ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สูจิชาดก
ชาดกที่ ๓๘๗ · ฉักกนิบาตชาดก · ขุรปุตตวรรค

สูจิชาดก

ว่าด้วยเข็ม

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๑๑ · บรรทัด ๔๐๙๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสูจิชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภปัญญาบารมีแล้ว จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อกกฺกสํ ดังนี้. เรื่องจักมีแจ้งชัดในมหาอุมมังคชาดก.

ก็ในคราวครั้งนั้น พระศาสดาได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่เฉพาะแต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ตถาคตก็เป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้ฉลาดในอุบายทีเดียว. แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลช่างเหล็ก ในแคว้นกาสีเติบใหญ่แล้วได้เป็นผู้สำเร็จศิลปะ. แต่มารดาบิดาของท่านเป็นคนยากจน. ในที่ไม่ไกลจากบ้านของมารดาบิดาของท่านนั้น มีหมู่บ้านช่างเหล็กหมู่อื่นพันหลังคาเรือน ช่างเหล็กผู้เป็นหัวหน้าช่างเหล็กพันหลังคาเรือนในหมู่บ้านนั้น เป็นราชวัลลภผู้มั่งคั่งมีทรัพย์มาก. เขามีธิดาคนหนึ่ง มีรูปโฉมสวยสุด เทียมสาวสวรรค์ ประกอบด้วยลักษณะของนางงามชนบท. คนทั้งหลายในหมู่บ้านรอบ ๆ บ้านพากันมาถึงหมู่บ้านนั้น เพื่อต้องการจ้างตีมีดตีขวาน และหล่อผาลไถนา โดยมากก็เห็นหญิงสาวคนนั้น. พวกเขากลับไปบ้านของตน ๆ แล้วสรรเสริญรูปโฉมของนาง ในที่นั่งและที่ยืนเป็นต้น. พระโพธิสัตว์ได้ยินคำชมนั้นแล้วติดใจ เพราะเกี่ยวข้องกับการได้ยิน จึงคิดว่า เราจักเอานางกุมาริกานั้นมาเป็นบาทบริจาริกา คือภริยา. แล้วได้เอาเหล็กเนื้อดีที่สุด ทำให้เป็นเล่มเข็มเล็ก สุขุมเล่มหนึ่ง เจาะห่วงก้นเข็ม แล้วถ่วงไว้ในน้ำ ทำกลักเข็มนั้นแบบเข็มนั่นแหละ อีกอันหนึ่งเจาะห่วงไว้ ได้ทำกลักเข็มนั้นโดยทำนองนี้ ๗ ชั้น. ไม่ควรพูดว่า ทำได้อย่างไร ? ด้วยว่าเหตุการณ์สำเร็จได้ เพราะพระโพธิสัตว์มีความรู้มาก. พระโพธิสัตว์นั้น สอดเข็มนั้นไว้ในตลับ เก็บไว้ในชายพกแล้วไปหมู่บ้านนั้น ถามถึงถนนที่อยู่ของหัวหน้าช่างเหล็ก ไปถึงที่นั้นแล้วยืนที่ประตู กล่าวว่า ใครต้องการซื้อเข็มที่มีรูปร่างอย่างนี้ จากมือของข้าพเจ้าด้วยมูลค่าดังนี้. เมื่อจะพรรณนาถึงเข็ม จึงได้ยินใกล้ประตูเรือนหัวหน้าช่างเหล็กแล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

ใครต้องการซื้อเข็มที่ไม่ขรุขระ ไม่หยาบ ขัดด้วยหินแข็ง มีรูสำหรับร้อยด้ายดี ทั้งเล่ม เล็ก ทั้งมีปลายคม.

คาถานั้นมีเนื้อความว่า ใครต้องการซื้อเข็มของเรา ที่ชื่อว่าไม่ขรุขระ เพราะไม่มีปม ไฝฝ้าหรือรอย. ชื่อว่า ไม่หยาบ เพราะเกลี้ยงเกลา. ชื่อว่า ขัดด้วยของแข็ง เพราะขัดแล้วด้วยของแข็ง คือของที่แก่น ได้แก่หิน. ชื่อว่า มีรูสำหรับร้อยด้วยดี เพราะประกอบด้วยห่วงคือรูร้อยที่ดีงาม คือหมดจดดี ชื่อว่า เล็ก เพราะละเอียด ชื่อว่า มีปลายคม เพราะคมที่ปลาย จากมือของเราโดยให้มูลค่าราคา.

