ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อัฏฐสัททชาดก
ชาดกที่ ๔๑๘ · อัฏฐกนิบาตชาดก · กัจจานิวรรค

อัฏฐสัททชาดก

ว่าด้วยนิพพาน

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๑๒๙ · บรรทัด ๔๘๒๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอัฏฐสัททชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภเสียงแสดงความแร้นแค้น อันน่าสะดุ้งกลัวที่พระเจ้าโกศลได้ทรงสดับในเวลาเที่ยงคืน จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริมต้นว่า อิทํ ปุเร นินฺนมาหุ ดังนี้. เนื้อเรื่องก็เช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้วในโลหกุมภิชาดก ในจตุกกนิบาตนั่นแหละ.

ส่วนในเรื่องนี้ เมื่อพระเจ้าโกศลทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จะมีเหตุอะไรเกิดขึ้น เพราะเสียงที่ข้าพระองค์ได้สดับนี้ พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า มหาบพิตรขอพระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย จะไม่มีอันตรายใด ๆ แก่พระองค์ เพราะเหตุที่ได้ทรงสดับเสียงเหล่านั้นมหาบพิตร พระองค์ได้ทรงสดับเสียงแสดงความแร้นแค้นอันน่าสะดุ้งกลัวเช่นนี้ แต่พระองค์เดียวก็หามิได้ แม้พระราชาองค์ก่อน ๆ ก็ได้สดับเสียงเช่นนี้ แล้วเชื่อคำของพวกพราหมณ์ ประสงค์จะบูชายัญด้วยสัตว์อย่างละ ๔ ครั้นได้ฟังถ้อยคำของบัณฑิต จึงรับสั่งให้ปล่อยสัตว์ที่จับไว้เพื่อจะฆ่าบูชายัญ แล้วให้ตีกลองเป่าประกาศห้ามฆ่าสัตว์ทั่วพระนครพระเจ้าโกศลทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ที่มีสมบัติแปดสิบโกฏิครั้นเจริญวัย ได้ศึกษาศิลปวิทยาในเมืองตักกศิลา เมื่อมารดาบิดาตายไปแล้ว จึงตรวจดูทรัพย์สมบัติ แล้วสละสมบัติทั้งหมดให้เป็นทาน ละกามารมณ์เข้าป่าหิมพานต์ บวชเป็นฤาษี ทำฌานอภิญญาให้บังเกิดแล้วแต่ต้องการจะเสพรสเค็ม รสเปรี้ยว จึงไปยังถิ่นมนุษย์ ถึงเมืองพาราณสีแล้ว พำนักอยู่ในพระราชอุทยาน. ในครั้งนั้น พระเจ้าพาราณสีเสด็จประทับเหนือพระแท่นสิริไสยาสน์ ในเวลาเที่ยงคืน ได้ทรงสดับเสียง ๘ อย่างคือ :-

๑. นกยางตัวหนึ่ง ในพระราชอุทยาน ใกล้พระราชวังร้อง.

๒. เสียงร้องของนกยางยังไม่ทันขาดเสียง แม่กาซึ่งอาศัยอยู่ที่เสาระเนียดโรงช้าง ร้อง.

๓. แมลงภู่ซึ่งอาศัยอยู่ที่ช่อฟ้าเรือนหลวง ร้อง. ๔. นกดุเหว่าที่เลี้ยงไว้ในเรือนหลวง ร้อง. ๕. เนื้อที่เลี้ยงไว้ในเรือนหลวง ร้อง. ๖. วานรที่เลี้ยงไว้ในเรือนหลวง ร้อง. ๗. กินนรที่เลี้ยงไว้ในเรือนหลวง ร้อง.

๘. เมื่อเสียงร้องของกินนรยังไม่ทันขาดเสียง พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ไปถึงพระราชอุทยาน ท้ายพระราชวัง เมื่อจะเปล่งอุทานครั้งหนึ่งได้ทำเสียงขึ้น.

พระเจ้าพาราณสี ได้ทรงสดับเสียง ๘ อย่างเหล่านี้แล้ว ตกพระทัย สะดุ้งกลัว ในวันรุ่งขึ้นจึงตรัสถามพวกพราหมณ์. พราหมณ์ทั้งหลายพากันกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า อันตรายปรากฏแก่พระองค์ พวกข้าพระองค์จักบูชายัญด้วยวิธีสัตว์อย่างละ ๔ เมื่อพระราชาทรงอนุญาตว่า ท่านทั้งหลายจงทำตามชอบใจ ต่างก็พากันร่าเริงยินดีออกจากราชสำนักไปเริ่มยัญญกรรม.

ครั้งนั้นมาณพ ผู้เป็นศิษย์ของหัวหน้าพราหมณ์ผู้ทำยัญญกรรมเป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด กล่าวกะอาจารย์ว่า ข้าแต่อาจารย์ ยัญญกรรมอย่างนี้ เป็นกรรมหยาบช้ากล้าแข็ง. ไม่เป็นที่น่ายินดี ก่อความพินาศแก่สัตว์เป็นอันมาก ขอท่านอย่าได้ทำเลย. อาจารย์กล่าวว่า พ่อเอยเจ้าช่างไม่รู้อะไรเสียเลย ถ้าจักไม่มีอะไรอย่างอื่นขึ้น พวกเราก็จักได้กินปลาและเนื้อมากมายก่อน. มาณพกล่าวว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ขอท่านอย่าได้ทำกรรมที่จะให้เกิดในนรก เพราะอาศัยท้องเลย. พวกพราหมณ์ที่เหลือได้ฟังดังนั้นก็โกรธมาณพว่า มาณพเป็นอันตรายต่อลาภของพวกเรา. เพราะกลัวพราหมณ์เหล่านั้น มาณพจึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงทำอุบายกินปลาและเนื้อเถิด แล้วออกไปนอกพระนครพิจารณาดู สมณะผู้มีธรรม ซึ่งสามารถจะห้ามพระราชาได้ ไปพระราชอุทยาน เห็นพระโพธิสัตว์ไหว้แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญท่านไม่มีความอนุเคราะห์ในสัตว์ทั้งหลายบ้างหรือ พระราชารับสั่งให้ฆ่าสัตว์เป็นอันมากบูชายัญ การที่ท่านจะทำให้มหาชนพ้นจากเครื่องพันธนาการ จะไม่สมควรหรือ ?

