กุมมาสปิณฑชาดก
ว่าด้วยอานิสงส์ถวายขนมกุมมาส
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๑๐๗ · บรรทัด ๔๗๒๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกสลาธิป ความว่า พระมหาสัตว์นั้น ทรงเป็นใหญ่ยิ่งในแคว้นโกศล แต่เสด็จประทับอยู่ โดยทรงทำความเป็นใหญ่ยิ่งในเพราะกุศลธรรม เพราะเหตุนั้น พระราชเทวีเมื่อทรงเรียกพระองค์ จึงทูลอย่างนี้. บทว่า กุสลาธิป มีอธิบายว่าผู้ทรงมีพระอัธยาศัยเป็นกุศล. บทว่า พาฬฺหํ ปีติมโน ปภาสสิความว่า ขอพระองค์โปรดมีพระราชหฤทัย ประกอบด้วยปีติอย่างเหลือเกิน ตรัสบอก คือว่า เพราะฉะนั้น ขอพระองค์โปรดตรัสบอกเนื้อความของคาถา คือเนื้อเพลงเหล่านั้น แก่หม่อมฉันก่อนเถิด.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะทรงทำเนื้อความของคาถาทั้งหลายให้แจ่มชัดแก่พระนาง จึงได้ภาษิตคาถา ๔ คาถา ว่า:-
เราได้เกิดในตระกูลหนึ่งในนครนี้นั่นเอง ได้เป็นลูกจ้างทำงานให้คนอื่น แต่มีสีลสังวร เราออกไปทำงานได้เห็นสมณะ ๔ รูป ผู้ สมบูรณ์ด้วยศีลและอาจาระ เป็นผู้เยือกเย็น ไม่มีอาสวะ ยังจิตให้เลื่อมใสในท่านเหล่านั้น แล้ว ได้ให้ท่านนั่งบนอาสนะที่ปูด้วยใบไม้ เลื่อมใสแล้ว ได้ถวายขนมกุมมาสแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ด้วยมือของตนเอง. ผลของกุศลธรรมนั้นของเรานี้เป็นเช่นนี้ คือเรา ได้เสวยราชสมบัตินี้ ที่มีแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ กว้างขวาง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุเล อญฺตเร ความว่า ในตระกูลหนึ่งนั่นเอง ที่ไม่ปรากฏชื่อหรือโคตร. บทว่า อหุํ ความว่าเถิดแล้ว. บทว่า ปรกมฺมกโร อาสึ ความว่า เราเกิดในตระกูลนั้นแล้วเมื่อทำงานของผู้อื่นเลี้ยงชีพ เพราะเป็นคนจน ชื่อว่า ได้เป็นกรรมกรของผู้อื่น คือทำงานของผู้อื่น. บทว่า ภตโก คือลูกจ้าง ได้แก่ ผู้ที่เลี้ยงตัวด้วยค่าจ้างของคนอื่น. บทว่า สีลสํวุโต ความว่า ดำรงอยู่แล้ว ในสีลสังวร ๕ ประการ พระมหาสัตว์ทรงแสดงว่า เราแม้เลี้ยงชีพด้วยค่าจ้าง แต่ก็ละความทุศีล ได้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล. บทว่า กมฺมาย นิกฺขมนฺตาหํ ความว่า วันนั้น เราออกไปเพื่อจะทำงานที่ต้องทำ. บทว่า จตุโร สมเณ อทฺทสํ ความว่า ดูก่อนน้องนาง เราออกจากพระนครไป ขึ้นทางหลวงเดินไปแหล่งที่ทำงานของตน ได้เห็นบรรพชิต ๔ รูป ผู้มีบาปสงบแล้ว กำลังเข้าไปสู่นครพาราณสีเพื่อต้องการบิณฑบาต. บทว่า อาจารสีลสมฺปนฺเน ความว่า การเลี้ยงชีพด้วยอเนสนา ๒๑ อย่าง ชื่อว่า อนาจาร ผู้ประกอบพร้อมด้วยอาจาระที่ตรงกันข้ามกับอนาจารนั้น และศีลที่มาแล้ว โดยมรรคและผลทั้งหลาย. บทว่า สีติภูเต ความว่า ผู้ถึงแล้วซึ่งความเย็น เพราะระงับความกระวนกระวาย มีราคะเป็นต้นได้ และดับไฟ ๑๑ กองได้. บทว่าอนาสเว ความว่า ผู้เว้นจากกามาสวะเป็นต้นได้. บทว่า นิสีทิตฺวา ความว่า ให้นั่งบนสันถัดใบไม้ที่เขาปูลาดไว้บนอาสนะกองทราย เพราะว่า สันถระในที่นี้ ท่านกล่าวว่า ได้แก่สันถัด. บทว่า อทาสึ ความว่าข้าพเจ้าถวายทักขิโณทกแก่ท่านเหล่านั้นแล้ว จึงได้ถวายขนมกุมมาสโดยเคารพ ด้วยมือของตนเอง. บทว่า กุสลสฺส ความว่า ชื่อว่ากุศลเพราะหมายความว่า ไม่มีทั้งโรค ไม่มีทั้งโทษ. บทว่า ผลํ ได้แก่ ผลที่หลั่งออกมาจากเหตุ. บทว่า ผีตํ ความว่า ที่ผลิตสมบัติทุกอย่างให้.
