ชาครชาดก
ว่าด้วยผู้หลับและตื่น
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๑๐๐ · บรรทัด ๔๗๐๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภอุบาสกคนใดคนหนึ่ง แล้วตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า โกธ ชาครตํ สุตฺโต ดังนี้.
ความพิสดารว่า อุบาสกคนนั้น เป็นอริยสาวกผู้เป็นโสดาบันเดินทางกันดารไปกับพ่อค้าเกวียน. นายกองเกวียน คือหัวหน้าพ่อค้าปลาเกวียน ๕๐๐ เล่มไว้ ณ ที่แห่งหนึ่งในทางกันดารนั้น เป็นสถานที่หาน้ำได้สะดวก จัดแจงเคี้ยวของกินแล้ว ก็เข้าที่พักผ่อน. คนเหล่านั้นพากันนอน ณ ที่นั้น ๆ แล้วก็หลับไป. ส่วนอุบาสกตั้งใจเดินจงกรมที่ควงต้นไม้ต้นหนึ่ง ใกล้ ๆ นายกองเกวียน. ลำดับนั้น พวกโจร ๕๐๐คน ผู้ต้องการจะปล้นพ่อค้านั้น ได้พากันถืออาวุธนานาชนิดมายืนล้อมพ่อค้านั้นไว้. พวกเขาเห็นอุบาสกนั้นกำลังจงกรมอยู่ คิดว่า พวกเราจักปล้นเวลาอุบาสกคนนี้หลับ แล้วได้พากันอยู่ ณ ที่นั้น ๆ. ฝ่ายอุบาสกก็ได้จงกรมอยู่ตลอดราตรี ๓ ยามทีเดียว. เวลาย่ำรุ่ง พวกโจรพากันทิ้งก้อนหินและไม้ค้อนเป็นต้น ที่ถือมาแล้ว พูดว่า นายกองเกวียนผู้เจริญ ท่านได้ชีวิตแล้วเกิดเป็นเจ้าของของสิ่งที่มีอยู่ของท่าน เพราะอาศัยบุรุษคนนี้ผู้ตื่นอยู่ เพราะความไม่ประมาท ท่านควรทำสักการะบุรุษคนนี้ ดังนี้แล้ว จึงหลีกหนีไป. คนทั้งหลายลุกขึ้นตามเวลานั่นเองเห็นก้อนหินและไม้ค้อนเป็นต้น ที่พวกโจรเหล่านั้นทิ้งไว้ แล้วพูดว่าพวกเราได้ชีวิตเพราะอาศัยอุบาสกคนนี้ แล้วได้พากันทำสักการะอุบาสก. ฝ่ายอุบาสกไปสู่ที่ที่ตนต้องการทำกิจเสร็จแล้ว กลับมากรุงสาวัตถีอีกได้ไปสู่พระวิหารเชตวัน บูชาพระตถาคต ถวายนมัสการแล้วนั่ง เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า ดูก่อนอุบาสก ท่านไม่ปรากฏตัวหรือ ? แล้วจึงกราบทูลเนื้อความนั้น. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก ก็ท่านเองไม่หลับนอนปฏิบัติอยู่แต่ไม่ได้คุณพิเศษเลย ฝ่ายบัณฑิตในปางก่อน เมื่อปฏิบัติก็ได้คุณพิเศษ ดังนี้ แล้วถูกอุบาสกทูลขอร้อง จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ เติบโตแล้ว เรียนศิลปะทุกอย่างที่เมืองตักกศิลาจบ กลับมาอยู่ที่ท่ามกลางเรือน ในเวลาต่อมาก็ออกบวชเป็นฤาษี ไม่นานเท่าไร ก็ยังฌานและอภิญญาให้เกิดขึ้นเป็นผู้มีอิริยาบถยืนจงกรมอยู่ในถิ่นป่าหิมพานต์ ไม่เข้าถึงการนอน. จงกรมอยู่ตลอดทั้งคืน. ลำดับนั้น เทวดาผู้เกิดบนต้นไม้ใกล้ที่จงกรมของท่านดีใจ ยืนอยู่ที่ค่าคบต้นไม้ เมื่อจะถามปัญหา จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ว่า :-
เมื่อคนทั้งหลายในโลกนี้ตื่นอยู่ ใคร เป็นผู้หลับแล้ว แต่เมื่อคนทั้งหลายในโลกนี้ หลับแล้ว ใครเป็นผู้ตื่น ใครเข้าใจปัญหา ข้อนี้ของเรา ใครจะแก้ปัญหาข้อนั้นของเรา ได้ ?
บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า โกธ ตัดบทเป็น โก อิธ ความว่าในโลกนี้ใคร. บทว่า โก เมตํ ความว่า เทวดาถามว่า ใครรู้ชัดปัญหาข้อนี้ของเรา. บทว่า โก ตํ ปฏิภณ ความว่า ใครจะตอบปัญหาที่เราถามข้อนั้น ๆ ของเราได้ คือว่าใครจักสามารถกล่าวแก้ปัญหาได้.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถานี้ว่า :เมื่อพระอริยเจ้าทั้งหลายตื่นอยู่ ข้าพเจ้า เป็นผู้หลับแล้ว แต่เมื่อคนทั้งหลายหลับแล้ว ข้าพเจ้าเป็นผู้ตื่น ข้าพเจ้าเข้าใจปัญหาข้อนั้น ข้าพเจ้าจะแก้ปัญหาของท่านได้. ดังนี้แล้ว ถูกเทวดานั้น ถามคาถานี้ว่า :เมื่อคนทั้งหลายตื่นอยู่ ท่านจะเป็นผู้ หลับได้อย่างไร เมื่อคนทั้งหลายหลับแล้ว ท่านจะเป็นผู้ตื่นได้อย่างไร ท่านเข้าใจปัญหา ข้อนี้อย่างไร ท่านจะแก้ปัญหาของข้าพเจ้า อย่างไร ? ดังนี้ เมื่อจะพยากรณ์เนื้อความนั้น จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :ดูก่อนเทวดา ชนเหล่าใดไม่รู้ธรรม คือ สัญญมะและทมะ เมื่อชนเหล่านั้นหลับแล้ว เพราะประมาท ข้าพเจ้าตื่นอยู่. พระอริยเจ้า เหล่าใดสำรอกราคะโทสะและอวิชชาออกแล้ว เมื่อพระอริยเจ้าเหล่านั้นตื่นอยู่ ข้าพเจ้าเป็นผู้ หลับแล้ว ท่านเทวดา. เมื่อพระอริยเหล่านั้นตื่นอยู่ ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้หลับแล้วอย่างนี้ แต่เมื่อคนทั้งหลายหลับแล้ว ข้าพเจ้าชื่อว่า เป็นผู้ตื่นอย่างนี้ ข้าพเจ้าเข้าใจปัญหาข้อนี้ อย่างนี้ ข้าพเจ้าแก้ปัญหาของท่านอย่างนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กถํ ชาครตํ สุตฺโต ความว่าท่านชื่อว่าเป็นผู้ตื่นแล้ว ในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้ตื่นอยู่อย่างไร ? ในทุกบทก็มีนัยนี้. บทว่า เย ธมฺมํ ความว่า สัตว์เหล่าใดไม่รู้ชัดโลกุตตรธรรมทั้ง ๙ อย่าง. บทว่า สญฺโมติ ทโมติ จ ความว่าและไม่รู้ทั้งศีล ทั้งอินทรีย์สังวร ที่มาแล้วโดยมรรคอย่างนี้ว่า นี้สัญญมะนี้ทมะ. จริงอยู่อินทรีย์สังวรท่านเรียกว่า ทมะ เพราะข่มอินทรีย์ทั้งหลาย มีใจเป็นที่ ๖ ไว้. บทว่า เตสุ สุตฺตปฺปมาเทสุ ความว่าเมื่อสัตว์เหล่านั้นหลับแล้ว ด้วยอำนาจกิเลสข้าพเจ้าก็ตื่น ด้วยอำนาจแห่งความไม่ประมาท. คาถาว่า เยสํ ราโค จ เป็นต้น มีเนื้อความว่ากิเลสเหล่านี้ คือราคะ กล่าวคือ ความโลภ ๑,๕๐๐ ที่ท่านแสดงไว้ด้วยสตบท โทสะที่มีอาฆาตวัตถุ ๙ ประการเป็นสมุฏฐาน และอวิชชาที่เป็นความไม่รู้ในวัตถุ ๘ ประการ มีทุกข์เป็นต้น อันพระมหาขีณาสพเหล่าใดคลายแล้ว คือละได้แล้ว. ดูก่อนเทวดา เมื่อพระอริยเจ้าเหล่านั้นตื่นอยู่ โดยอาการทั้งปวง ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้หลับแล้ว เพราะหมายเอาพระอริยเจ้าเหล่านั้น. บทว่า เอวํ ชาครตํ ความว่า ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้หลับแล้ว ในระหว่างพระอริยเจ้าทั้งหลายผู้ตื่นอยู่ ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้. ในทุก ๆ บท มีนัยนี้.
