อจฺจเยน ตสฺมึ คาเม กมฺมารเชฏฺฐโก อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา กมฺมารเชฏฺฐกสฺส ธีตา ราหุลมาตา อโหสิ ปณฺฑิตกมฺมารปุตฺโต ปน อหเมวาติ ฯ

สูจิชาตกํ ทุติยํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๘๖. ขุรปุตตชาดกชาดกถัดไป๓๘๘. ตุณฑิลชาดก