ก็แล ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เมื่อจะพรรณนาถึงเข็มนั้นอีก จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

ใครต้องการซื้อเข็ม ที่ขัดดีแล้ว มีรูร้อย ด้ายเรียบร้อย ที่ให้เป็นไปดีแล้วตามลำดับ ที่ กัดทั่งทะลุและแข็งแกร่ง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุมชฺชํ ความว่า ที่ขัดแล้วด้วยดีด้วยผงที่ได้จากแคว้นกุรุ. บทว่า สุปาสํ ความว่า ชื่อว่า มีห่วง คือรูก้นเข็มดี เพราะเจาะด้วยสว่านเจาะรูที่ละเอียด. บทว่า ฆนฆาติมํ ความว่า เข็มที่ถูกตีทะลุทั่งเข้าไปตามลำดับ นี้เรียกว่า ฆนหาติมาอธิบายว่า เป็นเช่นนั้น. บทว่า ปฏิตฺถทฺธํ ความว่า แข็ง คือ ไม่อ่อน.

ขณะนั้น นางกุมาริกานั้น กำลังใช้พัดใบตาลพัดบิดา ผู้รับประทานอาหารเช้าแล้วนอนอยู่บนที่นอนเล็ก เพื่อระงับความไม่สบายได้ยินเสียงที่ไพเราะของพระโพธิสัตว์ เหมือนเอาก้อนเนื้อสดฟาดหัวใจและเหมือนถูกดับด้วยความร้อนอบอ้าว ด้วยน้ำพันหม้อ สงสัยว่า นั่นใครหนอร้องขายเข็มที่หมู่บ้านเป็นที่อยู่ของช่างเหล็ก ด้วยเสียงไพเราะนัก ? เขามาด้วยกิจกรรมอะไรหนอ ? เราจักรู้จักเขา แล้ววางพัดใบตาลไว้ ออกจากบ้านไปยืนที่เฉลียงข้างนอก พูดกับพระโพธิสัตว์นั้น. ตามธรรมดาความปรารถนาย่อมสำเร็จแก่พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย. เพราะว่าท่านมาหมู่บ้านนั้น ก็เพื่อความต้องการหญิงสาวคนนั้นนั่นเอง. นางนั่นแหละ เมื่อจะพูดกับพระโพธิสัตว์นั้น จึงพูดว่า ข้าแต่มาณพ ชาวรัฐทั่ว ๆ ไป มาหมู่บ้านนี้เพื่อต้องการเข็มเป็นต้น แต่คุณมาเพื่อจะขายเข็มในบ้านช่างเหล็ก เพราะความโง่ ถ้าแม้นว่า คุณกล่าวสรรเสริญเข็มตลอดทั้งวันไซร้ ก็จักไม่มีใครรับเอาเข็มนั้นจากมือของคุณ ถ้าหากคุณอยากได้มูลค่าไซร้ ก็จงไปหมู่บ้านอื่น แล้วได้กล่าวคาถา ๒ คาถา

เดี๋ยวนี้ เข็มและเบ็ดทั้งหลายเป็นสินค้า ออกไปจากบ้านนี้ นี้ใครต้องการขายเข็ม ใน หมู่บ้านช่างเหล็ก ศัสตราทั้งหลายไปจากหมู่ บ้านนี้ การงานมากอย่างต่าง ๆ ชนิด เป็นไป ในหมู่บ้านนี้ นี้ใครควรจะขายเข็มในหมู่บ้าน ช่างเหล็ก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิโต ทานิ ความว่า เข็ม เบ็ดและเครื่องอุปกรณ์อื่น ๆ ในรัฐนี้ ในขณะนี้ออกไปจากหมู่บ้านช่างเหล็กนี้. บทว่า ปตายนฺติ ความว่า ออกไป คือแผ่ไปตลอดวันนั้น ๆ. บทว่า โกยํ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครต้องการจะขายเข็มที่หมู่บ้านช่างเหล็กนี้. บทว่า สตฺถานิ ความว่า แม้ศัสตรานานาชนิด ที่มาสู่เมืองพาราณสี ก็ไปจากหมู่บ้านนี้นั่นเอง. บทว่า วิวิธา ปุถู ความว่าการงานนานาประการตั้งมากมาย เป็นไปอยู่ เพราะเครื่องอุปกรณ์ทั้งหลายที่ผู้อยู่ในรัฐทั้งสิ้น เอามาจากหมู่บ้านนี้เอง.