พระโพธิสัตว์ ตอบว่า ถูกแล้ว มาณพ แต่เราอยู่ที่นี่ พระราชาก็ไม่รู้จักเรา เราก็ไม่รู้จักพระราชา.

มาณพถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ท่านรู้ความสำเร็จผลแห่งเสียงที่พระราชาทรงสดับหรือ ?

เออ เรารู้ เมื่อรู้ เหตุไรจึงไม่กราบทูลพระราชา ?

ดูก่อนมาณพ เราผูกเขาสัตว์ไว้ที่หน้าผาก จะอาจบอกว่า เรารู้ได้อย่างไร ถ้าพระราชาเสด็จมาที่นี้แล้วตรัสถามว่า เราก็จักกราบทูลให้ทรงทราบ.

มาณพก็รีบไปราชสำนักโดยเร็ว เมื่อพระราชาตรัสถามว่า อะไรกันเล่าพ่อคุณ ? ก็กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า มีดาบสองค์หนึ่งรู้ความสำเร็จผลแห่งเสียงที่พระองค์ได้ทรงสดับ นั่งอยู่บนมงคลศิลา ในพระราชอุทยานของพระองค์ กล่าวว่า ถ้าพระราชาตรัสถามเรา เราจักกราบทูลให้ทรงทราบ พระองค์ควรเสด็จไปถามพระดาบสนั้น พระเจ้าข้า.

พระราชาเสด็จไปในที่นั้นโดยเร็ว ไหว้พระดาบสแล้ว อันพระดาบสทำปฏิสันถารแล้ว ประทับนั่งแล้วตรัสถามว่า ได้ยินว่า พระคุณเจ้ารู้ความสำเร็จผลแห่งเสียง ที่ข้าพเจ้าได้ฟังจริงหรือ ?

ถูกแล้ว มหาบพิตร.

ถ้าเช่นนั้น ขอพระคุณเจ้า ได้กรุณาชี้แจงความสำเร็จผลแห่งเสียงที่ข้าพเจ้าได้ฟังนั้น แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด.

มหาบพิตร จะไม่มีอันตรายไร ๆ แก่พระองค์เลย เพราะได้ทรงสดับเสียงเหล่านั้น ก็นกยางตัวหนึ่งมีอยู่ที่สวนเก่า นกยางนั้นเมื่อไม่ได้เหยื่อ ถูกความหิวครอบงำ ได้ร้องขึ้นเป็นเสียงแรก พระดาบสกราบทูลดังนี้แล้ว โดยที่กำหนดรู้กิริยาของนกยางด้วยญาณของตน จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า :-

สระมงคลโบกขรณีนี้ แต่ก่อนเป็นที่ลุ่ม ลึก มีน้ำมาก มีปลามาก เป็นที่อยู่อาศัยของ พญานกยาง เป็นที่อยู่แห่งบิดาของเรา บัดนี้ น้ำแห้ง วันนี้พวกเราจะพากันเลี้ยงชีพด้วยกบ ถึงพวกเราจะถูกความหิวบีบคั้นถึงเพียงนี้ ก็ จะไม่ละที่อยู่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทํ พระดาบสกล่าวหมายถึงสระโบกขรณีที่เป็นมงคลนั้น เมื่อก่อนมีน้ำไหลซึมไปตามสุมทุมพุ่มไม้ที่อยู่ในน้ำ จึงมีน้ำมาก มีปลามาก แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นสระมีน้ำน้อย เพราะน้ำแห้งขอดเสียแล้ว.

บทว่า ตฺยชฺช เภเกน ความว่า วันนี้พวกเราเมื่อไม่ได้ปลาเหล่านั้นเป็นอาหาร ก็จะพากันเลี้ยงชีพด้วยกบ.

บทว่า โอกํ ความว่า ถึงพวกเราจะถูกความหิวบีบคั้นถึงเพียงนี้ก็จะไม่ยอมละทิ้งที่อยู่ไป.

พระดาบสกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาบพิตร ด้วยเหตุดังทูลมานี้ นกยางนั้น ถูกความหิวบีบคั้นจึงร้อง แม้ถ้าพระองค์ประสงค์จะเปลื้องนกยางนั้น ให้พ้นจากความหิว จงชำระสวนให้สะอาด แล้วไขน้ำเข้าให้เต็มสระโบกขรณี. พระราชารับสั่งให้อำมาตย์คนหนึ่งกระทำตามนั้น.

พระดาบสกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า แม่กาตัวหนึ่งอยู่ที่เสาระเนียดโรงช้างของพระองค์ โศกเศร้าถึงลูกของตัว จึงได้ร้องเป็นเสียงที่สอง แม้เพราะเหตุนั้นภัยก็มิได้มีแก่พระองค์ ดังนี้แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ความว่า :-

ใครจะทำลายนัยน์ตาข้างที่สองของนาย พันธุระ ผู้มีอาวุธในมือให้แตกได้ ใครจักกระ ทำลูกรักของเรา และตัวเราให้มีความสวัสดี ได้.

