ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ขทิรังคารชาดก
ชาดกที่ ๔๐ · เอกกนิบาตชาดก · กุลาวกวรรค

ขทิรังคารชาดก

ว่าด้วยมีจิตมั่นคง

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๐ · บรรทัด ๒๖๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากขทิรังคารชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันวิหาร ทรงปรารภทานของอนาถบิณฑิกเศรษฐี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นามํ ปตามิ นิรยํ ดังนี้.

ความพิศดารว่า ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ปรารภเฉพาะวิหารเท่านั้น เรี่ยรายทรัพย์ ๕๔ โกฏิ ไว้ในพระพุทธศาสนา มิได้ทำความสำคัญในสิ่งอื่นว่าเป็นรัตนะนอกจากรัตนะทั้ง ๓ ให้เกิดเลย เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวันวิหาร ย่อมไปยังที่บำรุงใหญ่ ๓ ครั้ง ทุกวัน ตอนเช้าตรู่ไปครั้งหนึ่ง รับประทานอาหารเช้าแล้ว ไปครั้งหนึ่ง เวลาเย็นไปครั้งหนึ่ง ที่บำรุงในระหว่างแม้แห่งอื่นก็มีเหมือนกัน. ก็เมื่อจะไปไม่เคยมีมือเปล่าไป ด้วยคิดว่าสามเณรหรือภิกษุหนุ่มทั้งหลายจะพึงแลดูแม้มือของเราด้วยคิดว่า ท่านเศรษฐีถืออะไรมาหนอ เมื่อไปตอนเช้า ให้คนถือข้าวยาคูไป รับประทานอาหารเช้าแล้วเมื่อจะไป ให้คนถือเอาเนยใส เนยข้น น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยเป็นต้นไป เมื่อจะไปเวลาเย็น ถือของหอม ดอกไม้ และผ้าไป. ก็เมื่อท่านเศรษฐีนั้น บริจาคอยู่อย่างนี้ทุกวัน ๆ ประมาณในการบริจาคย่อมไม่มี. ฝ่ายคนผู้อาศัยการค้าขายเลี้ยงชีพเป็นอันมาก ทำหนังสือให้ไว้กับมือของท่านเศรษฐี กู้เอาทรัพย์ไปนับได้ ๑๘ โกฏิ. ท่านเศรษฐีให้ทวงเอาทรัพย์ของตนเหล่านั้นมา อนึ่ง ทรัพย์๑๘ โกฏิ จำนวนอื่น ซึ่งเป็นของประจำตระกูลของท่านเศรษฐีนั้น ฝังไว้ที่ฝั่งแม่น้ำ เมื่อฝั่งแม่น้ำถูกน้ำในแม่น้ำอจิรวดีเซาะพังทลายก็เคลื่อนลงมหาสุมทรไป. ตุ่มโลหะ (ที่บรรจุทรัพย์) ตามที่ปิดไว้และประทับตราไว้นั้น ก็กลิ้งไปในท้องทะเล. ก็ในเรือนของท่านเศรษฐีนั้น ยังคงมีนิตยภัตเป็นประจำสำหรับภิกษุ ๕๐๐ รูป. จริงอยู่ เรือนของท่านเศรษฐีเป็นเช่นกับ สระโบกขรณีที่ขุดไว้ในหนทาง ๔ แพร่งสำหรับภิกษุสงฆ์ ตั้งอยู่ในฐานะบิดามารดาของภิกษุทั้งปวงด้วยเหตุนั้น แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสด็จไปเรือนของท่านเศรษฐีนั้น ฝ่ายพระมหาเถระทั้ง ๘๐ องค์ก็ไปเหมือนกัน. ส่วนภิกษุทั้งหลายที่เหลือต่างมา ๆไป ๆ หาประมาณมิได้.

ก็เรือนนั้น มี ๗ ชั้น. ประดับด้วยซุ้มประตู ๗ ซุ้ม มีเทวดาผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิองค์หนึ่ง สิงอยู่ที่ซุ้มประตูที่ ๘ ของเรือนนั้น. เทวดานั้น เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จเจ้าเรือนและเสด็จออกไป ไม่อาจดำรงอยู่ในวิมานของตน จับเอาทารกลงมายืนอยู่เฉพาะบนภาคพื้น แม้เมื่อพระมหาเถระทั้ง ๘๐องค์ เข้าไปและออกมา ก็กระทำเหมือนอย่างนั้น. เทวดานั้นคิดว่า ก็เมื่อพระสมณโคดมและเหล่าสาวกของพระสมณโคดมนั้น ยังคงเข้าเรือนนี้อยู่ ชื่อว่าความสุขของเราย่อมไม่มี เราจักไม่อาจลงมายืนอยู่บนภาคพื้นตลอดกาลเป็นนิตย์ได้ เรากระทำโดยประการที่พระสมณะเหล่านี้เข้ามายังเรือนนี้ไม่ได้ จึงจะควร. อยู่มาวันหนึ่ง เทวดานั้นไปยังสำนักของผู้เป็นมหากัมมันคิกะ (ผู้อำนวยการ) ผู้กำลังเข้านอนแล้วได้ยืนแผ่โอภาสสว่างไสว และเมื่อท่านผู้เป็นมหากัมมันคิกะกล่าวว่า ใครอยู่ที่นี่ จึงกล่าวว่า เราเป็นเทวดาผู้บังเกิดอยู่ที่ซุ้มประตูที่ ๔. มหากัมมันติกะกล่าวว่า ท่านมาเพราะเหตุอะไร. เทวดากล่าวว่าท่านไม่เห็นการกระทำของท่านเศรษฐีหรือ. ท่านเศรษฐีไม่มองดูกาลอันจะมีมาภายหลังของตน นำทรัพย์ออกถมเฉพาะพระสมณโคดมเท่านั้นให้เต็มบริบูรณ์ ไม่ประกอบการค้าขาย ไม่ริเริ่มการงาน ท่านจงโอวาทท่านเศรษฐีท่านจงกระทำโดยประการที่ท่านเศรษฐีจะทำการงานของตนและพระสมณโคดมพร้อมทั้งสาวกจะไม่เข้ามายังเรือนนี้. ลำดับนั้น ท่านมหากัมมันติกะนั้นได้กล่าวกะเทวดานั้นว่า ดูก่อนเทวดาพาล ท่านเศรษฐีเมื่อสละทรัพย์ ก็สละในพระพุทธศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ ท่านเศรษฐีนั้น ถ้าจักจับเราที่มวยผมเอาไปขาย เราจักไม่กล่าวอะไร ๆ เลย ท่านจงไปเสียเถิด. อีกวันหนึ่ง เทวดานั้นเข้าไปหาบุตรชายคนใหญ่ของท่านเศรษฐี. แล้วกล่าวสอนเหมือนอย่างนั้น. ฝ่ายบุตรชายท่านเศรษฐีก็คุกคามเทวดานั้น โดยนัยอันมีในก่อนนั่นแหละ. แต่เทวดานั้นไม่อาจกล่าวกับท่านเศรษฐีได้เลย. ฝ่ายท่านเศรษฐีให้ทานอยู่ไม่ขาดสาย ไม่กระทำการค้าขาย เมื่อทรัพย์สมบัติมีน้อย ทรัพย์ก็ได้ถึงการหมดสิ้นไป. ครั้งเมื่อท่านเศรษฐีนั้นถึงความยากจนเข้าโดยลำดับ ผ้าสาฎก ที่นอนและภาชนะอันเป็นเครื่องบริโภคใช้สอยไม่ได้เป็นเหมือนดังแต่ก่อน. ท่านเศรษฐีแม้จะเป็นอย่างนี้ ก็ยังคงให้ทานแก่ภิกษุสงฆ์ แต่ไม่อาจทำให้ประณีตแล้วถวาย. ครั้นวันหนึ่ง พระศาสดาตรัสถามเศรษฐีนั้นผู้ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ว่า ดูก่อนคฤหบดี ก็ทานในตระกูล ท่านยังให้อยู่หรือ ?. เศรษฐีนั้นกราบทูลว่า ยังให้อยู่พระเจ้าข้า แต่ว่าทานนั้นเศร้าหมอง เป็นข้าวปลายเกรียนมีน้ำผักดองเป็นที่สอง. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะเศรษฐีนั้นว่า คฤหบดี ท่านอย่าทำจิตให้ยุ่งยากว่า เราให้ทานเศร้าหมองเลย เพราะว่า เมื่อจิตประณีตทานที่ถวายให้แก่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกทั้งหลาย ย่อมไม่ชื่อว่าเศร้าหมอง. เพราะเหตุไร. เพราะมีผลมาก. ก็ข้อนี้ ควรจะทราบอย่างนี้ว่าก็เมื่อสามารถทำจิตให้ประณีต ทานชื่อว่าเศร้าหมอง ย่อมไม่มี และว่า