พระโพธิสัตว์ได้ยินคำของนางแล้ว จึงกล่าวว่า น้องนางเอ๋ยน้องไม่รู้ เพราะไม่รู้จึงพูดอย่างนี้ แล้วได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-

ผู้ฉลาดจะต้องขายเข็ม ในหมู่บ้านช่างเหล็ก อาจารย์ช่างทั้งหลาย จึงจะเข้าใจงาน ว่าทำดีหรือไม่ดี. น้องนางเอ๋ย บิดาของเธอ คงรู้เข็มเล่มนี้ที่เราทำแล้ว และคงจะเชื้อเชิญ เราด้วยตัวเธอ และทรัพย์อย่างอื่นที่มีอยู่ใน เรือน.

ศัพท์ว่า สูจึ ในคาถานั้น ท่านกล่าววิภัติคลาดเคลื่อน คือกล่าวปฐมาวิภัติเป็นทุติยาวิภัติไป. มีคำอธิบายว่า ขึ้นชื่อว่า เข็ม ต้องคนฉลาด คือเป็นบัณฑิต จึงจะขายในหมู่บ้านช่างเหล็กได้นั้นแหละ. เพราะเหตุไร ? บทว่า อาจริยา ปชานนฺติ กมฺมํ สุกตทุกฺกฏํ ความว่า ก็อาจารย์ช่างศิลปประเภทนั้น จึงจะรู้งานที่ทำดีหรือไม่ดีในศิลปประเภทนั้น ๆ ถ้าหากเรานั้นไปบ้านคฤหบดีทั้งหลาย ผู้ไม่รู้งานของช่างเหล็ก จักให้เขารู้ได้อย่างไรว่าเราทำเข็มดีหรือไม่ดี ? แต่ในบ้านนี้ฉันจักให้ช่างทั้งหลายรู้กำลังของฉัน. พระโพธิสัตว์พรรณนากำลังของตนด้วยคาถานี้อย่างนี้. บทว่า ตยา จ มํ นิมนฺเตยฺย ความว่าน้องนางเอ๋ย ถ้าบิดาของเธอพึงรู้เข็มเล่มที่ฉันทำนี้ว่า เข็มชนิดนี้ หรือเล่มนี้เป็นอย่างนี้แล้วไซร้ ท่านคงจะเชิญฉันด้วยตัวเธออย่างนี้ว่า ฉันจะให้ธิดาคนนี้เป็นบาทบริจาริกาของคุณ ขอจงรับเอานาง ดังนี้ด้วย. บทว่า ยญฺจตฺกญฺํ ฆเร ธนํ ความว่า ทรัพย์อย่างอื่นอันใดที่มีวิญญาณก็ตาม ไม่มีวิญญาณก็ตาม มีอยู่ในเรือน บิดาของเธอคงเชื้อเชิญฉันด้วยทรัพย์นั้นด้วย. ปาฐะว่า. ยญฺจสฺสญฺํ บ้าง ดังนี้ก็มี มีความหมายว่า ทรัพย์อย่างอื่นในเรือนของเขามีอยู่.

หัวหน้าช่างเหล็กได้ยินถ้อยคำของคนทั้ง ๒ นั้นแล้ว จึงร้องเรียกธิดาว่า แม่หนู ๆ แล้วถามว่า หนูเจรจากับใคร ?

พ่อ หนูเจรจากับชายคนหนึ่งที่ขายเข็ม ธิดาตอบ.