เมื่อพระมหาสัตว์บอกผลกรรมของตน โดยพิสดารอย่างนี้แล้วพระเทวีครั้นทรงสดับแล้ว ทรงมีพระทัยเลื่อมใส เมื่อจะทรงทำการสดุดีพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่มหาราช ถ้าว่า พระองค์ทรงทราบผลทานโดยประจักษ์อย่างนี้แล้วไซร้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป พระองค์ทรงได้ก้อนข้าวก้อนหนึ่งแล้ว ต้องถวายแก่สมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรมนั้นแหละจึงจะเสวย ดังนี้แล้ว ได้ทูลคาถานี้ว่า :-
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นอธิบดี ในเพราะ กุศลธรรม ขอพระองค์จงทรงพระราชทานก่อน จึงเสวย ขอพระองค์อย่าทรงประมาท ทรง หมุนล้อ คือพระธรรมเถิด ข้าแต่มหาราช ผู้ ทรงเป็นอธิบดีในเพราะกุศลธรรม ขอพระองค์ อย่าได้ทรงดำรงอยู่ในอธรรม โปรดรักษาทศพิธราชธรรมไว้เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ททํ ภุญฺชถ ความว่า พระองค์ทรงประทานแก่ผู้อื่นแล้ว จึงเสวยด้วยพระองค์เอง. บทว่า มา ปมาโทความว่า ขอพระองค์อย่าได้ทรงประมาทในบุญทั้งหลาย. บทว่า จกฺกํ วตฺตย โกสลาธิป ความว่า ข้าแต่มหาราช ผู้ทรงมีพระราชอัธยาศัยในกุศลธรรม ขอพระองค์จงทรงหมุนล้อ คือพระธรรม ๔ อย่าง มีการอยู่ในประเทศที่เหมาะสมเป็นต้น. บทว่า จกฺกํ ความว่า รถวิ่งไปด้วยล้อ ๒ ล้อ. แต่กายนี้ไปเทวโลก ด้วยล้อ ๔ ล้อเหล่านี้. ล้อ ๔ ล้อเหล่านั้น นับว่า เป็นล้อ คือพระธรรม. ขอพระองค์จงทรงหมุน คือให้ล้อนั้นกลิ้งไป. บทว่า อธมฺมิโก ความว่า คนเหล่าอื่นถึงความลำเอียงเพราะรักรีดทรัพย์นั่นเอง เหมือนหีบชาวโลก ด้วยเครื่องหีบอ้อย ฉะนั้น ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ดำรงธรรมฉันใด ขอพระองค์อย่าทรงเป็นผู้ประพฤติอธรรม ฉันนั้น. บทว่า อนุธมฺมํ ปาลย ความว่าแต่ขอพระองค์จงทรงคุ้มครอง คือรักษา ได้แก่ อย่าทรงสลัดทศพิธราชธรรมนี้ทิ้งเสีย คือ :-
ทาน ๑ ศีล ๑ การบริจาค ๑ ความซื่อ ตรง ๑ ความอ่อนโยน ๑ ตบะ คือความเพียร ๑ ความไม่โกรธ ๑ ความไม่เบียดเบียน ๑ ความ อดทน ๑ และความไม่ผิดพลาด ๑
พระมหาสัตว์ เมื่อจะทรงรับพระดำรัสของพระนาง จึงตรัสคาถานี้ว่า :-
ดูก่อนพระธิดาของพระเจ้าโกศลผู้เลอโฉม เรานั้นจักประพฤติตามทางที่พระอริยเจ้า ทั้งหลายประพฤติมาแล้ว เสมอ ๆ นั้นนั่นเอง พระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นที่พอใจของเรา เรา ต้องการจะได้เห็นท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วตุมํ ได้แก่ ทาง. บทว่า อริยาจริตํ ความว่า ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ประพฤติมาแล้ว. บทว่า สุโกสเล มีเนื้อความว่า ดูก่อนพระธิดา คนดีของพระเจ้าโกศลผู้เลอโฉม. บทว่า อรหนฺโต ได้แก่ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ได้พระนามอย่างนี้ เพราะเป็นผู้ใกล้จากกิเลสทั้งหลาย เพราะเป็นผู้หักกำแห่งสังสารจักร์ เพราะเป็นผู้ทำลายข้าศึกทั้งหลาย และเพราะเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยทั้งหลาย. มีคำอธิบายไว้ว่า ดูก่อนพระธิดาของพระเจ้าปัสเสนผู้เจริญ เรานั้น ไม่ทำความอิ่มใจว่า เราถวายทานแล้ว จักประพฤติตามทาง คือทาน ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายประพฤติแล้ว บ่อย ๆนั้นนั่นเอง. ด้วยว่าพระอรหันต์ทั้งหลายเป็นที่ชอบใจ คือน่าทัศนาของเรา เพราะเป็นทักขิไณยบุคคลผู้ล้ำเลิศ เราประสงค์จะเห็นท่านเหล่านั้นนั่นแหละ เพราะต้องการจะถวายจีวรเป็นต้น.
ก็แหละพระราชา ครั้นตรัสคำนี้แล้ว ทรงตรวจดูสมบัติของพระเทวี เมื่อตรัสถามว่า ดูก่อนน้องนางผู้เจริญ เราบอกกุศลกรรมของตนในภพก่อนอย่างพิสดารแก่เธอแล้ว แต่ในท่ามกลางหญิงเหล่านี้ไม่มีหญิงแม้แต่คนเดียวที่เช่นกับเธอ โดยรูปร่างหรือโดยเยื้องกรายและกิริยาเสน่หาของหญิง เธอนั้นทำกรรมอะไรไว้ จึงได้รับสมบัตินี้ดังนี้ จึงได้ตรัสคาถาซ้ำว่า :-
ดูก่อนน้องนางผู้เจริญ ชาวโกศลคน สวยงาม เธออุปมาเหมือนสาวอัปสร สวยงาม ในท่ามกลางหมู่นารี เหมือนพระเทพเทวีของ ท้าวสักกเทวราชก็ปานกันเธอได้ทำความดีอะไร ไว้ เพราะเหตุอะไร เธอจึงมีผิวพรรณงาม ?
คาถานั้น มีเนื้อความว่า ดูก่อนน้องนางผู้เจริญ. ชาวโกศลคนสวยงาม คือผู้เป็นพระราชธิดาคนดีของพระเจ้าโกศล เธออุปมาดังสาวอัปสร โดยรูปสมบัติ สวยงามเหลือเกิน ในท่ามกลางหมู่นารีนี้เหมือนเทพธิดาตนใดตนหนึ่งของท้าวสักกเทวราช ในสรวงสวรรค์ในสมัยก่อน เธอได้ทำกรรมดีงามชื่ออะไรไว้ เพราะเหตุอะไร เธอจึงมีผิวพรรณงามอย่างนี้.
ลำดับนั้น พระราชเทวีนั้น เมื่อจะทูลบอกกรรมดี ในภพก่อนด้วยพระญาณที่ทรงระลึกชาติได้ จึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถาที่เหลือว่า :-
ข้าแต่พระมหากษัตริย์ หม่อมฉันได้เป็น ทาส ผู้รับใช้ผู้อื่นของตระกูลกุฎุมพี เป็นผู้ สำรวมระวัง เลี้ยงชีพโดยชอบธรรม มีศีล ไม่พบเห็นบาป. ในครั้งนั้น หม่อมฉันมีจิต เลื่อมใส ได้สำรวมใจ ถวายภัตตาหารที่เขา ยกให้เป็นส่วนของตน แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้กำลังเดินไปบิณฑบาต ผลแห่งธรรมนั้นของ หม่อมฉัน จึงเป็นเช่นนี้.
