ขทิรังคารชาดก
ว่าด้วยมีจิตมั่นคง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๐ · บรรทัด ๒๖๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลเศรษฐีในนครพาราณสี อันญาติทั้งหลายให้เจริญพร้อมด้วยเครื่องอุปกรณ์ทั้งปวงมีประการต่าง ๆ ดุจเทพกุมาร ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาโดยลำดับ ในเวลามีอายุ ๑๖ ปีเท่านั้น ก็ถึงความสำเร็จในศิลปะทั้งปวง เมื่อบิดาล่วงไป พระโพธิสัตว์นั้น ดำรงอยู่ในตำแหน่งเศรษฐีให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง คือ ที่ประตูเมืองทั้ง ๔ ประตู ๔ โรงทาน ท่ามกลางพระนคร ๑ โรงทาน ที่ประตูนิเวศน์ของตน ๑ โรงทาน แล้วให้มหาทาน รักษาศีล รักษาอุโบสถกรรม อยู่มาวันหนึ่ง ในเวลาอาหารเช้า เมื่อคนใช้นำเอาโภชนะอันเป็นที่ชอบใจมีรสเลิศต่าง ๆ เข้าไปให้พระโพธิสัตว์. พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งเมื่อล่วงไป๗ วัน ได้ออกจากนิโรธสมาบัติ กำหนดเวลาภิกขาจารแล้วคิดว่า วันนี้เราไปยังประตูเรือนของพาราณสีเศรษฐี จึงควร. จึงเคี้ยวไม้ชำระฟันชื่อนี้นาคลดา ล้างหน้าที่สระอโนดาต ยืนที่พื้นมโนศิลา นุ่งแล้ว ผูกรัดประคด ห่มจีวร ถือบาตรดินอันสำเร็จด้วยฤทธิ์มาทางอากาศ พอคนใช้น้ำภัตเข้าไปให้พระโพธิสัตว์ก็ได้ยืนอยู่ที่ประตูเรือน พระโพธิสัตว์พอเห็นดังนั้นก็ลุกจากอาสนะ แสดงอาการนอบน้อมแล้วแลดูบุรุษผู้ทำการงาน เมื่อบุรุษผู้ทำการงานกล่าวว่า กระผมจะทำอะไร ขอรับนาย จึงกล่าวว่า ท่านจงนำบาตรของพระผู้เป็นเจ้ามา.
ทันใดนั้น มารผู้มีบาปสั้นสะท้านลุกขึ้นแล้วคิดว่า พระปัจเจกพุทธเจ้านี้ ไม่ได้อาหารมา ๗ วันแล้วจากวันนี้ไป วันนี้ เมื่อไม่ได้จักฉิบหาย เราจักทำพระปักเจกพุทธเจ้านี้ให้พินาศ และจักทำอันตรายแก่ทานของเศรษฐี จึงมาในขณะนั้นทันที แล้วเนรมิตหลุมถ่านเพลิงประมาณ ๘๐ ศอก ในระหว่างวัตถุสถานที่ตั้ง หลุมถ่านเพลิงนั้นเต็มด้วยถ่านเพลิงไม้ตะเคียน ไฟลุกโพลงมีแสงโชติช่วงปรากฏเหมือนอเวจีมหานรก ก็ครั้นเนรมิตหลุมถ่านเพลิงนั้นแล้วตนเองได้ยืนอยู่ในอากาศ บุรุษผู้มาเพื่อจะรับบาตรเห็นดังนั้นได้รับความกลัวอย่างใหญ่หลวงจึงกลับไป. พระโพธิสัตว์ถามว่า พ่อ เธอกลับมาแล้วหรือ ? บุรุษนั้น กล่าวว่า นาย หลุมถ่านเพลิงใหญ่นี้ไฟติดโพลงมีแสงโชติช่วงมีอยู่ในระหว่างสถานที่ตั้ง เมื่อเป็นเช่นนั้น คนอื่นๆ ไปบ้าง รวมความว่า คนผู้มาแล้ว ๆ แม้ทั้งหมด ก็ถึงซึ่งความกลัวรีบหนีไปโดยเร็ว.
พระโพธิสัตว์คิดว่า วันนี้วสวัตดีมารผู้ประสงค์จะทำอันตรายแก่ทานของเรา จักเป็นผู้ประกอบขึ้น แต่วสวัตดีมารนั้นย่อมไม่รู้ว่าเราเป็นผู้อันร้อยมาร พันมาร แม้แสนมารให้หวั่นไหวไม่ได้ วันนี้ เราจักรู้ว่าเราหรือมารมีกำลังมาก มีอานุภาพมาก ครั้นคิดแล้ว ตนเองจึงถือเอาถาดภัตตามที่เขาตระเตรียมไว้นั้นนั่นแหละออกไปจากเรือน ยืนอยู่ฝั่งของหลุมถ่านเพลิงแล้วแลดูอากาศ เห็นมาร จึงกล่าวว่า ท่านเป็นใคร. มารกล่าวว่า เราเป็นมาร. พระโพธิสัตว์ถามว่า หลุมถ่านเพลิงนี้ท่านเนรมิตไว้หรือ ? มารกล่าวว่า เออ เราเนรมิต. พระโพธิสัตว์ถามว่าเพื่อต้องการอะไร ? มารกล่าวว่า เพื่อต้องการทำอันตรายแก่ทานของท่านและเพื่อต้องการให้ชีวิตของพระปัจเจกพุทธเจ้าพินาศ. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เราจักไม่ให้ท่านทำอันตรายทานของตน และจักไม่ให้ท่านทำอันตรายแก่ชีวิตของพระปัจเจกพุทธเจ้า วันนี้ เราจักรู้ว่าเราหรือท่านมีกำลังมาก มีอานุภาพมาก จึงยืนที่ฝั่งหลุมถ่านเพลิงแล้วกล่าวว่า ข้าแต่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าแม้จะมีหัวลง ตกไปในหลุมถ่านเพลิงแม้นี้ก็จักไม่หวนกลับหลัง ขอท่านจงรับโภชนะที่ข้าพเจ้าถวายอย่างเดียว แล้วกล่าวคาถานี้ว่า
ข้าพเจ้าจะตกนรก มีเท้าขึ้นเบื้องบน มีศีรษะลง เบื้องล่างก็ตาม ข้าพเจ้าจักไม่ทำธรรมอันไม่ประเสริฐ ขอนิมนต์ท่านรับก้อนข้าวเถิด.