ลูกจงเรียกเขามาหาพ่อ พ่อสั่ง นางจึงไปเรียก พระโพธิสัตว์นั้นจึงเข้าไปในบ้าน ไหว้หัวหน้าช่างเหล็กแล้วได้ยืนอยู่. ลำดับนั้น หัวหน้าช่างเหล็กนั้น จึงถามว่า พ่อคุณเป็นคนชาวบ้านไหน ?

ผมเป็นคนชาวบ้านโน้น เป็นลูกของช่างเหล็กชื่อโน้น พระโพธิสัตว์ตอบ.

เหตุไฉนคุณจึงมาที่นี้ หัวหน้าช่างเหล็กซัก. มาเพื่อขายเข็มครับ พระโพธิสัตว์ตอบ. ขอดูเข็มของคุณซิ หัวหน้าช่างเหล็กพูด.

พระโพธิสัตว์ต้องการจะประกาศคุณของตน ท่ามกลางช่างทั้งหมด จึงถามว่า การดูท่ามกลางช่างทั้งหมดดีกว่าดูเป็นคน ๆ ไปไม่ใช่หรือครับ ? หัวหน้าช่างเหล็กตอบว่า ดีแล้วคุณ จึงสั่งให้ช่างเหล็กทั้งหมดมาประชุมกัน มีช่างเหล่านั้นแวดล้อมแล้วพูดว่า เอาออกมาเถอะคุณ พวกผมจะดูเข็มของคุณ. พระโพธิสัตว์ขอร้องว่า อาจารย์ครับขอให้นำทั้งมา ๑ อันกับถาดสัมฤทธิ์มีน้ำเต็มมา ๑ ใบ เขาก็ให้คนนำมาให้. พระโพธิสัตว์จึงนำ ตลับเข็มออกมาจากชายพกแล้ว ได้มอบให้ไป. หัวหน้าช่างเหล็กนำเข็มออกจากตลับนั้นแล้ว ถามว่า พ่อคุณ นี้หรือเข็ม ? นี้ไม่ใช่เข็มนั้นเป็นกลักเข็ม พระโพธิสัตว์ตอบ. เขาพิจารณาดูแล้วไม่เห็นก้นไม่เห็นปลายเข็มเลย. พระโพธิสัตว์จึงให้นำมาแล้วเอาเล็บแคะกลักออกไป แสดงให้มหาชนเห็นว่า นี้เข็ม นี้กล่องเข็ม แล้ววางเข็มไว้ที่มือของอาจารย์ วางกล่องไว้ใกล้เท้า. ท่านถูกอาจารย์นั้นถามอีกว่า นี้เห็นจะเป็นเข็มนะพ่อคุณ จึงบอกว่า นี้ก็ไม่ใช่เข็ม เป็นกลักเข็มเหมือนกัน แล้วพลางเอาเล็บสะกิดออกวางกลักเข็ม ๖ กลักไว้ใกล้เท้าของช่างเหล็กตามลำดับแล้ว จึงวางเข็มไว้บนมือเขาโดยบอกว่านี้เข็ม. ช่างเหล็กพันคนพากันดีดนิ้วปรบมือ ? การชูผ้า เป็นไปแล้วคือโบกผ้า. ลำดับนั้น หัวหน้าช่างเหล็ก จึงได้ถามพระโพธิสัตว์นั้นว่าเข็มนี้มีกำลังอย่างไร ?