ได้ทราบมาว่า แม้พระราชเทวีนั้น ก็ทรงระลึกชาติได้เหมือนกันเพราะฉะนั้น พระนางจึงได้ทูลพระราชา โดยทรงกำหนดด้วยพระญาณที่ทรงระลึกชาติของตนไว้นั่นเอง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมฺพตฺถกุลสฺส ความว่า แห่งตระกูลกุฎุมพี. บทว่า ทาสยาหํ ตัดบทเป็น ทาสี อหํ หม่อมฉันเป็นทาสี ปาฐะว่า ทาสาหํ ดังนี้ ก็มี. บทว่า ปรเปสิยา ความว่า เป็นผู้ทำการรับใช้ คือ สาวใช้ที่ถูกผู้อื่นส่งไปเพื่อทำกิจนั้น ๆ. บทว่า สญฺตา ความว่า ธรรมดาว่า ทาสีเป็นผู้ทุศีล แต่หม่อมฉันเป็นผู้สำรวมด้วยทวาร ๓ ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล. บทว่า ธมฺมชีวินี ความว่า เป็นผู้เลี้ยงชีพ โดยไม่ทำการลวงผู้อื่นเป็นต้น แล้วประพฤติโดยธรรมโดยสม่ำเสมอ. บทว่า สีลวตี ความว่า หม่อมฉันเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอาจาระมีคุณความดี. บทว่า อปาปทสฺสสนา ความว่า เป็นผู้พบเห็นสิ่งที่ดีงามคือมีธรรมเป็นที่รัก. บทว่า อุทฺธตภตฺตํ ความว่า ภัตรส่วนที่หม่อมฉันได้ โดยยกขึ้น ด้วยสามารถแห่งส่วนที่ถึงแก่ตน. บทว่า ภิกขุโนความว่า แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ทรงทำลายกิเลสแล้ว. บทว่า จิตฺตา สุมนา ความว่า เป็นผู้ดีใจ คือเกิดโสมนัสขึ้น เชื่อผลของกรรมอยู่. บทว่า ตสฺส กมฺมสฺส ความว่า แห่งกรรม คือการถวายภิกษาอย่างเดียวนั้น. มีคำอธิบายว่า ข้าแต่มหาราช เมื่อก่อนหม่อมฉันเป็นทาสีของตระกูลกุฎุมพีตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ในนครสาวัตถี ถือเอาภัตตาหารส่วนทีได้แล้วเดินออกไป เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง กำลังทรงดำเนินไปบิณฑบาต ยังความยินดีของตนให้ห่อเหี่ยวลง ถึงพร้อมด้วยคุณธรรม มีความสำรวมระวังเป็นต้น เชื่อผลของกรรมอยู่ จึงได้ถวายภัตตาหารนั้น แก่พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น. หม่อมฉันนั้น ดำรงอยู่จนตลอดอายุถึงแก่กรรมแล้ว ได้ถือกำเนิดในพระอุทรของพระมเหสีของพระเจ้าโกศล ในนครสาวัตถีนั้น บัดนี้ กำลังบำเรอบาทของพระองค์ เสวยสมบัติเห็นปานนี้ ผลกรรมของหม่อมฉันนั้น เป็นอย่างนี้คือเช่นนี้. ในเรื่องนั้น เพื่อแสดงถึงความที่ทานที่บุคคลถวายแล้วแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยคุณความดีว่ามีผลมาก ควรอ้างคาถามาให้พิสดารมีอาทิว่า :-
บุญอันล้ำเลิศย่อมเจริญ แก่ชนทั้งหลาย ผู้เลื่อมใสแล้ว ในบุคคลผู้ล้ำเลิศแล อายุ วรรณะ ยศ เกียรติ ความสุขและกำลังอัน ล้ำเลิศ ก็เจริญ. ผู้มีปัญญา ผู้ให้ของอันล้ำเลิศ ตั้งมั่นแล้ว ในธรรมอันล้ำเลิศ เป็นภูต คือ เทวดาก็ตาม มนุษย์ก็ตาม ผู้ถึงความล้ำเลิศแล้ว ย่อมบรรเทิงใจ นี้เป็นขุมทรัพย์ที่อำนวยสมบัติ ทุกอย่างแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.
พระราชาและพระมเหสีทั้ง ๒ พระองค์นั้น ครั้นตรัสกรรมเก่าโดยพิสดารด้วยประการอย่างนี้แล้ว จำเดิมแต่นั้นมา ทรงให้สร้างศาลา๖ แห่ง คือที่ประตูพระนคร ๔ แห่ง ที่กลางพระนคร ๑ แห่ง ที่ประตูพระราชวัง ๑ แห่ง ทรงกระทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้กระฉ่อน ยังมหาทานให้เป็นไป ทรงรักษาศีล รักษาอุโบสถ ในอวสานต์แห่งพระชนม์ชีพ ได้ทรงมีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกไว้ว่า พระราชเทวีในครั้งนั้น ได้แก่ มารดาพระราหุล ส่วนพระราชา ได้แก่ เราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถากุมมาสปิณฑชาดกที่ ๑๐
