ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ปัพพชิตวิเหฐกชาดก
ชาดกที่ ๓๙๑ · ฉักกนิบาตชาดก · ขุรปุตตวรรค

ปัพพชิตวิเหฐกชาดก

ว่าด้วยกราบไหว้ผู้ควรกราบไหว้

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๓๗ · บรรทัด ๔๑๖๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากปัพพชิตวิเหฐกชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อชาวโลก จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทุพฺพณฺณรูปํ ดังนี้. เรื่องนี้จักมีแจ้งในกัณหชาดก.

ก็ในคราวครั้งนั้น พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในชาติก่อนตถาคตก็บำเพ็ญประโยชน์แก่โลกเหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นท้าวสักกะ. ครั้งนั้น. วิชาธรคนหนึ่งร่ายเวทย์มนต์แล้ว เข้าไปในห้องมิ่งขวัญในเวลาเที่ยงคืน ประพฤติล่วงเกินกับพระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี. ฝ่ายข้าหลวงของพระนาง ได้กราบทูลแด่พระราชา. พระนางจึงเสด็จเฝ้าพระราชาเสียเองทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ชายคนหนึ่งเข้ามาในห้องมิ่งขวัญ ในเวลาเที่ยงคืนข่มขืนหม่อมฉัน.

พระราชา ก็เธอจะสามารถทำเครื่องหมาย คือสัญญาณอะไรไว้ที่มันได้ไหม ?

พระอัครมเหสี สามารถพระเจ้าข้า.

พระนางทรงให้นำถาดใส่ชาด คือชาติหิงคุมาได้ เมื่อเวลาชายคนนั้นมาในเวลากลางคืน ร่วมอภิรมย์แล้วจะไป ทรงประทับนิ้วทั้ง ๕ไว้ที่หลัง แล้วได้กราบทูลพระราชาแต่เช้าทีเดียว. พระราชาตรัสสั่งบังคับคนทั้งหลายว่า สูเจ้าทั้งหลายจงไป จงพากันตรวจดูทั่วทุกทิศแล้วจับชายคนที่มีรอยชาดอยู่บนหลัง. ฝ่ายวิชาธร เมื่อทำอนาจารในเวลากลางคืนแล้ว กลางวันก็ยืนขาเดียวนมัสการพระอาทิตย์อยู่ที่สุสาน. ราชบุรุษทั้งหลายเห็นเขาแล้วจึงพากันล้อมไว้. เขารู้ว่า กรรมของเราปรากฏแล้ว จึงร่ายเวทย์เหาะไปทางอากาศ. พระราชาทรงเห็นชายคนนั้นแล้ว จึงตรัสถามราชบุรุษทั้งหลายที่มาแล้วว่า เธอทั้งหลายได้เห็นไหม ?

ราชบุรุษ ได้เห็นพระพุทธเจ้าข้า. พระราชา มันชื่ออะไรล่ะ คือใคร. ราชบุรุษ เป็นบรรพชิต พระพุทธเจ้าข้า.