เมื่อพระมหาสัตว์แก้ปัญหาอย่างนี้แล้ว เทวดาพอใจ เมื่อจะทำการสดุดีพระมหาสัตว์ จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า :-
ถูกแล้ว เมื่อพระอริยเจ้าทั้งหลายตื่นอยู่ ท่านเป็นผู้หลับแล้ว แต่เมื่อคนทั้งหลายหลับ แล้ว ท่านได้เป็นผู้ตื่นดีแล้ว ท่านเข้าใจปัญหา ข้อนี้ของข้าพเจ้าดีแล้ว ท่านตอบปัญหาของ ข้าพเจ้าถูกต้องแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาธุ เป็นต้น ความว่า ท่านแก้ปัญหาข้อนี้ทำให้ดีแล้ว คือเจริญแล้ว ถึงเราก็จะแก้ปัญหาข้อนั้นอย่างนี้เหมือนกัน.
เทวดานั้น ครั้นทำการสดุดีพระมหาสัตว์อย่างนี้แล้ว ก็เข้าไปสู่วิมานของตนที่เดียว.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วทรงประชุมชาดกไว้ว่า เทวดาในครั้งนั้น ได้แก่ อุบลวรรณาเถรี ส่วนดาบสได้แก่ เราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาชาครชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๔๑๑–๔๑๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัตตกนิบาตชาดก ๒๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Jāgarajātakaṃ
kodha jāgarataṃ suttoti idaṃ satthā jetavane viharanto aññataraṃ upāsakaṃ ārabbha kathesi.
So hi sotāpanno ariyasāvako sāvatthito sakaṭasatthena saddhiṃ kantāramaggaṃ paṭipajji. Satthavāho tatthekasmiṃ udakaphāsukaṭṭhāne pañca sakaṭasatāni mocetvā khādanīyaṃ bhojanīyaṃ saṃvidahitvā vāsaṃ upagacchi. Te manussā tattha tattha nipajjitvā supiṃsu. Upāsako pana satthavāhassa santike ekasmiṃ rukkhamūle caṅkamaṃ adhiṭṭhāsi. Atha taṃ satthaṃ vilumpitukāmā pañcasatā corā nānāvudhāni gahetvā satthaṃ parivāretvā aṭṭhaṃsu. Te taṃ upāsakaṃ caṅkamantaṃ disvā imassa niddāyanakāle vilumpissāmāti tattha tattha aṭṭhaṃsu. Sopi tiyāmarattiṃ caṅkamiyeva. Corā paccūsasamaye gahitapāsāṇamuggarādayo chaḍḍetvā bho satthavāha imaṃ appamādena jāgarantaṃ purisaṃ nissāya jīvitaṃ labhitvā tava santakassa sāmiko jātoti etassa sakkāraṃ kareyyāsīti vatvā pakkamiṃsu. Manussā kālasseva vuṭṭhāya tehi Chaḍḍite pāsāṇamuggarādayo disvā imaṃ nissāya amhehi jīvitaṃ laddhanti upāsakassa sakkāraṃ akaṃsu. Upāsakopi icchiticchitaṭṭhānaṃ gantvā katakicco puna sāvatthiṃ āgantvā jetavanaṃ gantvā tathāgataṃ pūjetvā vanditvā nisinno kiṃ upāsaka na paññāyasīti vutte tamatthaṃ ārocesi. Satthā na kho upāsaka tvañceva aniddāyitvā jagganto visesaṃ labhi porāṇakapaṇḍitāpi jaggantā visesaṃ labhiṃsūti vatvā tena yācito atītaṃ āhari
atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto brāhmaṇakule nibbattitvā vayappatto takkasilāyaṃ sabbasippāni uggaṇhitvā paccāgantvā agāramajjhe vasanto aparabhāge nikkhamitvā isipabbajjaṃ pabbajitvā na cirasseva jhānābhiññā nibbattetvā himavantappadese ṭhānacaṅkamiriyāpatho hutvā vasanto niddaṃ anupagantvā sabbarattiṃ caṅkamati. Athassa caṅkamanakoṭiyaṃ rukkhe nibbattadevatā tussitvā khandhaviṭape ṭhatvā pañhaṃ pucchantī paṭhamaṃ gāthamāha
kodha jāgarataṃ sutto kodha suttesu jāgaro
ko metaṃ nu vijānāti ko taṃ paṭibhaṇāti meti.