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๔๒๐–๔๓๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัตตกนิบาตชาดก ๗๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๗๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
กุมฺมาสปิณฺฑชาตกํ
น กิรตฺถีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต มลฺลิกํ เทวึ อารพฺภ กเถสิ ฯ
สา หิ สาวตฺถิยํ เอกสฺส มาลาการเชฏฺฐกสฺส ธีตา อุตฺตม- รูปธรา มหาปญฺญา โสฬสวสฺสิกกาเล เอกทิวสํ กุมาริกาหิ สทฺธึ ปุปฺผารามํ คจฺฉนฺตี ตโย กุมฺมาสปิณฺเฑ คเหตฺวา ปุปฺผปจฺฉิยํ ฐเปตฺวา คจฺฉติ ฯ สา นครโต นิกฺขมนกาเล ภควนฺตํ สรีรปฺปภํ วิสฺสชฺเชตฺวา ภิกฺขุสงฺฆปริวุตํ นครํ ปวิสนฺตํ ทิสฺวา เต กุมฺมาสปิณฺเฑ อุปเนสิ ฯ สตฺถา จตุมหาราชทตฺติยํ ปตฺตํ อุปเนตฺวา ปฏิคฺคเหสิ ฯ สาปิ ตถาคตสฺส ปาเท สิรสา วนฺทิตฺวา พุทฺธารมฺมณํ ปีตึ คเหตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ สตฺถา ตํ โอโลเกนฺโต สิตํ ปาตฺวากาสิ ฯ อายสฺมา อานนฺโท โก นุ โข ภนฺเต เหตุ โก ปจฺจโย วา ตถาคตสฺส สิตการเณติ ภควนฺตํ ปุจฺฉิ ฯ อถสฺส สตฺถา อานนฺท อยํ กุมาริกา อิเมสํ กุมฺมาสปิณฺฑิกานํ ผเลน อชฺเชว โกสลรญฺโญ อคฺคมเหสี ภวิสฺสตีติ สิตการณํ กเถสิ ฯ กุมาริกาปิ ปุปฺผารามํ คตา ฯ ตํ ทิวสเมว โกสลราชา อชาตสตฺตุนา สทฺธึ ยุชฺฌนฺโต ยุทฺธปราชิโต ปลายิตฺวา อสฺสํ อภิรุยฺหิตฺวา อาคจฺฉนฺโต ตสฺสา คีตสทฺทํ สุตฺวา ปฏิพทฺธจิตฺโต อสฺสํ อารามา- ภิมุขํ เปเสสิ ฯ ปุญฺญสมฺปนฺนา กุมาริกา ราชานํ ทิสฺวา อปลายิตฺวาว อาคนฺตฺวา อสฺสนาสาย รชฺชุยา คณฺหิ ฯ ราชา อสฺสสฺส ปิฏฺฐิยํ นิสินฺโนว สสฺสามิกา อสฺสามิกาสีติ ปุจฺฉิตฺวา อสฺสามิกภาวํ ญตฺวา อสฺสโต โอรุยฺห วาตาตปกิลนฺโต ตสฺสา องฺเก นิปนฺโน มุหุตฺตํ วิสมิตฺวา ตํ อสฺสปิฏฺฐิยํ นิสีทาเปตฺวา พลนิกายปริวุโต นครํ ปวิสิตฺวา ตํ อตฺตโน กุลฆรํ เปเสตฺวา สายณฺหสมเย ยานํ ปหิณิตฺวา มหนฺเตน สกฺการสมฺมาเนน กุลฆรโต อาหราเปตฺวา รตนราสิมฺหิ นิสีทาเปตฺวา อภิเสกํ กตฺวา อคฺคมเหสึ อกาสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย สา รญฺโญ ปิยา อโหสิ มนาปา ปุพฺพุฏฺฐายิกาทีหิ ปญฺจหิ กลฺยาณธมฺเมหิ สมนฺนาคตา ปติเทวตา พุทฺธานํปิ วลฺลภา อโหสิ ฯ ตสฺสา สตฺถุ ตโย กุมฺมาสปิณฺเฑ ทตฺวา ตํ สมฺปตฺตึ อธิคตภาโว สกลนครํ ปตฺถริตฺวา คโต ฯ อเถกทิวสํ ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส มลฺลิกา เทวี พุทฺธานํ ตโย กุมฺมาสปิณฺเฑ ทตฺวา เตสํ ผเลน ตํ ทิวสเมว อภิเสกํ ปตฺตา อโห พุทฺธานํ คุณมหนฺตตาติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต อนจฺฉริยํ ภิกฺขเว มลฺลิกาย เอกสฺส สพฺพญฺญุพุทฺธสฺส ตโย กุมฺมาสปิณฺเฑ ทตฺวา โกสลรญฺโญ อคฺคมเหสีภาวาธิคโม กสฺมา พุทฺธานํ คุณมหนฺตตาย โปราณกปณฺฑิตา ปน ปจฺเจกพุทฺธานํ อโลณิกํ อเตลํ อผาณิตํ กุมฺมาสํ ทตฺวา ตสฺส ผเลน ทุติเย อตฺตภาเว ติโยชนสติเก กาสิกรฏฺเฐ รชฺชสิรึ ปาปุณึสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เอกสฺมึ ทลิทฺทกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต เอกํ เสฏฺฐึ นิสฺสาย ภติยา กมฺมํ กโรนฺโต ชีวิตํ กปฺเปสิ ฯ โส เอกทิวสํ ปาตราสตฺถาย เม ภวิสฺสนฺตีติ อนฺตราปณโต จตฺตาโร กุมฺมาสปิณฺเฑ คเหตฺวา กมฺมนฺตํ คจฺฉนฺโต จตฺตาโร ปจฺเจกพุทฺเธ ภิกฺขาจารตฺถาย พาราณสีนคราภิมุเข อาคจฺฉนฺเต ทิสฺวา อิเม ภิกฺขาจารตฺถาย พาราณสึ คจฺฉนฺติ มยฺหญฺหิเม จตฺตาโร กุมฺมาสปิณฺฑา สนฺติ ยนฺนูนาหํ อิเมสํ ทเทยฺยนฺติ จินฺเตตฺวา เต อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา ภนฺเต อิเม เม หตฺเถ จตฺตาโร กุมฺมาสปิณฺฑา อหํ อิเม ตุมฺหากํ ททามิ สาธุ ภนฺเต ปฏิคฺคณฺหถ เอวมฺปิทํ ปุญฺญํ มยฺหํ ภวิสฺสติ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ วตฺวา เตสํ อธิวาสนํ วิทิตฺวา วาลุกํ อุสฺสาเปตฺวา จตฺตาริ อาสนานิ ปญฺญาเปตฺวา เตสํ อุปริ สาขาภงฺคํ อตฺถริตฺวา ปจฺเจกพุทฺเธ ปฏิปาฏิยา นิสีทาเปตฺวา ปณฺณปุเฏน อุทกํ อาหริตฺวา ทกฺขิโณทกํ ปาเตตฺวา จตูสุ ปตฺเตสุ จตฺตาโร กุมฺมาสปิณฺเฑ ปติฏฺฐเปตฺวา วนฺทิตฺวา ภนฺเต เอเตสํ นิสฺสนฺเทน ทลิทฺทเคเห นิพฺพตฺติ นาม มา โหตุ สพฺพญฺญุตญาณปฏิเวธสฺส ปจฺจโย โหตูติ อาห ฯ ปจฺเจกพุทฺธา ปริภุญฺชิตฺวาว ปริโภคาวสาเน อนุโมทนํ กตฺวา อุปฺปติตฺวา นนฺทมูลกปพฺภารเมว อคมํสุ ฯ โพธิสตฺโต อญฺชลึ ปคฺคยฺห ปจฺเจกพุทฺเธ คเต ปีตึ คเหตฺวา เตสุ จกฺขุปถํ อติกฺกนฺเตสุ อตฺตโน กมฺมกรณฏฺฐานํ คโต ฯ โสปิ เอตฺตกํ กมฺมํ กตฺวา ยาวตายุกํ ตํ ทานํ อนุสฺสริตฺวา กาลํ กตฺวา ตสฺส ผเลน พาราณสีรญฺโญ อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิสฺมึ นิพฺพตฺติ ฯ พฺรหฺม- ทตฺตกุมาโรติสฺส นามํ อกํสุ ฯ โส อตฺตโน ปทสา คมนกาลโต ปฏฺฐาย อหํ อิมสฺมึเยว นคเร ภติโก หุตฺวา กมฺมนฺตํ คจฺฉนฺโต ปจฺเจก- พุทฺธานํ จตฺตาโร กุมฺมาสปิณฺเฑ ทตฺวา ตสฺส ผเลน อิธ นิพฺพตฺโตติ ปสนฺนาทาเส มุขนิมิตฺตํ วิย สพฺพํ ปุริมชาติกิริยํ ชาติสฺสรญาเณน ปากฏํ กตฺวา ปสฺสิ ฯ โส วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลํ คนฺตฺวา สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคเหตฺวา อาคนฺตฺวา สิกฺขิตสิปฺปํ ปิตุ ทสฺเสตฺวา ตุฏเฐน ปิตรา อุปรชฺเช ปติฏฺฐาปิโต อปรภาเค ปิตุ อจฺจเยน รชฺเช ปติฏฐาสิ ฯ อถสฺส อุตฺตมรูปธรํ โกสลรญฺโญ ธีตรํ อาเนตฺวา อคฺคมเหสึ อกํสุ ฯ ฉตฺตมงฺคลทิวเส ปนสฺส สกลนครํ เทวนครํ วิย อลงฺกรึสุ ฯ โส นครปทกฺขิณํ กตฺวา อลงฺกตปาสาทํ อภิรุยฺหิตฺวา มหาตลมชฺเฌ สมุสฺสิตเสตจฺฉตฺตํ ปลฺลงฺกํ อภิรุยฺหิตฺวา นิสินฺโน ปริวาเรตฺวา ฐิเต เอกโต อมจฺเจ เอกโต พฺราหฺมณคหปติกาทโย นานาวิภเว สิริวิลาสสมุชฺชเล เอกโต นานาวิวิธปณฺณาการหตฺเถ นาครมนุสฺเส เอกโต อลงฺกตเทวจฺฉรสงฺฆํ วิย โสฬสสหสฺสสงฺขฺยํ นาฏกิตฺถิคณํ อิมํ อติมโนรมํ สิริวิภวํ โอโลเกนฺโต อตฺตโน ปุพฺเพ กตกมฺมํ สริตฺวา อิมํ สุวณฺณปิณฺฑิกํ กาญฺจนมาลํ เสตจฺฉตฺตํ อิมานิ อเนกสหสฺสานิ หตฺถิวาหนอสฺสวาหนรถวาหนานิ มณิมุตฺตาทิปูริตา สารคพฺภา นานา- วิวิธธญฺญปูริตา มหาปฐวี เทวจฺฉรปฏิภาคา นาริโย จาติ สพฺโพเปส มยฺหํ สิริวิภโว น อญฺญสฺส สนฺตโก จตุนฺนํ ปจฺเจกพุทฺธานํ ทินฺนสฺส จตุกุมฺมาสปิณฺฑทานสฺเสว สนฺตโก เต นิสฺสาย มยา เอส ลทฺโธติ ปจฺเจกพุทฺธานํ คุณํ อนุสฺสริตฺวา อตฺตโน กมฺมํ ปากฏํ อกาสิ ฯ ตสฺส ตํ อนุสฺสรนฺตสฺส สกลสรีรํ ปีติยา ปริปูริ ฯ โส ปีติยา เตมิตหทโย มหาชนสฺส มชฺเฌ อุทานคีตํ คายนฺโต เทฺว คาถา อภาสิ
น กิรตฺถิ อโนมทสฺสิสุ
ปาริจริยา พุทฺเธสุ อปฺปกา
สุกฺขาย อโลณิกาย จ
ปสฺส ผลํ กุมฺมาสปิณฺฑิยา ฯ
หตฺถี ควาสฺสาปิ เม พหู
ธนธญฺญา ปฐวี จ เกวลา
นาริโยปิมา อจฺฉรูปมา
ปสฺส ผลํ กุมฺมาสปิณฺฑิยาติ ฯ
ตตฺถ อโนมทสฺสิสูติ อโนมสฺส อลามกสฺส ปจฺเจกโพธิ- ญาณสฺส ทิฏฺฐตฺตา ปจฺเจกพุทฺธา อโนมทสฺสิโน นาม ฯ ปาริจริยาติ อภิวาทนปจฺจุฏฺฐานอญฺชลิกมฺมาทิเภทา สามีจิกิริยาปิ ทิฏฺฐสมฺปตฺตึ ทิสฺวา อตฺตโน สนฺตกํ อปฺปํ วา พหุํ วา ลูขํ วา ปณีตํ วา เทยฺยธมฺมํ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา คุณํ สลฺลกฺเขตฺวา ติสฺโส เจตนา วิโสเธตฺวา ผลํ สทฺทหิตฺวา ปริจฺจชนกิริยาปิ ฯ พุทฺเธสูติ ปจฺเจก- พุทฺเธสุ ฯ อปฺปกาติ มนฺทา ปริตฺตา นาม นตฺถิ กิร ฯ สุกฺขายาติ นิเสฺนหาย ฯ อโลณิกายาติ ผาณิตรหิตาย ฯ นิปฺผาทิตตฺตา หิ สา อโลณิกาติ วุตฺตา ฯ กุมฺมาสปิณฺฑิยาติ จตฺตาโร กุมฺมาสปิณฺเฑ เอกโต กตฺวา คหิตํ ฯ กุมฺมาสํ สนฺธาเยว อาห ฯ คุณวนฺตานํ สมณพฺราหฺมณานํ คุณํ สลฺลกฺเขตฺวา จิตฺตํ ปสาเทตฺวา ผลุปฺปตฺตึ กงฺขมานานํ ติสฺโส เจตนา วิโสเธตฺวา ทินฺนทกฺขิณา อปฺปกา นาม นตฺถิ นิพฺพตฺตฏฺฐาเน มหาสมฺปตฺติเมว เทตีติ วุตฺตํ โหติ เจตฺถ
นตฺถิ จิตฺเต ปสนฺนมฺหิ อปฺปกา นาม ทกฺขิณา
ตถาคเต วา สมฺพุทฺเธ อถ วา ตสฺส สาวเกติ อิมสฺส ปนตฺถสฺส ทีปนตฺถาย
ขีโรทกํ อหมทาสึ ภิกฺขุโน ปิณฺฑาย จรนฺตสฺส
ตสฺส เม ปสฺส วิมานํ อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ ฯ
อจฺฉรสหสฺสานํ ปวรา ปสฺส ปุญฺญานํ ผลวิปากํ
เตน เม ตาทิโส วณฺโณ เตน เม อิธมิชฺฌติ ฯ
อุปฺปชฺชนฺติ จ เม โภคา เยเกจิ มนโส ปิยา
เตนมฺหิ เอวญฺชลิตานุภาวา
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ เอวมาทีนิ วิมานานิ อาหริตพฺพานิ ฯ
ธนธญฺญาติ มุตฺตาทิธนญฺจ สตฺต ธญฺญานิ จ ฯ ปฐวี จ เกวลาติ สกลา เจสา มหาปฐวี ฯ สกลปฐวึ หตฺถคตํ มญฺญมาโน วทติ ฯ ปสฺส ผลํ กุมฺมาสปิณฺฑิยาติ อตฺตโน ทานผลํ อตฺตโนว ทสฺเสนฺโต เอวมาห ฯ ทานผลํ กิร โพธิสตฺโต จ สพฺพญฺญุพุทฺธา เจว ชานนฺติ ฯ เตเนว จ สตฺถา อิติวุตฺตเก สุตฺตํ กเถนฺโต เอวญฺเจ ภิกฺขเว สตฺตา ชาเนยฺยุํ ทานสํวิภาคสฺส วิปากํ ยถาหํ ชานามิ ตสฺมา น อทตฺวา ภุญฺเชยฺยุํ น จ เนสํ มจฺเฉรมลํ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺเฐยฺย โยปิ เนสํ จริโม อาโลโป จริมํ กพลํ ตโตปิ น อสํวิภชิตฺวา ภุญฺเชยฺยุํ สเจ เนสํ ปฏิคฺคาหกา อสฺสุ ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว สตฺตา น เอวํ ชานนฺติ ทานสํวิภาคสฺส วิปากํ ยถาหํ ชานามิ ตสฺมา อทตฺวา ภุญฺชนฺติ มจฺเฉรมลญฺ จ เตสํ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐตีติ ฯ
โพธิสตฺโตปิ อตฺตโน ฉตฺตมงฺคลทิวเส สญฺชาตปีติปาโมชฺโช อิมาหิ ทฺวีหิ คาถาหิ อุทานคีตํ คายิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย รญฺโญ ปิยคีตนฺติ โพธิสตฺตสฺส นาฏกิตฺถิโย จ เสสนาฏกคนฺธพฺพาทโยปิ จ อนฺเตปุรชโนปิ อนฺโตนครวาสิโนปิ พหินครวาสิโนปิ ปานาคาเรสุปิ สมชฺชมณฺฑเลสุปิ อมฺหากํ รญฺโญ ปิยคีตนฺติ ตเทว คีตํ คายนฺติ ฯ เอวํ อทฺธาเน คเต อคฺคมเหสี ตสฺส คีตสฺส อตฺถํ ชานิตุกามา อโหสิ ฯ มหาสตฺตํ ปน ปุจฺฉิตุํ น วิสหติ ฯ อถสฺสา เอกสฺมึ คุเณ ปสีทิตฺวา เอกทิวสํ ราชา ภทฺเท วรนฺเต ทมฺมิ วรํ คณฺหาหีติ ฯ สา สาธุ เทว วรํ คณฺหามีติ ฯ หตฺถิอสฺสาทีสุ เต กึ ทมฺมีติ ฯ เทว ตุมฺเห นิสฺสาย น มยฺหํ กิญฺจิ นตฺถิ น เม เอเตหิ อตฺโถ สเจ วรํ ทาตุกามตฺถ ตุมฺหากํ คีตสฺส อตฺถํ กเถตฺวา เทถาติ ฯ ภทฺเท โก ตว อิมินา วเรน อตฺโถ อญฺญํ คญฺหาหีติ ฯ เทว อญฺเญน เม อตฺโถ นตฺถิ เอตเทว คณฺหามีติ ฯ สาธุ ภทฺเท กเถสฺสามิ ตุยฺหํ ปน เอกิกาย รโห น กเถมิ ทฺวาทสโยชนิกาย พาราณสิยา เภริญฺจาราเปตฺวา ราชทฺวาเร รตนมณฺฑปํ กาเรตฺวา รตนปลฺลงฺกํ ปญฺญาเปตฺวา อมจฺจพฺราหฺมณาทีหิ นคเรหิ เจว โสฬสหิ จ อิตฺถีสหสฺเสหิ ปริวุโต เตสํ มชฺเฌ รตนปลฺลงฺเก นิสีทิตฺวา กเถสฺสามีติ ฯ สา สาธุ เทวาติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ ราชา ตถา กาเรตฺวา มรุคณปริวุโต สกฺโก เทวราชา วิย มหาชนกาย- ปริวุโต รตนปลฺลงฺเก นิสีทิ ฯ เทวีปิ สพฺพาลงฺการปฏิมณฺฑิตา กาญฺจนภทฺทปีฐํ อตฺถริตฺวา เอกมนฺเต อกฺขิโกฏิยา โอโลเกตฺวา ยถารูเป ฐาเน นิสีทิตฺวา เทว ตุมฺหากํ ตุสฺสิตฺวา คายนมงฺคลคีตสฺส ตาว เม อตฺถํ คคนตเล จนฺทํ อุฏฺฐาเปนฺโต วิย ปากฏํ กตฺวา กเถถาติ วตฺวา ตติยํ คาถมาห
อภิกฺขณํ ราชกุญฺชร
คาถา ภาสสิ โกสลาธิป
