ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กปิชาดก
ชาดกที่ ๔๐๔ · สัตตกนิบาตชาดก · กุกกุวรรค

กปิชาดก

ว่าด้วยคุณธรรมของผู้บริหารคณะ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๐๒๘ · บรรทัด ๔๔๖๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกปิชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภแผ่นดินสูบพระเทวทัตแล้ว จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยตฺถ เวรีนิวสติ ดังนี้.

ดังจะกล่าวโดยย่อ เมื่อพระเทวทัตเข้าไปสู่แผ่นดินแล้ว ภิกษุทั้งหลายพากันตั้งเรื่องนี้ขึ้นสนทนากันในธรรมสภาว่า พระเทวทัตพินาศแล้ว พร้อมกับบริษัท. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องไรหนอ ? เมื่อภิกษุทั้งหลาย กราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเทวทัตพร้อมด้วยบริษัท ไม่ใช่พินาศในแต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนพินาศเหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดกระบี่ มีกระบี่ ๕๐๐ ตัวเป็นบริวารอาศัยอยู่ที่พระราชอุทยานฝ่ายพระเทวทัตก็เกิดในกำเนิดกระบี่ มีกระบี่๕๐๐ ตัวเป็นบริวาร อาศัยอยู่ในพระราชอุทยานนั้นเหมือนกัน. อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อปุโรหิตไปอุทยานอาบน้ำแต่งตัวแล้วออกไป กระบี่เกเรตัวหนึ่งเดินไปก่อน นั่งเจ่าอยู่บนยอดเขาซุ้มประตูอุทยาน ถ่ายอุจจาระรดศีรษะของท่านปุโรหิต เมื่อท่านมองดูข้างบนก็ถ่ายรดหน้าอีก. ท่านหันกลับมาขู่พวกกระบี่ว่า เอาไว้ก่อนเถอะ ข้า ฯ จักแก้มือพวกแกภายหลังแล้วอาบน้ำอีก จึงได้หลีกไป. พวกกระบี่ได้บอกพระโพธิสัตว์ ถึงการที่ปุโรหิตนั้นผูกเวรแล้วขู่พวกกระบี่. พระโพธิสัตว์ได้บอกให้กระบี่ตั้งพันทราบว่า ขึ้นชื่อว่า ในสถานที่อยู่ของคู่เวรไม่ควรอยู่ ฝูงกระบี่ทั้งหมดจงพากันหนีไปในที่อื่นเถิด. ฝ่ายกระบี่หัวดื้อพาเอากระบี่ที่เป็นบริวารของตนไปไม่หนีโดยคิดว่า ภายหลังเราจักรู้เองจึงจะไป. ส่วนพระโพธิสัตว์พาเอาบริวารของตนเข้าป่าไป. อยู่มาวันหนึ่ง แพะตัวหนึ่งกินข้าวเปลือกที่นางทาสีคนหนึ่งผึ่งแดดไว้ ถูกตีด้วยดุ้นไฟมีไฟไหม้ที่ตัววิ่งหนีไปถูตัวที่ยอดกระท่อมหญ้าหลังหนึ่งชิดโรงช้าง. ไฟนั้นติดกระท่อมหญ้า. ลามจากกระท่อมหญ้าไปติดโรงช้าง. ลามจากโรงช้าง ก็ไหม้หลังช้าง. หมอรักษาช้าง ก็รักษาพยาบาลช้าง. ฝ่ายปุโรหิตกำลังพิจารณาหาอุบายจับวานรอยู่. ครั้นพระราชาตรัสสั่งถามท่านที่มาเฝ้าว่า อาจารย์ ช้างของเราเป็นแผลเปื่อยกันหลายเชือก หมอรักษาช้างไม่รู้จักการรักษา อาจารย์รู้ยาอะไรบ้างหรือไม่ ?