ในคาถานั้น มีประมวลความดังต่อไปนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าข้าพเจ้าเมื่อจะถวายบิณฑบาตแก่ท่าน จะเป็นผู้มีศีรษะลงเบื้องล่าง มีเท้าขึ้นเบื้องบนตกลงไปยังนรกนี้โดยแน่แท้ แม้ถึงอย่างนั้น ข้าพเจ้าจักไม่กระทำการไม่ให้ทานและการไม่รักษาศีลซึ่งเรียกว่า อนริยะ ไม่ประเสริฐ เพราะท่านผู้ประเสริฐไม่กระทำ แต่ผู้ไม่ประเสริฐกระทำนั้น ขอนิมนต์ท่านรับก้อนข้าวที่ข้าพเจ้าถวายอยู่นี้เถิด. ก็ศัพท์ว่า หนฺท ในคาถานี้ เป็นนิบาตใช้ในอรรถแห่งอุปสรรค.
พระโพธิสัตว์ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว มีการสมาทานอย่างมั่นคง ถือถาดภัตแล่นไปทางเบื้องบนหลุมถ่านเพลิง ทันใดนั้นเอง มหาปทุมดอกหนึ่งบานเต็มที่เกิดขึ้นเป็นชั้น ๆ จากพื้นหลุมถ่านเพลิงอันลึก ๘๐ ศอก ผุดขึ้นรับเท้าทั้งสองของพระโพธิสัตว์ แต่นั้น เกสรมีขนาดเท่าทนานใหญ่ผุดขึ้นตั้งอยู่เหนือศีรษะของพระมหาสัตว์แล้วร่วงลงมาได้การทำร่างกายทั้งสิ้นให้เป็นเสมือนโปรยด้วยละอองทอง พระโพธิสัตว์นั้นยืนอยู่ที่ฝักดอกปทุมยังโภชนะมีรสเลิศต่าง ๆ ให้ประดิษฐานลงในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นรับโภชนะนั้นแล้วกระทำอนุโมทนา โยนบาตรขึ้นในอากาศ เมื่อมหาชนเห็นอยู่นั่นแล แม้ตนเองก็เหาะขึ้นสู่เวหาส ตรงไปป่าหิมพานต์เหมือนเหยียบย่ำกลีบเมฆฝนมีประการต่าง ๆ ไปฉะนั้น. ฝ่ายมารแพ้แล้วก็ถึงความโทมนัสไปยังสถานที่อยู่ของในนั่นเอง ส่วนพระโพธิสัตว์ยืนอยู่บนฝักดอกปทุม แสดงธรรมแก่มหาชน โดยพรรณนาถึงทานและศีล อันมหาชนแวดล้อมเข้าไปยังนิเวศน์ของตน กระทำบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น ตลอดชีวิตแล้วไปตามยถากรรม.
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี ข้อที่ท่านผู้สมบูรณ์ด้วยทัสสนะอย่างนี้ อันเทวดาให้หวั่นไหวไม่ได้ในบัดนี้ ไม่น่าอัศจรรย์ สิ่งที่บัณฑิตทั้งหลายได้กระทำไว้แม้ในกาลก่อนเท่านั้น น่าอัศจรรย์ ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วจึงทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าในกาลนั้นได้ปรินิพพานแล้ว ณ ที่นั่งเอง ส่วนพาราณสีเศรษฐีผู้ทำมารให้พ่ายแพ้ยินอยู่บนฝักดอกปทุมแล้วถวายบิณฑบาตแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าคือเราเองแล.
จบขทิรังคารชาดกที่ ๑๐ จบกุลาวกวรรคที่ ๔๑
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กุลาวกชาดก ๒. นัจจชาดก ๓. สัมโมทมานชาดก ๔. มัจฉชาดก ๕. วัฏฏกชาดก ๖. สกุณชาดก ๗. ติตติรชาดก ๘. พกชาดก๙. นันทชาดก ๑๐. ขทิรังคารชาดก๑. จบอรรถกถาชาดกภาค ๑ บาลีเล่มที่ ๒๗.
พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย ชาดกเล่มที่ ๓ ภาคที่ ๒ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นเอกนิบาตชาดก
๕. อัตถกามวรรค
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๓๖๕ – เล่ม ๕๖ หน้า ๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๒๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๑๐ ขทิรงฺคารชาตกํ
กามํ ปตามิ นิรยนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อนาถปิณฺฑิกสฺส ทานํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
อนาถปิณฺฑิโก หิ วิหารเมว อารพฺภ จตุปฺปญฺญาสโกฏิธนํ พุทฺธสาสเน วิกิริตฺวา ตีหิ รตเนหิ อญฺญตฺถ รตนสญฺญเมว อนุปฺปาเทตฺวา สตฺถริ เชตวเน วิหรนฺเต เทวสิกํ ตีณิ มหาอุปฏฺฐานานิ คจฺฉติ ปาโตว เอกวารํ คจฺฉติ กตปาตราโส เอกวารํ สายณฺเห เอกวารํ ฯ อญฺญานิปิ อนฺตรุปฏฺฐานานิ โหนฺติเยว ฯ คจฺฉนฺโต จ กินฺนุ อาทาย อาคโตติ สามเณรา วา ทหรา วา หตฺถมฺปิ เม โอโลเกยฺยุนฺติ ตุจฺฉหตฺโถ นาม น คตปุพฺโพ ปาโตว คจฺฉนฺโต ยาคุํ คาหาเปตฺวา คจฺฉติ กตปาตราโส สปฺปินวนีตมธุผาณิตาทีนิ สายณฺหสมเย คนฺธมาลาวตฺถหตฺโถ คจฺฉติ ฯ เอวํ ทิวเส ทิวเส ปริจฺจชนฺตสฺส ปนสฺส ปริจฺจาเค ปมาณํ นตฺถิ ฯ พหู โวหารูปชีวิโนปิสฺส หตฺถโต ปณฺเณ อาโรเปตฺวา อฏฺฐารสโกฏิสงฺขฺยํ ธนํ อิณํ คณฺหึสุ ฯ เตสํ มหาเสฏฺฐี ธนํ อาหราเปติ ฯ อญฺญา ปนสฺส กุลสนฺตกา อฏฺฐารสโกฏิโย นทีตีเร นิทหิตฺวา ฐปิตา อจีรวโตทเกน นทีกูเล ภินฺเน มหาสมุทฺทํ ปวิฏฺฐา ฯ ตา ยถาปิทหิตลญฺจิตาว โลหจาฏิโย อณฺณวกุจฺฉิยํ ปวตฺตมานา วิจรนฺติ ฯ เคเห ปนสฺส ปญฺจนฺนํ ภิกฺขุสตานํ นิจฺจภตฺตํ นิพทฺธเมว โหติ ฯ เสฏฺฐิโน หิ เคหํ ภิกฺขุสงฺฆสฺส จาตุมฺมหาปเถ ขณิตโปกฺขรณีสทิสํ สพฺเพสํ ภิกฺขูนํ มาตาปิตุฏฺฐาเน ฐิตํ ฯ เตนสฺส ฆรํ สมฺมาสมฺพุทฺโธปิ คจฺฉติ อสีติมหาเถราปิ คจฺฉนฺติเยว เสสภิกฺขูนํ ปน อาคจฺฉนฺตานญฺจ คจฺฉนฺตานญฺจ ปมาณํ นตฺถิ ฯ
ตมฺปน ฆรํ สตฺตภูมิกํ สตฺตทฺวารโกฏฺฐปฏิมณฺฑิตํ ฯ ตสฺส จตุตฺเถ ทฺวารโกฏฺฐเก เอกา มิจฺฉาทิฏฺฐิกา เทวตา วสติ ฯ สา สมฺมาสมฺพุทฺเธ เคหํ ปวิสนฺเต นิกฺขมนฺเต จ อตฺตโน วิมาเน ฐาตุํ น สกฺโกติ ทารเก คเหตฺวา โอตริตฺวา ภูมิยํ ปติฏฺฐติ อสีติมหาเถเรสุปิ ปวิสนฺเตสุ จ นิกฺขมนฺเตสุ จ ตเถว กโรติ ฯ สา จินฺเตสิ สมณโคตเม จ สาวเกสุ จสฺส อิมํ เคหํ ปวิสนฺเตสุ มยฺหํ สุขนฺนาม นตฺถิ นิจฺจกาลํ โอตริตฺวา ภูมิยํ ฐาตุํ น สกฺขิสฺสามิ ยถา อิเม เอตํ ฆรํ น ปวิสนฺติ ตถา มยา กาตุํ วฏฺฏตีติ ฯ อเถกทิวสํ สยนูปคตสฺเสว มหากมฺมนฺติกสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา โอภาสํ ผริตฺวา อฏฺฐาสิ โก เอตฺถาติ จ วุตฺเต อหํ จตุตฺถทฺวารโกฏฺฐเก นิพฺพตฺตเทวตาติ อาห ฯ กสฺมา อาคตาสีติ ฯ ตุมฺเห เสฏฺฐิสฺส กิริยํ น ปสฺสถ อตฺตโน ปจฺฉิมกาลํ อโนโลเกตฺวา ธนํ นีหริตฺวา สมณโคตมํเยว ปูเรติ เนว วณิชฺชํ ปโยเชติ น กมฺมนฺเต ปฏฺฐเปติ ตุมฺเห เสฏฺฐึ โอวทถ ยถา อตฺตโน กมฺมํ กโรติ ยถา จ สมโณ โคตโม สสาวโก อิมํ ฆรํ น ปวิสติ ตถา กโรถาติ ฯ อถ นํ โส อาห พาลเทวเต เสฏฺฐี ธนํ วิสฺสชฺเชนฺโต นิยฺยานิเก พุทฺธสาสเน วิสฺสชฺเชติ โส สเจ มํ จุฬายํ คเหตฺวา วิกฺกิณิสฺสติ เนวาหํ กิญฺจิ กเถสฺสามิ คจฺฉ ตฺวนฺติ ฯ สา ปุเนกทิวสํ เสฏฺฐิโน เชฏฺฐปุตฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา ตเถว โอวทิ ฯ โสปิ ตํ ปุริมนเยเนว ตชฺเชสิ ฯ เสฏฺฐินา ปน สทฺธึ กเถตุํเยว น สกฺโกติ ฯ เสฏฺฐิโนปิ นิรนฺตรํ ทานํ เทนฺตสฺส โวหาเร อกโรนฺตสฺส สาปเตยฺเย มนฺทีภูเต ธนํ ปริกฺขยํ อคมาสิ ฯ อถสฺส อนุกฺกเมน ทาฬิทฺทิยํ สมฺปตฺตสฺส ปริโภคสาฏกสยนภาชนานิ ปุราณสทิสานิ น ภวึสุ ฯ เอวํภูโตปิ ภิกฺขุสงฺฆสฺส ทานํ เทติ ปณีตํ กตฺวา ปน ทาตุํ น สกฺโกติ ฯ อถ นํ เอกทิวสํ วนฺทิตฺวา นิสินฺนํ สตฺถา ทิยฺยติ ปน เต คหปติ กุเล ทานนฺติ ปุจฺฉิ ฯ โส ทิยฺยติ ภนฺเต ตญฺจ ลูขํ กาณาชิกํ พิลงฺคทุติยนฺติ อาห ฯ อถ นํ สตฺถา คหปติ ลูขํ ทานํ เทมีติ มา จิตฺตํ สงฺโกปยิตฺถ จิตฺตสฺมึ หิ ปณีเต พุทฺธปจฺเจกพุทฺธสาวกานํ ทินฺนํ ทานํ ลูขํ นาม น โหติ กสฺมา วิปากมหนฺตตฺตาติ อาห ฯ จิตฺตํ หิ ปณีตํ กาตุํ สกฺโกนฺตสฺส ทานํ ลูขํ นาม นตฺถีติ เจตํ เอวํ เวทิตพฺพํ
นตฺถิ จิตฺเต ปสนฺนมฺหิ อปฺปกา นาม ทกฺขิณา
ตถาคเต วา สมฺพุทฺเธ อถวา ตสฺส สาวเก
น กิรตฺถิ อโนมทสฺสิสุ
ปาริจริยา พุทฺเธสุ อปฺปิกา
ลูขาย อโลณิกาย จ
ปสฺส ผลํ กุมฺมาสปิณฺฑิยาติ ฯ
อปรมฺปิ อาห คหปติ ตฺวํ ตาว ลูขํ ทานํ ททมาโน อฏฺฐนฺนํ อริยปุคฺคลานํ เทสิ อหํ เวลามกาเล สกลชมฺพูทีปํ อุนฺนงฺคลํ กตฺวา สตฺต รตนานิ ททมาโน ปญฺจ มหานทิโย เอโกฆปุณฺณํ กตฺวา วิย จ มหาทานํ ปวตฺตยมาโน ติสรณคตํ วา ปญฺจสีลรกฺขกํ วา กญฺจิ นาลตฺถํ ทกฺขิเณยฺยปุคฺคลา นาม เอวํ ทุลฺลภา ตสฺมา ลูขํ เม ทานนฺติ มา จิตฺตํ สงฺโกปยิตฺถาติ เอวญฺจ ปน วตฺวา เวลามสุตฺตํ กเถสิ ฯ
อถ โข สา เทวตา อิสฺสรกาเล เสฏฺฐินา สทฺธึ กเถตุํ อสกฺโกนฺตี อิทานายํ ทุคฺคตตฺตา มม วจนํ คณฺหิสฺสตีติ มญฺญมานา อฑฺฒรตฺติกสมเย สิริคพฺภํ ปวิสิตฺวา โอภาสํ ผริตฺวา อากาเส อฏฺฐาสิ ฯ เสฏฺฐี ตํ ทิสฺวา โก เอโสติ อาห ฯ อหํ มหาเสฏฺฐิ จตุตฺถทฺวารโกฏฺฐเก อธิวตฺถา เทวตาติ ฯ กิมตฺถํ อาคตาสีติ ฯ ตุยฺหํ โอวาทํ กเถตุกามา หุตฺวา อาคตาติ ฯ เตนหิ กเถหีติ ฯ มหาเสฏฺฐิ ตฺวํ ปจฺฉิมกาลํ น จินฺเตสิ ปุตฺตธีตโร น โอโลเกสิ สมณสฺส โคตมสฺส สาสเน พหุธนํ วิปฺปกิณฺณํ โส ตฺวํ อติเวลํ ธนวิสฺสชฺชเนน วา วณิชฺชกมฺมนฺตานํ อกรเณน วา สมณํ โคตมํ นิสฺสาย ทุคฺคโต ชาโต เอวํภูโตปิ สมณํ โคตมํ น มุญฺจสิ อชฺชาปิ เต สมณา ฆรํ ปวิสนฺติเยว เตหิ นีหฏํ น สกฺกา ปจฺจาหราเปตุํ คหิตเมว โหติ อิโต ปฏฺฐาย ปน สยญฺจ สมณสฺส โคตมสฺส สนฺติกํ มา คมิตฺถ สาวกานญฺจสฺส อิมํ ฆรํ ปวิสิตุํ มา อทาสิ สมณํ โคตมํ นิวตฺติตฺวาปิ อโนโลเกนฺโต อตฺตโน โวหาเร จ วณิชฺชญฺจ กตฺวา กุฏุมฺพํ สณฺฐเปหีติ ฯ อถ นํ โส เอวมาห อยํ ตยา มยฺหํ ทาตพฺโพ โอวาโทติ ฯ อาม อยนฺติ ฯ ตาทิสานํ เทวตานํ สเตนปิ สหสฺเสนปิ สตสหสฺเสนปิ อกมฺปนีโย อหํ ทสพเลน กโต มม จ สทฺธา สิเนรุ วิย อจลา สุปติฏฺฐิตา มยา นิยฺยานิเก รตนสาสเน ธนํ วิสฺสชฺชิตํ อยุตฺตํ เต กถิตํ พุทฺธสาสเน ปหาโร ทินฺโน เอวรูปาย อนาจาราย ทุสฺสีลาย กาลกณฺณิยา สทฺธึ ตยา มม เอกเคเห วสนกิจฺจํ นตฺถิ สีฆํ มม เคหา นิกฺขมิตฺวา อญฺญตฺถ คจฺฉาติ ฯ สา โสตาปนฺนสฺส อริยสาวกสฺส วจนํ สุตฺวา ฐาตุํ อสกฺโกนฺตี อตฺตโน วสนฏฺฐานํ คนฺตฺวา ทารเก หตฺเถน คเหตฺวา นิกฺขมิ นิกฺขมิตฺวา จ ปน อญฺญตฺถ วสนฏฺฐานํ อลภมานา เสฏฺฐึ ขมาเปตฺวา ตตฺเถว วสิสฺสามีติ นครปริคฺคาหกเทวปุตฺตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา ตํ วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ เกนตฺเถน อาคตาสีติ จ วุตฺตา อหํ สามิ อนุปธาเรตฺวา อนาถปิณฺฑิเกน สทฺธึ กเถสึ โส มํ กุชฺฌิตฺวา วสนฏฺฐานา นิกฺกฑฺฒิ มํ เสฏฺฐิสฺส สนฺติกํ เนตฺวา ขมาเปตฺวา วสนฏฺฐานํ เม เทถาติ ฯ กึ ปน ตยา เสฏฺฐี วุตฺโตติ ฯ สามิ อิโต ปฏฺฐาย พุทฺธุปฏฺฐานํ สงฺฆุปฏฺฐานํ มา กริ สมณสฺส โคตมสฺส ฆเร ปเวสนํ มา อทาสีติ เอวํ เม วุตฺโต สามีติ ฯ อยุตฺตํ ตยา วุตฺตํ สาสเน ปหาโร ทินฺโน อหํ ตํ อาทาย เสฏฺฐิโน สนฺติกํ คนฺตุํ น อุสฺสหามีติ ฯ สา ตสฺส สนฺติกา สงฺคหํ อลภิตฺวา จตุนฺนํ มหาราชานํ สนฺติกํ อคมาสิ เตหิปิ ตเถว ปฏิกฺขิตฺตา สกฺกํ เทวราชํ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ปวุตฺต อาจิกฺขิตฺวา อหํ เทวราช วสนฏฺฐานํ อลภมานา ทารเก หตฺเถน คเหตฺวา อนาถา วิจรามิ ตุมฺหากํ สิริยา มยฺหํ วสนฏฺฐานํ ทาเปถาติ สุฏฺฐุตรํ ยาจิ ฯ โสปิ ตํ อาห ตยา อยุตฺตํ กตํ ชินสาสเน ปหาโร ทินฺโน อหมฺปิ ตํ นิสฺสาย เสฏฺฐินา สทฺธึ กเถตุํ น สกฺโกมิ เอกมฺปน เต เสฏฺฐิสฺส ขมนุปายํ กเถสฺสามีติ ฯ สาธุ เทว กเถหีติ ฯ มหาเสฏฺฐิสฺส หตฺถโต มนุสฺเสหิ ปณฺณํ อาโรเปตฺวา อฏฺฐารสโกฏิสงฺขฺยํ ธนํ คหิตํ อตฺถิ ตฺวํ ตสฺส อายุตฺตกเวสํ คเหตฺวา กญฺจิ อชานาเปตฺวา ตานิ ปณฺณานิ อาทาย กติปเยหิ ยกฺขตรุเณหิ ปริวาริโต เอเกน หตฺเถน ปณฺณํ เอเกน เลขํ คเหตฺวา เตสํ เคหํ คนฺตฺวา เคหมชฺเฌ ฐิตา อตฺตโน ยกฺขานุภาเวน เต อุตฺตาเสตฺวา อิมํ ตุมฺหากํ อิณปณฺณํ ปสฺสถ อมฺหากํ เสฏฺฐี อตฺตโน อิสฺสรกาเล ตุมฺเห น กิญฺจิ อาห อิทานิ ทุคฺคโต ชาโต ตุมฺเหหิ คหิตกหาปเณ เทถาติ วตฺวา อตฺตโน ยกฺขานุภาวํ ทสฺเสตฺวา