พระโพธิสัตว์ ข้าแต่ท่านอาจารย์ ขอให้ท่านใช้ให้ผู้ชายที่มีกำลังยกทั่งขึ้นแล้วให้วางถาดน้ำไว้ใต้ทั่งแล้วตอกเข็มนี้ลงกลางทั่งเถิด. เขาให้คนทำอย่างนั้นแล้วตอกปลายเข็มลงกลางทั้ง. เข็มนั้นทะลุทั่งลงไป วางขวางอยู่เหนือหลังน้ำ ไม่สูงไม่ต่ำ แม้ประมาณเท่าปลายผม. ช่างเหล็กทั้งหมดพูดว่า ชั่วเวลาถึงปานนี้พวกเราไม่เคยได้ยินได้ฟังเลยว่า ขึ้นชื่อว่าช่างเหล็กทั้งหลาย เช่นนี้มีอยู่ แล้วพากันปรบมือ ชูผ้าขึ้นเป็นพัน ๆ. หัวหน้าช่างเหล็กเรียกธิดาให้มาหา และประกาศท่ามกลางบริษัทนั้นเองว่า กุมาริกานี้สมควรแก่คุณเท่านั้น แล้วได้หลั่งน้ำใส่มือมอบให้. ในเวลาต่อมาพระโพธิสัตว์นั้น ได้เป็นหัวหน้าช่างเหล็กแทนในหมู่บ้านนั้น โดยที่หัวหน้าช่างเหล็กล่วงลับไปแล้ว.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดกว่า ธิดาของหัวหน้าช่างเหล็กในกาลครั้งนั้นได้เป็นมารดาพระราหุลในบัดนี้ ส่วนหัวหน้า คือเราตถาคต. ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาสูจิชาดกที่ ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๑๒๘–๑๓๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ฉักกนิบาตชาดก · ๒๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Sūcijātakaṃ

akakkasanti idaṃ satthā jetavane viharanto paññāpāramiṃ ārabbha kathesi. Vatthuṃ mahāummaṅgajātake āvībhavissati.

Tadā pana satthā bhikkhū āmantetvā na bhikkhave idāneva pubbepi tathāgato paññavā upāyakusaloyevāti vatvā atītaṃ āhari

atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto kāsikaraṭṭhe kammārakule nibbattitvā vayappatto pariyodātasippo Ahosi. Mātāpitaro panassa daliddā. Tesaṃ gāmato avidūre añño sahassakuṭiko kammāragāmo tattha kammārasahassajeṭṭhako kammāro rājavallabho aḍḍho mahaddhano. Tassekā dhītā ahosi uttamarūpadharā devaccharapaṭibhāgā janapadakalyāṇī lakkhaṇehi samannāgatā. Sāmantagāmesu manussā vāsīpharasuphālapācanādikārāpanatthāya taṃ gāmaṃ gantvā yebhuyyena taṃ kumārikaṃ passanti. Te attano attano gāmaṃ gantvā nisinnaṭṭhānādīsu tassā rūpaṃ vaṇṇenti. Bodhisatto taṃ sutvā savanasaṃsaggena bajjhitvā pādaparicārikaṃ naṃ karissāmīti uttamajātikaṃ ayaṃ gahetvā ekaṃ sukhumaṃ gharasūciṃ katvā pāse vijjhitvā udake upalāpetvā aparaṃpi tathārūpameva tassā kosakaṃ katvā pāse vijjhitvā iminā niyāmena tassā satta kosake akāsi. Kathaṃ akāsīti na vattabbaṃ. Bodhisattānañhi ñāṇamahantatāya kāraṇaṃ ijjhati. So taṃ sūciṃ nāḷikāya pakkhipitvā ovaṭṭikāya katvā taṃ gāmaṃ gantvā kammārajeṭṭhakassa vasanavīthiṃ pucchitvā tattha gantvā dvāre ṭhatvā ko mama hatthato evarūpaṃ nāma sūciṃ mūlena kīṇituṃ icchatīti sūciṃ vaṇṇento jeṭṭhakakammārassa gharadvārasamīpe ṭhatvā paṭhamaṃ gāthamāha

akakkasaṃ apharusaṃ kharadhotaṃ supāsiyaṃ

sukhumaṃ tikhiṇaggañca ko sūciṃ ketumicchatīti.

Tassattho mama phalassa vā tilakassa vā odhino vā Abhāvena akakkasaṃ maṭṭhatāya apharusaṃ kharena sarena pāsāṇena dhotattā kharadhotaṃ sundarena suvisuddhena pāsena samannāgatattā supāsiyaṃ saṇhatāya sukhumaṃ aggassa tikhiṇatāya tikhiṇaggaṃ sūciṃ mama hatthato mūlaṃ datvā ko kīṇituṃ icchatīti.

Evañca pana vatvā punapi taṃ vaṇṇento dutiyaṃ gāthamāha

sumajjañca supāsañca anupubbasuvattitaṃ

ghanaghātimaṃ paṭitthaddhaṃ ko sūciṃ ketumicchatīti.