ครั้นกล่าวดังนี้ ได้ทูลถามว่า ดูก่อนมหาบพิตร นายควาญช้างที่โรงช้างของพระองค์ชื่อไร ?

ชื่อพันธุระขอรับ ท่านผู้เจริญ มหาบพิตร เขาตาบอดข้างหนึ่งหรือ ? พระราชา ถูกแล้ว ท่านผู้เจริญ

ก่อนมหาบพิตร แม่กาตัวหนึ่งทำรังอยู่ที่เสาระเนียดประตูโรงช้าง ออกไข่ ฟักไข่แล้ว ลูกก็ออกจากฟองไข่ นายควาญช้างขี่ช้างเข้าออกจากโรงช้าง เอาขอตีแม่กาบ้าง ลูกกาบ้าง รื้อรังเสียบ้าง แม่กาได้รับความลำบากเช่นนั้น จึงร้องขอให้นัยน์ตานายควาญช้างนั้นบอดเสียทั้งสองข้าง. ถ้าพระองค์จะทรงมีพระทัยเมตตาแก่แม่กา โปรดเรียกนายพันธุระนั้นมา จงห้ามอย่าให้รื้อรังอีก. พระราชาให้หาตัวนายพันธุระมา ทรงบริภาษแล้วไล่ออก แล้วทรงตั้งคนอื่นเป็นนายควาญช้างแทน.

พระดาบสกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาพิตร มีแมลงภู่ตัวหนึ่งอยู่ที่ช่อฟ้ามหาปราสาท กัดกระพี้กินหมดแล้ว ไม่อาจกัดแก่นกินได้เมื่อไม่ได้อาหารก็ไม่อาจออกไป จึงคร่ำครวญเป็นเสียงที่สาม แม้เพราะเหตุนั้น ภัยก็มิได้มีแก่พระองค์ ดังนี้แล้ว โดยที่กำหนดรู้กิริยาของแมลงภู่นั้นด้วยญาณของตน จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ความว่า :-

ดูก่อนมหาบพิตร คติของกระพี้ไม้นั้นมี อยู่เพียงใด กระพี้ไม้ทั้งหมด แมลงภู่เจาะกิน สิ้นแล้วเพียงนั้น แมลงภู่หมดอาหารแล้ว จึง ไม่ยินดีในไม้แก่น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาว ตสฺสา คตี อหุ ความว่ากระพี้ไม้นั้น ได้ให้ความสำเร็จประโยชน์มาแล้วเพียงใด กระพี้ไม้นั้นแมลงภู่ก็กัดกินเสียหมดสิ้นเพียงนั้น.

บทว่า น รมตี ความว่า พระดาบสทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตรแมลงภู่นั้น ออกจากที่นั้นแล้ว เมื่อไม่เห็นทางที่จะบินไปได้ จึงได้ร้องคร่ำครวญอยู่ ขอพระองค์จงให้คนนำแมลงภู่นั้น ออกจากช่อฟ้าเถิด.

พระราชารับสั่งให้บุรุษคนหนึ่ง นำแมลงภู่ออกได้ด้วยอุบาย.

พระดาบสกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาบพิตร ในพระราชวังของพระองค์ มีนกดุเหว่าที่เลี้ยงไว้ตัวหนึ่งมิใช่หรือ ?

พระราชาตรัสว่า มีอยู่ขอรับ.

พระดาบสกราบทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตร นกดุเหว่านั้นคิดถึงไพรสณฑ์ที่ตนเคยอยู่ ดิ้นรนคิดว่า เมื่อไรหนอเราจึงจะพ้นกรงนี้ ไปสู่ไพรสณฑ์ที่น่ารื่นรมย์ จึงได้ร้องขึ้นเป็นเสียงที่สี่ แม้เพราะเหตุนี้ภัยก็มิได้มีแก่พระองค์ดังนี้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๔ ความว่า :-

ไฉนหนอ เราจึงจะจากที่นี่ไปให้พ้น จาก ราชนิเวศน์เสียได้บันเทิงใจ ชมต้นไม้กิ่งไม้ที่ มีดอก ทำรังอาศัยอยู่ตามประสาของเรา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุมสาขานิเกตินี ความว่า ทำรังอาศัยอยู่อย่างสบาย ที่ต้นไม้กิ่งไม้ที่มีดอกบานสะพรั่ง.

ก็แหละครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ได้กราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาบพิตร นกดุเหว่านั้นดิ้นรน ขอพระองค์จงปล่อยนกดุเหว่านั้นเถิด. พระราชารับสั่งให้กระทำตามนั้น. พระดาบสกราบทูลต่อไปว่า ในพระราชวังของพระองค์มีเนื้อที่เลี้ยงไว้ตัวหนึ่งมิใช่หรือ ?

พระราชาตรัสว่า มีขอรับ.

พระดาบสกราบทูลว่า เนื้อนั้นเป็นนายฝูง คิดถึงนางเนื้อของตนดิ้นรนด้วยอำนาจกิเลส จึงได้ร้องขึ้นเป็นเสียงที่ห้า แม้เพราะเหตุนั้นภัยก็มิได้มีแก่พระองค์ดังนี้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๕ ความว่า :-

ไฉนหนอ เราจึงจะไปจากที่นี่ ให้พ้น พระราชนิเวศน์ไปเสียได้ เราจักนำหน้าฝูง ไป ดื่มน้ำที่ดีเลิศได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคฺโคทกานิ ความว่า เมื่อไรหนอแล เราจักนำหน้าฝูงไปดื่มน้ำที่ดีเลิศ ซึ่งเนื้ออื่น ๆ ยังไม่เคยดื่มมาก่อน.