เมื่อจิตผ่องใสแล้ว ทักษิณา การทำบุญใน พระตถาคตสัมพุทธเจ้า หรือในสาวกของพระสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่ามีประมาณน้อย ย่อมไม่มี. ได้ยิน มาว่า การบำเรอในพระอโนมทัสสีพุทธเจ้าทั้งหลาย มีผลน้อย ย่อมไม่มี ท่านจงเห็นผลของก้อนข้าวกุม มาสอันเศร้าหมองและไม่เค็มเถิด.

แม้อีกข้อหนึ่ง พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี ก่อนอื่นท่านเมื่อให้ทานเศร้าหมอง ยังได้ให้แก่พระอริยบุคคล ๘ จำพวก เราครั้งเป็นเวลามพราหมณ์ ให้รัตนะทั้ง ๗ กระทำชมพูทวีปทั้งสิ้น ให้ไม่ต้องทำไร่ไถนา ยังมหาทานให้เป็นไปดุจทำแม่น้ำใหญ่ทั้ง ๕ สายให้เต็มเป็นห้วงเดียวกัน ก็ไม่ได้ใคร ๆ ผู้ถึงสรณะ ๓ หรือผู้รักษาศีล ๕ ชื่อว่าบุคคลผู้ควรแก่ทักษิณา หาได้ยากอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ท่านอย่าได้ทำจิตให้ยุ่งยากว่าทานของเราเศร้าหมองก็แหละครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงตรัสเวลามสูตร.

ครั้งนั้นแล เทวดานั้นไม่อาจกล่าวกับเศรษฐีในกาลที่ท่านเศรษฐียังเป็นใหญ่ สำคัญว่า บัดนี้ เศรษฐีนี้จักเชื่อถือคำของเรา เพราะเป็นผู้ตกยากในเวลาเที่ยงคืนจึงเข้าไปยังห้องอันเป็นสิริ ได้แผ่แสงสว่างยืนอยู่ในอากาศ. เศรษฐีเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า นั้นใคร. เทวดานั้นกล่าวว่า ท่านมหาเศรษฐีข้าพเจ้าเป็นเทวดาผู้สิงอยู่ที่ซุ้มประตูที่ ๔. เศรษฐีกล่าวว่า ท่านมาเพื่ออะไร. เทวดากล่าวว่า ข้าพเจ้าประสงค์จะกล่าวโอวาทท่านจึงได้มา. เศรษฐีกล่าวว่าถ้าอย่างนั้น ท่านจงกล่าว. เทวดากล่าวว่า มหาเศรษฐี ท่านไม่คิดถึงเวลาหลัง ไม่เห็นแก่บุตรธิดา เรี่ยรายทรัพย์เป็นอันมากลงในศาสนาของพระสมณโคดม ท่านนั้นเกิดเป็นคนยากไร้ เพราะอาศัยพระสมณโคดม โดยสละทรัพย์เกินขอบเขต หรือโดยไม่ทำการค้าขายและการงาน ท่านถึงแม้จะเป็นอย่างนี้ก็ยังไม่ปล่อยพระสมณโคดม แม้ทุกวันนี้ สมณะเหล่านั้นก็ยังเข้าเรือนอยู่นั่นแหละทรัพย์ที่พวกสรณะเหล่านั้นนำออกไปแล้ว ใคร ๆ ไม่อาจให้นำกลับมาได้ ย่อมเป็นอันถือเอาเลย ก็ตั้งแต่นี้ไป ตัวท่านเองก็อย่าได้ไปสำนักของพระสมณโคดมทั้งอย่าได้ให้สาวกทั้งหลายของพระโคดมนั้น เข้ามายังเรือนนี้ ท่านแม้ให้พระสมณโคดมกลับไปแล้ว ก็อย่าได้เหลียวแล จงกระทำคดีฟ้องร้องและการค้าขายของตน รวบรวมทรัพย์สมบัติ. เศรษฐีนั้น จึงกล่าวกะเทวดานั้นอย่างนี้ว่านี้เป็นโอวาทที่ท่านให้เราหรือ. เทวดากล่าวว่า จ้ะ นี้เป็นโอวาท. ท่านเศรษฐีกล่าวว่า เราอันพระทศพลทรงกระทำให้เป็นผู้อันพวกเทวดาเช่นท่านตั้งร้อยก็ดี พันก็ดี แสนก็ก็ดี ไห้หวั่นไหวไม่ได้และศรัทธาของเราไม่คลอนแคลนตั้งมั่นดีแล้วดุจภูเขาสิเนรุ เราสละทรัพย์ในรัตนศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ ท่านพูดคำอันไม่ควร ท่านผู้ไม่มีอาจาระ ทุศีล เป็นกาลกิณีเห็นปานนี้ให้การประหารพระพุทธศาสนา เราไม่มีกิจคือการอยู่ในเรือนเดียวกันกับท่านท่านจงรีบออกจากเรือนของเราไปอยู่ที่อื่น. เทวดานั้นได้ฟังคำของพระอริยสาวกผู้โสดาบัน ไม่อาจดำรงอยู่ได้ จึงไปยังที่อยู่ของตนแล้วเอามือจับทารกออกไปก็แหละครั้นออกไปแล้วไม่ได้ที่อยู่ในที่อื่น คิดว่า จักให้เศรษฐีอดโทษแล้วอยู่ที่ซุ้มประตูนั้นนั่นแหละ จึงไปยังสำนักของเทวบุตรผู้รักษาพระนคร ไหว้เทวบุตรนั้น แล้วยืนอยู่ และอันเทวบุตรผู้รักษาพระนครกล่าวว่า ท่านมาเพราะต้องการอะไร จึงกล่าวว่า นาย ข้าพเจ้าไม่ได้ใคร่ครวญ พูดกับ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีนั้นโกรธเรา ฉุดคร่าเราออกจากที่อยู่ท่านจงนำข้าพเจ้าไปยังสำนักของท่านเศรษฐี ให้ท่านอดโทษแล้วให้ที่อยู่แก่ข้าพเจ้า. เทวบุตรผู้รักษาพระนครถามว่า ก็ท่านพูดกะท่านเศรษฐีอย่างไร ? เทวดานั้นกล่าวว่า ข้าแต่นาย ข้าพเจ้ากล่าวกะท่านเศรษฐีอย่างนี้ว่า นาย ตั้งแต่นี้ท่านอย่ากระทำการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ ท่านอย่าให้พระสมณโคดมเข้าไปในเรือน. เทวบุตรผู้รักษาพระนครกล่าวว่า ท่านกล่าวคำอันไม่สมควร ท่านให้การประหารในพระศาสนา เราไม่อาจพาท่านไปยังสำนักของท่านเศรษฐี. เทวดานั้นไม่ได้การช่วยเหลือจากสำนักของเทวบุตรนั้น จึงได้ไปยังสำนักของท้าวมหาราชทั้ง ๔ แม้ท้าวมหาราชทั้ง ๔ นั้นก็ปฏิเสธเหมือนอย่างนั้น จึงเข้าไปเฝ้าท้าวสักกเทวราชกราบทูลเรื่องราวนั้น แล้วอ้อนวอนอย่างดีว่า ข้าแต่เทวราช ข้าพระองค์ไม่ได้ที่อยู่ จูงทารกเป็นคนอนาถาเทียวไป ขอพระองค์จงยังเศรษฐีให้ให้ที่อยู่แก่ข้าพระองค์ ด้วยสิริของพระองค์. แม้ท้าวสักกะนั้นก็ตรัสกะเทวดานั้นว่า ท่านการทำกรรมอันไม่สมควร ท่านให้การประหารในศาสนาของพระชินเจ้า แม้เราก็ไม่อาจกล่าวกับเศรษฐี เหตุอาศัยท่าน แต่เราจะบอกอุบายให้ท่านเศรษฐีนั้นอดโทษแก่ท่านสักอย่างหนึ่ง. เทวดานั้นกราบทูลว่า สาธุ ข้าแต่เทวะ ขอพระองค์จงตรัสบอก. ท้าวสักกะตรัสว่า คนทั้งหลายทำหนังสือไว้กับมือของท่านเศรษฐี ถือเอาทรัพย์ไปนับได้๑๘ โกฏิ มีอยู่ ท่านจงแปลงเพศเป็นคนเก็บส่วยของท่านเศรษฐีนั้น อย่าให้ใคร ๆ รู้จัก ถือเอาหนังสือเหล่านั้น อันพวกยักษ์หนุ่ม ๆ ๒-๓ คน ห้อมล้อม มือหนึ่งถือหนังสือ (สัญญา) มือหนึ่งถือเครื่องเขียน ไปเรือนของคนเหล่านั้น ยืนอยู่ในท่ามกลางเรือน ทำคนเหล่านั้น ให้สะดุ้งกลัวด้วยอานุภาพแห่งยักษ์ของตน แล้วชำระเงิน ๑๘ โกฏิ ทำคลังเปล่าของเศรษฐีให้เต็ม ทรัพย์ที่ฝังไว้ริมฝั่งแม่น้ำอจิรวดีอีกแห่งหนึ่ง เมื่อฝั่งแม่น้ำพังจึงเลื่อนลงสู่สมุทรมีอยู่จงนำเอาทรัพย์แม้นั้น มาด้วยอานุภาพของตนแล้วทำคลังให้เต็ม ทรัพย์แม้อีกแห่งหนึ่งประมาณ ๑๘ โกฏิ ไม่มีเจ้าของหวงแหนมีอยู่ในที่ชื่อโน้น จงนำเอาทรัพย์แม้นั้นมา ทำคลังเปล่าให้เต็ม ท่านจงทำคลังเปล่าอันเต็มด้วยทรัพย์ ๕๔โกฏินี้ให้เป็นทัณฑกรรม แล้วให้มหาเศรษฐีอดโทษ.