ปุโรหิตทูลว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์รู้ รา. อะไรล่ะ ? ปุ. ข้าแต่มาหาราช มันเหลวของวานร พระพุทธเจ้าข้ารา. เราจักได้ที่ไหน ? ปุ. ที่พระราชอุทยานมีวานรมากมิใช่หรือ พระพุทธเจ้าข้า

รา. ท่านทั้งหลาย จงฆ่าวานรที่พระราชอุทยาน นำเอามันเหลวมา.

คนแม่นธนูจึงพากันไปยิงวานรทั้ง ๕๐๐ ตัวให้ตายหมด. แต่หัวหน้าวานรตัวเดียวหนีไปได้ ถึงถูกยิงด้วยลูกศร แต่ก็ไม่ล้มตาย ณที่นั้นทีเดียว ไปถึงที่อยู่ของพระโพธิสัตว์แล้ว จึงล้มตาย. พวกวานรบอกพระโพธิสัตว์ถึงการที่มันได้ถูกยิงว่า หัวหน้าวานรมาถึงที่อยู่ของพวกเราแล้วก็ตาย. พระโพธิสัตว์มานั่งที่ท่ามกลางฝูงวานรพูดว่า ธรรมดาว่าพวกไม่เชื่อโอวาทของบัณฑิตทั้งหลาย อยู่ในที่อยู่ของคู่เวร จักพินาศอย่างนี้ แล้วได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยสามารถแห่งการตักเตือนฝูงวานรว่า:-

ผู้จองเวรอยู่ ณ ที่ใด บัณฑิตไม่ควรอยู่ ณ ที่นั้น ในที่มีคนจองเวร อยู่คืนเดียวหรือ ๒ คืน ก็เป็นทุกข์. คนที่เป็นหัวหน้าใจเบา เมื่อคนใจเบาคล้อยตาม เขาจะทำหน้าที่จองเวร เพราะเหตุแห่งกระบี่ตัวเดียว เขาได้ทำความ ย่อยยับให้กระบี่ทั้งฝูง. ก็คนพาลสำคัญตนว่า เป็นบัณฑิต บริหารหมู่คณะลุอำนาจความคิด ของตน คงนอนตายเหมือนวานรตัวนี้ฉะนั้น. คนโง่แต่มีกำลังบริหารหมู่คณะก็ไม่ดี ไม่เป็น ประโยชน์แต่เหล่าญาติ เหมือนนกต่อ ไม่เป็น ประโยชน์แก่นกทั้งหลายฉะนั้น. ส่วนคน ฉลาดมีกำลังบริหารหมู่คณะดี เป็นประโยชน์ แก่เหล่าญาติ เหมือนท้าววาสวะ เป็นประโยชน์ แก่ทวยเทพชาวไตรทศฉะนั้น. อนึ่ง ผู้ใดเห็น ศีล ปัญญาและสุตะ มีในตน ผู้นั้นย่อม ประพฤติประโยชน์แก่คนทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้ง แก่ตนเองและผู้อื่น. เพราะฉะนั้น ธีรชนควร ชั่งใจดูตัวเองเหมือนชั่งใจดูศีล ปัญญาและ สุตะฉะนั้นแล้ว จึงบริหารหมู่คณะบ้าง อยู่คน เดียวเว้นการบริหารบ้าง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลหุจิตฺตสฺส ความว่า พึงเป็นผู้มีใจเบา มีคำอธิบายว่า คนใดคล้อยตาม คืออนุวัตรตามมิตรหรือญาติผู้ใจเบา เมื่อคนนั้นคล้อยตาม เขาก็จะเป็นหัวหน้าใจเบา ทำหน้าที่ของผู้จองเวร. บทว่า เอกสฺส กปิโน ความว่า สูเจ้าทั้งหลายจงดูเถิด เพราะเหตุกระบี่ใจเบาคือเป็นอันธพาลตัวเดียว เขาได้ทำความย่อยยับ คือความไม่เจริญ ได้แก่ความพินาศใหญ่หลวงนี้ให้แก่กระบี่สิ้นทั้งฝูง. บทว่า ปณฺฑิตมานี มีเนื้อความว่า ผู้ใดรู้ตนเองเป็นคนโง่ แต่สำคัญตนว่า เราเป็นผู้ฉลาด ไม่ทำตามโอวาทของท่านผู้ฉลาด ตกอยู่ในอำนาจความคิดของตน ผู้นั้นจะลุอำนาจความคิดของตนแล้ว คงนอนเหมือนกะบี่หัวดื้อตัวนี้แหละนอนตายอยู่. บทว่า น สาธุ ความว่าธรรมดาคนโง่ แต่มีกำลังพร้อมบริหารหมู่คณะ ย่อมไม่ดี คือไม่ปลอดภัย เพราะเหตุไร เพราะเขาไม่มีประโยชน์สำหรับเหล่าญาติ คือนำความพินาศมาให้อย่างเดียว. บทว่า สกุณานํว เจกโต ความว่าอุปมาเสมือนหนึ่งว่า บรรดานกกระทาทั้งหลาย นกกระทำที่เป็นนกต่อขันทั้งวัน ก็ไม่ทำให้นกชนิดอื่นตาย ทำให้พวกพ้องของตนเท่านั้นแหละตาย ฉันใด คนโง่ก็ไม่มีประโยชน์แก่หมู่คณะเหล่านั้นเลย อธิบายว่า ฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า หิโต ภวติ ความว่า ธีรชน เป็นผู้ทำประโยชน์เกื้อกูลแก่เหล่าญาตินั่นเอง ด้วยกายบ้าง ด้วยวาจาบ้าง. บทว่า อุภินฺนมตฺถํ จรติ ความว่า คนในโลกนี้ ผู้ที่มองเห็นคุณธรรมเหล่านั้นมีศีลเป็นต้นในตนรู้ว่า อาจาระและศีลของเราก็มี ปัญญาก็มี การศึกษาเล่าเรียนก็มี ทราบตามความจริงแล้วบริหารหมู่คณะชื่อว่าประพฤติประโยชน์ถ่ายเดียวแก่คนทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งแก่ตนและผู้อื่น ได้แก่เหล่าญาติผู้เที่ยวห้อมล้อมตน. บทว่า ตุเลยฺยมตฺตานํ ตัดบทเป็น ตุเลยฺย อตฺตานํ คือชั่งใจดูตัวเองแล้ว. บทว่า ตุเลยฺย ได้แก่ ตุเลตฺวา คือชั่งใจดูตัวเองแล้ว. บทว่า สีลํ ปญฺํ สุตํปิว ความว่าพิจารณาดูคุณธรรมทั้งหลาย มีศีลเป็นต้นในตนอยู่ ชื่อว่าประพฤติประโยชน์แก่คนทั้ง ๒ ฝ่าย ฉะนั้น ธีรชนควรชั่งใจดูตนเอง เหมือนบัณฑิตชั่งใจดูคุณธรรมมีศีลเป็นต้นเหล่านั้น คือ พิจารณาดูว่าเราดำรงอยู่แล้วในศีล ในปัญญา ในสุตะหรือไม่ ? ทำความที่ตนดำรงอยู่ในคุณธรรมเหล่านั้นให้ประจักษ์แล้ว จึงบริหารหมู่คณะบ้าง อยู่คนเดียวใน ๔ อิริยาบถ เว้นการบริหาร คือเปลี่ยนแปลงบ้าง เพราะว่าผู้จะให้บริษัทอุปัฏฐากบำรุงก็ดี ผู้ประพฤติวิเวกก็ดี ควรจะประกอบด้วยคุณธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ทีเดียว.

พระมหากษัตริย์เป็นถึงขุนกระบี่ คือพระยาวานร จึงบอกหน้าที่เกี่ยวกับวินัยและการศึกษาเล่าเรียนได้.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกไว้ว่า วานรหัวดื้อในครั้งนั้น ได้แก่พระเทวทัตในบัดนี้ ฝ่ายบริวารของวานรหัวดื้อ ได้แก่บริวารของพระเทวทัต ส่วนขุนกระบี่ผู้ฉลาดได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล.

