กุมมาสปิณฑชาดก
ว่าด้วยอานิสงส์ถวายขนมกุมมาส
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๑๐๗ · บรรทัด ๔๗๒๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระนางมัลลิกาเทวี จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า น กิรตฺถิ ดังนี้.
ความพิสดารว่า พระนางเป็นธิดาของหัวหน้านายมาลาการคนหนึ่ง ในนครสาวัตถี มีรูปโฉมเลอเลิศ มีปัญญามาก เวลาพระนางมีพระชนมายุ ๑๖ พรรษา วันหนึ่ง กำลังไปสวนดอกไม้พร้อมกับหญิงสาวทั้งหลาย หยิบเอาขนมกุมมาส ๓ ก้อน วางไว้ในกระเช้าดอกไม้เดินไป. เวลาออกไปจากพระนคร พระนางเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งรัศมีแห่งพระสรีระ มีพระภิกษุสงฆ์ห้อมล้อม กำลังเสด็จเข้าพระนคร จึงน้อมก้อนขนมกุมมาสเหล่านั้นเข้าไปถวาย. พระศาสดาทรงยื่นบาตรที่ท้าวจาตุมมหาราชถวายออกรับ. ฝ่ายพระนาง วันทาพระบาทของพระตถาคตด้วยเศียรเกล้าแล้ว ได้ยึดเอาปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ยืนอยู่ ที่สมควรข้างหนึ่ง. พระศาสดาเมื่อทรงทอดพระเนตรนาง ได้ทรงการทำการแย้มให้ปรากฏ. ท่านพระอานนทเถระจึงทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ในการแย้มสรวลของพระตถาคตเจ้า ? ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถึงเหตุแห่งการทรงแย้มแก่พระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ กุมาริกาคนนี้จักได้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าโกศลในวันนี้ทีเดียว เพราะผลแก่การถวายก้อนขนมกุมมาสเหล่านี้. ฝ่ายนางกุมาริกาไปสวนดอกไม้แล้ว. วันนั้นเอง พระเจ้าโกศล ทรงรบกับพระเจ้าอชาตศัตรู ทรงปราชัยในการรบแล้ว เมื่อทรงล่าถอยได้ทรงม้าต้นเสด็จมา ทรงสดับเสียงเพลงขับของนาง ทรงมีพระทัยปฏิพัทธ์จึงทรงควบม้าต้นมุ่งหน้าสู่สวนนั้น. กุมาริกาผู้ถึงพร้อมด้วยบุญ เห็นพระราชาแล้วไม่หนีเลย มาจับเชือกบังเหียนม้าทรงไว้. พระราชาประทับนั่งบนหลังม้าทรงนั่งเอง ตรัสถามว่า เธอมีสามีหรือยัง ? เมื่อทรงทราบว่ายังไม่มีสามี จึงได้เสด็จลงจากหลังม้าต้น ทรงอิดโรยเพราะลมและแดด ทรงบรรทมม่อยหลับไปงีบหนึ่งบนตักของนาง แล้วให้นางนั่งบนหลังม้าทรง มีพลนิกายแวดล้อมเสด็จเข้าพระนคร ทรงส่งนางไปยังเรือนของผู้มีตระกูลของตน เวลาเย็น ทรงส่งยานไปให้นำเอานางมาจากเรือนของผู้มีสกุล ด้วยสักการะสัมมานะมากให้นั่งใกล้กองรัตนะ ทรงทำการอภิเษกแล้ว ได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นอัครมเหสี. จำเดิมแต่นั้นมา พระนางทรงเป็นที่โปรดปราน เป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระราชา ทรงเป็นเทพดาของผัวผู้ประกอบด้วยกัลยาณธรรม ๕ ประการ มีการตื่นก่อนเป็นต้น ได้ทรงเป็นผู้ใกล้ชิดแม้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. การที่พระนางทรงถวายขนมกุมมาส๓ ก้อน แต่พระศาสดา แล้วได้ทั้งประสบสมบัตินั้น ได้ระบือไปทั่วพระนคร. ภายหลังอยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายพากันตั้งข้อสนทนากันขึ้นที่ธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโส พระนางมัลลิกาเทวี ทรงถวายขนม ๓ ก้อนแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยผลของการถวายขนมเหล่านั้น ทรงได้รับอภิเษกในวันนั้นเอง ความที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่น่าอัศจรรย์จริง. พระศาสดาเสด็จมา แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่น่าอัศจรรย์เลย การที่พระนางมัลลิกาเทวีทรงถวายขนมกุมมาสแก่พระสัพพัญญูพุทธเจ้าพระองค์เดียว แล้วทรงได้รับความเป็นพระมเหสีของพระเจ้าโกศล เพราะเหตุไร ? เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเป็นผู้มีพระคุณมาก ส่วนบัณฑิตในปางก่อน ได้ถวายขนมกุมมาสจืด ไม่ผสมเกลือ ไม่มีน้ำมัน ไม่ผสมน้ำอ้อย แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วได้รับสิริราชสมบัติ ในแคว้นกาสีประมาณ๓ โยชน์ ในอัตภาพที่ ๒ เพราะผลการถวายขนมนั้น น่าอัศจรรย์แท้ดังนี้ แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัตอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลของตนยากจนตระกูลหนึ่ง เติบโตแล้วอาศัยเศรษฐีคนหนึ่ง ทำงานรับจ้างเลี้ยงชีวิต. อยู่มาวันหนึ่ง เขาถือขนมกุมมาส ๔ ก้อนมาจากตลาด โดยคิดว่า ขนมเหล่านี้จักเป็นอาหารเช้าของเรา เมื่อเดินไปทำงานได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๔ องศ์กำลังเสด็จมา บ่ายพระพักตร์ไปนครพาราณสีเพื่อประโยชน์แก่ภิกษาจาร จึงคิดว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้ เสด็จไปนครพาราณสีเพื่อต้องการภิกษาจาร เราก็มีขนมกุมมาส ๔ ก้อนนี้ ถ้ากะไรแล้ว เราควรถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้ แล้วเข้าไปเฝ้าท่านทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มีขนมกุมมาสในมือ ๔ ก้อน ข้าพระองค์ขอถวายขนมเหล่านี้แก่พระองค์ทั้งหลาย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ดังข้าพระองค์ขอโอกาส ขอพระองค์ทั้งหลายจงทรงรับเถิด แม้เมื่อเป็นเช่นนี้บุญนี้ จักมีแก่ข้าพระองค์ เพื่อประโยชน์และความสุขตลอดกาลนาน ได้ทราบการทรงรับนิมนต์ของพระองค์ท่านแล้ว ก็ตกแต่งอาสนะ ๔ ที่โดยพูนทรายขึ้นลาดกิ่งไม้และผ้าเปลือกไม้ไว้บนกองทรายเหล่านั้น นิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าให้ประทับนั่งตามลำดับแล้ว เอากระทงใบไม้ตักน้ำมาหลั่งทักขิโณทก วางขนมกุมาส ๔ ก้อนลงในบาตร ๔ ใบ นมัสการแล้วทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยผลแห่งการถวายขนมกุมมาสเหล่านั้นขึ้นชื่อว่าการเกิดในเรือนคนจน ขอจงอย่ามีเลย ขอให้การถวายทานนี้จงเป็นปัจจัยแห่งการบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ. พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายก็เสวยทันที ในที่สุดแห่งการเสวย ทรงทำอนุโมทนาแล้วได้ทรงเหาะไปสู่เงื้อมเขานันทมูลนั่นเอง. พระโพธิสัตว์ประคองอัญชลีแล้วเอาปีติที่ไปในพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ พอพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นละสายตาไปแล้วก็ไป ณ ที่ทำงานของตน. แม้ท่านทำกรรมเพียงเท่านี้ แต่รำลึกถึงทานนั้นตลอดอายุถึงแก่กรรมแล้ว ก็ถือกำเนิดในพระอุทรของพระอัครมเหสี ของพระเจ้าพาราณสี. พระญาติทั้งหลายได้ถวายพระนามว่า พรหมทัตกุการ. ท้าวเธอ จำเดิมแต่เวลาที่ตนเสด็จดำเนินไปด้วยพระบาท ทรงเห็นกิริยาอาการของตนในชาติก่อนปรากฏชัดด้วยความรู้ระลึกชาติได้เหมือนเห็นเอาหน้าในกระจกเงาที่ใสว่า เราได้เป็นลูกจ้างในนครนี้นั่นเอง เมื่อเดินไปทำงานได้ถวายขนมกุมมาส ๔ก้อน แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้ถือกำเนิดในที่นี้ เพราะผลของกรรมนั้น. ท้าวเธอทรงเจริญวัย แล้วเสด็จไปยังนครตักกศิลาทรงเรียนศิลปะทุกอย่าง แล้วเสด็จกลับมา ทรงแสดงศิลปะที่ทรงศึกษามาแล้ว แก่พระราชบิดา แล้วพระราชบิดาทรงพอพระราชหฤทัย ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งอุปราช ในกาลต่อมาโดยสิ้นรัชกาลของพระราชบิดา ก็ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ. ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายพากันนำพระราชธิดาของพระเจ้าโกศลผู้ทรงเลอโฉม มาถวายให้เป็นพระอัครมเหสีของพระองค์. ก็ในวันฉัตรมงคลของพระองค์ คนทั้งหลายได้พากันตบแต่งพระนครทั้งนครให้เหมือนเทพนคร ก็ปานกัน. พระองค์เสด็จเลียบพระนคร แล้วเสด็จขึ้นปราสาทที่ตบแต่ง แล้วเสด็จขึ้นพระราชบัลลังก์ ที่ยกเศวตรฉัตรขึ้นไว้ ณ ท่ามกลางชั้นที่กว้างใหญ่ประทับนั่งแล้ว ทอดพระเนตรพสกนิกรทั้งหลาย ที่พากันยืนเฝ้าด้านหนึ่งเป็นอำมาตย์ ด้านหนึ่งเป็นคหบดี มีพราหมณ์คหบดีเป็นต้นผู้มีสมบัติต่าง ๆ กัน มีความรุ่งเรืองสุกใสด้วยสิริวิลาส ด้านหนึ่งเป็นประชาชนชาวกรุง มีมือถือเครื่องบรรณาการนานาชนิด ด้านหนึ่งเป็นคณะหญิงฟ้อนจำนวนหมื่นหกพันนาง ปานประหนึ่งสาวอัปสรผู้ตบแต่งแล้ว ฉะนั้น และสิริราชสมบัตินี้เป็นที่รื่นรมย์พระทัยยิ่งนักทรงรำลึกถึงกุศลกรรมที่ตนบำเพ็ญไว้ในปางก่อนแล้ว ทรงรำลึกถึงพระคุณของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายว่า สิริสมบัติแม้ทั้งหมดนี้ คือห่อทองห่อนี้ ๑ ดอกไม้ทอง ๑ เศวตรฉัตร ๑ ช้างม้าและรสที่เป็นราชพาหนะเหล่านี้ จำนวนหลายพัน ๑ ห้องคลังที่เต็มด้วยแก้วมณีและแก้วมุกดาเป็นต้น ๑ แผ่นดินใหญ่ที่เต็มไปด้วยธัญชาตินานาชนิด ๑เหล่านารีที่เทียบเคียงกับสาวอัปสร ๑ เป็นสมบัติของเรา ไม่ใช่ของคนอื่น แต่เป็นสิ่งที่อาศัยการถวายขนมกุมมาส ๔ ก้อน แก่พระปัจเจก๔ องค์นั่นเอง สมบัตินั้นเราได้มาเพราะอาศัยพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ดังนี้ แล้วได้กระทำกรรมของตนให้ปรากฏแล้ว. เมื่อพระองค์ทรงรำลึกถึงผลกรรมนั้นแล้ว พระสรีระทั้งสิ้นเต็มเปี่ยมไปด้วยปีติ. พระองค์ทรงมีพระราชหฤทัยชุ่มเย็นด้วยปีติ เมื่อทรงขับเพลงขับที่ทรงอุทานออกมา ที่ท่ามกลางมหาชน ได้ตรัสคาถา ๒ คาถา ว่า :-
ได้ยินว่า การปรนนิบัติพระอโนมทัสสีปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย มีผลหาน้อยไม่ เชิญ ผลของการถวายก้อนขนมกุมมาสที่แห้งและ มีรสจืดชืดเถิด โปรดดูผลแห่งการถวายก้อน ขนมกุมมาสที่เป็นเหตุให้เรามีช้าง โคม้า ทรัพย์ และข้าวเปลือกมากมาย ทั้งแผ่นดิน ทั้งสิ้น และนางนารีเหล่านี้ ที่เปรียบด้วยนางอัปสร เชิญดูผลของการถวายก้อนขนมกุมมาสเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโนมทสฺสิสุ ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า อโนมทัสสี เพราะได้เห็นปัจเจกโพธิญาณ ที่ไม่ต่ำช้า คือไม่ลามก. การทำสามีจิกรรม มีการอภิวาทการลุกขึ้นรับ และการทำอัญชลีเป็นต้นก็ดี การเห็นสมบัติในปัจจุบันแล้วยังจิตให้เลื่อมใสในไทยธรรมที่เป็นของตน จะน้อยหรือมาก เลวหรือประณีตก็ตาม แล้วกำหนดคุณของปฏิคาหก ชำระเจตนาทั้ง ๓ ให้สะอาด เชื่อผลของกรรม แล้วทำการบริจาคก็ดี ชื่อว่า ปาริจริยาการปรนนิบัติ. บทว่า พุทฺเธสุ ความว่า ในพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย. บทว่า. อปฺปกา ความว่า ธรรมดาการปรนนิบัติที่จะย่อหย่อนหรือน้อยไม่มี. บทว่า สุกฺขาย ความว่า ไม่มียางเหนียว. บทว่าอโลณิกาย ความว่า เว้นจากน้ำอ้อย. อธิบายว่า ก้อนขนมกุมมาสนั้นท่านกล่าวว่า อโลณิกา คือจืดชืด เพราะเขาทำสำเร็จรูปแล้ว โดยไม่ผสมน้ำอ้อย. บทว่า กุมฺมาสปิณฑิยา ความว่า พระราชาตรัสอย่างนี้หมายถึงขนมกุมมาสที่พระโพธิสัตว์ถือไป โดยรวมขนมกุมมาส ๔ ก้อนเข้าด้วยกันนั่นเอง. ทักขิณาทานที่ทายกกำหนดคุณของสมณะพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้มีคุณแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใส ยังเจตนาทั้ง ๓ ของผู้มุ่งหวังการเกิดผลให้ผ่องแผ้วแล้วจึงถวาย ชื่อว่า มีผลน้อยไม่มี มีแต่จะอำนวย. มหาสมบัติให้ในที่ที่เกิดแล้วเท่านั้น เพราะฉะนั้น ในข้อนี้ จึงมีคำที่ท่านกล่าวรับรองไว้ว่า :-
เมื่อจิตเลื่อมใสแล้ว ทักขิณาที่ถวายแล้ว ในพระตถาคตเจ้า ในพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือ สาวกของพระองค์ก็ตาม ชื่อว่า มีผลน้อย ไม่มี.
