กปิชาดก
ว่าด้วยคุณธรรมของผู้บริหารคณะ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๐๒๘ · บรรทัด ๔๔๖๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภแผ่นดินสูบพระเทวทัตแล้ว จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยตฺถ เวรีนิวสติ ดังนี้.
ดังจะกล่าวโดยย่อ เมื่อพระเทวทัตเข้าไปสู่แผ่นดินแล้ว ภิกษุทั้งหลายพากันตั้งเรื่องนี้ขึ้นสนทนากันในธรรมสภาว่า พระเทวทัตพินาศแล้ว พร้อมกับบริษัท. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องไรหนอ ? เมื่อภิกษุทั้งหลาย กราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเทวทัตพร้อมด้วยบริษัท ไม่ใช่พินาศในแต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนพินาศเหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดกระบี่ มีกระบี่ ๕๐๐ ตัวเป็นบริวารอาศัยอยู่ที่พระราชอุทยานฝ่ายพระเทวทัตก็เกิดในกำเนิดกระบี่ มีกระบี่๕๐๐ ตัวเป็นบริวาร อาศัยอยู่ในพระราชอุทยานนั้นเหมือนกัน. อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อปุโรหิตไปอุทยานอาบน้ำแต่งตัวแล้วออกไป กระบี่เกเรตัวหนึ่งเดินไปก่อน นั่งเจ่าอยู่บนยอดเขาซุ้มประตูอุทยาน ถ่ายอุจจาระรดศีรษะของท่านปุโรหิต เมื่อท่านมองดูข้างบนก็ถ่ายรดหน้าอีก. ท่านหันกลับมาขู่พวกกระบี่ว่า เอาไว้ก่อนเถอะ ข้า ฯ จักแก้มือพวกแกภายหลังแล้วอาบน้ำอีก จึงได้หลีกไป. พวกกระบี่ได้บอกพระโพธิสัตว์ ถึงการที่ปุโรหิตนั้นผูกเวรแล้วขู่พวกกระบี่. พระโพธิสัตว์ได้บอกให้กระบี่ตั้งพันทราบว่า ขึ้นชื่อว่า ในสถานที่อยู่ของคู่เวรไม่ควรอยู่ ฝูงกระบี่ทั้งหมดจงพากันหนีไปในที่อื่นเถิด. ฝ่ายกระบี่หัวดื้อพาเอากระบี่ที่เป็นบริวารของตนไปไม่หนีโดยคิดว่า ภายหลังเราจักรู้เองจึงจะไป. ส่วนพระโพธิสัตว์พาเอาบริวารของตนเข้าป่าไป. อยู่มาวันหนึ่ง แพะตัวหนึ่งกินข้าวเปลือกที่นางทาสีคนหนึ่งผึ่งแดดไว้ ถูกตีด้วยดุ้นไฟมีไฟไหม้ที่ตัววิ่งหนีไปถูตัวที่ยอดกระท่อมหญ้าหลังหนึ่งชิดโรงช้าง. ไฟนั้นติดกระท่อมหญ้า. ลามจากกระท่อมหญ้าไปติดโรงช้าง. ลามจากโรงช้าง ก็ไหม้หลังช้าง. หมอรักษาช้าง ก็รักษาพยาบาลช้าง. ฝ่ายปุโรหิตกำลังพิจารณาหาอุบายจับวานรอยู่. ครั้นพระราชาตรัสสั่งถามท่านที่มาเฝ้าว่า อาจารย์ ช้างของเราเป็นแผลเปื่อยกันหลายเชือก หมอรักษาช้างไม่รู้จักการรักษา อาจารย์รู้ยาอะไรบ้างหรือไม่ ?
ปุโรหิตทูลว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์รู้ รา. อะไรล่ะ ? ปุ. ข้าแต่มาหาราช มันเหลวของวานร พระพุทธเจ้าข้ารา. เราจักได้ที่ไหน ? ปุ. ที่พระราชอุทยานมีวานรมากมิใช่หรือ พระพุทธเจ้าข้า
รา. ท่านทั้งหลาย จงฆ่าวานรที่พระราชอุทยาน นำเอามันเหลวมา.