เทวดานั้นรับคำของท้าวสักกะนั้นว่า ดีละ ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐแล้วนำทรัพย์ทั้งหมดมาโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ ในเวลาเที่ยงคืน จึงเข้าไปห้องอันประกอบด้วยสิริของเศรษฐี ได้แผ่แสงสว่างยืนอยู่ในอากาศ เมื่อเศรษฐีกล่าวว่า นั่นใคร จึงกล่าวว่า ท่านมหาเศรษฐี ข้าพเจ้าเป็นเทวดาซึ่งสิงสถิตอยู่ที่ซุ้มประตูที่ ๘ ของท่าน ข้าพเจ้าผู้หลงเพราะโมหะใหญ่ ไม่รู้จักคุณของพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้กล่าวคำอะไรๆ กับท่านในวันก่อนๆ มีอยู่ ท่านจงอดโทษนั้น แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้านำทรัพย์ ๕๔ โกฏิ มาตามพระดำรัสของท้าวสักกะเทวราช คือ ทรัพย์ ๑๘ โกฏิโดยชำระสะสางหนี้ของท่าน (และ) ทรัพย์ ๑๘โกฏิของตนผู้ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ ในที่นั้น ๆ กระทำทัณฑกรรมโดยทำคลังว่างเปล่าให้เต็ม ทรัพย์ที่ถึงความสิ้นไป เพราะปรารภ (การสร้าง) พระวิหารเชตวัน ข้าพเจ้าได้รวบรวมมาทั้งหมด ข้าพเจ้าเมื่อไม่ได้ที่อยู่ย่อมลำบากข้าแต่ท่านมหาเศรษฐี ท่านอย่าใส่ใจคำที่ข้าพเจ้ากล่าวเพราะความไม่รู้. จงอดโทษด้วยเถิด.

ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ฟังคำของเทวดานั่นแล้วคิดว่า เทวดานี้กล่าวว่า ก็ข้าพเจ้าได้ทำทัณฑกรรมแล้ว และปฏิญญายอมรับรู้โทษของตนพระศาสดาจักทรงแนะนำเทวดานี้แล้ว ให้รู้จักคุณของตน ก็เราจักแสดง (เทวดานี้) แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า. ลำดับนั้น ท่านมหาเศรษฐีจึงกล่าวกะเทวดานั้นว่า ดูก่อนเทวดาผู้สหาย ถึงแม้ท่านจักให้เราอดโทษ จงให้อดโทษในสำนักของพระศาสดา. เทวดานั้นกล่าวว่า ดีละ ข้าพเจ้าจักกระทำอย่างนั้นอนึ่ง ท่านจงพาเราไปยังสำนักของพระศาสดาเถิด. มหาเศรษฐีนั้นกล่าวว่า ดีละเมื่อราตรีสว่างแล้ว จึงพาเทวดานั้น ไปยังสำนักของพระศาสดาแต่เช้าตรู่ แล้วกราบทูลกรรมที่เทวดานั้นกระทำทั้งหมด แก่พระตถาคต.