จบ อรรถกถากปิชาดกที่ ๙

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๒๙๘–๓๐๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

สัตตกนิบาตชาดก · ๒๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Kapijātakaṃ

yattha verī nivasatīti idaṃ satthā jetavane viharanto devadattassa paṭhavippavesanaṃ ārabbha kathesi.

Tasmiṃ hi paṭhaviṃ paviṭṭhe dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso devadatto saha parisāya naṭṭhoti. Satthā āgantvā kāya nuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva so saha parisāya naṭṭho pubbepi nassiyevāti vatvā atītaṃ āhari

atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto kapiyoniyaṃ nibbattitvā pañcasatakapiparivāro rājuyyāne vasi. Devadattopi kapiyoniyaṃ nibbattitvā pañcasatakapiparivāro tattheva vasi. Athekadivasaṃ purohite uyyānaṃ gantvā nahātvā alaṅkaritvā Nikkhamante eko lolakapi puretaraṃ gantvā uyyānadvāratoraṇamatthake nisīditvā tassa matthake vaccapiṇḍaṃ pātetvā puna uddhaṃ olokentassa mukhe pātesi. So nivattetvā hotu jānissāmi tumhākaṃ kattabbanti makkaṭe santajjetvā puna nahātvā pakkāmi. Tena veraṃ gahetvā makkaṭānaṃ santajjitabhāvaṃ bodhisattassa ārocesuṃ. So verīnaṃ nivāsanaṭṭhāne nāma vasituṃ na vaṭṭati sabbopi kapigaṇo palāyitvā aññattha gacchatūti kapisahassānaṃpi ārocāpesi. Dubbacakapi attano parivāramakkaṭe gahetvā pacchā jānissāmīti na palāyi. Bodhisatto attano parivāraṃ gahetvā araññaṃ pāvisi. Athekadivasaṃ ekissā vīhikoṭṭikāya dāsiyā ātape pasāritaṃ vīhiṃ khādamāno eko eḷako ummukkena pahāraṃ labhitvā ādittasarīro palāyanto ekissā hatthisālaṃ nissāya tiṇakuṭikāya kuṭṭe sarīraṃ ghaṃsi. So aggi tiṇakuṭikaṃ gaṇhi. Tato vuṭṭhāya hatthisālaṃ gaṇhi. Hatthisālāya hatthīnaṃ piṭṭhi jhāyi. Hatthivejjā hatthiṃ paṭijagganti. Purohitopi makkaṭānaṃ gahaṇupāyaṃ upadhārento vicarati. Atha naṃ rājūpaṭṭhānaṃ āgantvā nisinnaṃ rājā āha ācariya bahū no hatthī gaṇḍikā hatthivejjā paṭijaggituṃ na jānanti jānāsi kinnu kho kiñci bhesajjanti. Jānāmi mahārājāti. Kinnāmāti. Makkaṭavasā mahārājāti. Kahaṃ labhissāmāti. Nanu uyyāne bahū makkaṭāti. Rājā uyyānamakkaṭe māretvā vasaṃ ānethāti āha. Dhanuggahā Gantvā pañcasatepi makkaṭe vijjhitvā māresuṃ. Eko pana jeṭṭhakamakkaṭo palāyanto sarappahāraṃ labhitvāpi tattheva apatitvā bodhisattassa vasanaṭṭhānaṃ patvā pati. Vānarā amhākaṃ vasanaṭṭhānaṃ patvā matoti tassa pahāraladdhamatabhāvaṃ bodhisattassa ārocesuṃ. So āgantvā kapigaṇamajjhe nisinno paṇḍitānaṃ ovādaṃ akatvā veriṭṭhāne vasantā nāma evaṃ vinassantīti kapigaṇassa ovādavasena imā gāthā abhāsi

yattha verī nivasati na vase tattha paṇḍito

ekarattaṃ dirattaṃ vā dukkhaṃ vasati verisu.