Tattha kodhāti ko idha. Ko metanti ko mama etaṃ pañhaṃ vijānāti. Ko taṃ paṭibhaṇāti meti taṃ etaṃ mayā puṭṭhapañhaṃ mayhaṃ ko paṭibhaṇāti ko byākarituṃ sakkhissatīti pucchati.
Bodhisatto tassā vacanaṃ sutvā
Ahaṃ jāgarataṃ sutto ahaṃ suttesu jāgaro
ahametaṃ vijānāmi ahaṃ paṭibhaṇāmi teti
imaṃ gāthaṃ vatvā puna tāya
kathaṃ jāgarataṃ sutto kathaṃ suttesu jāgaro
kathaṃ etaṃ vijānāsi kathaṃ paṭibhaṇāsi meti
imaṃ gāthaṃ puṭṭho tamatthaṃ byākaronto
ye dhammaṃ nappajānanti saññamoti damoti ca
tesu suttappamādesu ahaṃ jaggāmi devate.
Yesaṃ rāgo ca doso ca avijjā ca virājitā
tesu jāgaramānesu ahaṃ suttosmi devate.
Evaṃ jāgarataṃ sutto evaṃ suttesu jāgaro
evametaṃ vijānāmi evaṃ paṭibhaṇāmi teti imā gāthā āha.
Tattha kathaṃ jāgarataṃ suttoti kathaṃ tvaṃ jāgarataṃ sattānaṃ antare sutto nāma hosi. Esa nayo sabbattha. Ye dhammanti ye sattā navavidhaṃ lokuttaradhammaṃ na jānanti. Saññamoti damoti cāti ayaṃ saññamo ayaṃ damoti evañca yena maggena āgataṃ sīlañceva indriyasaṃvarañca na jānanti. Indriyasaṃvaro hi manacchaṭṭhānaṃ indriyānaṃ damanato damoti vuccati. Tesu suttappamādesūti tesu kilesesu niddāya vasena suttesu ahaṃ appamādavasena jaggāmi. Yesaṃ rāgo cāti gāthāya yesaṃ mahākhīṇāsavānaṃ padasatena Niddiṭṭhadiyaḍḍhasahassalobhasaṅkhāto rāgo ca navāghātavatthusamuṭṭhāno doso ca dukkhādīsu aṭṭhasu vatthūsu añāṇabhūtā avijjā cāti ime kilesā virājitā pahīnā tesu ariyesu sabbākārena jāgaramānesu te upādāya ahaṃ sutto nāma devateti attho. Evaṃ jāgaratanti evaṃ devate ahaṃ iminā kāraṇena jāgarataṃ sutto nāmāti. Esa nayo sabbattha padesu.
Evaṃ mahāsattena pañhe kathite tuṭṭhā devatā tassa thutiṃ karontī osānagāthamāha
sādhu jāgarataṃ sutto sādhu suttesu jāgaro
sādhu metaṃ vijānāsi sādhu paṭibhaṇāsi meti.
Tattha sādhūti sādhu laddhakaṃ katvā tvaṃ imaṃ pañhaṃ kathesi mayaṃpi naṃ evameva kathemāti.
Evaṃ sā bodhisattassa thutiṃ katvā attano vimānameva pāvisi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā devatā uppalavaṇṇā ahosi tāpaso pana ahamevāti.
Jāgarajātakaṃ navamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