แต่เพื่อแสดงถึงเนื้อความนั้น ควรนำเรื่องวิมานวัตถุทั้งหลายมาสาธก มีอาทิอย่างนี้ว่า :-
ดิฉันได้ถวายน้ำมันแก่ภิกษุผู้เดินไปบิณฑบาต เชิญชมวิมานของดิฉันนั้นเถิด ดิฉัน เป็นนางอัปสรสาวสวรรค์ ผู้มีผิวพรรณน่ารัก ดิฉันมีนางอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร เชิญดูผล วิบากของบุญทั้งหลายเถิด ด้วยผลบุญนั้น ผิวพรรณของดิฉัน จึงเป็นเช่นนี้ ด้วยผลบุญนั้น สิ่งนี้จึงสำเร็จแก่ดิฉัน โภคทั้งหลาย ไม่ว่าชนิด ไหน ซึ่งเป็นที่รักเป็นที่พอใจเกิดขึ้นแก่ดิฉัน ด้วยผลบุญนั้น ดิฉันจึงมีอานุภาพรุ่งโรจน์อย่าง นี้ และผิวพรรณของดิฉันเปล่งรัศมีไปทั่วทุก ทิศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธนธญฺา ได้แก่ ทรัพย์มีแก้วมุกดาเป็นต้น และธัญชาติ ๗ ชนิด. บทว่า ปวี จ เกวลา ได้แก่แผ่นดินใหญ่นี้ทั้งสิ้นด้วย. พระราชาตรัสสำคัญหมายว่า แผ่นดินทั้งหมดตกอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระองค์แล้ว. บทว่า ปสฺส ผลํ กุมฺมาสปิณฺฑิยา ความว่า พระราชาเมื่อทรงแสดงผลทานของพระองค์ด้วยพระองค์เอง จึงตรัสอย่างนี้. ได้ทราบมาว่า พระโพธิสัตว์ก็ดี พระสรรเพชญพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี ทรงทราบผลของทานอยู่. และเพราะเหตุนั่นเอง พระศาสดา เมื่อตรัสพระสูตรในอิติวุตตกะ จึงตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ สัตว์ทั้งหลายก็ควรรู้วิบากของการแจกจ่ายทาน ดังที่เราตถาคตรู้ เพราะฉะนั้น คนทั้งหลายยังไม่ได้ให้ ก็ไม่ควรบริโภค และไม่ควรให้ความตระหนี่ที่เป็นมลทินครอบงำจิตใจของพวกเขาตั้งอยู่. ทั้งยังไม่ได้แจกจ่าย แม้จากคำข้าวคำสุดท้ายคำข้าวคำที่กินเสร็จของพวกเขาก็ไม่ควรบริโภค ถ้าพวกเขาพึงมีปฏิคาหก. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุที่สัตว์ทั้งหลายไม่รู้วิบากของการแจกจ่ายทานอย่างนี้ เหมือนที่เราตถาคตรู้ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายยังไม่ให้ก็บริโภค และความตระหนี่ที่เป็นมลทิน ก็ครอบงำจิตใจพวกเขาตั้งอยู่.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ทรงมีปีติปราโมทย์เกิดขึ้นในวันฉัตรมงคลของตน จึงทรงร้องเพลงพระราชอุทาน ด้วยคาถา ๒ คาถาเหล่านี้. จำเดิมแต่นั้นมา เหล่าหญิงฟ้อนของพระโพธิสัตว์พากันร้องเพลงนั้นโดยคิดว่า เป็นเพลงที่พระราชาทรงโปรด คือเพลงพระราชนิพนธ์และคนธรรพ์เป็นนักฟ้อนทั้งหลายเป็นต้น ที่เหลือก็ดี คนภายในเมืองก็ดี คนที่อยู่ภายในพระนครทั้งหลายก็ดี คนที่อยู่ภายนอกพระนครทั้งหลายก็ดี พากันร้องเพลงนั้นเหมือนกัน ที่ร้านเครื่องดื่มภัตตาคารบ้าง ที่บริเวณชุมชนบ้าง โดยคิดว่า เป็นเพลงที่พระราชาของพวกเราทรงโปรด. เมื่อเวลาผ่านไปนานแล้วอย่างนี้ พระมเหสีได้มีพระราชประสงค์จะทรงทราบเนื้อร้องของเพลงนั้น. แต่ไม่กล้าทูลถามพระมหาสัตว์. ต่อมาวันหนึ่ง พระราชาทรงเลื่อมใสในคุณงามความดีอย่างหนึ่ง ของพระนางจึงตรัสว่า น้องนางเอ๋ย ฉันจะให้พรแก่เธอ ขอให้เธอจงรับพระพระนางจึงทูลว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม หม่อมฉันขอรับพระราชทานพระพร บรรดาช้างม้าเป็นต้น เราจะให้อะไรแก่เธอข้าแต่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ไม่มีอะไรที่หม่อมฉันไม่มี เพราะอาศัยเสด็จพี่ หม่อมฉันไม่มีความต้องการสิ่งเหล่านั้น ถ้าหากเสด็จพี่มีพระราชประสงค์จะพระราชทานพระพร ขอจงตรัสบอกเนื้อเพลง พระราชนิพนธ์ พระราชทานหม่อมฉันเถิด. น้องนาง เธอจะมีประโยชน์อะไรด้วยพรนี้ เธอจงรับเอาพรอื่นเถิด. ขอเดชะพระอาชญาไม่พ้นเกล้า หม่อมฉันไม่มีความต้องการอย่างอื่น ต้องการเนื้อเพลงพระราชนิพนธ์อย่างเดียว. น้องนาง ดีแล้ว เราจักบอกให้ แต่เราจะไม่บอกแต่เธอคนเดียวในที่ลับ จักให้ตีกลองป่าวร้องไปในนครพาราณสี ประมาณ ๑๒ โยชน์ ให้สร้างรัตนบัลลังก์ที่พระทวารหลวง ให้ลาดรัตนบัลลังก์ห้อมล้อมด้วยชาวนครทั้งหลาย มีอำมาตย์และพราหมณ์เป็นต้นและหญิงหมื่นหกพันนาง นั่งบนรัตนบัลลังก์ ท่ามกลางคนเหล่านั้นแล้วบอก พระนางทูลรับว่า ดีแล้ว เพคะ. พระราชาทรงให้ทำอย่างนั้นแล้ว มีหมู่มหาชนแวดล้อม เหมือนท้าวสักกะเทวราชมีหมู่เทวดาห้อมล้อม ฉะนั้น แล้วเสด็จประทับนั่งบนรัตนบัลลังก์. ฝ่ายพระราชเทวีทรงประดับประดาด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง ตั้งพระภัทรบิฐทอง ทรงชำเลืองหางพระเนตรดูที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วประทับ ณ ที่ตามความเหมาะสม ทูลว่า ข้าแต่เสด็จพี่ ขอเสด็จพี่จงตรัสบอกเนื้อร้องของเพลงมงคลที่เสด็จพี่ปลื้มพระทัย แล้วทรงขับร้องแก่หม่อมฉันให้ชัดแจ้งเหมือนให้พระจันทร์โผล่ขึ้นบนท้องฟ้าก่อน ฉะนั้น แล้วทูลคาถาที่ ๓ว่า :-
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ผู้ทรงทำความ ยิ่งใหญ่ เพราะกุศลธรรม พระองค์ตรัสคาถา ทรงเพลงเสมอ ๆ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพัฒนา รัฐ หม่อมฉันขอทูลถามพระองค์ ขอพระองค์ ผู้มีพระราชหฤทัยประกอบด้วยปีติอย่างแรงกล้า โปรดบอกหม่อมฉันเถิด.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๔๒๐–๔๓๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัตตกนิบาตชาดก ๗๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๗๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
กุมฺมาสปิณฺฑชาตกํ
น กิรตฺถีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต มลฺลิกํ เทวึ อารพฺภ กเถสิ ฯ
สา หิ สาวตฺถิยํ เอกสฺส มาลาการเชฏฺฐกสฺส ธีตา อุตฺตม- รูปธรา มหาปญฺญา โสฬสวสฺสิกกาเล เอกทิวสํ กุมาริกาหิ สทฺธึ ปุปฺผารามํ คจฺฉนฺตี ตโย กุมฺมาสปิณฺเฑ คเหตฺวา ปุปฺผปจฺฉิยํ ฐเปตฺวา คจฺฉติ ฯ สา นครโต นิกฺขมนกาเล ภควนฺตํ สรีรปฺปภํ วิสฺสชฺเชตฺวา ภิกฺขุสงฺฆปริวุตํ นครํ ปวิสนฺตํ ทิสฺวา เต กุมฺมาสปิณฺเฑ อุปเนสิ ฯ สตฺถา จตุมหาราชทตฺติยํ ปตฺตํ อุปเนตฺวา ปฏิคฺคเหสิ ฯ สาปิ ตถาคตสฺส ปาเท สิรสา วนฺทิตฺวา พุทฺธารมฺมณํ ปีตึ คเหตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ สตฺถา ตํ โอโลเกนฺโต สิตํ ปาตฺวากาสิ ฯ อายสฺมา อานนฺโท โก นุ โข ภนฺเต เหตุ โก ปจฺจโย วา ตถาคตสฺส สิตการเณติ ภควนฺตํ ปุจฺฉิ ฯ อถสฺส สตฺถา อานนฺท อยํ กุมาริกา อิเมสํ กุมฺมาสปิณฺฑิกานํ ผเลน อชฺเชว โกสลรญฺโญ อคฺคมเหสี ภวิสฺสตีติ สิตการณํ กเถสิ ฯ กุมาริกาปิ ปุปฺผารามํ คตา ฯ ตํ ทิวสเมว โกสลราชา อชาตสตฺตุนา สทฺธึ ยุชฺฌนฺโต ยุทฺธปราชิโต ปลายิตฺวา อสฺสํ อภิรุยฺหิตฺวา อาคจฺฉนฺโต ตสฺสา คีตสทฺทํ สุตฺวา ปฏิพทฺธจิตฺโต อสฺสํ อารามา- ภิมุขํ เปเสสิ ฯ ปุญฺญสมฺปนฺนา กุมาริกา ราชานํ ทิสฺวา อปลายิตฺวาว อาคนฺตฺวา อสฺสนาสาย รชฺชุยา คณฺหิ ฯ ราชา อสฺสสฺส ปิฏฺฐิยํ นิสินฺโนว สสฺสามิกา อสฺสามิกาสีติ ปุจฺฉิตฺวา อสฺสามิกภาวํ ญตฺวา อสฺสโต โอรุยฺห วาตาตปกิลนฺโต ตสฺสา องฺเก นิปนฺโน มุหุตฺตํ วิสมิตฺวา ตํ อสฺสปิฏฺฐิยํ นิสีทาเปตฺวา พลนิกายปริวุโต นครํ ปวิสิตฺวา ตํ อตฺตโน กุลฆรํ เปเสตฺวา สายณฺหสมเย ยานํ ปหิณิตฺวา มหนฺเตน สกฺการสมฺมาเนน กุลฆรโต อาหราเปตฺวา รตนราสิมฺหิ นิสีทาเปตฺวา อภิเสกํ กตฺวา อคฺคมเหสึ อกาสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย สา รญฺโญ ปิยา อโหสิ มนาปา ปุพฺพุฏฺฐายิกาทีหิ ปญฺจหิ กลฺยาณธมฺเมหิ สมนฺนาคตา ปติเทวตา พุทฺธานํปิ วลฺลภา อโหสิ ฯ ตสฺสา สตฺถุ ตโย กุมฺมาสปิณฺเฑ ทตฺวา ตํ สมฺปตฺตึ อธิคตภาโว สกลนครํ ปตฺถริตฺวา คโต ฯ อเถกทิวสํ ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส มลฺลิกา เทวี พุทฺธานํ ตโย กุมฺมาสปิณฺเฑ ทตฺวา เตสํ ผเลน ตํ ทิวสเมว อภิเสกํ ปตฺตา อโห พุทฺธานํ คุณมหนฺตตาติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต อนจฺฉริยํ ภิกฺขเว มลฺลิกาย เอกสฺส สพฺพญฺญุพุทฺธสฺส