คนแม่นธนูจึงพากันไปยิงวานรทั้ง ๕๐๐ ตัวให้ตายหมด. แต่หัวหน้าวานรตัวเดียวหนีไปได้ ถึงถูกยิงด้วยลูกศร แต่ก็ไม่ล้มตาย ณที่นั้นทีเดียว ไปถึงที่อยู่ของพระโพธิสัตว์แล้ว จึงล้มตาย. พวกวานรบอกพระโพธิสัตว์ถึงการที่มันได้ถูกยิงว่า หัวหน้าวานรมาถึงที่อยู่ของพวกเราแล้วก็ตาย. พระโพธิสัตว์มานั่งที่ท่ามกลางฝูงวานรพูดว่า ธรรมดาว่าพวกไม่เชื่อโอวาทของบัณฑิตทั้งหลาย อยู่ในที่อยู่ของคู่เวร จักพินาศอย่างนี้ แล้วได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยสามารถแห่งการตักเตือนฝูงวานรว่า:-
ผู้จองเวรอยู่ ณ ที่ใด บัณฑิตไม่ควรอยู่ ณ ที่นั้น ในที่มีคนจองเวร อยู่คืนเดียวหรือ ๒ คืน ก็เป็นทุกข์. คนที่เป็นหัวหน้าใจเบา เมื่อคนใจเบาคล้อยตาม เขาจะทำหน้าที่จองเวร เพราะเหตุแห่งกระบี่ตัวเดียว เขาได้ทำความ ย่อยยับให้กระบี่ทั้งฝูง. ก็คนพาลสำคัญตนว่า เป็นบัณฑิต บริหารหมู่คณะลุอำนาจความคิด ของตน คงนอนตายเหมือนวานรตัวนี้ฉะนั้น. คนโง่แต่มีกำลังบริหารหมู่คณะก็ไม่ดี ไม่เป็น ประโยชน์แต่เหล่าญาติ เหมือนนกต่อ ไม่เป็น ประโยชน์แก่นกทั้งหลายฉะนั้น. ส่วนคน ฉลาดมีกำลังบริหารหมู่คณะดี เป็นประโยชน์ แก่เหล่าญาติ เหมือนท้าววาสวะ เป็นประโยชน์ แก่ทวยเทพชาวไตรทศฉะนั้น. อนึ่ง ผู้ใดเห็น ศีล ปัญญาและสุตะ มีในตน ผู้นั้นย่อม ประพฤติประโยชน์แก่คนทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้ง แก่ตนเองและผู้อื่น. เพราะฉะนั้น ธีรชนควร ชั่งใจดูตัวเองเหมือนชั่งใจดูศีล ปัญญาและ สุตะฉะนั้นแล้ว จึงบริหารหมู่คณะบ้าง อยู่คน เดียวเว้นการบริหารบ้าง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลหุจิตฺตสฺส ความว่า พึงเป็นผู้มีใจเบา มีคำอธิบายว่า คนใดคล้อยตาม คืออนุวัตรตามมิตรหรือญาติผู้ใจเบา เมื่อคนนั้นคล้อยตาม เขาก็จะเป็นหัวหน้าใจเบา ทำหน้าที่ของผู้จองเวร. บทว่า เอกสฺส กปิโน ความว่า สูเจ้าทั้งหลายจงดูเถิด เพราะเหตุกระบี่ใจเบาคือเป็นอันธพาลตัวเดียว เขาได้ทำความย่อยยับ คือความไม่เจริญ ได้แก่ความพินาศใหญ่หลวงนี้ให้แก่กระบี่สิ้นทั้งฝูง. บทว่า ปณฺฑิตมานี มีเนื้อความว่า ผู้ใดรู้ตนเองเป็นคนโง่ แต่สำคัญตนว่า เราเป็นผู้ฉลาด ไม่ทำตามโอวาทของท่านผู้ฉลาด ตกอยู่ในอำนาจความคิดของตน ผู้นั้นจะลุอำนาจความคิดของตนแล้ว คงนอนเหมือนกะบี่หัวดื้อตัวนี้แหละนอนตายอยู่. บทว่า น สาธุ ความว่าธรรมดาคนโง่ แต่มีกำลังพร้อมบริหารหมู่คณะ ย่อมไม่ดี คือไม่ปลอดภัย เพราะเหตุไร เพราะเขาไม่มีประโยชน์สำหรับเหล่าญาติ คือนำความพินาศมาให้อย่างเดียว. บทว่า สกุณานํว เจกโต