พระศาสดาได้ทรงสดับคำของท่านมหาเศรษฐีนั้น แล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี แม้บุคคลผู้ลามกในโลกนี้ ย่อมเห็นกรรมอันเจริญ ตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล ก็เมื่อใด บาปย่อมให้ผลแก่บุคคลผู้ลามกนั้น เมื่อนั้น บุคคลผู้ลามกนั้นย่อมเห็นแต่บาปเท่านั้น ฝ่ายบุคคลผู้เจริญ ย่อมเห็นบาปทั้งหลายตราบเท่าที่กรรมอันเจริญยังไม่ให้ผล ก็ในกาลใด กรรมอันเจริญย่อมให้ผลแก่บุคคลผู้เจริญนั้น ในกาลนั้น บุคคลผู้เจริญนั้น ย่อมเห็นแต่กรรมอันเจริญเท่านั้นแล้วได้ตรัสคาถา ๒ คาถาในพระธรรมบทดังนี้ว่า

แม้บุคคลผู้ลามกย่อมเห็นธรรมอันเจริญตราบ เท่าที่กรรมอันลามกยังไม่ให้ผล ก็ในกาลใด ธรรม อันลามกย่อมให้ผล ในกาลนั้น บุคคลผู้ลามกนั้นย่อม เห็นกรรมอันลามกทั้งหลาย ฝ่ายบุคคลผู้เจริญย่อมเห็น กรรมอันลามก ตราบเท่าที่กรรมอันเจริญยังไม่ให้ผล ก็ในกาลใดกรรมอันเจริญย่อมให้ผล ในกาลนั้น บุคคล ผู้เจริญนั้น ย่อมเห็นกรรมอันเจริญทั้งหลาย.

ก็แหละในเวลาจบคาถาเหล่านี้ เทวดานั้นตั้งอยู่แล้วในโสดาปัตติผล. เทวดานั้นหมอบลงที่พระบาททั้งสองของพระศาสดาอันเรี่ยรายด้วยจักรให้พระศาสดาทรงอดโทษว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อันราคะย้อมแล้ว อันโทสะประทุษร้ายแล้ว หลงแล้วด้วยโมหะ มืดมนเพราะอวิชชาไม่รู้คุณทั้งหลายของพระองค์ ได้กล่าวคำอันลามก ขอพระองค์จงอดโทษคำนั้นแก่ข้าพระองค์แล้วยังมหาเศรษฐีให้อดโทษ สมัยนั้น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกล่าวคุณของตนเบื้องพระพักตร์ของพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เทวดานี้แม้จะห้ามอยู่ว่า จงอย่ากระทำการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าเป็นต้น ก็ไม่อาจห้ามพระองค์ได้ ข้าพระองค์แม้ถูกเทวดานี้ห้ามอยู่ว่า ไม่ควรให้ทาน ก็ได้ให้อยู่นั้นแหละ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้คุณของข้าพระองค์มิใช่หรือ. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี ท่านแลเป็นพระอริยสาวกผู้โสดาบัน มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีทัสสนะอันหมดจด ความที่ท่านถูกเทวดาผู้มีศักดิ์น้อยนี้ห้ามอยู่ก็ห้ามไม่ได้ ไม่น่าอัศจรรย์ ก็ข้อที่บัณฑิตทั้งหลายในปางก่อน เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติขึ้น ดำรงอยู่ในญาณอันยังไม่แก่กล้า ถูกมารผู้เป็นใหญ่ในกามาวจรภพยืนอยู่ในอากาศ แสดงหลุมถ่านเพลิงลึก ๘๐ ศอก โดยกล่าวว่า ถ้าท่านจักให้ทานไซร้ ท่านจักไหม้ในนรกนี้ แล้วห้ามว่า ท่านอย่าได้ให้ทาน ก็ได้ยืนอยู่ในท่ามกลางผูกดอกปทุมให้ทาน นี้น่าอัศจรรย์ อันท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีทูลอ้อนวอน จึงทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไป.

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๓๖๕ – เล่ม ๕๖ หน้า ๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๒๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๑๐ ขทิรงฺคารชาตกํ

กามํ ปตามิ นิรยนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อนาถปิณฺฑิกสฺส ทานํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

อนาถปิณฺฑิโก หิ วิหารเมว อารพฺภ จตุปฺปญฺญาสโกฏิธนํ พุทฺธสาสเน วิกิริตฺวา ตีหิ รตเนหิ อญฺญตฺถ รตนสญฺญเมว อนุปฺปาเทตฺวา สตฺถริ เชตวเน วิหรนฺเต เทวสิกํ ตีณิ มหาอุปฏฺฐานานิ คจฺฉติ ปาโตว เอกวารํ คจฺฉติ กตปาตราโส เอกวารํ สายณฺเห เอกวารํ ฯ อญฺญานิปิ อนฺตรุปฏฺฐานานิ โหนฺติเยว ฯ คจฺฉนฺโต จ กินฺนุ อาทาย อาคโตติ สามเณรา วา ทหรา วา หตฺถมฺปิ เม โอโลเกยฺยุนฺติ ตุจฺฉหตฺโถ นาม น คตปุพฺโพ ปาโตว คจฺฉนฺโต ยาคุํ คาหาเปตฺวา คจฺฉติ กตปาตราโส สปฺปินวนีตมธุผาณิตาทีนิ สายณฺหสมเย คนฺธมาลาวตฺถหตฺโถ คจฺฉติ ฯ เอวํ ทิวเส ทิวเส ปริจฺจชนฺตสฺส ปนสฺส ปริจฺจาเค ปมาณํ นตฺถิ ฯ พหู โวหารูปชีวิโนปิสฺส หตฺถโต ปณฺเณ อาโรเปตฺวา อฏฺฐารสโกฏิสงฺขฺยํ ธนํ อิณํ คณฺหึสุ ฯ เตสํ มหาเสฏฺฐี ธนํ อาหราเปติ ฯ อญฺญา ปนสฺส กุลสนฺตกา อฏฺฐารสโกฏิโย นทีตีเร นิทหิตฺวา ฐปิตา อจีรวโตทเกน นทีกูเล ภินฺเน มหาสมุทฺทํ ปวิฏฺฐา ฯ ตา ยถาปิทหิตลญฺจิตาว โลหจาฏิโย อณฺณวกุจฺฉิยํ ปวตฺตมานา วิจรนฺติ ฯ เคเห ปนสฺส ปญฺจนฺนํ ภิกฺขุสตานํ นิจฺจภตฺตํ นิพทฺธเมว โหติ ฯ เสฏฺฐิโน หิ เคหํ ภิกฺขุสงฺฆสฺส จาตุมฺมหาปเถ ขณิตโปกฺขรณีสทิสํ สพฺเพสํ ภิกฺขูนํ มาตาปิตุฏฺฐาเน ฐิตํ ฯ เตนสฺส ฆรํ สมฺมาสมฺพุทฺโธปิ คจฺฉติ อสีติมหาเถราปิ คจฺฉนฺติเยว เสสภิกฺขูนํ ปน อาคจฺฉนฺตานญฺจ คจฺฉนฺตานญฺจ ปมาณํ นตฺถิ ฯ