ตโย กุมฺมาสปิณฺเฑ ทตฺวา โกสลรญฺโญ อคฺคมเหสีภาวาธิคโม กสฺมา พุทฺธานํ คุณมหนฺตตาย โปราณกปณฺฑิตา ปน ปจฺเจกพุทฺธานํ อโลณิกํ อเตลํ อผาณิตํ กุมฺมาสํ ทตฺวา ตสฺส ผเลน ทุติเย อตฺตภาเว ติโยชนสติเก กาสิกรฏฺเฐ รชฺชสิรึ ปาปุณึสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เอกสฺมึ ทลิทฺทกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต เอกํ เสฏฺฐึ นิสฺสาย ภติยา กมฺมํ กโรนฺโต ชีวิตํ กปฺเปสิ ฯ โส เอกทิวสํ ปาตราสตฺถาย เม ภวิสฺสนฺตีติ อนฺตราปณโต จตฺตาโร กุมฺมาสปิณฺเฑ คเหตฺวา กมฺมนฺตํ คจฺฉนฺโต จตฺตาโร ปจฺเจกพุทฺเธ ภิกฺขาจารตฺถาย พาราณสีนคราภิมุเข อาคจฺฉนฺเต ทิสฺวา อิเม ภิกฺขาจารตฺถาย พาราณสึ คจฺฉนฺติ มยฺหญฺหิเม จตฺตาโร กุมฺมาสปิณฺฑา สนฺติ ยนฺนูนาหํ อิเมสํ ทเทยฺยนฺติ จินฺเตตฺวา เต อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา ภนฺเต อิเม เม หตฺเถ จตฺตาโร กุมฺมาสปิณฺฑา อหํ อิเม ตุมฺหากํ ททามิ สาธุ ภนฺเต ปฏิคฺคณฺหถ เอวมฺปิทํ ปุญฺญํ มยฺหํ ภวิสฺสติ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ วตฺวา เตสํ อธิวาสนํ วิทิตฺวา วาลุกํ อุสฺสาเปตฺวา จตฺตาริ อาสนานิ ปญฺญาเปตฺวา เตสํ อุปริ สาขาภงฺคํ อตฺถริตฺวา ปจฺเจกพุทฺเธ ปฏิปาฏิยา นิสีทาเปตฺวา ปณฺณปุเฏน อุทกํ อาหริตฺวา ทกฺขิโณทกํ ปาเตตฺวา จตูสุ ปตฺเตสุ จตฺตาโร กุมฺมาสปิณฺเฑ ปติฏฺฐเปตฺวา วนฺทิตฺวา ภนฺเต เอเตสํ นิสฺสนฺเทน ทลิทฺทเคเห นิพฺพตฺติ นาม มา โหตุ สพฺพญฺญุตญาณปฏิเวธสฺส ปจฺจโย โหตูติ อาห ฯ ปจฺเจกพุทฺธา ปริภุญฺชิตฺวาว ปริโภคาวสาเน อนุโมทนํ กตฺวา อุปฺปติตฺวา นนฺทมูลกปพฺภารเมว อคมํสุ ฯ โพธิสตฺโต อญฺชลึ ปคฺคยฺห ปจฺเจกพุทฺเธ คเต ปีตึ คเหตฺวา เตสุ จกฺขุปถํ อติกฺกนฺเตสุ อตฺตโน กมฺมกรณฏฺฐานํ คโต ฯ โสปิ เอตฺตกํ กมฺมํ กตฺวา ยาวตายุกํ ตํ ทานํ อนุสฺสริตฺวา กาลํ กตฺวา ตสฺส ผเลน พาราณสีรญฺโญ อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิสฺมึ นิพฺพตฺติ ฯ พฺรหฺม- ทตฺตกุมาโรติสฺส นามํ อกํสุ ฯ โส อตฺตโน ปทสา คมนกาลโต ปฏฺฐาย อหํ อิมสฺมึเยว นคเร ภติโก หุตฺวา กมฺมนฺตํ คจฺฉนฺโต ปจฺเจก- พุทฺธานํ จตฺตาโร กุมฺมาสปิณฺเฑ ทตฺวา ตสฺส ผเลน อิธ นิพฺพตฺโตติ ปสนฺนาทาเส มุขนิมิตฺตํ วิย สพฺพํ ปุริมชาติกิริยํ ชาติสฺสรญาเณน ปากฏํ กตฺวา ปสฺสิ ฯ โส วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลํ คนฺตฺวา สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคเหตฺวา อาคนฺตฺวา สิกฺขิตสิปฺปํ ปิตุ ทสฺเสตฺวา ตุฏเฐน ปิตรา อุปรชฺเช ปติฏฺฐาปิโต อปรภาเค ปิตุ อจฺจเยน รชฺเช ปติฏฐาสิ ฯ อถสฺส อุตฺตมรูปธรํ โกสลรญฺโญ ธีตรํ อาเนตฺวา อคฺคมเหสึ อกํสุ ฯ ฉตฺตมงฺคลทิวเส ปนสฺส สกลนครํ เทวนครํ วิย อลงฺกรึสุ ฯ โส นครปทกฺขิณํ กตฺวา อลงฺกตปาสาทํ อภิรุยฺหิตฺวา มหาตลมชฺเฌ สมุสฺสิตเสตจฺฉตฺตํ ปลฺลงฺกํ อภิรุยฺหิตฺวา นิสินฺโน ปริวาเรตฺวา ฐิเต เอกโต อมจฺเจ เอกโต พฺราหฺมณคหปติกาทโย นานาวิภเว สิริวิลาสสมุชฺชเล เอกโต นานาวิวิธปณฺณาการหตฺเถ นาครมนุสฺเส เอกโต อลงฺกตเทวจฺฉรสงฺฆํ วิย โสฬสสหสฺสสงฺขฺยํ นาฏกิตฺถิคณํ อิมํ อติมโนรมํ สิริวิภวํ โอโลเกนฺโต อตฺตโน ปุพฺเพ กตกมฺมํ สริตฺวา อิมํ สุวณฺณปิณฺฑิกํ กาญฺจนมาลํ เสตจฺฉตฺตํ อิมานิ อเนกสหสฺสานิ หตฺถิวาหนอสฺสวาหนรถวาหนานิ มณิมุตฺตาทิปูริตา สารคพฺภา นานา- วิวิธธญฺญปูริตา มหาปฐวี เทวจฺฉรปฏิภาคา นาริโย จาติ สพฺโพเปส มยฺหํ สิริวิภโว น อญฺญสฺส สนฺตโก จตุนฺนํ ปจฺเจกพุทฺธานํ ทินฺนสฺส จตุกุมฺมาสปิณฺฑทานสฺเสว สนฺตโก เต นิสฺสาย มยา เอส ลทฺโธติ ปจฺเจกพุทฺธานํ คุณํ อนุสฺสริตฺวา อตฺตโน กมฺมํ ปากฏํ อกาสิ ฯ ตสฺส ตํ อนุสฺสรนฺตสฺส สกลสรีรํ ปีติยา ปริปูริ ฯ โส ปีติยา เตมิตหทโย มหาชนสฺส มชฺเฌ อุทานคีตํ คายนฺโต เทฺว คาถา อภาสิ
น กิรตฺถิ อโนมทสฺสิสุ
ปาริจริยา พุทฺเธสุ อปฺปกา
สุกฺขาย อโลณิกาย จ
