ปัพพชิตวิเหฐกชาดก
ว่าด้วยกราบไหว้ผู้ควรกราบไหว้
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๓๗ · บรรทัด ๔๑๖๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อชาวโลก จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทุพฺพณฺณรูปํ ดังนี้. เรื่องนี้จักมีแจ้งในกัณหชาดก.
ก็ในคราวครั้งนั้น พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในชาติก่อนตถาคตก็บำเพ็ญประโยชน์แก่โลกเหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นท้าวสักกะ. ครั้งนั้น. วิชาธรคนหนึ่งร่ายเวทย์มนต์แล้ว เข้าไปในห้องมิ่งขวัญในเวลาเที่ยงคืน ประพฤติล่วงเกินกับพระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี. ฝ่ายข้าหลวงของพระนาง ได้กราบทูลแด่พระราชา. พระนางจึงเสด็จเฝ้าพระราชาเสียเองทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ชายคนหนึ่งเข้ามาในห้องมิ่งขวัญ ในเวลาเที่ยงคืนข่มขืนหม่อมฉัน.
พระราชา ก็เธอจะสามารถทำเครื่องหมาย คือสัญญาณอะไรไว้ที่มันได้ไหม ?
พระอัครมเหสี สามารถพระเจ้าข้า.
พระนางทรงให้นำถาดใส่ชาด คือชาติหิงคุมาได้ เมื่อเวลาชายคนนั้นมาในเวลากลางคืน ร่วมอภิรมย์แล้วจะไป ทรงประทับนิ้วทั้ง ๕ไว้ที่หลัง แล้วได้กราบทูลพระราชาแต่เช้าทีเดียว. พระราชาตรัสสั่งบังคับคนทั้งหลายว่า สูเจ้าทั้งหลายจงไป จงพากันตรวจดูทั่วทุกทิศแล้วจับชายคนที่มีรอยชาดอยู่บนหลัง. ฝ่ายวิชาธร เมื่อทำอนาจารในเวลากลางคืนแล้ว กลางวันก็ยืนขาเดียวนมัสการพระอาทิตย์อยู่ที่สุสาน. ราชบุรุษทั้งหลายเห็นเขาแล้วจึงพากันล้อมไว้. เขารู้ว่า กรรมของเราปรากฏแล้ว จึงร่ายเวทย์เหาะไปทางอากาศ. พระราชาทรงเห็นชายคนนั้นแล้ว จึงตรัสถามราชบุรุษทั้งหลายที่มาแล้วว่า เธอทั้งหลายได้เห็นไหม ?
ราชบุรุษ ได้เห็นพระพุทธเจ้าข้า. พระราชา มันชื่ออะไรล่ะ คือใคร. ราชบุรุษ เป็นบรรพชิต พระพุทธเจ้าข้า.
เพราะว่าเวลากลางคืนเขาทำอนาจาร แต่เวลากลางวันเขาอยู่โดยเพศบรรพชิต. พระราชาทรงกริ้วบรรพชิตทั้งหลายว่า บรรพชิตเหล่านี้กลางวันประพฤติโดยเพศสมณะ แต่กลางคืนทำอนาจาร แล้วทรงยืดถือผิดๆ จึงทรงให้ตีกลองประกาศว่า สูเจ้าทั้งหลายจักต้องปฏิบัติตามพระราชโองการ ในที่ ๆ ตนได้เห็นแล้ว เห็นแล้วว่า บรรพชิตทั้งหมด จงหนีไปจากอาณาจักรของเรา. บรรพชิตทั้งหมด จึงหนีไปจากแคว้นกาสีที่มีที่ ๓๐ โยชน์ได้พากันไปยังราชธานีอื่น ๆ. สมณะพราหมณ์ผู้ทรงธรรม แม้คนเดียวที่จะให้โอวาทแก่คนทั้งหลายทั่วแคว้นกาสีก็ไม่มี. คนทั้งหลายที่ไม่ได้รับโอวาท ได้เป็นคนหยาบคาย. คนทั้งหลายที่ปล่อยปละละเลยทานและศีลเป็นต้น