สพฺพาปิ อฏฺฐารส หิรญฺญโกฏิโย โสเธตฺวา เสฏฺฐิสฺส ตุจฺฉโกฏฺเฐ ปูเรตฺวา อญฺญํ อจิรวตีนทีตีเร นิทหิตธนํ นทีกูเล ภินฺเน สมุทฺทํ ปวิฏฺฐกํ อตฺถิ ตมฺปิ อตฺตโน อานุภาเวน อาหริตฺวา โกฏฺเฐ ปูเรตฺวา อญฺญมฺปิ อสุกฏฺฐาเน นาม อสฺสามิกํ อฏฺฐารสโกฏิมตฺตํ ธนํ อตฺถิ ตมฺปิ อาหริตฺวา ตุจฺฉโกฏฺเฐ ปูเรหิ อิมาหิ จตุปฺปญฺญาสโกฏีหิ อิมํ ตุจฺฉโกฏฺฐปูรณํ ทณฺฑกมฺมํ กตฺวา มหาเสฏฺฐึ ขมาเปหีติ ฯ
สา สาธุ เทวาติ ตสฺส วจนํ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา วุตฺตนเยเนว สพฺพํ ธนํ อาหริตฺวา อฑฺฒรตฺติกสมเย เสฏฺฐิสฺส สิริคพฺภํ ปวิสิตฺวา โอภาสํ ผริตฺวา อากาเส อฏฺฐาสิ โก เอโสติ วุตฺเต อหนฺเต มหาเสฏฺฐิ จตุตฺถทฺวารโกฏฺฐเก อธิวตฺถา อนฺธพาลเทวตา มยา มหาโมหมูฬฺหาย พุทฺธคุเณ อชานิตฺวา ปุริเมสุ ทิวเสสุ ตุมฺเหหิ สทฺธึ กิญฺจิ กถิตํ อตฺถิ ตํ เม โทสํ ขมถ สกฺกสฺสาปิ เม เทวราชสฺส วจเนน ตุมฺหากํ อิณํ โสเธตฺวา อฏฺฐารส โกฏิโย ตสฺมึ ตสฺมึ ฐาเน อสฺสามิกธนสฺส อฏฺฐารส โกฏิโยติ จตุปฺปญฺญาสโกฏิโย อาหริตฺวา ตุจฺฉโกฏฺฐปูรเณน ทณฺฑกมฺมํ กตํ เชตวนวิหารํ อารพฺภ ปริกฺขยํ คตธนํ สพฺพํ สมฺปิณฺฑิตํ วสนฏฺฐานํ อลภมานา กิลมามิ มยา อญฺญาณตาย กถิตํ มนสิ อกตฺวา ขมถ มหาเสฏฺฐีติ อาห ฯ อนาถปิณฺฑิโก ตสฺสา วจนํ สุตฺวา จินฺเตสิ อยํ เทวตา ทณฺฑกมฺมญฺจ เม กตนฺติ วทติ อตฺตโน จ โทสํ ปฏิชานาติ สตฺถา อิมํ วิเนตฺวา อตฺตโน คุเณ ชานาเปสฺสติ สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปน ทสฺเสสฺสามีติ ฯ อถ นํ อาห สมฺม เทวเต สเจปิ มํ ขมาเปตุกามา สตฺถุ สนฺติเก ขมาเปหีติ ฯ สา สาธุ เอวํ กริสฺสามิ สตฺถุ ปน มํ สนฺติกํ คเหตฺวา คจฺฉาหีติ ฯ โส สาธูติ วตฺวา วิภาตาย รตฺติยา ปาโตว ตํ คเหตฺวา สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา ตาย กตํ กมฺมํ สพฺพํ ตถาคตสฺส อาโรเจสิ ฯ สตฺถา ตสฺส วจนํ สุตฺวา อิธ คหปติ ปาปปุคฺคโลปิ ยาว ปาปํ น ปจฺจติ ตาว ภทฺรานิ ปสฺสติ ยทา ปนสฺส ปาปํ ปจฺจติ ตทา ปาปเมว ปสฺสติ ภทฺรปุคฺคโลปิ ยาว ภทฺรํ น ปจฺจติ ตาว ปาปานิ ปสฺสติ ยทา ปนสฺส ภทฺรํ ปจฺจติ ตทา ภทฺรเมว ปสฺสตีติ วตฺวา อิมา ธมฺมปเท เทฺว คาถา อภาสิ
ปาโปปิ ปสฺสตี ภทฺรํ ยาว ปาปํ น ปจฺจติ
ยทา จ ปจฺจตี ปาปํ อถ ปาปานิ ปสฺสติ
ภทฺโรปิ ปสฺสตี ปาปํ ยาว ภทฺรํ น ปจฺจติ
ยทา จ ปจฺจตี ภทฺรํ อถ ภทฺรานิ ปสฺสตีติ ฯ