ตมฺปน ฆรํ สตฺตภูมิกํ สตฺตทฺวารโกฏฺฐปฏิมณฺฑิตํ ฯ ตสฺส จตุตฺเถ ทฺวารโกฏฺฐเก เอกา มิจฺฉาทิฏฺฐิกา เทวตา วสติ ฯ สา สมฺมาสมฺพุทฺเธ เคหํ ปวิสนฺเต นิกฺขมนฺเต จ อตฺตโน วิมาเน ฐาตุํ น สกฺโกติ ทารเก คเหตฺวา โอตริตฺวา ภูมิยํ ปติฏฺฐติ อสีติมหาเถเรสุปิ ปวิสนฺเตสุ จ นิกฺขมนฺเตสุ จ ตเถว กโรติ ฯ สา จินฺเตสิ สมณโคตเม จ สาวเกสุ จสฺส อิมํ เคหํ ปวิสนฺเตสุ มยฺหํ สุขนฺนาม นตฺถิ นิจฺจกาลํ โอตริตฺวา ภูมิยํ ฐาตุํ น สกฺขิสฺสามิ ยถา อิเม เอตํ ฆรํ น ปวิสนฺติ ตถา มยา กาตุํ วฏฺฏตีติ ฯ อเถกทิวสํ สยนูปคตสฺเสว มหากมฺมนฺติกสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา โอภาสํ ผริตฺวา อฏฺฐาสิ โก เอตฺถาติ จ วุตฺเต อหํ จตุตฺถทฺวารโกฏฺฐเก นิพฺพตฺตเทวตาติ อาห ฯ กสฺมา อาคตาสีติ ฯ ตุมฺเห เสฏฺฐิสฺส กิริยํ น ปสฺสถ อตฺตโน ปจฺฉิมกาลํ อโนโลเกตฺวา ธนํ นีหริตฺวา สมณโคตมํเยว ปูเรติ เนว วณิชฺชํ ปโยเชติ น กมฺมนฺเต ปฏฺฐเปติ ตุมฺเห เสฏฺฐึ โอวทถ ยถา อตฺตโน กมฺมํ กโรติ ยถา จ สมโณ โคตโม สสาวโก อิมํ ฆรํ น ปวิสติ ตถา กโรถาติ ฯ อถ นํ โส อาห พาลเทวเต เสฏฺฐี ธนํ วิสฺสชฺเชนฺโต นิยฺยานิเก พุทฺธสาสเน วิสฺสชฺเชติ โส สเจ มํ จุฬายํ คเหตฺวา วิกฺกิณิสฺสติ เนวาหํ กิญฺจิ กเถสฺสามิ คจฺฉ ตฺวนฺติ ฯ สา ปุเนกทิวสํ เสฏฺฐิโน เชฏฺฐปุตฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา ตเถว โอวทิ ฯ โสปิ ตํ ปุริมนเยเนว ตชฺเชสิ ฯ เสฏฺฐินา ปน สทฺธึ กเถตุํเยว น สกฺโกติ ฯ เสฏฺฐิโนปิ นิรนฺตรํ ทานํ เทนฺตสฺส โวหาเร อกโรนฺตสฺส สาปเตยฺเย มนฺทีภูเต ธนํ ปริกฺขยํ อคมาสิ ฯ อถสฺส อนุกฺกเมน ทาฬิทฺทิยํ สมฺปตฺตสฺส ปริโภคสาฏกสยนภาชนานิ ปุราณสทิสานิ น ภวึสุ ฯ เอวํภูโตปิ ภิกฺขุสงฺฆสฺส ทานํ เทติ ปณีตํ กตฺวา ปน ทาตุํ น สกฺโกติ ฯ อถ นํ เอกทิวสํ วนฺทิตฺวา นิสินฺนํ สตฺถา ทิยฺยติ ปน เต คหปติ กุเล ทานนฺติ ปุจฺฉิ ฯ โส ทิยฺยติ ภนฺเต ตญฺจ ลูขํ กาณาชิกํ พิลงฺคทุติยนฺติ อาห ฯ อถ นํ สตฺถา คหปติ ลูขํ ทานํ เทมีติ มา จิตฺตํ สงฺโกปยิตฺถ จิตฺตสฺมึ หิ ปณีเต พุทฺธปจฺเจกพุทฺธสาวกานํ ทินฺนํ ทานํ ลูขํ นาม น โหติ กสฺมา วิปากมหนฺตตฺตาติ อาห ฯ จิตฺตํ หิ ปณีตํ กาตุํ สกฺโกนฺตสฺส ทานํ ลูขํ นาม นตฺถีติ เจตํ เอวํ เวทิตพฺพํ

นตฺถิ จิตฺเต ปสนฺนมฺหิ อปฺปกา นาม ทกฺขิณา

ตถาคเต วา สมฺพุทฺเธ อถวา ตสฺส สาวเก

น กิรตฺถิ อโนมทสฺสิสุ

ปาริจริยา พุทฺเธสุ อปฺปิกา

ลูขาย อโลณิกาย จ

ปสฺส ผลํ กุมฺมาสปิณฺฑิยาติ ฯ

อปรมฺปิ อาห คหปติ ตฺวํ ตาว ลูขํ ทานํ ททมาโน อฏฺฐนฺนํ อริยปุคฺคลานํ เทสิ อหํ เวลามกาเล สกลชมฺพูทีปํ อุนฺนงฺคลํ กตฺวา สตฺต รตนานิ ททมาโน ปญฺจ มหานทิโย เอโกฆปุณฺณํ กตฺวา วิย จ มหาทานํ ปวตฺตยมาโน ติสรณคตํ วา ปญฺจสีลรกฺขกํ วา กญฺจิ นาลตฺถํ ทกฺขิเณยฺยปุคฺคลา นาม เอวํ ทุลฺลภา ตสฺมา ลูขํ เม ทานนฺติ มา จิตฺตํ สงฺโกปยิตฺถาติ เอวญฺจ ปน วตฺวา เวลามสุตฺตํ กเถสิ ฯ