เพราะว่าเวลากลางคืนเขาทำอนาจาร แต่เวลากลางวันเขาอยู่โดยเพศบรรพชิต. พระราชาทรงกริ้วบรรพชิตทั้งหลายว่า บรรพชิตเหล่านี้กลางวันประพฤติโดยเพศสมณะ แต่กลางคืนทำอนาจาร แล้วทรงยืดถือผิดๆ จึงทรงให้ตีกลองประกาศว่า สูเจ้าทั้งหลายจักต้องปฏิบัติตามพระราชโองการ ในที่ ๆ ตนได้เห็นแล้ว เห็นแล้วว่า บรรพชิตทั้งหมด จงหนีไปจากอาณาจักรของเรา. บรรพชิตทั้งหมด จึงหนีไปจากแคว้นกาสีที่มีที่ ๓๐ โยชน์ได้พากันไปยังราชธานีอื่น ๆ. สมณะพราหมณ์ผู้ทรงธรรม แม้คนเดียวที่จะให้โอวาทแก่คนทั้งหลายทั่วแคว้นกาสีก็ไม่มี. คนทั้งหลายที่ไม่ได้รับโอวาท ได้เป็นคนหยาบคาย. คนทั้งหลายที่ปล่อยปละละเลยทานและศีลเป็นต้น ตายไปแล้วโดยมาก. ก็เกิดในนรก. ขึ้นชื่อว่าจะเกิดในสวรรค์ไม่มีแล้ว. ท้าวสักกะเมื่อไม่ทรงเห็นเทพบุตรใหม่ จึงทรงรำลึกว่า มีเหตุอะไรหนอแล ? แล้วก็ทรงทราบว่าพระเจ้าพาราณสีทรงพิโรธ เพราะอาศัยวิชาธร ทรงไล่บรรพชิตออกจากแว่นแคว้น เพราะทรงเชื่อถือผิด จึงทรงดำริว่า คนอื่นนอกจากเรา ที่จะสามารถทำลายความเธอถือผิดของพระราชาพระองค์นี้ไม่มี และเราจักเป็นที่พึ่งของพระราชาและราษฎรทั้งหลาย แล้วได้เสด็จไปสำนักพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายที่เงื้อมแห่งภูเขาชื่อว่า นันทมูลกะทรงไหว้แล้วทูลว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ชื่อพระคุณเจ้าทั้งหลาย จงให้พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เฒ่าองค์หนึ่งแก่กระผม กระผมจักให้ราษฎรชาวกาสีเลื่อมใส. ท้าวเธอได้พระสังฆเถระทีเดียว. จึงท้าวเธอทรงรับเอาบาตรและจีวรของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ให้ท่านอยู่ข้างหน้าพระองค์เองอยู่ข้างหลัง ทรงแปลงเพศเป็นมาณพรูปหล่อ วางอัญชลีไว้เหนือเศียรนมัสการพระปัจเจกพุทธเจ้า เสด็จเที่ยวไปทางเบื้องบนพระนครทั้งหมด๓ เที่ยว มาถึงประตูพระราชวัง ได้ประทับยืนอยู่บนอากาศ. อำมาตย์ทั้งหลายได้กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพมาณพรูปงามคนหนึ่งนำเอาสมณะรูปหนึ่งมายืนอยู่บนอากาศตรงประตูพระราชวัง. พระราชาจึงเสด็จลุกจากราชอาสน์ ประทับยืนที่ช่องพระแกล เมื่อทรงเจรจากับด้วยท้าวสักกะนั้นว่า ดูก่อนมาณพ เธอเป็นผู้มีรูปร่างงาม แต่เหตุไฉนจึงยืนถือบาตรและจีวรของสมณะผู้มีรูปร่างขี้เหร่พลางนมัสการอยู่ดังนี้ได้ตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-

เธอผู้มีรูปร่างงาม แต่ให้สมณะรูปร่างขี้เหร่ อยู่ข้างหน้า ประคองอัญชลีนมัสการ สมณะ รูปนั้นคือว่าเธอหรือเสมอกันกับเธอ ขอจง บอกทั้งข้อของคนทั้งชื่อของผู้อื่น คือสมณะ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อริยวณฺณี ได้แก่ รูปร่างสวยงาม. บทว่า เสยฺโย นุ เต โส ความว่า บรรพชิตรูปร่างขี้เหร่รูปนั้นดียิ่งกว่าเธอหรือเสมอกับเธอ. บทว่า ปรสฺสตฺตโน จ ความว่า พระราชาตรัสถามว่า เธอจงบอกชื่อของผู้อื่นนั้นและของตนเถิด.

ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชจึงตรัสกะพระราชานั้นว่า ข้าแต่มหาราช ขึ้นชื่อว่าสมณะทั้งหลายย่อมเป็นผู้ควรเคารพ เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงไม่ได้เพื่อเรียกชื่อของท่าน แต่ข้าพเจ้าจักบอกชื่อข้าพเจ้าแก่ท่าน แล้วตรัสคาถาที่ ๒ ว่า.