ตายไปแล้วโดยมาก. ก็เกิดในนรก. ขึ้นชื่อว่าจะเกิดในสวรรค์ไม่มีแล้ว. ท้าวสักกะเมื่อไม่ทรงเห็นเทพบุตรใหม่ จึงทรงรำลึกว่า มีเหตุอะไรหนอแล ? แล้วก็ทรงทราบว่าพระเจ้าพาราณสีทรงพิโรธ เพราะอาศัยวิชาธร ทรงไล่บรรพชิตออกจากแว่นแคว้น เพราะทรงเชื่อถือผิด จึงทรงดำริว่า คนอื่นนอกจากเรา ที่จะสามารถทำลายความเธอถือผิดของพระราชาพระองค์นี้ไม่มี และเราจักเป็นที่พึ่งของพระราชาและราษฎรทั้งหลาย แล้วได้เสด็จไปสำนักพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายที่เงื้อมแห่งภูเขาชื่อว่า นันทมูลกะทรงไหว้แล้วทูลว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ชื่อพระคุณเจ้าทั้งหลาย จงให้พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เฒ่าองค์หนึ่งแก่กระผม กระผมจักให้ราษฎรชาวกาสีเลื่อมใส. ท้าวเธอได้พระสังฆเถระทีเดียว. จึงท้าวเธอทรงรับเอาบาตรและจีวรของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ให้ท่านอยู่ข้างหน้าพระองค์เองอยู่ข้างหลัง ทรงแปลงเพศเป็นมาณพรูปหล่อ วางอัญชลีไว้เหนือเศียรนมัสการพระปัจเจกพุทธเจ้า เสด็จเที่ยวไปทางเบื้องบนพระนครทั้งหมด๓ เที่ยว มาถึงประตูพระราชวัง ได้ประทับยืนอยู่บนอากาศ. อำมาตย์ทั้งหลายได้กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพมาณพรูปงามคนหนึ่งนำเอาสมณะรูปหนึ่งมายืนอยู่บนอากาศตรงประตูพระราชวัง. พระราชาจึงเสด็จลุกจากราชอาสน์ ประทับยืนที่ช่องพระแกล เมื่อทรงเจรจากับด้วยท้าวสักกะนั้นว่า ดูก่อนมาณพ เธอเป็นผู้มีรูปร่างงาม แต่เหตุไฉนจึงยืนถือบาตรและจีวรของสมณะผู้มีรูปร่างขี้เหร่พลางนมัสการอยู่ดังนี้ได้ตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-
เธอผู้มีรูปร่างงาม แต่ให้สมณะรูปร่างขี้เหร่ อยู่ข้างหน้า ประคองอัญชลีนมัสการ สมณะ รูปนั้นคือว่าเธอหรือเสมอกันกับเธอ ขอจง บอกทั้งข้อของคนทั้งชื่อของผู้อื่น คือสมณะ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อริยวณฺณี ได้แก่ รูปร่างสวยงาม. บทว่า เสยฺโย นุ เต โส ความว่า บรรพชิตรูปร่างขี้เหร่รูปนั้นดียิ่งกว่าเธอหรือเสมอกับเธอ. บทว่า ปรสฺสตฺตโน จ ความว่า พระราชาตรัสถามว่า เธอจงบอกชื่อของผู้อื่นนั้นและของตนเถิด.
ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชจึงตรัสกะพระราชานั้นว่า ข้าแต่มหาราช ขึ้นชื่อว่าสมณะทั้งหลายย่อมเป็นผู้ควรเคารพ เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงไม่ได้เพื่อเรียกชื่อของท่าน แต่ข้าพเจ้าจักบอกชื่อข้าพเจ้าแก่ท่าน แล้วตรัสคาถาที่ ๒ ว่า.