พระมหาสัตว์ผู้ดาบส ได้กราบทูลขอให้พระราชาทรงปล่อยเนื้อนั้นไป แล้วกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาบพิตร ในพระราชวังของพระองค์มีลิงที่เลี้ยงไว้ตัวหนึ่งมิใช่หรือ ? เมื่อพระราชารับสั่งว่า มีขอรับพระดาบสได้กราบทูลว่า ลิงนั้นกำหนัดอยู่ด้วยกาม กับฝูงนางลิงในป่าหิมวันตประเทศเที่ยวไป ถูกนายพรานชื่อภารตะนำมาที่นี่ บัดนี้ ดิ้นรนอยากจะไปที่นั้น จึงได้ร้องขึ้นเป็นเสียงที่หก แม้เพราะเหตุนั้น ภัยก็มิได้มีแก่พระองค์ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่ ๖ ความว่า :-

นายพรานภารตะ ชาวพาหิกรัฐนำเราผู้ มัวเมาด้วยกามทั้งหลาย ผู้กำหนัดหมกมุ่นอยู่ ในกามมาแล้ว ลิงนั้นกล่าวว่า ขอความเจริญ จงมีแต่ท่าน ขอท่านจงปล่อยข้าพเจ้าเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาหิโก ได้แก่นายพรานภารตะชาวพาหิกรัฐ.

บทว่า ภทฺทมตฺถุ เต วานรนั้นกล่าวความข้อนี้ว่า ขอความเจริญจงมีแก่ท่าน ขอท่านจงปล่อยข้าพเจ้าเถิด.

พระมหาสัตว์ขอให้พระราชาทรงปล่อยลิงนั้นแล้ว ทูลถามต่อไปว่าในพระราชวังของพระองค์ มีกินนรที่เลี้ยงไว้มิใช่หรือ ? เมื่อพระราชา. ตรัสว่า มี จึงกราบทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตร กินนรนั้น คิดถึงคุณที่นางกินรีทำไว้แก่ตน เร่าร้อนเพราะกิเลส จึงได้ร้องขึ้นเป็นเสียงที่เจ็ดด้วยว่าวันหนึ่งกินนรนั้น ขึ้นไปสู่ยอดเขาตุงคบรรพต กับนางกินรีพากันเลือกเก็บดอกไม้ที่มีสีงาม กลิ่นหอม และมีรสอร่อยนานาชนิดประดับกายตน ไม่ได้กำหนดพระอาทิตย์ที่กำลังจะอัสดงคต เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ความมืดได้มีแก่กินนรและกินรี ผู้กำลังลงจากยอดเขา นางกินรีได้กล่าวกะกินนรว่า ที่รักมืดเหลือเกิน ท่านจงระวังก้าวลงอย่าให้พลาด แล้วจับมือก้าวลงไป กินนรคิดถึงคำของนางกินรีนั้นจึงได้ร้องขึ้น แม้เพราะเหตุนั้น ภัยก็มิได้มีแก่พระองค์ ดังนี้ เมื่อจะการทำเรื่องราวนั้นได้ปรากฏ โดยที่กำหนดรู้ได้ด้วยญาณของตน จึงกล่าวคาถาที่ ๗ ความว่า :-

เมื่อความมืดมิด ปรากฏเบื้องบนภูเขา อันแข็งคม นางกินรีนั้น ได้กล่าวกะเราด้วย ถ้อยคำอันไพเราะอ่อนหวาน ท่านอย่าจรดเท้า ลงบนแผ่นหิน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺธการติมิสฺสาย ความว่า เมื่อความมืดอันกระทำความบอด ปรากฏ.

บทว่า ตุงฺเค แปลว่า แหลมคม.

บทว่า สณฺเหน มุทุนา ความว่า ด้วยถ้อยคำอันไพเราะอ่อนหวาน.

ย อักษร ในบทว่า มา ปาทํ ขณิยฺสมินิ นี้ ท่านถือเอาด้วยอำนาจแห่งพยัญชนะสนธิ. มีคำอธิบายดังนี้ นางกินรีนั้นได้พูดกะเราด้วยวาจาอันอ่อนหวานนุ่มนวลว่า. ที่รักท่านอย่าประมาท ท่านอย่ากดเท้าลงบนแผ่นหิน คือ ค่อย ๆ ก้าวลง อย่าให้ลื่นพลาดไปที่แผ่นหินได้. ดังนี้แล้ว จับมือก้าวลงไป.

พระมหาสัตว์ได้กราบทูลถึงเหตุที่กินนรร้องดังนี้แล้ว ได้ทูลขอให้ทรงปล่อยกินนรนั้น แล้วกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาบพิตร เสียงที่ ๘ เป็นเสียงเปล่งอุทาน คือที่เงื้อมภูเขา นันทมูลกะ พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งว่า อายุสังขารของตนจะสิ้นแล้ว จึงคิดว่าจักไปแดนมนุษย์ ปรินิพพานในพระราชอุทยานของพระเจ้าพาราณสี พวกมนุษย์จักเผาศพเรา จักเล่นสาธุกีฬา บูชาธาตุบำเพ็ญทางสวรรค์ ดังนี้แล้วเหาะมาด้วยฤทธานุภาพ เวลามาถึงยอดปราสาทของพระองค์ ได้ปลงขันธภาระเปล่งอุทานแสดงเมืองแก้วคือนิพพาน ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวไว้ ความว่า :-

เราเห็นพระนิพพานอันเป็นที่สิ้นชาติ ไม่ ต้องกลับมานอนในครรภ์อีก โดยไม่ต้องสงสัย ความเกิดของเรานี้ มีในที่สุดแล้ว การนอน ในครรภ์เป็นหนสุดท้ายแล้ว สงสารเพื่อภพ ใหม่ต่อไปของเราสิ้นสุดแล้ว.