ข้าแต่มหาราช ทวยเทพอุปัตติเทพ จะ มีเอ่ยชื่อและโคตรของเทพทั้งหลาย ผู้พร้อม เพรียงกัน ผู้ปฏิบัติตรงคือวิสุทธิเทพ แต่ ข้าพเจ้าจะบอกชื่อของข้าพเจ้าแก่ท่าน ข้าพเจ้า คือท้าวสักกะผู้เป็นจอมทวยเทพชาวไตรทศ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมคฺคตานุชฺชุคคาน เทวา ความว่า อุปปัตติเทพทั้งหลาย จะไม่แตะต้องชื่อและโคตรของพระมหาขีณาสพทั้งหลายผู้ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันแล้ว เพราะพิจารณาสังขารทั้งมวลด้วยอำนาจแห่งกิจตามความเป็นจริงแล้ว บรรลุอรหัตผลที่เป็นผลเลิศ และผู้ชื่อว่าดำเนินไปตรงแล้ว เพราะดำเนินไปสู่พระนิพพานด้วยมรรคมีองค์ ๘ ที่ตรง ผู้เป็นวิสุทธิเทพยอดเยี่ยมกว่าอุปปัตติเทพทั้งหลาย. มีบทว่า อหญฺ จ เต นามเธยฺยํ ความว่า ก็แต่ว่าข้าพเจ้าจักบอกชื่อของตนแต่ท่าน.

พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว ได้ทูลถามถึงอานิสงส์ การนมัสการภิกษุด้วยคาถาที่ ๓ ว่า :-

ผู้ใดเห็นภิกษุผู้เข้าถึงจรณะ ให้ท่านผู้อยู่ ข้างหน้าประคองอัญชลีนมัสการ ข้าแต่เทวราช ข้าพระองค์ขอถามข้อความนี้กะพระองค์ ผู้นั้น จุติจากโลกนี้ไปแล้ว จะได้รับความสุขอะไร ? ท้าวสักกะตรัสตอบด้วยคาถาที่ ๔ ว่า :ผู้ใดเห็นภิกษุผู้เข้าถึงจรณะ ให้ท่านอยู่ ข้างหน้า แม้ประคองอัญชลีนมัสการอยู่ ผู้นั้น จะได้รับการสรรเสริญในปัจจุบัน และจะไป สวรรค์ เพราะร่างกายแตกดับไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภิกฺขุํ ได้แก่ บุคคลผู้บริสุทธิ์เพราะทำลายกิเลสได้แล้ว. บทว่า จรณูปปนฺนํ ความว่า ผู้เข้าถึงด้วยศีลและจรณะ. บทว่า ทิฏฺเว ธมฺเม ความว่า ไม่ใช่ว่า จุติจากโลกนี้อย่างเดียวเท่านั้นจึงจะไปสวรรค์ ถึงในอัตภาพนี้ เขาก็ได้รับการสรรเสริญ คือประสบความสุขจากการสรรเสริญ.

พระราชา ทรงสดับเทวคาถาเรื่องของท้าวสักกะแล้ว ทำลายการเธอถือผิดได้ พอพระราชหฤทัย ได้ตรัสคาถาที่ ๕ ว่า :-

วันนี้บุญได้เกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์แล้วหนอ ที่ข้าพระองค์ได้พบเห็นพระผู้เป็นเจ้า วาสวะ ข้าแต่ท้าวสักกะข้าพระองค์เห็นพระภิกษุ และ พระองค์แล้ว จะทำบุญหาน้อยไม่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลกฺขี คือบุญ ได้แก่ มิ่งขวัญ มีคำอธิบายไว้ว่า วันนี้ปัญญาที่รู้วิบากของกุศลและอกุศล เกิดขึ้นแล้วแก่ข้าพระองค์ผู้ฟังพระดำรัสของพระองค์อยู่นั่นแหละ. บทว่า ยํ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ภูตปติมทฺทสํ ความว่า ข้าพระองค์ได้เห็นพระผู้เป็นเจ้า.

ท้าวสักกะทรงสดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะทรงสดุดีบัณฑิต จึงตรัสคาถาที่ ๖ ว่า:-

ควรคบหาผู้มีปัญญา เป็นพหูสูต คิดถึง เหตุการณ์มากมายโดยแน่แท้แล ดูก่อนพระราชา พระองค์เห็นภิกษุและหม่อมฉันแล้ว จง ทรงทำบุญหาน้อยไม่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า านจินฺติตา ความว่า ผู้สามารถคิดถึงเหตุการณ์ได้มากมาย.