ปุจฺฉามิ ตํ รฏฺฐวฑฺฒน
พาฬฺหํ ปีติมโน ปภาสสีติ ฯ
ตตฺถ โกสลาธิปาติ โส โกสลรฏฺฐาธิโป กุสเล ปน ธมฺเม อธิปตึ กตฺวา วิหรติ เตน นํ อาลปนฺตี เอวมาห ฯ กุสลาธิปาติ กุสลชฺฌาสยาติ อตฺโถ ฯ พาฬฺหํ ปีติมโน ปภาสสีติ อติวิย ปีติยุตฺตจิตฺโต หุตฺวา ภาสสิ ตสฺมา กเถถ ตาว เม เอตาสํ คาถานํ อตฺถนฺติ ฯ
อถสฺสา คาถานมตฺถํ อาวีกโรนฺโต มหาสตฺโต จตสฺโส คาถา อภาสิ
อิมสฺมึเยว นคเร กุเล อญฺญตเร อหุํ
ปรกมฺมกโร อาสึ ภตโก สีลสํวุโต ฯ
กมฺมาย นิกฺขมนฺตาหํ จตุโร สมเณ อทฺทสํ
อาจารสีลสมฺปนฺเน สีติภูเต อนาสเว ฯ
เตสุ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา นิสีทิตฺวา ปณฺณสนฺถเต
อทาสึ พุทฺธานํ กุมฺมาสํ ปสนฺโน สเกหิ ปาณิหิ ฯ
ตสฺส กมฺมสฺส กุสลสฺส อิทํ เม เอทิสํ ผลํ
อนุโภมิ อิทํ รชฺชํ ผีตํ ธรณิมุตฺตมนฺติ ฯ
ตตฺถ กุเล อญฺญตเรติ นาเมน วา โคตฺเตน วา อปากเฏ เอกสฺมึเยว กุเล ฯ อหุนฺติ นิพฺพตฺตึ ฯ ปรกมฺมกโร อาสินฺติ ตสฺมึ กุเล ชาโต อหํ ทลิทฺทตาย ปรสฺส กมฺมํ กตฺวา ชีวิตํ กปฺเปนฺโต ปรสฺส กมฺมกโร อาสึ ฯ ภตโกติ ปรเวตเนน ภโต ฯ สีลสํวุโตติ ปญฺจสีลสํวเร ฐิโต ภติยา ชีวนฺโตปิ ทุสฺลีลํ ปหาย สีลสมฺปนฺโนว อโหสินฺติ ทีเปติ ฯ กมฺมาย นิกฺขมนฺตาหนฺติ ตํ ทิวสํ กตฺตพฺพสฺส กมฺมสฺส กรณตฺถาย นิกฺขมนฺโต อหํ ฯ จตุโร สมเณ อทฺทสนฺติ ภทฺเท อหํ นครา นิกฺขมฺม มหามคฺคมารุยฺห อตฺตโน กมฺมภูมิยํ คจฺฉนฺโต ภิกฺขตฺถาย พาราณสีนครํ ปวิสนฺเต สมิตปาเป จตฺตาโร ปพฺพชิเต อทฺทสํ ฯ อาจารสีลสมฺปนฺเนติ เอกวีสติยา อเนสนาหิ ชีวิตกปฺปนํ อนาจาโร นาม ตสฺส ปฏิปกฺเขน อาจาเรน เจว มคฺคผเลหิ อาคเตน สีเลน สมนฺนาคเต ฯ สีติภูเตติ ราคาทิปริฬาหวูปสเมน เจว เอกาทสอคฺคินิพฺพาปเนน จ สีติภาวํ ปตฺเต ฯ อนาสเวติ กามาสวาทิวิรหิเต ฯ นิสีทิตฺวาติ วาลุกาสนานํ อุปริ สนฺถเต ปณฺณสนฺถเร นิสีทาเปตฺวา ฯ สนฺถโร หิ อิธ สนฺถโตติ วุตฺโต ฯ อทาสินฺติ เตสํ ทกฺขิโณทกํ ทตฺวา สกฺกจฺจํ สเกหิ หตฺเถหิ กุมฺมาสํ อทาสึ ฯ กุสลสฺสาติ อาโรคฺยานวชฺชตฺเถน กุสลสฺส ฯ ผลนฺติ นิสฺสนฺทผลํ ฯ ผีตนฺติ สพฺพสมฺปตฺติผุลฺลิตํ ฯ
เอวํ มหาสตฺตสฺส อตฺตโน กมฺมผลํ วิตฺถาเรตฺวา กเถนฺตสฺส สุตฺวา เทวี ปสนฺนมนา สเจ มหาราช เอวํ ปจฺจกฺขโต ทานผลํ ชานถ อิโต ทานิ ปฏฺฐาย เอกํ ภตฺตปิณฺฑํ ลภิตฺวา ธมฺมิกสมณ- พฺราหฺมณานํ ทตฺวาว ปริภุญฺเชยฺยาถาติ โพธิสตฺตสฺส ถุตึ กโรนฺตี
ททํ ภุญฺชถ มา ปมาโท
จกฺกํ วตฺตย โกสลาธิป
มา ราช อธมฺมิโก
อนุธมฺมํ ปาลย โกสลาธิปาติ ฯ อิมํ คาถมาห ฯ
ตตฺถ ททํ ภุญฺชถาติ อญฺเญสํ ทตฺวาว อตฺตนา ภุญฺชถ ฯ มา ปมาโทติ ทานาทีสุ ปุญฺเญสุ มา ปมชฺชิตฺถ ฯ จกฺกํ วตฺตย โกสลาธิปาติ กุสลชฺฌาสย มหาราช ปฏิรูปเทสวาสาทิกํ จตุพฺพิธํ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตหิ ฯ จกฺกนฺติ รโถ ทฺวีหิ จกฺเกหิ คจฺฉติ ฯ อยํ ปน กาโย อิเมหิ จตูหิ จกฺเกหิ เทวโลกํ คจฺฉติ เตน เต ธมฺมจกฺกนฺติ สงฺขฺยํ คตา ฯ ตํ ตฺวํ จกฺกํ วตฺเตหิ ปวตฺเตหิ ฯ อธมฺมิโกติ ยถา อญฺเญ ฉนฺทาคตึ คจฺฉนฺตา โลกํ อุจฺฉุยนฺเตน ปีเฬตฺวา วิย ธนเมว สงฺกฑฺฒนฺตา อธมฺมิกา โหนฺติ ตถา ตฺวํ มา อธมฺมิโก ฯ อนุธมฺมํ ปาลยาติ
ทานํ สีลํ ปริจฺจาคํ อาชฺชวํ มทฺทวํ ตปํ
อกฺโกธํ อวิหึสญฺจ ขนฺตี จ อวิโรธนนฺติ อิมํ ปน ทสวิธราชธมฺมเมว ปาลย รกฺข มา ปริจฺจช ฯ
มหาสตฺโต ตสฺสา วจนํ สมฺปฏิจฺฉนฺโต
โสหํ ตเทว ปุนปฺปุนํ
วตุมํ อาจริสฺสามิ โสภเน
อริยาจริตํ สุโกสเล
อรหนฺโต เม มนาปา ปสฺสิตุนฺติ คาถมาห ฯ