Tattha sumajjanti kuruvindakacuṇṇena suṭṭhu majjitaṃ. Supāsanti saṇhena pāsavindakena viddhattā sundarapāsaṃ. Ghanaghātimanti yā ghātiyamānā adhikaraṇiṃ anupavisati ayaṃ ghanaghātimāti vuccati tādisīti attho. Paṭitthaddhanti thaddhaṃ amudukaṃ.

Tasmiṃ khaṇe sā kumārikā bhuttapātarāsaṃ pitaraṃ darathapaṭippassambhanatthaṃ cullasayanake nipannaṃ tālavaṇṭena vījiyamānā bodhisattassa madhurasaddaṃ sutvā allapiṇḍamaṃsena hadaye pahaṭā viya ghaṭasahassena nibbāpitadarathā viya hutvā ko nu kho esa atimadhurena saddena kammārānaṃ vasanagāme sūciṃ vikkīṇāti kena nu kho kammena āgato jānissāmi nanti tālavaṇṭaṃ ṭhapetvā gehā nikkhamma bahi ālindake ṭhatvā tena saddhiṃ kathesi. Bodhisattānaṃ hi patthitaṃ nāma samijjhati. So hi tassāyeva atthāya taṃ gāmaṃ āgato. Sāyeva tena saddhiṃ kathentī māṇava sakalaraṭṭhavāsino sūciādīnamatthāya imaṃ gāmaṃ āgacchanti tvaṃ bālatāya kammāragāme sūciṃ vikketumicchasi sacepi Divasaṃ sūciyā vaṇṇaṃ bhāsissasi na taṃ te koci hatthato sūciṃ gaṇhissati sace mūlaṃ laddhuṃ icchasi aññaṃ gāmaṃ yāhīti vatvā dve gāthā abhāsi

ito dāni patāyanti sūciyo balisāni ca

koyaṃ kammāragāmasmiṃ sūciṃ vikketumicchati.

Ito satthāni gacchanti kammantā vividhā puthū

koyaṃ kammāragāmasmiṃ sūciṃ vikketumarahatīti.

Tattha ito dānīti imasmiṃ raṭṭhe idāni sūciyo ca balisāni ca aññāni ca upakaraṇāni imamhā kammāragāmā. Patāyantīti nikkhamanti taṃtaṃ divasaṃ pattharantā gacchanti. Koyanti evaṃ sante ko ayaṃ imasmiṃ kammāragāme sūciṃ vikkīṇituṃ icchati. Satthānīti bārāṇasiyaṃ gacchantāni nānappakārāni satthānipi itova gacchanti. Vividhā puthūti nānappakārakā bahū kammantāpi sakalaraṭṭhavāsīnaṃ ito gahitaupakāraṇeheva pavattanti.

Bodhisatto tassā vacanaṃ sutvā bhadde tvaṃ ajānantī añāṇena evaṃ vadesīti vatvā dve gāthā abhāsi

sūciṃ kammāragāmasmiṃ vikketabbā pajānatā

ācariyā pajānanti kammaṃ sukatadukkaṭaṃ.

Imañca te pitā bhadde sūciṃ jaññā mayā kataṃ

tayā ca maṃ nimanteyya yañcatthaññaṃ ghare dhananti.

Tattha sūcinti vibhattivipallāso kato. Idaṃ vuttaṃ hoti sūci Nāma pajānatā paṇḍitena purisena kammāragāmasmiṃyeva vikketabbā. Kiṃkāraṇā. Ācariyā pajānanti kammaṃ sukatadukkaṭanti tassa sippassa ācariyā ca tasmiṃ tasmiṃ sippe sukatadukkaṭaṃ kammaṃ jānanti svāhaṃ kammārakammaṃ ajānantānaṃ gahapatikānaṃ gāmaṃ gantvā mama sūciyā sukatadukkaṭabhāvaṃ kathaṃ jānāpessāmi imasmiṃ pana gāme mama balaṃ jānāpessāmīti. Evaṃ bodhisatto imāya gāthāya attano balaṃ vaṇṇesi. Tayā ca maṃ nimanteyyāti bhadde sace tava pitā imaṃ mayā kataṃ sūciṃ īdisā vā esā evaṃ pākaṭāti jāneyya imaṃ te dhītaraṃ pādaparicārikaṃ dammi gaṇhāti nanti evaṃ tayā ca maṃ nimanteyya. Yañcatthaññaṃ ghare dhananti yañca aññaṃ saviññāṇakaṃ vā aviññāṇakaṃ vā ghare dhanaṃ atthi tena maṃ nimanteyya. Yañcassaññantipi pāṭho. Yañca assa ghare aññaṃ dhanaṃ atthīti attho.