ข้าแต่มหาราช ทวยเทพอุปัตติเทพ จะ มีเอ่ยชื่อและโคตรของเทพทั้งหลาย ผู้พร้อม เพรียงกัน ผู้ปฏิบัติตรงคือวิสุทธิเทพ แต่ ข้าพเจ้าจะบอกชื่อของข้าพเจ้าแก่ท่าน ข้าพเจ้า คือท้าวสักกะผู้เป็นจอมทวยเทพชาวไตรทศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมคฺคตานุชฺชุคคาน เทวา ความว่า อุปปัตติเทพทั้งหลาย จะไม่แตะต้องชื่อและโคตรของพระมหาขีณาสพทั้งหลายผู้ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันแล้ว เพราะพิจารณาสังขารทั้งมวลด้วยอำนาจแห่งกิจตามความเป็นจริงแล้ว บรรลุอรหัตผลที่เป็นผลเลิศ และผู้ชื่อว่าดำเนินไปตรงแล้ว เพราะดำเนินไปสู่พระนิพพานด้วยมรรคมีองค์ ๘ ที่ตรง ผู้เป็นวิสุทธิเทพยอดเยี่ยมกว่าอุปปัตติเทพทั้งหลาย. มีบทว่า อหญฺ จ เต นามเธยฺยํ ความว่า ก็แต่ว่าข้าพเจ้าจักบอกชื่อของตนแต่ท่าน.
พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว ได้ทูลถามถึงอานิสงส์ การนมัสการภิกษุด้วยคาถาที่ ๓ ว่า :-
ผู้ใดเห็นภิกษุผู้เข้าถึงจรณะ ให้ท่านผู้อยู่ ข้างหน้าประคองอัญชลีนมัสการ ข้าแต่เทวราช ข้าพระองค์ขอถามข้อความนี้กะพระองค์ ผู้นั้น จุติจากโลกนี้ไปแล้ว จะได้รับความสุขอะไร ? ท้าวสักกะตรัสตอบด้วยคาถาที่ ๔ ว่า :ผู้ใดเห็นภิกษุผู้เข้าถึงจรณะ ให้ท่านอยู่ ข้างหน้า แม้ประคองอัญชลีนมัสการอยู่ ผู้นั้น จะได้รับการสรรเสริญในปัจจุบัน และจะไป สวรรค์ เพราะร่างกายแตกดับไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภิกฺขุํ ได้แก่ บุคคลผู้บริสุทธิ์เพราะทำลายกิเลสได้แล้ว. บทว่า จรณูปปนฺนํ ความว่า ผู้เข้าถึงด้วยศีลและจรณะ. บทว่า ทิฏฺเว ธมฺเม ความว่า ไม่ใช่ว่า จุติจากโลกนี้อย่างเดียวเท่านั้นจึงจะไปสวรรค์ ถึงในอัตภาพนี้ เขาก็ได้รับการสรรเสริญ คือประสบความสุขจากการสรรเสริญ.
พระราชา ทรงสดับเทวคาถาเรื่องของท้าวสักกะแล้ว ทำลายการเธอถือผิดได้ พอพระราชหฤทัย ได้ตรัสคาถาที่ ๕ ว่า :-
วันนี้บุญได้เกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์แล้วหนอ ที่ข้าพระองค์ได้พบเห็นพระผู้เป็นเจ้า วาสวะ ข้าแต่ท้าวสักกะข้าพระองค์เห็นพระภิกษุ และ พระองค์แล้ว จะทำบุญหาน้อยไม่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลกฺขี คือบุญ ได้แก่ มิ่งขวัญ มีคำอธิบายไว้ว่า วันนี้ปัญญาที่รู้วิบากของกุศลและอกุศล เกิดขึ้นแล้วแก่ข้าพระองค์ผู้ฟังพระดำรัสของพระองค์อยู่นั่นแหละ. บทว่า ยํ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ภูตปติมทฺทสํ ความว่า ข้าพระองค์ได้เห็นพระผู้เป็นเจ้า.
ท้าวสักกะทรงสดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะทรงสดุดีบัณฑิต จึงตรัสคาถาที่ ๖ ว่า:-
ควรคบหาผู้มีปัญญา เป็นพหูสูต คิดถึง เหตุการณ์มากมายโดยแน่แท้แล ดูก่อนพระราชา พระองค์เห็นภิกษุและหม่อมฉันแล้ว จง ทรงทำบุญหาน้อยไม่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า านจินฺติตา ความว่า ผู้สามารถคิดถึงเหตุการณ์ได้มากมาย.