อถ โข สา เทวตา อิสฺสรกาเล เสฏฺฐินา สทฺธึ กเถตุํ อสกฺโกนฺตี อิทานายํ ทุคฺคตตฺตา มม วจนํ คณฺหิสฺสตีติ มญฺญมานา อฑฺฒรตฺติกสมเย สิริคพฺภํ ปวิสิตฺวา โอภาสํ ผริตฺวา อากาเส อฏฺฐาสิ ฯ เสฏฺฐี ตํ ทิสฺวา โก เอโสติ อาห ฯ อหํ มหาเสฏฺฐิ จตุตฺถทฺวารโกฏฺฐเก อธิวตฺถา เทวตาติ ฯ กิมตฺถํ อาคตาสีติ ฯ ตุยฺหํ โอวาทํ กเถตุกามา หุตฺวา อาคตาติ ฯ เตนหิ กเถหีติ ฯ มหาเสฏฺฐิ ตฺวํ ปจฺฉิมกาลํ น จินฺเตสิ ปุตฺตธีตโร น โอโลเกสิ สมณสฺส โคตมสฺส สาสเน พหุธนํ วิปฺปกิณฺณํ โส ตฺวํ อติเวลํ ธนวิสฺสชฺชเนน วา วณิชฺชกมฺมนฺตานํ อกรเณน วา สมณํ โคตมํ นิสฺสาย ทุคฺคโต ชาโต เอวํภูโตปิ สมณํ โคตมํ น มุญฺจสิ อชฺชาปิ เต สมณา ฆรํ ปวิสนฺติเยว เตหิ นีหฏํ น สกฺกา ปจฺจาหราเปตุํ คหิตเมว โหติ อิโต ปฏฺฐาย ปน สยญฺจ สมณสฺส โคตมสฺส สนฺติกํ มา คมิตฺถ สาวกานญฺจสฺส อิมํ ฆรํ ปวิสิตุํ มา อทาสิ สมณํ โคตมํ นิวตฺติตฺวาปิ อโนโลเกนฺโต อตฺตโน โวหาเร จ วณิชฺชญฺจ กตฺวา กุฏุมฺพํ สณฺฐเปหีติ ฯ อถ นํ โส เอวมาห อยํ ตยา มยฺหํ ทาตพฺโพ โอวาโทติ ฯ อาม อยนฺติ ฯ ตาทิสานํ เทวตานํ สเตนปิ สหสฺเสนปิ สตสหสฺเสนปิ อกมฺปนีโย อหํ ทสพเลน กโต มม จ สทฺธา สิเนรุ วิย อจลา สุปติฏฺฐิตา มยา นิยฺยานิเก รตนสาสเน ธนํ วิสฺสชฺชิตํ อยุตฺตํ เต กถิตํ พุทฺธสาสเน ปหาโร ทินฺโน เอวรูปาย อนาจาราย ทุสฺสีลาย กาลกณฺณิยา สทฺธึ ตยา มม เอกเคเห วสนกิจฺจํ นตฺถิ สีฆํ มม เคหา นิกฺขมิตฺวา อญฺญตฺถ คจฺฉาติ ฯ สา โสตาปนฺนสฺส อริยสาวกสฺส วจนํ สุตฺวา ฐาตุํ อสกฺโกนฺตี อตฺตโน วสนฏฺฐานํ คนฺตฺวา ทารเก หตฺเถน คเหตฺวา นิกฺขมิ นิกฺขมิตฺวา จ ปน อญฺญตฺถ วสนฏฺฐานํ อลภมานา เสฏฺฐึ ขมาเปตฺวา ตตฺเถว วสิสฺสามีติ นครปริคฺคาหกเทวปุตฺตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา ตํ วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ เกนตฺเถน อาคตาสีติ จ วุตฺตา อหํ สามิ อนุปธาเรตฺวา อนาถปิณฺฑิเกน สทฺธึ กเถสึ โส มํ กุชฺฌิตฺวา วสนฏฺฐานา นิกฺกฑฺฒิ มํ เสฏฺฐิสฺส สนฺติกํ เนตฺวา ขมาเปตฺวา วสนฏฺฐานํ เม เทถาติ ฯ กึ ปน ตยา เสฏฺฐี วุตฺโตติ ฯ สามิ อิโต ปฏฺฐาย พุทฺธุปฏฺฐานํ สงฺฆุปฏฺฐานํ มา กริ สมณสฺส โคตมสฺส ฆเร ปเวสนํ มา อทาสีติ เอวํ เม วุตฺโต สามีติ ฯ อยุตฺตํ ตยา วุตฺตํ สาสเน ปหาโร ทินฺโน อหํ ตํ อาทาย เสฏฺฐิโน สนฺติกํ คนฺตุํ น อุสฺสหามีติ ฯ สา ตสฺส สนฺติกา สงฺคหํ อลภิตฺวา จตุนฺนํ มหาราชานํ สนฺติกํ อคมาสิ เตหิปิ ตเถว ปฏิกฺขิตฺตา สกฺกํ เทวราชํ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ปวุตฺต อาจิกฺขิตฺวา อหํ เทวราช วสนฏฺฐานํ อลภมานา ทารเก หตฺเถน คเหตฺวา อนาถา วิจรามิ ตุมฺหากํ สิริยา มยฺหํ วสนฏฺฐานํ ทาเปถาติ สุฏฺฐุตรํ ยาจิ ฯ โสปิ ตํ อาห ตยา อยุตฺตํ กตํ ชินสาสเน ปหาโร ทินฺโน อหมฺปิ ตํ นิสฺสาย เสฏฺฐินา สทฺธึ กเถตุํ น สกฺโกมิ เอกมฺปน เต เสฏฺฐิสฺส ขมนุปายํ กเถสฺสามีติ ฯ สาธุ เทว กเถหีติ ฯ มหาเสฏฺฐิสฺส หตฺถโต มนุสฺเสหิ ปณฺณํ อาโรเปตฺวา อฏฺฐารสโกฏิสงฺขฺยํ ธนํ คหิตํ อตฺถิ ตฺวํ ตสฺส อายุตฺตกเวสํ คเหตฺวา กญฺจิ อชานาเปตฺวา ตานิ ปณฺณานิ อาทาย กติปเยหิ ยกฺขตรุเณหิ ปริวาริโต เอเกน หตฺเถน ปณฺณํ เอเกน เลขํ คเหตฺวา เตสํ เคหํ คนฺตฺวา เคหมชฺเฌ ฐิตา อตฺตโน ยกฺขานุภาเวน เต อุตฺตาเสตฺวา อิมํ ตุมฺหากํ อิณปณฺณํ ปสฺสถ อมฺหากํ เสฏฺฐี อตฺตโน อิสฺสรกาเล ตุมฺเห น กิญฺจิ อาห อิทานิ ทุคฺคโต ชาโต ตุมฺเหหิ คหิตกหาปเณ เทถาติ วตฺวา อตฺตโน ยกฺขานุภาวํ ทสฺเสตฺวา สพฺพาปิ อฏฺฐารส หิรญฺญโกฏิโย โสเธตฺวา เสฏฺฐิสฺส ตุจฺฉโกฏฺเฐ ปูเรตฺวา อญฺญํ อจิรวตีนทีตีเร นิทหิตธนํ นทีกูเล ภินฺเน สมุทฺทํ ปวิฏฺฐกํ อตฺถิ ตมฺปิ อตฺตโน อานุภาเวน อาหริตฺวา โกฏฺเฐ ปูเรตฺวา อญฺญมฺปิ อสุกฏฺฐาเน นาม อสฺสามิกํ อฏฺฐารสโกฏิมตฺตํ ธนํ อตฺถิ ตมฺปิ อาหริตฺวา ตุจฺฉโกฏฺเฐ ปูเรหิ อิมาหิ จตุปฺปญฺญาสโกฏีหิ อิมํ ตุจฺฉโกฏฺฐปูรณํ ทณฺฑกมฺมํ กตฺวา มหาเสฏฺฐึ ขมาเปหีติ ฯ