พระราชา ทรงสดับเทวดำรัสนั้นแล้ว จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า :ผู้ไม่มักโกรธ มีจิตเลื่อมใสเนืองนิตย์ เป็นผู้ควรแก่การขอของแขกทุกคน ข้าแต่ จอมเทพ ข้าพระองค์สะดับสุภาษิตแล้ว จัก ทำลายมานะ กราบไหว้ท่านผู้นั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพาติถียาจโยโค ความว่าบรรดาแขกทั้งหลายคืออาคันตุกะทั้งหลายที่มาแล้วทั้งหมด คนเหล่านั้นของสิ่งใด ๆ เขาก็เป็นผู้เหมาะคือสมควรแก่สิ่งนั้น ๆ อธิบายว่า ให้อยู่ทุกสิ่งที่ชนเหล่านั้นขอแล้ว ขอแล้ว. บทว่า สุตฺวาน เทวินฺท สุภาสิตานิความว่า พระราชาทูลว่า ข้าพระองค์ฟังสุภาษิตของพระองค์แล้ว จักเป็นคนแบบนี้.

ก็แหละ พระราชาครั้นตรัสอย่างนี้ ก็เสด็จลงจากปราสาท ทรงไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วได้ประทับยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง. พระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงนั่งคู้บัลลังก์ที่อากาศ แล้วทรงโอวาทพระราชาว่าขอถวายพระพรมหาบพิตร วิชาธรนั้นไม่ใช่สมณะ ต่อแต่นี้ไปขอพระองค์จงทรงทราบไว้ว่าโลกไม่ว่างเปล่า ยังมีสมณะพราหมณ์ผู้ทรงศีลอยู่แล้วทรงอวยทาน ทรงศีล ทรงอุโบสถกรรมเถิด ฝ่ายท้าวสุกกะประทับยืนอยู่ที่อากาศ ด้วยอานุภาพของท้าวสักกะประทานโอวาทแก่ทวยนครว่า ต่อแต่นี้ไปสูเจ้าทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด แล้วทรงให้ตีกลองป่าวประกาศว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้หนีไปแล้ว จงกลับมา. จึงท่านทั้ง ๒ คือท้าวสักกะและพระปัจเจกพุทธเจ้า ได้เสด็จไปยังที่ของตน. พระราชาทรงตั้งอยู่โนเทวโอวาทของท้าวสักกะนั้น แล้วได้ทรงทำบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกไว้ว่า. พระปัจเจกพุทธเจ้า ครั้งนั้นได้ปรินิพพานแล้ว พระราชาได้แก่พระอานนท์ ส่วนท้าวสักกะ ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล.

จบ อรรถกถาปัพพชิตวิเหฐกชาดกที่ ๖

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๑๗๒–๑๗๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ฉักกนิบาตชาดก · ๔๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ปพฺพชิตวิเหฐกชาตกํ

ทุพฺพณฺณรูปนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต โลกตฺถจริยํ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุํ มหากณฺหชาตเก อาวีภวิสฺสติ ฯ