Diso ve lahucittassa posassa anuvidhiyyato

ekassa kapino hetu yūthassa anayo kato.

Bālo ca paṇḍitamānī yūthassa parihārako

sacittassa vasaṃ gantvā sayethāyaṃ yathā kapi.

Na sādhu balavā bālo yūthassa parihārako

ahito bhavati ñātīnaṃ sakuṇānaṃva cekato.

Dhīro ca balavā sādhu yūthassa parihārako

hito bhavati ñātīnaṃ tidasānaṃva vāsavo.

Yo ca sīlañca paññañca sutañcattani passati

ubhinnamatthaṃ carati attano ca parassa ca.

Tasmā tuleyyamattānaṃ sīlaṃ paññaṃ sutaṃpiva

gaṇaṃ vā parihare dhīro eko vāpi paribbajeti.

Tattha lahucittassāti lahucitto assa. Idaṃ vuttaṃ hoti yo poso lahucittassa mittassa vā ñātino vā anuvidhayati anuvattati tassa posassa anuvidhayato so lahucitto diso hoti verikiccaṃ karoti. Ekassa kapinoti passatha ekassa lahucittassa andhabālassa kapino hetu ayaṃ sakalassa yūthassa anayo avuḍḍhi mahāvināso katoti. Paṇḍitamānīti yo sayaṃ bālo hutvā ahaṃ paṇḍitoti attānaṃ maññamāno paṇḍitānaṃ ovādaṃ akatvā sakassa cittassa vasaṃ gacchati so sacittassa vasaṃ gantvā yathā ayaṃ dubbacakapi matasayanaṃ sayanto evaṃ sayethāti attho. Na sādhūti bālo nāma balasampanno yūthassa parihārako na sādhu na suddhako. Kiṃkāraṇā. So hi ahito hoti ñātīnaṃ vināsameva vahati. Sakuṇānaṃva cekatoti yathā hi tittirasakuṇānaṃ dīpakatittiro divasaṃpi vassanto aññe sakuṇe na māreti ñātakeva māreti tesaññeva ahito hoti evanti attho. Hito bhavatīti kāyenapi vācāyapi manasāpi hitakārakoyeva. Ubhinnamatthaṃ caratīti idha yo puggalo ete sīlādayo guṇe attani passati so mayhaṃ ācārasīlaṃpi atthi paññāpi atthi pariyattipi atthīti ñatvā tattato jānitvā gaṇaṃ pariharanto attano ca paresañca attānaṃ parivāretvā carantānaṃ ñātīnaṃ ubhinnampi atthameva carati. Tuleyyamattānanti tuleyya attānaṃ tuletvā. Sīlaṃ paññaṃ sutaṃpivāti etāni sīlādīni viya. Idaṃ vuttaṃ hoti yasmā sīlādīni attani Samanupassanto ubhinnaṃ atthaṃ carati tasmā paṇḍito etāni sīlādīni viya attānaṃpi tesu tuletvā patiṭṭhito nu khomhi sīle paññāya suteti tīretvā patiṭṭhitabhāvaṃ paccakkhaṃ katvā dhīro gaṇaṃ parihareyya catūsu iriyāpathesu ekova hutvā paribbajeyya parivatteyya parisūpaṭṭhāpakenāpi hi vivekacārināpi imehi tīhi dhammehi samannāgate- neva bhavitabbaṃ.

Evaṃ mahāsatto kapirājāpi hutvā vinayapariyattikiccaṃ kathesi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā dubbacakapi devadatto ahosi parisāpissa devadattaparisā paṇḍitakapirājā pana ahamevāti.

Kapijātakaṃ navamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๐๓. อัฏฐิเสนชาดกชาดกถัดไป๔๐๕. พกพรหมชาดก