ความว่าอุปมาเสมือนหนึ่งว่า บรรดานกกระทาทั้งหลาย นกกระทำที่เป็นนกต่อขันทั้งวัน ก็ไม่ทำให้นกชนิดอื่นตาย ทำให้พวกพ้องของตนเท่านั้นแหละตาย ฉันใด คนโง่ก็ไม่มีประโยชน์แก่หมู่คณะเหล่านั้นเลย อธิบายว่า ฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า หิโต ภวติ ความว่า ธีรชน เป็นผู้ทำประโยชน์เกื้อกูลแก่เหล่าญาตินั่นเอง ด้วยกายบ้าง ด้วยวาจาบ้าง. บทว่า อุภินฺนมตฺถํ จรติ ความว่า คนในโลกนี้ ผู้ที่มองเห็นคุณธรรมเหล่านั้นมีศีลเป็นต้นในตนรู้ว่า อาจาระและศีลของเราก็มี ปัญญาก็มี การศึกษาเล่าเรียนก็มี ทราบตามความจริงแล้วบริหารหมู่คณะชื่อว่าประพฤติประโยชน์ถ่ายเดียวแก่คนทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งแก่ตนและผู้อื่น ได้แก่เหล่าญาติผู้เที่ยวห้อมล้อมตน. บทว่า ตุเลยฺยมตฺตานํ ตัดบทเป็น ตุเลยฺย อตฺตานํ คือชั่งใจดูตัวเองแล้ว. บทว่า ตุเลยฺย ได้แก่ ตุเลตฺวา คือชั่งใจดูตัวเองแล้ว. บทว่า สีลํ ปญฺํ สุตํปิว ความว่าพิจารณาดูคุณธรรมทั้งหลาย มีศีลเป็นต้นในตนอยู่ ชื่อว่าประพฤติประโยชน์แก่คนทั้ง ๒ ฝ่าย ฉะนั้น ธีรชนควรชั่งใจดูตนเอง เหมือนบัณฑิตชั่งใจดูคุณธรรมมีศีลเป็นต้นเหล่านั้น คือ พิจารณาดูว่าเราดำรงอยู่แล้วในศีล ในปัญญา ในสุตะหรือไม่ ? ทำความที่ตนดำรงอยู่ในคุณธรรมเหล่านั้นให้ประจักษ์แล้ว จึงบริหารหมู่คณะบ้าง อยู่คนเดียวใน ๔ อิริยาบถ เว้นการบริหาร คือเปลี่ยนแปลงบ้าง เพราะว่าผู้จะให้บริษัทอุปัฏฐากบำรุงก็ดี ผู้ประพฤติวิเวกก็ดี ควรจะประกอบด้วยคุณธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ทีเดียว.
พระมหากษัตริย์เป็นถึงขุนกระบี่ คือพระยาวานร จึงบอกหน้าที่เกี่ยวกับวินัยและการศึกษาเล่าเรียนได้.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกไว้ว่า วานรหัวดื้อในครั้งนั้น ได้แก่พระเทวทัตในบัดนี้ ฝ่ายบริวารของวานรหัวดื้อ ได้แก่บริวารของพระเทวทัต ส่วนขุนกระบี่ผู้ฉลาดได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถากปิชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๒๙๘–๓๐๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัตตกนิบาตชาดก ๒๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
กปิชาตกํ