ปสฺส ผลํ กุมฺมาสปิณฺฑิยา ฯ
หตฺถี ควาสฺสาปิ เม พหู
ธนธญฺญา ปฐวี จ เกวลา
นาริโยปิมา อจฺฉรูปมา
ปสฺส ผลํ กุมฺมาสปิณฺฑิยาติ ฯ
ตตฺถ อโนมทสฺสิสูติ อโนมสฺส อลามกสฺส ปจฺเจกโพธิ- ญาณสฺส ทิฏฺฐตฺตา ปจฺเจกพุทฺธา อโนมทสฺสิโน นาม ฯ ปาริจริยาติ อภิวาทนปจฺจุฏฺฐานอญฺชลิกมฺมาทิเภทา สามีจิกิริยาปิ ทิฏฺฐสมฺปตฺตึ ทิสฺวา อตฺตโน สนฺตกํ อปฺปํ วา พหุํ วา ลูขํ วา ปณีตํ วา เทยฺยธมฺมํ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา คุณํ สลฺลกฺเขตฺวา ติสฺโส เจตนา วิโสเธตฺวา ผลํ สทฺทหิตฺวา ปริจฺจชนกิริยาปิ ฯ พุทฺเธสูติ ปจฺเจก- พุทฺเธสุ ฯ อปฺปกาติ มนฺทา ปริตฺตา นาม นตฺถิ กิร ฯ สุกฺขายาติ นิเสฺนหาย ฯ อโลณิกายาติ ผาณิตรหิตาย ฯ นิปฺผาทิตตฺตา หิ สา อโลณิกาติ วุตฺตา ฯ กุมฺมาสปิณฺฑิยาติ จตฺตาโร กุมฺมาสปิณฺเฑ เอกโต กตฺวา คหิตํ ฯ กุมฺมาสํ สนฺธาเยว อาห ฯ คุณวนฺตานํ สมณพฺราหฺมณานํ คุณํ สลฺลกฺเขตฺวา จิตฺตํ ปสาเทตฺวา ผลุปฺปตฺตึ กงฺขมานานํ ติสฺโส เจตนา วิโสเธตฺวา ทินฺนทกฺขิณา อปฺปกา นาม นตฺถิ นิพฺพตฺตฏฺฐาเน มหาสมฺปตฺติเมว เทตีติ วุตฺตํ โหติ เจตฺถ
นตฺถิ จิตฺเต ปสนฺนมฺหิ อปฺปกา นาม ทกฺขิณา
ตถาคเต วา สมฺพุทฺเธ อถ วา ตสฺส สาวเกติ อิมสฺส ปนตฺถสฺส ทีปนตฺถาย
ขีโรทกํ อหมทาสึ ภิกฺขุโน ปิณฺฑาย จรนฺตสฺส
ตสฺส เม ปสฺส วิมานํ อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ ฯ
อจฺฉรสหสฺสานํ ปวรา ปสฺส ปุญฺญานํ ผลวิปากํ
เตน เม ตาทิโส วณฺโณ เตน เม อิธมิชฺฌติ ฯ
อุปฺปชฺชนฺติ จ เม โภคา เยเกจิ มนโส ปิยา
เตนมฺหิ เอวญฺชลิตานุภาวา
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ เอวมาทีนิ วิมานานิ อาหริตพฺพานิ ฯ
ธนธญฺญาติ มุตฺตาทิธนญฺจ สตฺต ธญฺญานิ จ ฯ ปฐวี จ เกวลาติ สกลา เจสา มหาปฐวี ฯ สกลปฐวึ หตฺถคตํ มญฺญมาโน วทติ ฯ ปสฺส ผลํ กุมฺมาสปิณฺฑิยาติ อตฺตโน ทานผลํ อตฺตโนว ทสฺเสนฺโต เอวมาห ฯ ทานผลํ กิร โพธิสตฺโต จ สพฺพญฺญุพุทฺธา เจว ชานนฺติ ฯ เตเนว จ สตฺถา อิติวุตฺตเก สุตฺตํ กเถนฺโต เอวญฺเจ ภิกฺขเว สตฺตา ชาเนยฺยุํ ทานสํวิภาคสฺส วิปากํ ยถาหํ ชานามิ ตสฺมา น อทตฺวา ภุญฺเชยฺยุํ น จ เนสํ มจฺเฉรมลํ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺเฐยฺย โยปิ เนสํ จริโม อาโลโป จริมํ กพลํ ตโตปิ น อสํวิภชิตฺวา ภุญฺเชยฺยุํ สเจ เนสํ ปฏิคฺคาหกา อสฺสุ ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว สตฺตา น เอวํ ชานนฺติ ทานสํวิภาคสฺส วิปากํ ยถาหํ ชานามิ ตสฺมา อทตฺวา ภุญฺชนฺติ มจฺเฉรมลญฺ จ เตสํ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐตีติ ฯ
โพธิสตฺโตปิ อตฺตโน ฉตฺตมงฺคลทิวเส สญฺชาตปีติปาโมชฺโช อิมาหิ ทฺวีหิ คาถาหิ อุทานคีตํ คายิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย รญฺโญ ปิยคีตนฺติ โพธิสตฺตสฺส นาฏกิตฺถิโย จ เสสนาฏกคนฺธพฺพาทโยปิ จ อนฺเตปุรชโนปิ อนฺโตนครวาสิโนปิ พหินครวาสิโนปิ ปานาคาเรสุปิ สมชฺชมณฺฑเลสุปิ อมฺหากํ รญฺโญ ปิยคีตนฺติ ตเทว คีตํ คายนฺติ ฯ เอวํ อทฺธาเน คเต อคฺคมเหสี ตสฺส คีตสฺส อตฺถํ ชานิตุกามา อโหสิ ฯ มหาสตฺตํ ปน ปุจฺฉิตุํ น วิสหติ ฯ อถสฺสา เอกสฺมึ คุเณ ปสีทิตฺวา เอกทิวสํ ราชา ภทฺเท วรนฺเต ทมฺมิ วรํ คณฺหาหีติ ฯ สา สาธุ เทว วรํ คณฺหามีติ ฯ หตฺถิอสฺสาทีสุ เต กึ ทมฺมีติ ฯ เทว ตุมฺเห นิสฺสาย น มยฺหํ กิญฺจิ นตฺถิ น เม เอเตหิ อตฺโถ สเจ วรํ ทาตุกามตฺถ ตุมฺหากํ คีตสฺส อตฺถํ กเถตฺวา เทถาติ ฯ ภทฺเท โก ตว อิมินา วเรน อตฺโถ อญฺญํ คญฺหาหีติ ฯ เทว อญฺเญน เม อตฺโถ นตฺถิ เอตเทว คณฺหามีติ ฯ สาธุ ภทฺเท กเถสฺสามิ ตุยฺหํ ปน เอกิกาย รโห น กเถมิ ทฺวาทสโยชนิกาย พาราณสิยา เภริญฺจาราเปตฺวา ราชทฺวาเร รตนมณฺฑปํ กาเรตฺวา รตนปลฺลงฺกํ ปญฺญาเปตฺวา อมจฺจพฺราหฺมณาทีหิ นคเรหิ เจว โสฬสหิ จ อิตฺถีสหสฺเสหิ ปริวุโต เตสํ มชฺเฌ รตนปลฺลงฺเก นิสีทิตฺวา กเถสฺสามีติ ฯ สา สาธุ เทวาติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ ราชา ตถา กาเรตฺวา มรุคณปริวุโต สกฺโก เทวราชา วิย มหาชนกาย- ปริวุโต รตนปลฺลงฺเก นิสีทิ ฯ เทวีปิ สพฺพาลงฺการปฏิมณฺฑิตา กาญฺจนภทฺทปีฐํ อตฺถริตฺวา เอกมนฺเต อกฺขิโกฏิยา โอโลเกตฺวา ยถารูเป ฐาเน นิสีทิตฺวา เทว ตุมฺหากํ ตุสฺสิตฺวา คายนมงฺคลคีตสฺส ตาว เม อตฺถํ คคนตเล จนฺทํ อุฏฺฐาเปนฺโต วิย ปากฏํ กตฺวา กเถถาติ วตฺวา ตติยํ คาถมาห
อภิกฺขณํ ราชกุญฺชร
คาถา ภาสสิ โกสลาธิป
ปุจฺฉามิ ตํ รฏฺฐวฑฺฒน
พาฬฺหํ ปีติมโน ปภาสสีติ ฯ
ตตฺถ โกสลาธิปาติ โส โกสลรฏฺฐาธิโป กุสเล ปน ธมฺเม อธิปตึ กตฺวา วิหรติ เตน นํ อาลปนฺตี เอวมาห ฯ กุสลาธิปาติ กุสลชฺฌาสยาติ อตฺโถ ฯ พาฬฺหํ ปีติมโน ปภาสสีติ อติวิย ปีติยุตฺตจิตฺโต หุตฺวา ภาสสิ ตสฺมา กเถถ ตาว เม เอตาสํ คาถานํ อตฺถนฺติ ฯ
อถสฺสา คาถานมตฺถํ อาวีกโรนฺโต มหาสตฺโต จตสฺโส คาถา อภาสิ
อิมสฺมึเยว นคเร กุเล อญฺญตเร อหุํ
ปรกมฺมกโร อาสึ ภตโก สีลสํวุโต ฯ
กมฺมาย นิกฺขมนฺตาหํ จตุโร สมเณ อทฺทสํ
อาจารสีลสมฺปนฺเน สีติภูเต อนาสเว ฯ
เตสุ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา นิสีทิตฺวา ปณฺณสนฺถเต
อทาสึ พุทฺธานํ กุมฺมาสํ ปสนฺโน สเกหิ ปาณิหิ ฯ
ตสฺส กมฺมสฺส กุสลสฺส อิทํ เม เอทิสํ ผลํ
อนุโภมิ อิทํ รชฺชํ ผีตํ ธรณิมุตฺตมนฺติ ฯ
ตตฺถ กุเล อญฺญตเรติ นาเมน วา โคตฺเตน วา อปากเฏ เอกสฺมึเยว กุเล ฯ อหุนฺติ นิพฺพตฺตึ ฯ ปรกมฺมกโร อาสินฺติ ตสฺมึ กุเล ชาโต อหํ ทลิทฺทตาย ปรสฺส กมฺมํ กตฺวา ชีวิตํ กปฺเปนฺโต ปรสฺส กมฺมกโร อาสึ ฯ ภตโกติ ปรเวตเนน ภโต ฯ สีลสํวุโตติ ปญฺจสีลสํวเร ฐิโต ภติยา ชีวนฺโตปิ ทุสฺลีลํ ปหาย สีลสมฺปนฺโนว อโหสินฺติ ทีเปติ ฯ กมฺมาย นิกฺขมนฺตาหนฺติ ตํ ทิวสํ กตฺตพฺพสฺส กมฺมสฺส กรณตฺถาย นิกฺขมนฺโต อหํ ฯ จตุโร สมเณ อทฺทสนฺติ ภทฺเท อหํ นครา นิกฺขมฺม มหามคฺคมารุยฺห อตฺตโน กมฺมภูมิยํ คจฺฉนฺโต ภิกฺขตฺถาย พาราณสีนครํ ปวิสนฺเต สมิตปาเป จตฺตาโร ปพฺพชิเต อทฺทสํ ฯ อาจารสีลสมฺปนฺเนติ เอกวีสติยา อเนสนาหิ ชีวิตกปฺปนํ อนาจาโร นาม ตสฺส ปฏิปกฺเขน อาจาเรน เจว มคฺคผเลหิ อาคเตน สีเลน สมนฺนาคเต ฯ สีติภูเตติ ราคาทิปริฬาหวูปสเมน เจว เอกาทสอคฺคินิพฺพาปเนน จ สีติภาวํ ปตฺเต ฯ อนาสเวติ กามาสวาทิวิรหิเต ฯ นิสีทิตฺวาติ วาลุกาสนานํ อุปริ สนฺถเต ปณฺณสนฺถเร นิสีทาเปตฺวา ฯ สนฺถโร หิ อิธ สนฺถโตติ วุตฺโต ฯ อทาสินฺติ เตสํ ทกฺขิโณทกํ ทตฺวา สกฺกจฺจํ สเกหิ หตฺเถหิ กุมฺมาสํ อทาสึ ฯ กุสลสฺสาติ อาโรคฺยานวชฺชตฺเถน กุสลสฺส ฯ ผลนฺติ นิสฺสนฺทผลํ ฯ ผีตนฺติ สพฺพสมฺปตฺติผุลฺลิตํ ฯ
เอวํ มหาสตฺตสฺส อตฺตโน กมฺมผลํ วิตฺถาเรตฺวา กเถนฺตสฺส สุตฺวา เทวี ปสนฺนมนา สเจ มหาราช เอวํ ปจฺจกฺขโต ทานผลํ ชานถ อิโต ทานิ ปฏฺฐาย เอกํ ภตฺตปิณฺฑํ ลภิตฺวา ธมฺมิกสมณ- พฺราหฺมณานํ ทตฺวาว ปริภุญฺเชยฺยาถาติ โพธิสตฺตสฺส ถุตึ กโรนฺตี
ททํ ภุญฺชถ มา ปมาโท
จกฺกํ วตฺตย โกสลาธิป
มา ราช อธมฺมิโก
อนุธมฺมํ ปาลย โกสลาธิปาติ ฯ อิมํ คาถมาห ฯ
ตตฺถ ททํ ภุญฺชถาติ อญฺเญสํ ทตฺวาว อตฺตนา ภุญฺชถ ฯ มา ปมาโทติ ทานาทีสุ ปุญฺเญสุ มา ปมชฺชิตฺถ ฯ จกฺกํ วตฺตย โกสลาธิปาติ กุสลชฺฌาสย มหาราช ปฏิรูปเทสวาสาทิกํ จตุพฺพิธํ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตหิ ฯ จกฺกนฺติ รโถ ทฺวีหิ จกฺเกหิ คจฺฉติ ฯ อยํ ปน กาโย อิเมหิ จตูหิ จกฺเกหิ เทวโลกํ คจฺฉติ เตน เต ธมฺมจกฺกนฺติ สงฺขฺยํ คตา ฯ ตํ ตฺวํ จกฺกํ วตฺเตหิ ปวตฺเตหิ ฯ อธมฺมิโกติ ยถา อญฺเญ ฉนฺทาคตึ คจฺฉนฺตา โลกํ อุจฺฉุยนฺเตน ปีเฬตฺวา วิย ธนเมว สงฺกฑฺฒนฺตา อธมฺมิกา โหนฺติ ตถา ตฺวํ มา อธมฺมิโก ฯ อนุธมฺมํ ปาลยาติ
ทานํ สีลํ ปริจฺจาคํ อาชฺชวํ มทฺทวํ ตปํ
อกฺโกธํ อวิหึสญฺจ ขนฺตี จ อวิโรธนนฺติ อิมํ ปน ทสวิธราชธมฺมเมว ปาลย รกฺข มา ปริจฺจช ฯ
มหาสตฺโต ตสฺสา วจนํ สมฺปฏิจฺฉนฺโต
โสหํ ตเทว ปุนปฺปุนํ