พระราชา ทรงสดับเทวดำรัสนั้นแล้ว จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า :ผู้ไม่มักโกรธ มีจิตเลื่อมใสเนืองนิตย์ เป็นผู้ควรแก่การขอของแขกทุกคน ข้าแต่ จอมเทพ ข้าพระองค์สะดับสุภาษิตแล้ว จัก ทำลายมานะ กราบไหว้ท่านผู้นั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพาติถียาจโยโค ความว่าบรรดาแขกทั้งหลายคืออาคันตุกะทั้งหลายที่มาแล้วทั้งหมด คนเหล่านั้นของสิ่งใด ๆ เขาก็เป็นผู้เหมาะคือสมควรแก่สิ่งนั้น ๆ อธิบายว่า ให้อยู่ทุกสิ่งที่ชนเหล่านั้นขอแล้ว ขอแล้ว. บทว่า สุตฺวาน เทวินฺท สุภาสิตานิความว่า พระราชาทูลว่า ข้าพระองค์ฟังสุภาษิตของพระองค์แล้ว จักเป็นคนแบบนี้.
ก็แหละ พระราชาครั้นตรัสอย่างนี้ ก็เสด็จลงจากปราสาท ทรงไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วได้ประทับยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง. พระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงนั่งคู้บัลลังก์ที่อากาศ แล้วทรงโอวาทพระราชาว่าขอถวายพระพรมหาบพิตร วิชาธรนั้นไม่ใช่สมณะ ต่อแต่นี้ไปขอพระองค์จงทรงทราบไว้ว่าโลกไม่ว่างเปล่า ยังมีสมณะพราหมณ์ผู้ทรงศีลอยู่แล้วทรงอวยทาน ทรงศีล ทรงอุโบสถกรรมเถิด ฝ่ายท้าวสุกกะประทับยืนอยู่ที่อากาศ ด้วยอานุภาพของท้าวสักกะประทานโอวาทแก่ทวยนครว่า ต่อแต่นี้ไปสูเจ้าทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด แล้วทรงให้ตีกลองป่าวประกาศว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้หนีไปแล้ว จงกลับมา. จึงท่านทั้ง ๒ คือท้าวสักกะและพระปัจเจกพุทธเจ้า ได้เสด็จไปยังที่ของตน. พระราชาทรงตั้งอยู่โนเทวโอวาทของท้าวสักกะนั้น แล้วได้ทรงทำบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกไว้ว่า. พระปัจเจกพุทธเจ้า ครั้งนั้นได้ปรินิพพานแล้ว พระราชาได้แก่พระอานนท์ ส่วนท้าวสักกะ ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาปัพพชิตวิเหฐกชาดกที่ ๖
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๑๗๒–๑๗๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ฉักกนิบาตชาดก ๔๕ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Pabbajitaviheṭhakajātakaṃ
dubbaṇṇarūpanti idaṃ satthā jetavane viharanto lokatthacariyaṃ ārabbha kathesi. Vatthuṃ mahākaṇhajātake āvībhavissati.