ยตฺถ เวรี นิวสตีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เทวทตฺตสฺส ปฐวิปฺปเวสนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตสฺมึ หิ ปฐวึ ปวิฏฺเฐ ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส เทวทตฺโต สห ปริสาย นฏฺโฐติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว โส สห ปริสาย นฏฺโฐ ปุพฺเพปิ นสฺสิเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต กปิโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา ปญฺจสตกปิปริวาโร ราชุยฺยาเน วสิ ฯ เทวทตฺโตปิ กปิโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา ปญฺจสตกปิปริวาโร ตตฺเถว วสิ ฯ อเถกทิวสํ ปุโรหิเต อุยฺยานํ คนฺตฺวา นหาตฺวา อลงฺกริตฺวา นิกฺขมนฺเต เอโก โลลกปิ ปุเรตรํ คนฺตฺวา อุยฺยานทฺวารโตรณมตฺถเก นิสีทิตฺวา ตสฺส มตฺถเก วจฺจปิณฺฑํ ปาเตตฺวา ปุน อุทฺธํ โอโลเกนฺตสฺส มุเข ปาเตสิ ฯ โส นิวตฺเตตฺวา โหตุ ชานิสฺสามิ ตุมฺหากํ กตฺตพฺพนฺติ มกฺกเฏ สนฺตชฺเชตฺวา ปุน นหาตฺวา ปกฺกามิ ฯ เตน เวรํ คเหตฺวา มกฺกฏานํ สนฺตชฺชิตภาวํ โพธิสตฺตสฺส อาโรเจสุํ ฯ โส เวรีนํ นิวาสนฏฺฐาเน นาม วสิตุํ น วฏฺฏติ สพฺโพปิ กปิคโณ ปลายิตฺวา อญฺญตฺถ คจฺฉตูติ กปิสหสฺสานํปิ อาโรจาเปสิ ฯ ทุพฺพจกปิ อตฺตโน ปริวารมกฺกเฏ คเหตฺวา ปจฺฉา ชานิสฺสามีติ น ปลายิ ฯ โพธิสตฺโต อตฺตโน ปริวารํ คเหตฺวา อรญฺญํ ปาวิสิ ฯ อเถกทิวสํ เอกิสฺสา วีหิโกฏฺฏิกาย ทาสิยา อาตเป ปสาริตํ วีหึ ขาทมาโน เอโก เอฬโก อุมฺมุกฺเกน ปหารํ ลภิตฺวา อาทิตฺตสรีโร ปลายนฺโต เอกิสฺสา หตฺถิสาลํ นิสฺสาย ติณกุฏิกาย กุฏฺเฏ สรีรํ ฆํสิ ฯ โส อคฺคิ ติณกุฏิกํ คณฺหิ ฯ ตโต วุฏฺฐาย หตฺถิสาลํ คณฺหิ ฯ หตฺถิสาลาย หตฺถีนํ ปิฏฺฐิ ฌายิ ฯ หตฺถิเวชฺชา หตฺถึ ปฏิชคฺคนฺติ ฯ ปุโรหิโตปิ มกฺกฏานํ คหณุปายํ อุปธาเรนฺโต วิจรติ ฯ อถ นํ ราชูปฏฺฐานํ อาคนฺตฺวา นิสินฺนํ ราชา อาห อาจริย พหู โน หตฺถี คณฺฑิกา หตฺถิเวชฺชา ปฏิชคฺคิตุํ น ชานนฺติ ชานาสิ กินฺนุ โข กิญฺจิ เภสชฺชนฺติ ฯ ชานามิ มหาราชาติ ฯ กินฺนามาติ ฯ มกฺกฏวสา มหาราชาติ ฯ กหํ ลภิสฺสามาติ ฯ นนุ อุยฺยาเน พหู มกฺกฏาติ ฯ ราชา อุยฺยานมกฺกเฏ มาเรตฺวา วสํ อาเนถาติ อาห ฯ ธนุคฺคหา คนฺตฺวา ปญฺจสเตปิ มกฺกเฏ วิชฺฌิตฺวา มาเรสุํ ฯ เอโก ปน เชฏฺฐกมกฺกโฏ ปลายนฺโต สรปฺปหารํ ลภิตฺวาปิ ตตฺเถว อปติตฺวา โพธิสตฺตสฺส วสนฏฺฐานํ ปตฺวา ปติ ฯ วานรา อมฺหากํ วสนฏฺฐานํ ปตฺวา มโตติ ตสฺส ปหารลทฺธมตภาวํ โพธิสตฺตสฺส อาโรเจสุํ ฯ โส อาคนฺตฺวา กปิคณมชฺเฌ นิสินฺโน ปณฺฑิตานํ โอวาทํ อกตฺวา เวริฏฺฐาเน วสนฺตา นาม เอวํ วินสฺสนฺตีติ กปิคณสฺส โอวาทวเสน อิมา คาถา อภาสิ
ยตฺถ เวรี นิวสติ น วเส ตตฺถ ปณฺฑิโต
เอกรตฺตํ ทิรตฺตํ วา ทุกฺขํ วสติ เวริสุ ฯ
ทิโส เว ลหุจิตฺตสฺส โปสสฺส อนุวิธิยฺยโต
เอกสฺส กปิโน เหตุ ยูถสฺส อนโย กโต ฯ
พาโล จ ปณฺฑิตมานี ยูถสฺส ปริหารโก
สจิตฺตสฺส วสํ คนฺตฺวา สเยถายํ ยถา กปิ ฯ