คาถานั้นมีอรรถาธิบายดังนี้. เราชื่อว่าเห็นชัดที่สุดแห่งความสิ้นชาติ เพราะได้เห็นพระนิพพาน กล่าวคือความสิ้นไปแห่งชาติแล้ว ไม่ต้องเวียนมาสู่การนอนในครรภ์อีก โดยไม่ต้องสงสัย ความเกิดของเรานี้มีในที่สุดแล้ว การนอนในครรภ์เป็นหนสุดท้ายแล้ว สงสาร กล่าวคือลำดับแห่งเบญจขันธ์ เพื่อภพใหม่ของเรา ก็สิ้นสุดแล้ว.

ก็และพระปัจเจกพุทธเจ้า กล่าวคาถานี้ด้วยสามารถแห่งอุทานแล้วมาสู่พระราชอุทยานนี้ ปรินิพพานที่โคนตันรังอันมีดอกบานสะพรั่งต้นหนึ่ง ดูก่อนมหาบพิตร ขอเชิญพระองค์เสด็จไปปลงศพพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเถิด.

พระมหาสัตว์ พาพระราชาไปที่พระปัจเจกพุทธเจ้าปรินิพพานชี้ให้ทอดพระเนตรสรีระนั้น. พระราชาทอดพระเนตรเห็นสรีระของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นแล้ว พร้อมด้วยพลนิกาย บูชาด้วยของหอมเป็นต้น ทรงอาศัยคำของพระโพธิสัตว์รับสั่งให้งดยัญญกรรม พระราชทานชีวิตแก่สัตว์ทั้งหมด ให้ตีกลองประกาศห้ามฆ่าสัตว์ในพระนคร ให้เล่นสาธุกีฬาเจ็ดวัน แล้วให้เผาศพพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยสักการะใหญ่บนจิตกาธานที่ทำด้วยของหอมทุกอย่าง แล้วให้สร้างสถูปไว้ที่ทาง ๔แพร่ง.

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๔๗๑–๔๘๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

อัฏฐกนิบาตชาดก · ๓๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อฏฺฐสทฺทชาตกํ

อิทํ ปุเร นินฺนมาหูติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต โกสลรญฺโญ อฑฺฒรตฺตสมเย สุตํ ภึสนกํ อวินิพฺโภคสทฺทํ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุ เหฏฺฐา จตุกฺกนิปาเต โลหกุมฺภิชาตเก กถิตสทิสเมว ฯ