Tadā pana satthā na bhikkhave idāneva pubbepi tathāgato lokassa atthaṃ caratiyevāti vatvā atītaṃ āhari
atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto sakko ahosi. Tadā eko vijjādharo mantavijjaṃ parivattetvā aḍḍharattikasamaye sirigabbhaṃ pavisitvā bārāṇasīrañño aggamahesiyā saddhiṃ aticarati. Tassāpi paricārikāyo rañño ārocesuṃ. Sā sayameva rājānaṃ upasaṅkamitvā āha deva eko puriso aḍḍha- rattikasamaye sirigabbhaṃ pavisitvā maṃ dūsetīti. Sakkhissasi panassa kiñci saññāṇaṃ kātunti. Sakkomi devāti. Sā jātihiṅgukapāṭiṃ āharāpetvā tassa purisassa rattiṃ āgantvā abhiramitvā gacchantassa piṭṭhiyaṃ pañcaṅgulikaṃ datvā pātova rañño ārocesi. Rājā manusse āṇāpesi gacchatha sabbadisāsu oloketvā piṭṭhiyaṃ jātihiṅgulikkhaṃ purisaṃ gaṇhathāti. Vijjādharopi rattiṃ anācāraṃ katvā divā susāne suriyaṃ namassanto ekapādena tiṭṭhati. Rājapurisā Taṃ disvā parivārayiṃsu. So pākaṭaṃ me kammaṃ jātanti vijjaṃ parivattetvā ākāsena uppatitvā gato. Rājā te disvā āgatapurise addasathāti pucchi. Āma addasāmāti. Ko nāmesoti. Pabbajito devāti. So hi rattiṃ anācāraṃ katvā divā pabbajitavesena vasati. Rājā ime divā samaṇavesena caritvā rattiṃ anācāraṃ karontīti pabbajitānaṃ kujjhitvā micchāgahaṇaṃ gahetvā mayhaṃ vijitā sabbe pabbajitā palāyantūti diṭṭhadiṭṭhaṭṭhāne rājāṇaṃ karissathāti bheriñcārāpesi. Tiyojanasatikā kāsikaraṭṭhā palāyitvā sabbe pabbajitā aññā rājadhāniyo agamiṃsu. Sakala- kāsikaraṭṭhe manussānaṃ ovādadāyako ekopi dhammikasamaṇabrāhmaṇo na ahosi. Anovādakā manussā pharusā ahesuṃ. Dānasīlādiṃ muñcetvā matamatā yebhuyyena apāye nibbattiṃsu. Sagge nibbattanakā nāma nāhesuṃ. Sakko navadevaputte apassanto kiṃ nu kho kāraṇanti āvajjetvā vijjādharaṃ nissāya bārāṇasīraññā kuddhena micchāgahaṇena pabbajitānaṃ raṭṭhā pabbājanīyabhāvaṃ ñatvā ṭhapetvā maṃ añño imassa rañño micchāgahaṇaṃ bhindituṃ samattho nāma natthi rañño ca raṭṭhavāsīnañca avassayo bhavissāmīti cintetvā nandamūlakapabbhāre paccekabuddhānaṃ santikaṃ gantvā vanditvā bhante mayhaṃ ekaṃ mahallakapaccekabuddhaṃ detha kāsikaraṭṭhaṃ pasādessāmīti āha. So saṅghattherameva labhi. Athassa pattacīvaraṃ gahetvā taṃ purato katvā sayaṃ pacchato hutvā sirasmiṃ añjaliṃ Ṭhapetvā paccekabuddhaṃ namassanto uttamarūpadharo māṇavako hutvā sakalanagarassa matthakena tikkhattuṃ vicaritvā rājadvāraṃ āgantvā ākāse aṭṭhāsi. Amaccā rañño ārocayiṃsu deva eko abhirūpo māṇavako ekaṃ samaṇaṃ ānetvā rājadvāre ākāse ṭhitoti. Rājā āsanā vuṭṭhāya sīhapañjare ṭhatvā māṇava kasmā tvaṃ abhirūpo samāno etassa virūpassa samaṇassa pattacīvaraṃ gahetvā namassamāno ṭhitoti tena saddhiṃ sallapanto paṭhamaṃ gāthamāha
dubbaṇṇarūpaṃ tvamariyavaṇṇī
purakkhitvā pañjaliko namassa
seyyo nu te so udāhu sarikkho
nāmaṃ parassattano cāpi brūhīti.
Tattha ariyavaṇṇīti sundararūpo. Seyyo nu te soti eso virūpo pabbajito kiṃ nu tayā uttaritaro udāhu sarikkhoti. Parassattano cāti etassa ca parassa attano ca nāmaṃ brūhīti pucchi.
Atha naṃ sakko mahārāja samaṇo nāma garuṭṭhāniyo yena nāmena ālapituṃpi na labhati mayhaṃ pana te nāmaṃ kathessāmīti vatvā dutiyaṃ gāthamāha
na nāmagottaṃ gaṇhanti rāja
samaggatānujjugatāna devā
ahañca te nāmadheyyaṃ vadāmi
sakkohamasmī tidasānamindoti.