ตทา ปน สตฺถา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ ตถาคโต โลกสฺส อตฺถํ จรติเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต สกฺโก อโหสิ ฯ ตทา เอโก วิชฺชาธโร มนฺตวิชฺชํ ปริวตฺเตตฺวา อฑฺฒรตฺติกสมเย สิริคพฺภํ ปวิสิตฺวา พาราณสีรญฺโญ อคฺคมเหสิยา สทฺธึ อติจรติ ฯ ตสฺสาปิ ปริจาริกาโย รญฺโญ อาโรเจสุํ ฯ สา สยเมว ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา อาห เทว เอโก ปุริโส อฑฺฒ- รตฺติกสมเย สิริคพฺภํ ปวิสิตฺวา มํ ทูเสตีติ ฯ สกฺขิสฺสสิ ปนสฺส กิญฺจิ สญฺญาณํ กาตุนฺติ ฯ สกฺโกมิ เทวาติ ฯ สา ชาติหิงฺคุกปาฏึ อาหราเปตฺวา ตสฺส ปุริสสฺส รตฺตึ อาคนฺตฺวา อภิรมิตฺวา คจฺฉนฺตสฺส ปิฏฺฐิยํ ปญฺจงฺคุลิกํ ทตฺวา ปาโตว รญฺโญ อาโรเจสิ ฯ ราชา มนุสฺเส อาณาเปสิ คจฺฉถ สพฺพทิสาสุ โอโลเกตฺวา ปิฏฺฐิยํ ชาติหิงฺคุลิกฺขํ ปุริสํ คณฺหถาติ ฯ วิชฺชาธโรปิ รตฺตึ อนาจารํ กตฺวา ทิวา สุสาเน สุริยํ นมสฺสนฺโต เอกปาเทน ติฏฺฐติ ฯ ราชปุริสา ตํ ทิสฺวา ปริวารยึสุ ฯ โส ปากฏํ เม กมฺมํ ชาตนฺติ วิชฺชํ ปริวตฺเตตฺวา อากาเสน อุปฺปติตฺวา คโต ฯ ราชา เต ทิสฺวา อาคตปุริเส อทฺทสถาติ ปุจฺฉิ ฯ อาม อทฺทสามาติ ฯ โก นาเมโสติ ฯ ปพฺพชิโต เทวาติ ฯ โส หิ รตฺตึ อนาจารํ กตฺวา ทิวา ปพฺพชิตเวเสน วสติ ฯ ราชา อิเม ทิวา สมณเวเสน จริตฺวา รตฺตึ อนาจารํ กโรนฺตีติ ปพฺพชิตานํ กุชฺฌิตฺวา มิจฺฉาคหณํ คเหตฺวา มยฺหํ วิชิตา สพฺเพ ปพฺพชิตา ปลายนฺตูติ ทิฏฺฐทิฏฺฐฏฺฐาเน ราชาณํ กริสฺสถาติ เภริญฺจาราเปสิ ฯ ติโยชนสติกา กาสิกรฏฺฐา ปลายิตฺวา สพฺเพ ปพฺพชิตา อญฺญา ราชธานิโย อคมึสุ ฯ สกล- กาสิกรฏฺเฐ มนุสฺสานํ โอวาททายโก เอโกปิ ธมฺมิกสมณพฺราหฺมโณ น อโหสิ ฯ อโนวาทกา มนุสฺสา ผรุสา อเหสุํ ฯ ทานสีลาทึ มุญฺเจตฺวา มตมตา เยภุยฺเยน อปาเย นิพฺพตฺตึสุ ฯ สคฺเค นิพฺพตฺตนกา นาม นาเหสุํ ฯ สกฺโก นวเทวปุตฺเต อปสฺสนฺโต กึ นุ โข การณนฺติ อาวชฺเชตฺวา วิชฺชาธรํ นิสฺสาย พาราณสีรญฺญา กุทฺเธน มิจฺฉาคหเณน ปพฺพชิตานํ รฏฺฐา ปพฺพาชนียภาวํ ญตฺวา ฐเปตฺวา มํ อญฺโญ อิมสฺส รญฺโญ มิจฺฉาคหณํ ภินฺทิตุํ สมตฺโถ นาม นตฺถิ รญฺโญ จ รฏฺฐวาสีนญฺจ อวสฺสโย ภวิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา นนฺทมูลกปพฺภาเร ปจฺเจกพุทฺธานํ สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา ภนฺเต มยฺหํ เอกํ มหลฺลกปจฺเจกพุทฺธํ เทถ กาสิกรฏฺฐํ ปสาเทสฺสามีติ อาห ฯ โส สงฺฆตฺเถรเมว ลภิ ฯ อถสฺส ปตฺตจีวรํ คเหตฺวา ตํ ปุรโต กตฺวา สยํ ปจฺฉโต หุตฺวา สิรสฺมึ อญฺชลึ ฐเปตฺวา ปจฺเจกพุทฺธํ นมสฺสนฺโต อุตฺตมรูปธโร มาณวโก หุตฺวา สกลนครสฺส มตฺถเกน ติกฺขตฺตุํ วิจริตฺวา ราชทฺวารํ อาคนฺตฺวา อากาเส อฏฺฐาสิ ฯ อมจฺจา รญฺโญ อาโรจยึสุ เทว เอโก อภิรูโป มาณวโก เอกํ สมณํ อาเนตฺวา ราชทฺวาเร อากาเส ฐิโตติ ฯ ราชา อาสนา วุฏฺฐาย สีหปญฺชเร ฐตฺวา มาณว กสฺมา ตฺวํ อภิรูโป สมาโน เอตสฺส วิรูปสฺส สมณสฺส ปตฺตจีวรํ คเหตฺวา นมสฺสมาโน ฐิโตติ เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ปฐมํ คาถมาห