อิธ ปน สตฺถา ภนฺเต มยฺหํ อิเมสํ สทฺทานํ สุตตฺตา กึ ภวิสฺสตีติ วุตฺเต มา ภายิ มหาราช น เต เอเตสํ สุตปจฺจยา โกจิ อนฺตราโย ภวิสฺสติ น หิ มหาราช เอวรูปํ ภยานกํ อวินิพฺโภคสทฺทํ ตฺวเมเวโก สุณิ ปุพฺเพปิ ราชาโน เอวรูปํ สทฺทํ สุตฺวา พฺราหฺมณานํ กถํ คเหตฺวา สพฺพจตุกฺกยญฺญํ ยชิตุกามา ปณฺฑิตานํ กถํ สุตฺวา ยญฺญหรณตฺถาย คหิตสตฺเต วิสฺสชฺเชตฺวา นคเร มาฆาตเภริญฺจาราเปสุํเยวาติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต อสีติโกฏิวิภเว พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺเตตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ อุคฺคหิตสิปฺโป มาตาปิตูนํ อจฺจเยน รตนวิโลกนํ กตฺวา สพฺพํ วิภวชาตํ ทานมุเข วิสฺสชฺเชตฺวา กาเม ปหาย หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ฌานาภิญฺญาโย นิพฺพตฺเตตฺวา อปรภาเค โลณมฺพิลเสวนตฺถาย มนุสฺสปถํ จรนฺโต พาราณสึ ปตฺวา ราชุยฺยาเน วสิ ฯ ตทา พาราณสีราชา สิริสยเน นิสินฺโน อฑฺฒรตฺติกสมเย อฏฺฐ สทฺเท อสฺโสสิ ฯ ปฐมํ ราชนิเวสนสามนฺตา อุยฺยาเน เอโก พโก สทฺทมกาสิ ฯ ทุติยํ ตสฺมึ สทฺเท อนุปจฺฉินฺเนเยว หตฺถิสาลาย โตรณนิวาสินี กากี สทฺทมกาสิ ฯ ตติยํ ราชเคเห กณฺณิกาย นิวุฏฺฐฆุณปาณโก สทฺทมกาสิ ฯ จตุตฺถํ ราชเคเห โปสาวนิยโกกิลา สทฺทมกาสิ ฯ ปญฺจมํ ตตฺเถว โปสาวนิยกมิโค สทฺทมกาสิ ฯ ฉฏฺฐํ ตตฺเถว โปสาวนิยกวานโร สทฺทมกาสิ ฯ สตฺตมํ ตตฺเถว โปสาวนิยกกินฺนโร สทฺทมกาสิ ฯ อฏฺฐมํ ตสฺมึ สทฺเท อนุปจฺฉินฺเนเยว ราชนิเวสนมตฺถเกน อุยฺยานํ คจฺฉนฺโต ปจฺเจกพุทฺโธ เอกํ อุทานํ อุทาเนนฺโต สทฺทมกาสิ ฯ พาราณสีราชา อิเม อฏฺฐ สทฺเท สุตฺวา ภีตตสิโต ปุนทิวเส พฺราหฺมเณ ปุจฺฉิ ฯ พฺราหฺมณา อนฺตราโย เต มหาราช ปญฺญายติ สพฺพจตุกฺกยญฺญํ ยชิสฺสามาติ วตฺวา รญฺญา ยถารุจึ กโรถาติ อนุญฺญาตา หฏฺฐปหฏฺฐา ราชกุลโต นิกฺขมิตฺวา ยญฺญกมฺมํ อารภึสุ ฯ อถ เนสํ เชฏฺฐกยญฺญการก- พฺราหฺมณสฺส อนฺเตวาสีมาณโว ปณฺฑิโต พฺยตฺโต อาจริยํ อาห อาจริย เอวรูปํ กกฺขลํ ผรุสํ อสาตํ พหูนํ วินาสกมฺมํ มา กรีติ ฯ ตาต กึ ตฺวํ ชานาสิ สเจปิ อญฺญํ กิญฺจิ น ภวิสฺสติ มจฺฉมํสํ ตาว พหุํ ขาทิตุํ ลภิสฺสามาติ ฯ อาจริย กุจฺฉึ นิสฺสาย นิรย- นิพฺพตฺตนกมฺมํ มา กโรถาติ ฯ ตํ สุตฺวา เสสพฺราหฺมณา อยํ อมฺหากํ ลาภนฺตรายํ กโรตีติ ตสฺส กุชฺฌึสุ ฯ มาณโว เตสํ ภเยน เตนหิ ตุมฺเห มจฺฉมํสํ ขาทนุปายํ กโรถาติ นิกฺขมิตฺวา พหินคเร ราชานํ นิวาเรตุํ สมตฺถํ ธมฺมิกสมณํ อุปาธาเรนฺโต ราชุยฺยานํ คนฺตฺวา โพธิสตฺตํ ทิสฺวา วนฺทิตฺวา ภนฺเต กึ ตุมฺหากํ สตฺเตสุ อนุกมฺปโก นตฺถิ ราชา พหู สตฺเต มาเรตฺวา ยญฺญํ ยชาเปสิ กึ โว มหาชนสฺส พนฺธนโมกฺขํ กาตุํ น วฏฺฏตีติ ฯ อาม มาณวก มยฺหํ เอตฺถ เนว ราชา อมฺเห ชานาติ น มยํ ราชานนฺติ ฯ ชานาถ ปน ภนฺเต รญฺโญ สุตสทฺทานํ นิปฺผตฺตินฺติ ฯ อาม ชานามีติ ฯ ชานนฺตา รญฺโญ กสฺมา น กเถถาติ ฯ มาณวก กึ สกฺกา อหํ ชานามีติ นลาเฏ สิงฺคํ พนฺธิตฺวา จริตุํ สเจ อิธาคนฺตฺวา ปุจฺฉิสฺสติ กเถสฺสามีติ ฯ มาณโว เวเคน ราชกุลํ คนฺตฺวา กึ ตาตาติ วุตฺเต มหาราช ตุมฺเหหิ สุตสทฺทานํ นิปฺผตฺตึ ชานนโก เอโก ตาปโส ตุมฺหากํ อุยฺยาเน มงฺคลสิลายํ นิสินฺโน สเจ มํ ปุจฺฉิสฺสติ กเถสฺสามีติ วทติ คนฺตฺวา ตํ ปุจฺฉิตุํ วฏฺฏตีติ ฯ ราชา เวเคน ตตฺถ คนฺตฺวา ตาปสํ วนฺทิตฺวา กตปฏิสนฺถาโร นิสีทิตฺวา สจฺจํ กิร ตุมฺเห มยา สุตสทฺทานํ นิปฺผตฺตึ ชานาถาติ ปุจฺฉิ ฯ อาม มหาราชาติ ฯ เตนหิ กเถถ ตํ เมติ ฯ มหาราช เตสํ สุตปจฺจยา ตว โกจิ อนฺตราโย นตฺถิ ปุราณุยฺยาเน ปน เต เอโก พโก อตฺถิ โส โคจรํ อลภนฺโต ชิฆจฺฉาย ปเรโต ปฐมํ สทฺทมกาสีติ ตสฺส กิริยํ อตฺตโน ญาเณน ปริจฺฉินฺทิตฺวา ปฐมํ คาถมาห

อิทํ ปุเร นินฺนมาหุ พหุมจฺฉํ มโหทกํ

อาวาโส พกราชสฺส เปตฺติกํ ภวนํ มม

ตฺยชฺช เภเกน ยาเปม โอกํ น วิชฺชหามฺหเสติ ฯ

ตตฺถ อิทนฺติ มงฺคลโปกฺขรณึ สนฺธาย วทติ ฯ สา หิ ปุพฺเพ อุทกคุมฺเพน อุทเก ปวิสนฺเต มโหทกา พหุมจฺฉา อิทานิ ปน อุทกสฺส ปจฺฉินฺนตฺตา น มโหทกา ชาตา ฯ ตฺยชฺช เภเกนาติ เต มยํ อชฺช มจฺเฉ อลภนฺตา มณฺฑูกมตฺเตน ยาเปม ฯ โอกนฺติ เอวํ ชิฆจฺฉาย ปีฬิตาปิ วสนฏฺฐานํ น ชหาม ฯ