สา สาธุ เทวาติ ตสฺส วจนํ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา วุตฺตนเยเนว สพฺพํ ธนํ อาหริตฺวา อฑฺฒรตฺติกสมเย เสฏฺฐิสฺส สิริคพฺภํ ปวิสิตฺวา โอภาสํ ผริตฺวา อากาเส อฏฺฐาสิ โก เอโสติ วุตฺเต อหนฺเต มหาเสฏฺฐิ จตุตฺถทฺวารโกฏฺฐเก อธิวตฺถา อนฺธพาลเทวตา มยา มหาโมหมูฬฺหาย พุทฺธคุเณ อชานิตฺวา ปุริเมสุ ทิวเสสุ ตุมฺเหหิ สทฺธึ กิญฺจิ กถิตํ อตฺถิ ตํ เม โทสํ ขมถ สกฺกสฺสาปิ เม เทวราชสฺส วจเนน ตุมฺหากํ อิณํ โสเธตฺวา อฏฺฐารส โกฏิโย ตสฺมึ ตสฺมึ ฐาเน อสฺสามิกธนสฺส อฏฺฐารส โกฏิโยติ จตุปฺปญฺญาสโกฏิโย อาหริตฺวา ตุจฺฉโกฏฺฐปูรเณน ทณฺฑกมฺมํ กตํ เชตวนวิหารํ อารพฺภ ปริกฺขยํ คตธนํ สพฺพํ สมฺปิณฺฑิตํ วสนฏฺฐานํ อลภมานา กิลมามิ มยา อญฺญาณตาย กถิตํ มนสิ อกตฺวา ขมถ มหาเสฏฺฐีติ อาห ฯ อนาถปิณฺฑิโก ตสฺสา วจนํ สุตฺวา จินฺเตสิ อยํ เทวตา ทณฺฑกมฺมญฺจ เม กตนฺติ วทติ อตฺตโน จ โทสํ ปฏิชานาติ สตฺถา อิมํ วิเนตฺวา อตฺตโน คุเณ ชานาเปสฺสติ สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปน ทสฺเสสฺสามีติ ฯ อถ นํ อาห สมฺม เทวเต สเจปิ มํ ขมาเปตุกามา สตฺถุ สนฺติเก ขมาเปหีติ ฯ สา สาธุ เอวํ กริสฺสามิ สตฺถุ ปน มํ สนฺติกํ คเหตฺวา คจฺฉาหีติ ฯ โส สาธูติ วตฺวา วิภาตาย รตฺติยา ปาโตว ตํ คเหตฺวา สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา ตาย กตํ กมฺมํ สพฺพํ ตถาคตสฺส อาโรเจสิ ฯ สตฺถา ตสฺส วจนํ สุตฺวา อิธ คหปติ ปาปปุคฺคโลปิ ยาว ปาปํ น ปจฺจติ ตาว ภทฺรานิ ปสฺสติ ยทา ปนสฺส ปาปํ ปจฺจติ ตทา ปาปเมว ปสฺสติ ภทฺรปุคฺคโลปิ ยาว ภทฺรํ น ปจฺจติ ตาว ปาปานิ ปสฺสติ ยทา ปนสฺส ภทฺรํ ปจฺจติ ตทา ภทฺรเมว ปสฺสตีติ วตฺวา อิมา ธมฺมปเท เทฺว คาถา อภาสิ

ปาโปปิ ปสฺสตี ภทฺรํ ยาว ปาปํ น ปจฺจติ

ยทา จ ปจฺจตี ปาปํ อถ ปาปานิ ปสฺสติ

ภทฺโรปิ ปสฺสตี ปาปํ ยาว ภทฺรํ น ปจฺจติ

ยทา จ ปจฺจตี ภทฺรํ อถ ภทฺรานิ ปสฺสตีติ ฯ

อิมาสญฺจ ปน คาถานํ ปริโยสาเน สา เทวตา โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐาสิ ฯ สา จกฺกงฺกิเตสุ สตฺถุ ปาเทสุ นิปติตฺวา มยา ภนฺเต ราครตฺตาย โทสทุฏฺฐาย โมหมูฬฺหาย อวิชฺชนฺธาย ตุมฺหากํ คุเณ อชานนฺติยา ปาปกํ วจนํ วุตฺตํ ตํ เม ขมถาติ สตฺถารํ ขมาเปตฺวา มหาเสฏฺฐึ ขมาเปสิ ฯ ตสฺมึ สมเย อนาถปิณฺฑิโก สตฺถุ ปุรโต อตฺตโน คุณํ กเถสิ ภนฺเต อยํ เทวตา พุทฺธุปฏฺฐานาทีนิ มา กโรหีติ วารยมานาปิ มํ วาเรตุํ นาสกฺขิ ทานํ น ทาตพฺพนฺติ อิมาย วาริยมาโนปิ อหํ อทาสิเมว นนุ เอส ภนฺเต มยฺหํ คุโณติ ฯ สตฺถา ตฺวํ โขสิ คหปติ โสตาปนฺโน อริยสาวโก อจลสทฺโธ วิสุทฺธทสฺสโน ตุยฺหํ อิมาย อปฺเปสกฺขเทวตาย วาเรนฺติยา อวาริตภาโว อนจฺฉริโย ยมฺปน ปุพฺเพ ปณฺฑิตา อนุปฺปนฺเน พุทฺเธ อปริปกฺกญฺญาเณ ฐิตา กามาวจริสฺสเรน มาเรน อากาเส ฐตฺวา สเจ ทานํ ทสฺสสิ อิมสฺมึ นิรเย ปจิสฺสสีติ อสีติหตฺถคมฺภีรํ องฺคารกาสุํ ทสฺเสตฺวา มา ทานํ อทาสีติ วาริตา ปทุมกณฺณิกมชฺเฌ ฐตฺวา ทานํ อทํสุ อิทํ อจฺฉริยนฺติ วตฺวา อนาถปิณฺฑิเกน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหมฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต พาราณสีเสฏฺฐิสฺส กุเล นิพฺพตฺติตฺวา นานปฺปกาเรหิ สพฺพูปกรเณหิ เทวกุมาโร วิย สํวฑฺฒิยมาโน อนุกฺกเมน วิญฺญุตํ ปตฺวา โสฬสวสฺสิกกาเลเยว สพฺพสิปฺเปสุ นิปฺผตฺตึ ปตฺโต ฯ โส ปิตุ อจฺจเยน เสฏฺฐิฏฺฐาเน ฐตฺวา จตูสุ นครทฺวาเรสุ จตสฺโส ทานสาลาโย มชฺเฌ นครสฺส เอกํ อตฺตโน นิเวสนทฺวาเร เอกนฺติ ฉ ทานสาลาโย กาเรตฺวา มหาทานํ เทติ สีลํ รกฺขติ อุโปสถกมฺมํ กโรติ ฯ อเถกทิวสํ ปาตราสเวลาย โพธิสตฺตสฺส นานคฺครสมนุญฺญโภชเน อุปนียมาเน เอโก ปจฺเจกพุทฺโธ สตฺตาหจฺจเยน นิโรธา วุฏฺฐาย ภิกฺขาจารเวลํ สลฺลกฺเขตฺวา อชฺช มยา พาราณสีเสฏฺฐิสฺส เคหทฺวารํ คนฺตุํ วฏฺฏตีติ นาคลตาทนฺตกฏฺฐํ ขาทิตฺวา อโนตตฺตทเห มุขํ โธวิตฺวา มโนสิลาตเล ฐิโต นิวาเสตฺวา กายพนฺธนํ พนฺธิตฺวา จีวรํ ปารุปิตฺวา อิทฺธิมยมตฺติกปตฺตํ อาทาย อากาเสนาคนฺตฺวา โพธิสตฺตสฺส ภตฺเต อุปนีตมตฺเต เคหทฺวาเร อฏฺฐาสิ ฯ โพธิสตฺโต ตํ ทิสฺวาว อาสนา วุฏฺฐาย นิปจฺจการํ ทสฺเสตฺวา ปุริสํ กมฺมการกํ โอโลเกสิ ฯ กึ กโรมิ สามีติ วุตฺเต อยฺยสฺส ปตฺตํ อาหรถาติ อาห ฯ ตํ ขณญฺเญว มาโร ปาปิมา วิกมฺปมาโน อุฏฺฐาย อยํ ปจฺเจกพุทฺโธ อิโต สตฺต ทิวเส อาหารํ น ลภิ อชฺช อลภมาโน นสฺสิสฺสติ อิมญฺจ วินาเสสฺสามิ เสฏฺฐิโน จ ทานนฺตรายํ กริสฺสามีติ ตํ ขณญฺเญว อาคนฺตฺวา อนฺตรวตฺถุมฺหิ อสีติหตฺถมตฺตํ องฺคารกาสุํ นิมฺมินิ ฯ สา ขทิรงฺคารปุณฺณา สมฺปชฺชลิตา สโชติภูตา อวีจิมหานิรโย วิย ขายิตฺถ ฯ ตมฺปน มาเปตฺวา สยํ อากาเส อฏฺฐาสิ ฯ ปตฺตาหรณตฺถาย คจฺฉมาโน ปุริโส ตํ ทิสฺวา มหาภยํ ปตฺโต นิวตฺติ ฯ โพธิสตฺโต กึ ตาต นิวตฺโตสีติ ปุจฺฉิ ฯ อยํ สามิ อนฺตรวตฺถุมฺหิ มหตี องฺคารกาสุ สมฺปชฺชลิตา อตฺถิ สโชติภูตาติ ฯ อถญฺโญ อถญฺโญติ เอวํ อาคตาคตา สพฺเพปิ ภยปฺปตฺตา เวเคน ปลายึสุ ฯ โพธิสตฺโต จินฺเตสิ อชฺช มยฺหํ ทานนฺตรายํ กาตุกาโม วสวตฺติ มาโร อุยฺยุตฺโต ภวิสฺสติ น โข ปน ชานาติ มารสเตน มารสหสฺเสน มารสตสหสฺเสนาปิ มยฺหํ อกมฺปิยภาวํ อชฺชทานิ มยฺหํ วา มารสฺส วา พลมหนฺตตํ อานุภาวมหนฺตตํ ชานิสฺสามีติ ตํ ยถาสชฺชิตเมว ภตฺตปาตึ สยํ อาทาย เคหา นิกฺขมิ องฺคารกาสุยา ตเฏ ฐตฺวา อากาสํ โอโลเกนฺโต มารํ ทิสฺวา โกสิ ตฺวนฺติ อาห ฯ อหํ มาโรติ ฯ อยํ องฺคารกาสุ ตยา นิมฺมิตาติ ฯ อาม มยาติ ฯ กิมตฺถายาติ ฯ ตว ทานสฺส อนฺตรายกรณตฺถาย จ ปจฺเจกพุทฺธสฺส จ ชีวิตวินาสนตฺถายาติ ฯ โพธิสตฺโต เนว เต อหํ อตฺตโน ทานสฺส อนฺตรายํ น ปจฺเจกพุทฺธสฺส ชีวิตนฺตรายํ กาตุํ ทสฺสามิ อชฺชทานิ มยฺหํ วา ตว วา พลมหนฺตตํ อานุภาวมหนฺตตํ ชานิสฺสามีติ องฺคารกาสุยา ตเฏ ฐตฺวา ภนฺเต ปจฺเจกฺพุทฺธ อหํ อิมิสฺสาปิ องฺคารกาสุยา อโธสีโส ปตมาโนปิ น นิวตฺติสฺสามิ เกวลํ ตุมฺเห มยา ทินฺนํ โภชนํ ปฏิคฺคณฺหถาติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