อิมาสญฺจ ปน คาถานํ ปริโยสาเน สา เทวตา โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐาสิ ฯ สา จกฺกงฺกิเตสุ สตฺถุ ปาเทสุ นิปติตฺวา มยา ภนฺเต ราครตฺตาย โทสทุฏฺฐาย โมหมูฬฺหาย อวิชฺชนฺธาย ตุมฺหากํ คุเณ อชานนฺติยา ปาปกํ วจนํ วุตฺตํ ตํ เม ขมถาติ สตฺถารํ ขมาเปตฺวา มหาเสฏฺฐึ ขมาเปสิ ฯ ตสฺมึ สมเย อนาถปิณฺฑิโก สตฺถุ ปุรโต อตฺตโน คุณํ กเถสิ ภนฺเต อยํ เทวตา พุทฺธุปฏฺฐานาทีนิ มา กโรหีติ วารยมานาปิ มํ วาเรตุํ นาสกฺขิ ทานํ น ทาตพฺพนฺติ อิมาย วาริยมาโนปิ อหํ อทาสิเมว นนุ เอส ภนฺเต มยฺหํ คุโณติ ฯ สตฺถา ตฺวํ โขสิ คหปติ โสตาปนฺโน อริยสาวโก อจลสทฺโธ วิสุทฺธทสฺสโน ตุยฺหํ อิมาย อปฺเปสกฺขเทวตาย วาเรนฺติยา อวาริตภาโว อนจฺฉริโย ยมฺปน ปุพฺเพ ปณฺฑิตา อนุปฺปนฺเน พุทฺเธ อปริปกฺกญฺญาเณ ฐิตา กามาวจริสฺสเรน มาเรน อากาเส ฐตฺวา สเจ ทานํ ทสฺสสิ อิมสฺมึ นิรเย ปจิสฺสสีติ อสีติหตฺถคมฺภีรํ องฺคารกาสุํ ทสฺเสตฺวา มา ทานํ อทาสีติ วาริตา ปทุมกณฺณิกมชฺเฌ ฐตฺวา ทานํ อทํสุ อิทํ อจฺฉริยนฺติ วตฺวา อนาถปิณฺฑิเกน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหมฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต พาราณสีเสฏฺฐิสฺส กุเล นิพฺพตฺติตฺวา นานปฺปกาเรหิ สพฺพูปกรเณหิ เทวกุมาโร วิย สํวฑฺฒิยมาโน อนุกฺกเมน วิญฺญุตํ ปตฺวา โสฬสวสฺสิกกาเลเยว สพฺพสิปฺเปสุ นิปฺผตฺตึ ปตฺโต ฯ โส ปิตุ อจฺจเยน เสฏฺฐิฏฺฐาเน ฐตฺวา จตูสุ นครทฺวาเรสุ จตสฺโส ทานสาลาโย มชฺเฌ นครสฺส เอกํ อตฺตโน นิเวสนทฺวาเร เอกนฺติ ฉ ทานสาลาโย กาเรตฺวา มหาทานํ เทติ สีลํ รกฺขติ อุโปสถกมฺมํ กโรติ ฯ อเถกทิวสํ ปาตราสเวลาย โพธิสตฺตสฺส นานคฺครสมนุญฺญโภชเน อุปนียมาเน เอโก ปจฺเจกพุทฺโธ สตฺตาหจฺจเยน นิโรธา วุฏฺฐาย ภิกฺขาจารเวลํ สลฺลกฺเขตฺวา อชฺช มยา พาราณสีเสฏฺฐิสฺส เคหทฺวารํ คนฺตุํ วฏฺฏตีติ นาคลตาทนฺตกฏฺฐํ ขาทิตฺวา อโนตตฺตทเห มุขํ โธวิตฺวา มโนสิลาตเล ฐิโต นิวาเสตฺวา กายพนฺธนํ พนฺธิตฺวา จีวรํ ปารุปิตฺวา อิทฺธิมยมตฺติกปตฺตํ อาทาย อากาเสนาคนฺตฺวา โพธิสตฺตสฺส ภตฺเต อุปนีตมตฺเต เคหทฺวาเร อฏฺฐาสิ ฯ โพธิสตฺโต ตํ ทิสฺวาว อาสนา วุฏฺฐาย นิปจฺจการํ ทสฺเสตฺวา ปุริสํ กมฺมการกํ โอโลเกสิ ฯ กึ กโรมิ สามีติ วุตฺเต อยฺยสฺส ปตฺตํ อาหรถาติ อาห ฯ ตํ ขณญฺเญว มาโร ปาปิมา วิกมฺปมาโน อุฏฺฐาย อยํ ปจฺเจกพุทฺโธ อิโต สตฺต ทิวเส อาหารํ น ลภิ อชฺช อลภมาโน นสฺสิสฺสติ อิมญฺจ วินาเสสฺสามิ เสฏฺฐิโน จ ทานนฺตรายํ กริสฺสามีติ ตํ ขณญฺเญว อาคนฺตฺวา อนฺตรวตฺถุมฺหิ อสีติหตฺถมตฺตํ องฺคารกาสุํ นิมฺมินิ ฯ สา ขทิรงฺคารปุณฺณา สมฺปชฺชลิตา สโชติภูตา อวีจิมหานิรโย วิย ขายิตฺถ ฯ ตมฺปน มาเปตฺวา สยํ อากาเส อฏฺฐาสิ ฯ ปตฺตาหรณตฺถาย คจฺฉมาโน ปุริโส ตํ ทิสฺวา มหาภยํ ปตฺโต นิวตฺติ ฯ โพธิสตฺโต กึ ตาต นิวตฺโตสีติ ปุจฺฉิ ฯ อยํ สามิ อนฺตรวตฺถุมฺหิ มหตี องฺคารกาสุ สมฺปชฺชลิตา อตฺถิ สโชติภูตาติ ฯ อถญฺโญ อถญฺโญติ เอวํ อาคตาคตา สพฺเพปิ ภยปฺปตฺตา เวเคน ปลายึสุ ฯ โพธิสตฺโต จินฺเตสิ อชฺช มยฺหํ ทานนฺตรายํ กาตุกาโม วสวตฺติ มาโร อุยฺยุตฺโต ภวิสฺสติ น โข ปน ชานาติ มารสเตน มารสหสฺเสน มารสตสหสฺเสนาปิ มยฺหํ อกมฺปิยภาวํ อชฺชทานิ มยฺหํ วา มารสฺส วา พลมหนฺตตํ อานุภาวมหนฺตตํ ชานิสฺสามีติ ตํ ยถาสชฺชิตเมว ภตฺตปาตึ สยํ อาทาย เคหา นิกฺขมิ องฺคารกาสุยา ตเฏ ฐตฺวา อากาสํ โอโลเกนฺโต มารํ ทิสฺวา โกสิ ตฺวนฺติ อาห ฯ อหํ มาโรติ ฯ อยํ องฺคารกาสุ ตยา นิมฺมิตาติ ฯ อาม มยาติ ฯ กิมตฺถายาติ ฯ ตว ทานสฺส อนฺตรายกรณตฺถาย จ ปจฺเจกพุทฺธสฺส จ ชีวิตวินาสนตฺถายาติ ฯ โพธิสตฺโต เนว เต อหํ อตฺตโน ทานสฺส อนฺตรายํ น ปจฺเจกพุทฺธสฺส ชีวิตนฺตรายํ กาตุํ ทสฺสามิ อชฺชทานิ มยฺหํ วา ตว วา พลมหนฺตตํ อานุภาวมหนฺตตํ ชานิสฺสามีติ องฺคารกาสุยา ตเฏ ฐตฺวา ภนฺเต ปจฺเจกฺพุทฺธ อหํ อิมิสฺสาปิ องฺคารกาสุยา อโธสีโส ปตมาโนปิ น นิวตฺติสฺสามิ เกวลํ ตุมฺเห มยา ทินฺนํ โภชนํ ปฏิคฺคณฺหถาติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
กามํ ปตามิ นิรยํ อุทฺธํปาโท อวํสิโร
นานริยํ กริสฺสามิ หนฺท ปิณฺฑํ ปฏิคฺคหาติ ฯ
ตตฺรายํ ปิณฺฑตฺโถ ภนฺเต สจาหํ ตุมฺหากํ ปิณฺฑปาตํ เทนฺโต เอกํเสเนว อิมํ นิรยํ อุทฺธํปาโท อวํสิโร หุตฺวา ปตามิ ตถาปิ ยทิทํ อทานญฺจ อสีลญฺจ อริเยหิ อกตฺตพฺพตฺตา อนริเยหิ จ กตฺตพฺพตฺตา อนริยนฺติ วุจฺจติ น ตํ อนริยํ กริสฺสามิ หนฺท อิมํ มยา ทิยฺยมานํ ปิณฺฑํ ปฏิคฺคณฺหาหีติ ฯ เอตฺถ จ หนฺทาติ อุปสคฺคตฺเถ นิปาโต ฯ
เอวํ วตฺวา โพธิสตฺโต ทฬฺหสมาทาเนน ภตฺตปาตึ คเหตฺวา องฺคารกาสุมตฺถเกน ปกฺขนฺโต ฯ ตาวเทว อสีติหตฺถคมฺภีราย องฺคารกาสุยา ตลโต อุปรุปริ ชาตํ สตปุปฺผิตํ เอกํ มหาปทุมํ อุคฺคนฺตฺวา โพธิสตฺตสฺส ปาเท สมฺปฏิจฺฉิ ฯ ตโต มหาตุมฺพมตฺตา เรณุ อุคฺคนฺตฺวา มหาสตฺตสฺส มุทฺธนิ ฐตฺวา ปติตฺวา สกลสรีรํ สุวณฺณจุณฺณสโมกิณฺณมิว อกาสิ ฯ โส ปทุมกณฺณิกาย ฐตฺวา นานคฺครสโภชนํ ปจฺเจกพุทฺธสฺส ปตฺเต ปติฏฺฐาเปสิ ฯ โส ตํ ปฏิคฺคเหตฺวา อนุโมทนํ กตฺวา ปตฺตํ อากาเส ขิปิตฺวา ปสฺสนฺตสฺเสว มหาชนสฺส สยมฺปิ เวหาสํ อพฺภุคฺคนฺตฺวา นานปฺปการํ วลาหกปนฺตึ มทฺทมาโน วิย หิมวนฺตเมว คโต ฯ มาโรปิ ปราชิโต โทมนสฺสํ ปตฺวา อตฺตโน วสนฏฺฐานเมว คโต ฯ โพธิสตฺโต ปน ปทุมกณฺณิกาย ฐิโต มหาชนสฺส ทานสีลสํวณฺณเนน ธมฺมํ เทเสตฺวา มหาชเนน ปริวุโต อตฺตโน นิเวสนเมว ปวิสิตฺวา ยาวชีวํ ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กริตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ
สตฺถา นยิทํ คหปติ อจฺฉริยํ ยํ ตฺวํ เอวํทสฺสนสมฺปนฺโน เอตรหิ เทวตาย น กมฺปิโต ปุพฺเพปิ ปณฺฑิเตหิ กตเมว อจฺฉริยนฺติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ปจฺเจกพุทฺโธ ตตฺเถว ปรินิพฺพายิ มารํ ปราชยิตฺวา ปทุมกณฺณิกาย ฐตฺวา ปจฺเจกพุทฺธสฺส ปิณฺฑปาตทายโก พาราณสีเสฏฺฐี ปน อหเมวาติ ฯ
ขทิรงฺคารชาตกํ ทสมํ ฯ
กุลาวกวคฺโค จตุตฺโถ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