อิติ มหาราช โส พโก ชิฆจฺฉาย ปีฬิโต สทฺทมกาสิ ฯ สเจปิ ตํ ชิฆจฺฉาโต โมเจตุกาโม ตํ อุยฺยานํ โสธาเปตฺวา โปกฺขรณึ อุทกสฺส ปูเรหีติ ฯ ราชา ตถา กาตุํ เอกํ อมจฺจํ อาณาเปสิ ฯ หตฺถิสาลโตรเณ ปน เต มหาราช เอกา กากี วสมานา อตฺตโน ปุตฺตโสเกน ทุติยํ สทฺทมกาสิ ตโตปิ เต ภยํ นตฺถีติ วตฺวา ทุติยํ คาถมาห

โก ทุติยํ อสีลิยสฺส พนฺธุรสฺส อกฺขิ เภจฺฉติ

โก เม ปุตฺเต กุลาวกํ มญฺจ โสตฺถึ กริสฺสตีติ วตฺวา จ ปน โก นาม เต มหาราช หตฺถิสาลาย หตฺถิเมณฺโฑติ ปุจฺฉิ ฯ พนฺธุโร นาม ภนฺเตติ ฯ เอกกฺขิกาโณ โส มหาราชาติ ฯ อาม ภนฺเตติ ฯ มหาราช หตฺถิสาลาย เต ทฺวารโตรเณ เอกา กากี กุลาวกํ กตฺวา อณฺฑกานิ นิกฺขิปิ ตานิ ปริณตานิ กากโปตกา นิกฺขนฺตา หตฺถิเมณฺโฑ หตฺถึ อารุยฺห สาลโต นิกฺขมนฺโต จ ปวิสนฺโต จ องฺกุสเกน กากิมฺปิ ปุตฺตเกปิสฺสา ปหรติ กุลาวกมฺปิ วิทฺธํเสติ สา เตน ทุกฺเขน ปีฬิตา ตสฺส อกฺขิเภทํ อายาจนฺตี เอวมาห สเจ เต กากิยา เมตฺตจิตฺตํ อตฺถิ เอตํ พนฺธุรํ ปกฺโกสาเปตฺวา กุลาวกวิทฺธํสนโต วาเรหีติ ฯ ราชา ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา ปริภาเสตฺวา หาเรตฺวา อญฺญสฺส ตํ หตฺถึ อทาสิ ฯ ปาสาทกณฺณิกาย ปน เต มหาราช เอโก ฆุณปาณโก วสติ โส ตตฺถ เผคฺคุํ ขาทิตฺวา ตสฺมึ ขีเณ สารํ ขาทิตุํ นาสกฺขิ โส ภกฺขํ อลภิตฺวา นิกฺขมิตุํ อสกฺโกนฺโต ปริเทวมาโน ตติยํ สทฺทมกาสิ ตโตปิ เต ภยํ นตฺถีติ วตฺวา ตสฺส กิริยํ อตฺตโน ญาเณน ปริจฺฉินฺทิตฺวา ตติยํ คาถมาห

สพฺพา ปริกฺขตา เผคฺคุ ยาว ตสฺสา คตี อหุ

ขีณภกฺโข มหาราช สาเร น รมตี ฆุโณติ ฯ

ตตฺถ ยาว ตสฺสา คตี อหูติ ยาวตา ตสฺสา เผคฺคุยา นิปฺผตฺติ อหุ อโหสิ สา สพฺพา ขาทิตา ฯ น รมตีติ มหาราช โส ปาณโก ตโต นิกฺขมิตฺวา คมนฏฺฐานมฺปิ อปสฺสนฺโต ปริเทวติ นีหราเปหิ นนฺติ อาห ฯ

ราชา เอกํ ปุริสํ อาณาเปตฺวา อุปาเยน นีหราเปสิ ฯ นิเวสเน ปน เต มหาราช เอกา โปสาวนิยกา โกกิลา อตฺถีติ ฯ อตฺถิ ภนฺเตติ ฯ มหาราช สา อตฺตนา นิวุตฺถปุพฺพํ วนสณฺฑํ สริตฺวา อุกฺกณฺฐิตฺวา กทา นุ โข อิมมฺหา ปญฺชรา มุญฺจิตฺวา รมณียํ วนสณฺฑํ คจฺฉิสฺสามีติ จตุตฺถํ สทฺทมกาสิ ตโตปิ เต ภยํ นตฺถีติ วตฺวา จตุตฺถํ คาถมาห

สา นูนาหํ อิโต คนฺตฺวา รญฺโญ มุตฺตา นิเวสนา

อตฺตานํ รมยิสฺสามิ ทุมสาขานิเกตินีติ ฯ

ตตฺถ ทุมสาขานิเกตินีติ ปุปฺผิตาสุ รุกฺขสาขาสุ กตนิเกตา หุตฺวา ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา อุกฺกณฺฐิตา มหาราช สา โกกิลา วิสฺสชฺเชหิ นนฺติ อาห ฯ ราชา ตถา กาเรสิ ฯ นิเวสเน ปน เต มหาราช เอโก โปสาวนิยกมิโค อตฺถีติ ฯ อตฺถิ ภนฺเตติ ฯ มหาราช โส เอโก ยูถปติ อตฺตโน มิคึ อนุสฺสริตฺวา กิเลสวเสน อุกฺกณฺฐิโต ปญฺจมํ สทฺทมกาสิ ตโตปิ เต ภยํ นตฺถีติ วตฺวา ปญฺจมํ คาถมาห