ทุพฺพณฺณรูปํ ตฺวมริยวณฺณี

ปุรกฺขิตฺวา ปญฺชลิโก นมสฺส

เสยฺโย นุ เต โส อุทาหุ สริกฺโข

นามํ ปรสฺสตฺตโน จาปิ พฺรูหีติ ฯ

ตตฺถ อริยวณฺณีติ สุนฺทรรูโป ฯ เสยฺโย นุ เต โสติ เอโส วิรูโป ปพฺพชิโต กึ นุ ตยา อุตฺตริตโร อุทาหุ สริกฺโขติ ฯ ปรสฺสตฺตโน จาติ เอตสฺส จ ปรสฺส อตฺตโน จ นามํ พฺรูหีติ ปุจฺฉิ ฯ

อถ นํ สกฺโก มหาราช สมโณ นาม ครุฏฺฐานิโย เยน นาเมน อาลปิตุํปิ น ลภติ มยฺหํ ปน เต นามํ กเถสฺสามีติ วตฺวา ทุติยํ คาถมาห

น นามโคตฺตํ คณฺหนฺติ ราช

สมคฺคตานุชฺชุคตาน เทวา

อหญฺจ เต นามเธยฺยํ วทามิ

สกฺโกหมสฺมี ติทสานมินฺโทติ ฯ

ตตฺถ สมคฺคตานุชฺชุคตาน เทวาติ มหาราช สพฺพสงฺขาเร ยถา- สภาวสรสวเสน สมฺมสิตฺวา อคฺคผลํ อรหตฺตํ ปตฺตตฺตา สมคฺคตานํ อุชุคตานํ อฏฺฐงฺคิเกน มคฺเคน นิพฺพานํ คตตฺตา อุชุคตานํ มหา- ขีณาสวานํ อุปปตฺติเทเวหิ อุตฺตริตรานํ วิสุทฺธิเทวานํ อุปปตฺติเทวา นามโคตฺตํ น คณฺหนฺติ ฯ อหญฺจ เต นามเธยฺยนฺติ อปิ จ อหํ อตฺตโน นามเธยฺยํ ตุยฺหํ กเถสสามีติ ฯ

ตํ สุตฺวา ราชา ตติยคาถาย ภิกฺขุํ นมสฺสมานสฺส อานิสํสํ ปุจฺฉิ

โย ทิสฺวา ภิกฺขุํ จรณูปปนฺนํ

ปุรกฺขิตฺว ปญฺชลิโก นมสฺสติ

ปุจฺฉามิ ตํ เทวราเชตมตฺถํ

อิโต จุโต กึ ลภเต สุขํ โสติ ฯ

สกฺโก จตุตฺถคาถาย กเถสิ

โย ทิสฺวา ภิกฺขุํ จรณูปปนฺนํ

ปุรกฺขิตฺว ปญฺชลิโก นมสฺสติ

ทิฏฺเฐว ธมฺเม ลภเต ปสํสํ

สคฺคญฺจ โส ยาติ สรีรเภทาติ ฯ

ตตฺถ ภิกฺขุนฺติ ภินฺนกิเลสปริสุทฺธปุคฺคลํ ฯ จรณูปปนฺนนฺติ สีลจรเณน อุเปตํ ฯ ทิฏฺเฐว ธมฺเมติ น เกวลํ อิโต จุโตเยว อิมสฺมึ ปน อตฺตภาเว โส ปสํสํ ลภติ ปสํสา สุขํ วินฺทตีติ ฯ