Tattha samaggatānujjugatāna devāti mahārāja sabbasaṅkhāre yathā- sabhāvasarasavasena sammasitvā aggaphalaṃ arahattaṃ pattattā samaggatānaṃ ujugatānaṃ aṭṭhaṅgikena maggena nibbānaṃ gatattā ujugatānaṃ mahā- khīṇāsavānaṃ upapattidevehi uttaritarānaṃ visuddhidevānaṃ upapattidevā nāmagottaṃ na gaṇhanti. Ahañca te nāmadheyyanti api ca ahaṃ attano nāmadheyyaṃ tuyhaṃ kathesasāmīti.
Taṃ sutvā rājā tatiyagāthāya bhikkhuṃ namassamānassa ānisaṃsaṃ pucchi
yo disvā bhikkhuṃ caraṇūpapannaṃ
purakkhitva pañjaliko namassati
pucchāmi taṃ devarājetamatthaṃ
ito cuto kiṃ labhate sukhaṃ soti.
Sakko catutthagāthāya kathesi
yo disvā bhikkhuṃ caraṇūpapannaṃ
purakkhitva pañjaliko namassati
diṭṭheva dhamme labhate pasaṃsaṃ
saggañca so yāti sarīrabhedāti.
Tattha bhikkhunti bhinnakilesaparisuddhapuggalaṃ. Caraṇūpapannanti sīlacaraṇena upetaṃ. Diṭṭheva dhammeti na kevalaṃ ito cutoyeva imasmiṃ pana attabhāve so pasaṃsaṃ labhati pasaṃsā sukhaṃ vindatīti.
Rājā sakkassa kathaṃ sutvā attano micchāgahaṇaṃ bhinditvā tuṭṭhamānaso pañcamaṃ gāthamāha
Lakkhī vata me udapādi ajja
yaṃ vāsavaṃ bhūtapatimaddasaṃ
bhikkhuñca disvāna tuvañca sakka
kāhāmi puññāni anappakānīti.
Tattha lakkhīti siri. Paññātipi vadanti. Idaṃ vuttaṃ hoti ajja mama tava ca vacanaṃ suṇantasseva kusalākusalavipākajānanā paññā uppannāti. Yanti nipātamattaṃ. Bhūtapatimaddasanti bhūtapatiṃ addasāmīti.
Taṃ sutvā sakko paṇḍitassa thutiṃ karonto chaṭṭhaṃ gāthamāha
addhā have sevitabbā sapaññā
bahussutā ye bahū ṭhānacintitā
bhikkhuñca disvāna mamañca rāja
karohi puññāni anappakānīti. Tattha bahū ṭhānacintitāti bahūni kāraṇāni cintanasamatthā. Taṃ sutvā rājā osānagāthamāha
akkodhano niccapasannacitto
sabbātithīyācayogo bhavitvā
nihañña mānaṃ abhivādayissaṃ
sutvāna devinda subhāsitānīti.
Tattha sabbātithīyācayogo bhavitvāti sabbesaṃ atithīnaṃ āgatānaṃ āgantukānaṃ yaṃ yaṃ te yācanti tassa tassa yutto anucchaviko Bhavitvā sabbaṃ tehi yācitayācitaṃ dadamānoti attho. Sutvāna devinda subhāsitānīti tava subhāsitāni sutvā ahaṃ evarūpo bhavissāmīti vadati.
Evañca pana vatvā pāsādā oruyha paccekabuddhaṃ vanditvā ekamantaṃ aṭṭhāsi. Paccekabuddho ākāse pallaṅkena nisīditvā mahārāja vijjādharo so na samaṇo tvaṃ ito paṭṭhāya atuccho loko atthi dhammikasamaṇabrāhmaṇāti ñatvā dānaṃ dehi sīlaṃ rakkhāhi uposathakammaṃ karohīti rājānaṃ ovadi. Sakkopi sakkānubhāvena ākāse ṭhatvā ito paṭṭhāya appamattā hothāti nāgarānaṃ ovādaṃ datvā palātā samaṇabrāhmaṇā āgacchantūti bheriñcārāpesi. Atha te ubhopi sakaṭṭhānameva agamaṃsu. Rājā tassa ovāde ṭhatvā dānādīni puññāni akāsi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā paccekabuddho parinibbuto rājā ānando ahosi sakko pana ahamevāti.
Pabbajitaviheṭhakajātakaṃ chaṭṭhamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