น สาธุ พลวา พาโล ยูถสฺส ปริหารโก
อหิโต ภวติ ญาตีนํ สกุณานํว เจกโต ฯ
ธีโร จ พลวา สาธุ ยูถสฺส ปริหารโก
หิโต ภวติ ญาตีนํ ติทสานํว วาสโว ฯ
โย จ สีลญฺจ ปญฺญญฺจ สุตญฺจตฺตนิ ปสฺสติ
อุภินฺนมตฺถํ จรติ อตฺตโน จ ปรสฺส จ ฯ
ตสฺมา ตุเลยฺยมตฺตานํ สีลํ ปญฺญํ สุตํปิว
คณํ วา ปริหเร ธีโร เอโก วาปิ ปริพฺพเชติ ฯ
ตตฺถ ลหุจิตฺตสฺสาติ ลหุจิตฺโต อสฺส ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ โย โปโส ลหุจิตฺตสฺส มิตฺตสฺส วา ญาติโน วา อนุวิธยติ อนุวตฺตติ ตสฺส โปสสฺส อนุวิธยโต โส ลหุจิตฺโต ทิโส โหติ เวริกิจฺจํ กโรติ ฯ เอกสฺส กปิโนติ ปสฺสถ เอกสฺส ลหุจิตฺตสฺส อนฺธพาลสฺส กปิโน เหตุ อยํ สกลสฺส ยูถสฺส อนโย อวุฑฺฒิ มหาวินาโส กโตติ ฯ ปณฺฑิตมานีติ โย สยํ พาโล หุตฺวา อหํ ปณฺฑิโตติ อตฺตานํ มญฺญมาโน ปณฺฑิตานํ โอวาทํ อกตฺวา สกสฺส จิตฺตสฺส วสํ คจฺฉติ โส สจิตฺตสฺส วสํ คนฺตฺวา ยถา อยํ ทุพฺพจกปิ มตสยนํ สยนฺโต เอวํ สเยถาติ อตฺโถ ฯ น สาธูติ พาโล นาม พลสมฺปนฺโน ยูถสฺส ปริหารโก น สาธุ น สุทฺธโก ฯ กึการณา ฯ โส หิ อหิโต โหติ ญาตีนํ วินาสเมว วหติ ฯ สกุณานํว เจกโตติ ยถา หิ ติตฺติรสกุณานํ ทีปกติตฺติโร ทิวสํปิ วสฺสนฺโต อญฺเญ สกุเณ น มาเรติ ญาตเกว มาเรติ เตสญฺเญว อหิโต โหติ เอวนฺติ อตฺโถ ฯ หิโต ภวตีติ กาเยนปิ วาจายปิ มนสาปิ หิตการโกเยว ฯ อุภินฺนมตฺถํ จรตีติ อิธ โย ปุคฺคโล เอเต สีลาทโย คุเณ อตฺตนิ ปสฺสติ โส มยฺหํ อาจารสีลํปิ อตฺถิ ปญฺญาปิ อตฺถิ ปริยตฺติปิ อตฺถีติ ญตฺวา ตตฺตโต ชานิตฺวา คณํ ปริหรนฺโต อตฺตโน จ ปเรสญฺจ อตฺตานํ ปริวาเรตฺวา จรนฺตานํ ญาตีนํ อุภินฺนมฺปิ อตฺถเมว จรติ ฯ ตุเลยฺยมตฺตานนฺติ ตุเลยฺย อตฺตานํ ตุเลตฺวา ฯ สีลํ ปญฺญํ สุตํปิวาติ เอตานิ สีลาทีนิ วิย ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยสฺมา สีลาทีนิ อตฺตนิ สมนุปสฺสนฺโต อุภินฺนํ อตฺถํ จรติ ตสฺมา ปณฺฑิโต เอตานิ สีลาทีนิ วิย อตฺตานํปิ เตสุ ตุเลตฺวา ปติฏฺฐิโต นุ โขมฺหิ สีเล ปญฺญาย สุเตติ ตีเรตฺวา ปติฏฺฐิตภาวํ ปจฺจกฺขํ กตฺวา ธีโร คณํ ปริหเรยฺย จตูสุ อิริยาปเถสุ เอโกว หุตฺวา ปริพฺพเชยฺย ปริวตฺเตยฺย ปริสูปฏฺฐาปเกนาปิ หิ วิเวกจารินาปิ อิเมหิ ตีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคเต- เนว ภวิตพฺพํ ฯ
เอวํ มหาสตฺโต กปิราชาปิ หุตฺวา วินยปริยตฺติกิจฺจํ กเถสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ทุพฺพจกปิ เทวทตฺโต อโหสิ ปริสาปิสฺส เทวทตฺตปริสา ปณฺฑิตกปิราชา ปน อหเมวาติ ฯ
กปิชาตกํ นวมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