Kammārajeṭṭhako sabbaṃ tesaṃ kathaṃ sutvā ammāti dhītaraṃ pakkositvā kena saddhiṃ sallapasīti pucchi. Tāta eko puriso sūciṃ vikkīṇati tena saddhinti. So pakkosāhi nanti. Sā gantvā pakkosi. So bodhisatto gehaṃ pavisitvā kammārajeṭṭhakaṃ vanditvā aṭṭhāsi. Atha naṃ so kataragāmavāsikosīti pucchi. Asukagāmavāsikomhi asukakammārassa nāma puttoti. Kasmā idhāgatosīti. Sūcivikkīṇatthāyāti āha. Sūciṃ te passāmāti. Bodhisatto attano guṇaṃ sabbesaṃ majjhe pakāsetukāmo nanu ekakānaṃ volokitato sabbesaṃ majjhe volokituṃ varataranti āha. So sādhu Tātāti sabbe kammāre sannipātetvā tehi parivuto āhara tāta mayaṃ passāma te sūcinti āha. Ācariya ekaṃ adhikaraṇañca udakapuṇṇañca kaṃsathālaṃ āharāpethāti. So āharāpesi. Bodhisatto ovaṭṭikato sūcināḷikaṃ vivaritvā adāsi. Kammārajeṭṭhako tato sūciṃ nīharitvā ayaṃ tāta sūcīti pucchi . Nāyaṃ sūci sūcikosako esoti. So upadhārento nevantaṃ na koṭiṃ addasa. Bodhisatto āharāpetvā nakhena kosakaṃ apanetvā ayaṃ sūci ayaṃ kosakoti mahājanassa dassetvā sūciṃ ācariyassa hatthe kosakaṃ pādamūle ṭhapesi. Puna tena ayaṃ maññe tāta sūcīti vutto ayaṃpi na sūci sūcikosakoyevāti vatvā nakhena paharanto paṭipāṭiyā cha kosake kammārajeṭṭhakassa pādamūle ṭhapetvā ayaṃ sūcīti tassa hatthe ṭhapesi. Kammārasahassā aṅguliyo poṭhesuṃ celukkhepā pavattayiṃsu. Atha naṃ kammārajeṭṭhako tāta imāya sūciyā kiṃ balanti pucchi. Ācariya balavatā purisena adhikaraṇaṃ ukkhipāpetvā adhikaraṇiyā heṭṭhā udakapāṭiṃ ṭhapāpetvā adhikaraṇiyā majjhe imaṃ sūciṃ paharathāti. So tathā kāretvā adhikaraṇiyā majjhe sūciṃ agge pahari. Sā adhikaraṇiṃ vinivijjhitvā udakapiṭṭhe kesaggamattampi uddhaṃ vā adho vā ahutvā tiriyaṃ patiṭṭhāsi. Sabbe kammārā amhehi ettakaṃ kālaṃ kammārā nāma edisā hontīti sutavasenapi na sutapubbanti aṅguliyo poṭhetvā celukkhepasahassāni pavattayiṃsu. Kammārajeṭṭhako dhītaraṃ pakkosāpetvā Tasmiṃyeva ca parisamajjhe ayaṃ kumārikā tuyhaṃyeva anucchavikāti udakaṃ pātetvā adāsi. So aparabhāge kammārajeṭṭhakassa accayena tasmiṃ gāme kammārajeṭṭhako ahosi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi tadā kammārajeṭṭhakassa dhītā rāhulamātā ahosi paṇḍitakammāraputto pana ahamevāti.

Sūcijātakaṃ dutiyaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๘๖. ขุรปุตตชาดกชาดกถัดไป๓๘๘. ตุณฑิลชาดก