ตตฺถ วตุมนฺติ มคฺคํ ฯ อริยาจริตนฺติ อริเยหิ พุทฺธาทีหิ อาจิณฺณํ ฯ สุโกสเลติ โสภเน โกสลรญฺโญ สุธีเตติ อตฺโถ ฯ อรหนฺโตติ กิเลเสหิ อารกตฺตา อรานญฺจ อรีนญฺจ หตตฺตา ปจฺจยานํ อรหตตฺตา เอวํลทฺธนามา ปจฺเจกพุทฺธา ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ภทฺเท โกสลราชธีเต โสหํ ทานํ เม ทินฺนนฺติ ติตฺตึ อกตฺวา ปุนปฺปุนํ ตเทว อริยาจริตํ ทานมคฺคํ อาจริสฺสามิ ฯ มยฺหํ หิ อคฺคทกฺขิเณยฺยตฺตา อรหนฺโต มนาปา ทสฺสนา จีวราทีนํ ทาตุกามตา เตเยว ปสฺสิตุํ อิจฺฉามีติ ฯ
อิทญฺจ ปน วตฺวา ราชา เทวิยา สมฺปตฺตึ โอโลเกตฺวา ภทฺเท มยา ตว ปุริมภเว อตฺตโน กุสลกมฺมํ วิตฺถาเรตฺวา กถิตํ อิมาสํ ปน นารีนํ มชฺเฌ รูเปน วา ลีฬาวิลาเสน วา ตยา สทิสี เอกาปิ นตฺถิ สา ตฺวํ กึ กมฺมํ กตฺวา อิมํ สมฺปตฺตึ ปฏิลภสีติ ปุจฺฉนฺโต ปุน คาถมาห
เทวี วิย อจฺฉรูปมา
มชฺเฌ นาริคณสฺส โสภสิ
กึ กมฺมมกาสิ ภทฺทกํ
เกนาสิ วณฺณวตี สุโกสเลติ ฯ
ตสฺสตฺโถ ภทฺเท สุโกสเล โกสลรญฺโญ สุธีเต ตฺวํ รปสมฺปตฺติยา อจฺฉรูปมา ติทสปุเร สกฺกเทวรญฺโญ อญฺญตรา เทวธีตา วิย อิมสฺส นารีคณสฺส มชฺเฌ อติวิย โสภสิ ปุพฺเพ กินฺนาม ภทฺทกํ กลฺยาณกมฺมํ อกาสิ เกนาสิ การเณน เอวํ วณฺณวตี ชาตาติ ฯ
อถสฺส สา ชาติสฺสรญาเณน ปุริมภเว กลฺยาณกมฺมํ กเถนฺตี เสสํ คาถทฺวยมาห
อมฺพตฺถกุลสฺส ขตฺติย
ทาสยาหํ ปรเปสิยา อหุํ
สญฺญตา ธมฺมชีวินี
สีลวตี จ อปาปทสฺสนา ฯ
อุทฺธตภตฺตํ อหํ ตทา
จรมานสฺส อทาสิ ภิกฺขุโน
จิตฺตา สุมนา สญฺญมา อหํ
ตสฺส กมฺมสฺส ผลํ มเมทิสนฺติ ฯ สาปิ กิร ชาติสฺสราว อโหสิ ตสฺมา อตฺตโน ชาติสฺสรญาเณน ปริจฺฉินฺทิตฺวาว กเถสิ ฯ
ตตฺถ อมฺพตฺถกุลสฺสาติ กุฏุมฺพิกกุลสฺส ฯ ทาสยาหนฺติ ทาสี อหํ ทาสาหนฺติปิ ปาโฐ ฯ ปรเปสิยาติ ปเรหิ ตสฺส ตสฺส กิจฺจสฺส กรณตฺถาย เปสิตพฺพา เปสนการิกา ฯ สญฺญตาติ ทาสิโย นาม ทุสฺสีลา โหนฺติ อหํ ปน ตีหิ ทฺวาเรหิ สญฺญตา สีลสมฺปนฺนา ฯ ธมฺมชีวินีติ ปรวญฺจนาทีนิ อกตฺวา ธมฺเมน สเมน ปวตฺติตชีวิกา ฯ สีลวตีติ อาจารสมฺปนฺนา คุณวตี อหํ ฯ อปาปทสฺสนาติ กลฺยาณทสฺสนา ปิยธมฺมา ฯ อุทฺธตภตฺตนฺติ อตฺตโน ปตฺตโกฏฺฐาสวเสน อุทฺธริตฺวา ลทฺธภาคภตฺตํ ฯ ภิกฺขุโนติ ภินฺนกิเลสสฺส ปจฺเจกพุทฺธสฺส ฯ จิตฺตา สุมนาติ ตุฏฺฐา โสมนสฺสชาตา กมฺมผลํ สทฺทหนฺตี ฯ ตสฺส กมฺมสฺสาติ ตสฺส เอกภิกฺขาทานกมฺมสฺส ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ อหํ มหาราช ปุพฺเพ สาวตฺถิยํ อญฺญตรสฺส กุฏุมฺพิกกุลสฺส ทาสี หุตฺวา ลทฺธภาคภตฺตํ อาทาย นิกฺขมนฺตี เอกํ ปจฺเจกพุทฺธํ ปิณฺฑาย จรนฺตํ ทิสฺวา อตฺตโน ตณฺหํ มิลาเปตฺวา สญฺญมาทิ- คุณสมฺปนฺนา กมฺมผลํ สทฺทหนฺตี ตสฺส ตํ ภตฺตํ อทาสึ สาหํ ยาวตายุกํ ฐตฺวา กาลํ กตฺวา ตตฺถ สาวตฺถิยํ โกสลรญฺโญ อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติตฺวา อิทานิ ตว ปาทํ ปริจาริยมานา เอวรูปํ สมฺปตฺตึ อนุภวามิ ตสฺส เม กมฺมสฺส อิทมีทิสํ ผลนฺติ ฯ ตตฺถ คุณสมฺปนฺนานํ ทินฺนทานสฺส มหปฺผลภาวทสฺสนตฺถํ
อคฺคโต เว ปสนฺนานํ อคฺคํ ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ
อคฺคํ อายุ จ วณฺโณ จ ยโส กิตฺติ สุขํ พลํ
อคฺคสฺส ทาตา เมธาวี อคฺคธมฺมสมาหิโต
เทวภูโต มนุสฺโส วา อคฺคปฺปตฺโต ปโมทติ ฯ
เอส เทวมนุสฺสานํ สพฺพกามทโท นิธีติ อาทิคาถา วิตฺถาเรตพฺพา ฯ
อิติ เต อุโภปิ ปุริมกมฺมํ วิตฺถาเรน กเถตฺวา ตโต ปฏฺฐาย จตูสุ นครทฺวาเรสุ นครมชฺเฌ นิเวสนทฺวาเรติ ฉ ทานสาลาโย การาเปตฺวา สกลชมฺพูทีปํ อุนฺนงฺคลํ กโรนฺตา มหาทานํ ปวตฺเตตฺวา สีลํ รกฺขิตฺวา อุโปสถกมฺมํ กาเรตฺวา ชีวิตปริโยสาเน สคฺคปรายนา อเหสุํ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา เทวี ราหุลมาตา อโหสิ ราชา ปน อหเมวาติ ฯ
กุมฺมาสปิณฺฑชาตกํ ทสมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