วตุมํ อาจริสฺสามิ โสภเน
อริยาจริตํ สุโกสเล
อรหนฺโต เม มนาปา ปสฺสิตุนฺติ คาถมาห ฯ
ตตฺถ วตุมนฺติ มคฺคํ ฯ อริยาจริตนฺติ อริเยหิ พุทฺธาทีหิ อาจิณฺณํ ฯ สุโกสเลติ โสภเน โกสลรญฺโญ สุธีเตติ อตฺโถ ฯ อรหนฺโตติ กิเลเสหิ อารกตฺตา อรานญฺจ อรีนญฺจ หตตฺตา ปจฺจยานํ อรหตตฺตา เอวํลทฺธนามา ปจฺเจกพุทฺธา ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ภทฺเท โกสลราชธีเต โสหํ ทานํ เม ทินฺนนฺติ ติตฺตึ อกตฺวา ปุนปฺปุนํ ตเทว อริยาจริตํ ทานมคฺคํ อาจริสฺสามิ ฯ มยฺหํ หิ อคฺคทกฺขิเณยฺยตฺตา อรหนฺโต มนาปา ทสฺสนา จีวราทีนํ ทาตุกามตา เตเยว ปสฺสิตุํ อิจฺฉามีติ ฯ
อิทญฺจ ปน วตฺวา ราชา เทวิยา สมฺปตฺตึ โอโลเกตฺวา ภทฺเท มยา ตว ปุริมภเว อตฺตโน กุสลกมฺมํ วิตฺถาเรตฺวา กถิตํ อิมาสํ ปน นารีนํ มชฺเฌ รูเปน วา ลีฬาวิลาเสน วา ตยา สทิสี เอกาปิ นตฺถิ สา ตฺวํ กึ กมฺมํ กตฺวา อิมํ สมฺปตฺตึ ปฏิลภสีติ ปุจฺฉนฺโต ปุน คาถมาห
เทวี วิย อจฺฉรูปมา
มชฺเฌ นาริคณสฺส โสภสิ
กึ กมฺมมกาสิ ภทฺทกํ
เกนาสิ วณฺณวตี สุโกสเลติ ฯ
ตสฺสตฺโถ ภทฺเท สุโกสเล โกสลรญฺโญ สุธีเต ตฺวํ รปสมฺปตฺติยา อจฺฉรูปมา ติทสปุเร สกฺกเทวรญฺโญ อญฺญตรา เทวธีตา วิย อิมสฺส นารีคณสฺส มชฺเฌ อติวิย โสภสิ ปุพฺเพ กินฺนาม ภทฺทกํ กลฺยาณกมฺมํ อกาสิ เกนาสิ การเณน เอวํ วณฺณวตี ชาตาติ ฯ
อถสฺส สา ชาติสฺสรญาเณน ปุริมภเว กลฺยาณกมฺมํ กเถนฺตี เสสํ คาถทฺวยมาห
อมฺพตฺถกุลสฺส ขตฺติย
ทาสยาหํ ปรเปสิยา อหุํ
สญฺญตา ธมฺมชีวินี
สีลวตี จ อปาปทสฺสนา ฯ
อุทฺธตภตฺตํ อหํ ตทา
จรมานสฺส อทาสิ ภิกฺขุโน
จิตฺตา สุมนา สญฺญมา อหํ
ตสฺส กมฺมสฺส ผลํ มเมทิสนฺติ ฯ สาปิ กิร ชาติสฺสราว อโหสิ ตสฺมา อตฺตโน ชาติสฺสรญาเณน ปริจฺฉินฺทิตฺวาว กเถสิ ฯ
ตตฺถ อมฺพตฺถกุลสฺสาติ กุฏุมฺพิกกุลสฺส ฯ ทาสยาหนฺติ ทาสี อหํ ทาสาหนฺติปิ ปาโฐ ฯ ปรเปสิยาติ ปเรหิ ตสฺส ตสฺส กิจฺจสฺส กรณตฺถาย เปสิตพฺพา เปสนการิกา ฯ สญฺญตาติ ทาสิโย นาม ทุสฺสีลา โหนฺติ อหํ ปน ตีหิ ทฺวาเรหิ สญฺญตา สีลสมฺปนฺนา ฯ ธมฺมชีวินีติ ปรวญฺจนาทีนิ อกตฺวา ธมฺเมน สเมน ปวตฺติตชีวิกา ฯ สีลวตีติ อาจารสมฺปนฺนา คุณวตี อหํ ฯ อปาปทสฺสนาติ กลฺยาณทสฺสนา ปิยธมฺมา ฯ อุทฺธตภตฺตนฺติ อตฺตโน ปตฺตโกฏฺฐาสวเสน อุทฺธริตฺวา ลทฺธภาคภตฺตํ ฯ ภิกฺขุโนติ ภินฺนกิเลสสฺส ปจฺเจกพุทฺธสฺส ฯ จิตฺตา สุมนาติ ตุฏฺฐา โสมนสฺสชาตา กมฺมผลํ สทฺทหนฺตี ฯ ตสฺส กมฺมสฺสาติ ตสฺส เอกภิกฺขาทานกมฺมสฺส ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ อหํ มหาราช ปุพฺเพ สาวตฺถิยํ อญฺญตรสฺส กุฏุมฺพิกกุลสฺส ทาสี หุตฺวา ลทฺธภาคภตฺตํ อาทาย นิกฺขมนฺตี เอกํ ปจฺเจกพุทฺธํ ปิณฺฑาย จรนฺตํ ทิสฺวา อตฺตโน ตณฺหํ มิลาเปตฺวา สญฺญมาทิ- คุณสมฺปนฺนา กมฺมผลํ สทฺทหนฺตี ตสฺส ตํ ภตฺตํ อทาสึ สาหํ ยาวตายุกํ ฐตฺวา กาลํ กตฺวา ตตฺถ สาวตฺถิยํ โกสลรญฺโญ อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติตฺวา อิทานิ ตว ปาทํ ปริจาริยมานา เอวรูปํ สมฺปตฺตึ อนุภวามิ ตสฺส เม กมฺมสฺส อิทมีทิสํ ผลนฺติ ฯ ตตฺถ คุณสมฺปนฺนานํ ทินฺนทานสฺส มหปฺผลภาวทสฺสนตฺถํ
อคฺคโต เว ปสนฺนานํ อคฺคํ ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ
อคฺคํ อายุ จ วณฺโณ จ ยโส กิตฺติ สุขํ พลํ
อคฺคสฺส ทาตา เมธาวี อคฺคธมฺมสมาหิโต
เทวภูโต มนุสฺโส วา อคฺคปฺปตฺโต ปโมทติ ฯ
เอส เทวมนุสฺสานํ สพฺพกามทโท นิธีติ อาทิคาถา วิตฺถาเรตพฺพา ฯ
อิติ เต อุโภปิ ปุริมกมฺมํ วิตฺถาเรน กเถตฺวา ตโต ปฏฺฐาย จตูสุ นครทฺวาเรสุ นครมชฺเฌ นิเวสนทฺวาเรติ ฉ ทานสาลาโย การาเปตฺวา สกลชมฺพูทีปํ อุนฺนงฺคลํ กโรนฺตา มหาทานํ ปวตฺเตตฺวา สีลํ รกฺขิตฺวา อุโปสถกมฺมํ กาเรตฺวา ชีวิตปริโยสาเน สคฺคปรายนา อเหสุํ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา เทวี ราหุลมาตา อโหสิ ราชา ปน อหเมวาติ ฯ
กุมฺมาสปิณฺฑชาตกํ ทสมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