ราชา สกฺกสฺส กถํ สุตฺวา อตฺตโน มิจฺฉาคหณํ ภินฺทิตฺวา ตุฏฺฐมานโส ปญฺจมํ คาถมาห

ลกฺขี วต เม อุทปาทิ อชฺช

ยํ วาสวํ ภูตปติมทฺทสํ

ภิกฺขุญฺจ ทิสฺวาน ตุวญฺจ สกฺก

กาหามิ ปุญฺญานิ อนปฺปกานีติ ฯ

ตตฺถ ลกฺขีติ สิริ ฯ ปญฺญาติปิ วทนฺติ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ อชฺช มม ตว จ วจนํ สุณนฺตสฺเสว กุสลากุสลวิปากชานนา ปญฺญา อุปฺปนฺนาติ ฯ ยนฺติ นิปาตมตฺตํ ฯ ภูตปติมทฺทสนฺติ ภูตปตึ อทฺทสามีติ ฯ

ตํ สุตฺวา สกฺโก ปณฺฑิตสฺส ถุตึ กโรนฺโต ฉฏฺฐํ คาถมาห

อทฺธา หเว เสวิตพฺพา สปญฺญา

พหุสฺสุตา เย พหู ฐานจินฺติตา

ภิกฺขุญฺจ ทิสฺวาน มมญฺจ ราช

กโรหิ ปุญฺญานิ อนปฺปกานีติ ฯ ตตฺถ พหู ฐานจินฺติตาติ พหูนิ การณานิ จินฺตนสมตฺถา ฯ ตํ สุตฺวา ราชา โอสานคาถมาห

อกฺโกธโน นิจฺจปสนฺนจิตฺโต

สพฺพาติถียาจโยโค ภวิตฺวา

นิหญฺญ มานํ อภิวาทยิสฺสํ

สุตฺวาน เทวินฺท สุภาสิตานีติ ฯ

ตตฺถ สพฺพาติถียาจโยโค ภวิตฺวาติ สพฺเพสํ อติถีนํ อาคตานํ อาคนฺตุกานํ ยํ ยํ เต ยาจนฺติ ตสฺส ตสฺส ยุตฺโต อนุจฺฉวิโก ภวิตฺวา สพฺพํ เตหิ ยาจิตยาจิตํ ททมาโนติ อตฺโถ ฯ สุตฺวาน เทวินฺท สุภาสิตานีติ ตว สุภาสิตานิ สุตฺวา อหํ เอวรูโป ภวิสฺสามีติ วทติ ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา ปาสาทา โอรุยฺห ปจฺเจกพุทฺธํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ ปจฺเจกพุทฺโธ อากาเส ปลฺลงฺเกน นิสีทิตฺวา มหาราช วิชฺชาธโร โส น สมโณ ตฺวํ อิโต ปฏฺฐาย อตุจฺโฉ โลโก อตฺถิ ธมฺมิกสมณพฺราหฺมณาติ ญตฺวา ทานํ เทหิ สีลํ รกฺขาหิ อุโปสถกมฺมํ กโรหีติ ราชานํ โอวทิ ฯ สกฺโกปิ สกฺกานุภาเวน อากาเส ฐตฺวา อิโต ปฏฺฐาย อปฺปมตฺตา โหถาติ นาครานํ โอวาทํ ทตฺวา ปลาตา สมณพฺราหฺมณา อาคจฺฉนฺตูติ เภริญฺจาราเปสิ ฯ อถ เต อุโภปิ สกฏฺฐานเมว อคมํสุ ฯ ราชา ตสฺส โอวาเท ฐตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ อกาสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ปจฺเจกพุทฺโธ ปรินิพฺพุโต ราชา อานนฺโท อโหสิ สกฺโก ปน อหเมวาติ ฯ

ปพฺพชิตวิเหฐกชาตกํ ฉฏฺฐมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๙๐. มัยหสกุณชาดกชาดกถัดไป๓๙๒. อุปสิงฆปุปผกชาดก