กามํ ปตามิ นิรยํ อุทฺธํปาโท อวํสิโร

นานริยํ กริสฺสามิ หนฺท ปิณฺฑํ ปฏิคฺคหาติ ฯ

ตตฺรายํ ปิณฺฑตฺโถ ภนฺเต สจาหํ ตุมฺหากํ ปิณฺฑปาตํ เทนฺโต เอกํเสเนว อิมํ นิรยํ อุทฺธํปาโท อวํสิโร หุตฺวา ปตามิ ตถาปิ ยทิทํ อทานญฺจ อสีลญฺจ อริเยหิ อกตฺตพฺพตฺตา อนริเยหิ จ กตฺตพฺพตฺตา อนริยนฺติ วุจฺจติ น ตํ อนริยํ กริสฺสามิ หนฺท อิมํ มยา ทิยฺยมานํ ปิณฺฑํ ปฏิคฺคณฺหาหีติ ฯ เอตฺถ จ หนฺทาติ อุปสคฺคตฺเถ นิปาโต ฯ

เอวํ วตฺวา โพธิสตฺโต ทฬฺหสมาทาเนน ภตฺตปาตึ คเหตฺวา องฺคารกาสุมตฺถเกน ปกฺขนฺโต ฯ ตาวเทว อสีติหตฺถคมฺภีราย องฺคารกาสุยา ตลโต อุปรุปริ ชาตํ สตปุปฺผิตํ เอกํ มหาปทุมํ อุคฺคนฺตฺวา โพธิสตฺตสฺส ปาเท สมฺปฏิจฺฉิ ฯ ตโต มหาตุมฺพมตฺตา เรณุ อุคฺคนฺตฺวา มหาสตฺตสฺส มุทฺธนิ ฐตฺวา ปติตฺวา สกลสรีรํ สุวณฺณจุณฺณสโมกิณฺณมิว อกาสิ ฯ โส ปทุมกณฺณิกาย ฐตฺวา นานคฺครสโภชนํ ปจฺเจกพุทฺธสฺส ปตฺเต ปติฏฺฐาเปสิ ฯ โส ตํ ปฏิคฺคเหตฺวา อนุโมทนํ กตฺวา ปตฺตํ อากาเส ขิปิตฺวา ปสฺสนฺตสฺเสว มหาชนสฺส สยมฺปิ เวหาสํ อพฺภุคฺคนฺตฺวา นานปฺปการํ วลาหกปนฺตึ มทฺทมาโน วิย หิมวนฺตเมว คโต ฯ มาโรปิ ปราชิโต โทมนสฺสํ ปตฺวา อตฺตโน วสนฏฺฐานเมว คโต ฯ โพธิสตฺโต ปน ปทุมกณฺณิกาย ฐิโต มหาชนสฺส ทานสีลสํวณฺณเนน ธมฺมํ เทเสตฺวา มหาชเนน ปริวุโต อตฺตโน นิเวสนเมว ปวิสิตฺวา ยาวชีวํ ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กริตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ

สตฺถา นยิทํ คหปติ อจฺฉริยํ ยํ ตฺวํ เอวํทสฺสนสมฺปนฺโน เอตรหิ เทวตาย น กมฺปิโต ปุพฺเพปิ ปณฺฑิเตหิ กตเมว อจฺฉริยนฺติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ปจฺเจกพุทฺโธ ตตฺเถว ปรินิพฺพายิ มารํ ปราชยิตฺวา ปทุมกณฺณิกาย ฐตฺวา ปจฺเจกพุทฺธสฺส ปิณฺฑปาตทายโก พาราณสีเสฏฺฐี ปน อหเมวาติ ฯ

ขทิรงฺคารชาตกํ ทสมํ ฯ

กุลาวกวคฺโค จตุตฺโถ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๙. นันทชาดกชาดกถัดไป๔๑. โลสกชาดก