โส นูนาหํ อิโต คนฺตฺวา รญฺโญ มุตฺโต นิเวสนา

อคฺโคทกานิ ปิวิสฺสามิ ยูถสฺส ปุรโต วชนฺติ ฯ

ตตฺถ อคฺโคทกานีติ อคฺคอุทกานิ อญฺเญหิ มิเคหิ ปฐมตรํ อปีตานิ อนุจฺฉิฏฺโฐทกานิ ยูถสฺส ปุรโต คจฺฉนฺโต กทา นุ โข ภวิสฺสามีติ ฯ

มหาสตฺโต ตมฺปิ มิคํ วิสฺสชฺชาเปตฺวา นิเวสเน ปน เต มหาราช โปสาวนิยโก มกฺกโฏ อตฺถีติ อาม ภนฺเตติ วุตฺเต โส หิ มหาราช หิมวนฺตปฺปเทเส ยูถมกฺกฏีหิ สทฺธึ กามคิทฺโธ หุตฺวา วิจรนฺโต ภรเตน นาม ลุทฺเธน อิธานีโต อิทานิ อุกฺกณฺฐิตฺวา ตตฺเถว คนฺตุกาโม ฉฏฺฐํ สทฺทมกาสิ ตโตปิ เต ภยํ นตฺถีติ วตฺวา ฉฏฺฐํ คาถมาห

คมฺมํ กาเมหิ สมฺมตฺตํ รตฺตํ กาเมสุ มุจฺฉิตํ

อานยิ ภรโต ลุทฺโธ พาหิโก ภทฺทมตฺถุ เตติ ฯ

ตตฺถ พาหิโกติ พาหิกรฏฺฐวาสี ฯ ภทฺทมตฺถุ เตติ อิมมตฺถํ โส พานโร อาห ตุยฺหํ ปน ภทฺทมตฺถุ วิสฺสชฺเชหิ มนฺติ ฯ

มหาสตฺโต ตํ พานรํ วิสฺสชฺชาเปตฺวา นิเวสเน ปน เต มหาราช โปสาวนิกกินฺนโร อตฺถีติ ปุจฺฉิตฺวา อตฺถีติ วุตฺเต โส มหาราช อตฺตโน กินฺนริยา กตคุณํ อนุสฺสริตฺวา กิเลสาตุโร สตฺตมํ สทฺทมกาสิ โส หิ ตาย สทฺธึ เอกทิวสํ ตุงฺคปพฺพตสิขรํ อารุหิ เต ตตฺถ วณฺณคนฺธรสสมฺปนฺนานิ นานาปุปฺผานิ โอจินนฺตา ปิลนฺธนฺตา สุริยํ อตฺถงฺคเมนฺตํ น สลฺลกฺเขสุํ อตฺถงฺคเต สุริเย โอตรนฺตานํ อนฺธกาโร อโหสิ ตตฺถ นํ กินฺนรี สามิ อนฺธกาโร วตฺตติ อปกฺขลนฺโต อปฺปมาเทน โอตราหีติ วตฺวา หตฺเถ คเหตฺวา โอตาเรสิ โส ตาย ตํ วจนํ อนุสฺสริตฺวา สทฺทมกาสิ ตโตปิ เต นตฺถิ ภยนฺติ ตํ การณํ อตฺตโน ญาเณน ปริจฺฉินฺทิตฺวา ปากฏํ กโรนฺโต สตฺตมํ คาถมาห

อนฺธการติมิสฺสาย ตุงฺเค อุปริ ปพฺพเต

สา มํ สณฺเหน มุทุนา มา ปาทํ ขณิยสฺมินีติ ฯ

ตตฺถ อนฺธการติมิสฺสายาติ อนฺธภาวการเก ตเม ฯ ตุงฺเคติ ติขิเณ ฯ สณฺเหน มุทุนาติ มฏฺเฐน มุทุเกน วจเนน ฯ มา ปาทํ ขณิยสฺมินีติ ยกาโร พฺยญฺชนสนฺธิวเสน คหิโต ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ สา มํ กินฺนรี สณฺเหน มุทุนา วจเนน สามิ อปฺปมตฺโต โหหิ มา ปาทํ ขณิ อสฺมินิ ยถา เต อุปกฺขลิตฺวา ปาโท ปาสาณสฺมึ น ขญฺญติ ตถา โอตราหีติ วตฺวา หตฺเถน คเหตฺวา โอตาเรสีติ ฯ

อิติ มหาสตฺโต กินฺนเรน กตสทฺทการณํ กเถตฺวา ตํ วิสฺสชฺเชตฺวา มหาราช อฏฺฐโม อุทานสทฺโท อโหสิ นนฺทมูลกปพฺภารสฺมึ หิ เอโก ปจฺเจกพุทฺโธ อตฺตโน อายุสงฺขารปริกฺขยํ ญตฺวา มนุสฺสปถํ คนฺตฺวา พาราณสีรญฺโญ อุยฺยาเน ปรินิพฺพายิสฺสามิ ตสฺส เม มนุสฺสา สรีรนิกฺเขปํ กตฺวา สาธุกีฬํ กีฬิตฺวา ธาตุปูชํ กตฺวา สคฺคปทํ ปูเรสฺสนฺตีติ อิทฺธานุภาเวน อากาเสน อาคจฺฉนฺโต ตว ปาสาทมตฺถกํ ปตฺตกาเล ขนฺธภารํ โอตาเรตฺวา นิพฺพานปุรนิเวสนทีปนํ อุทานํ อุทาเนสีติ ปจฺเจกพุทฺธวุตฺตคาถมาห

อสํสยํ ชาติขยนฺตทสฺสี

น คพฺภเสยฺยํ ปุนราวฏิสฺสํ

อยมนฺติมา ปจฺฉิมา คพฺภเสยฺยา

ขีโณ เม สํสาโร ปุนพฺภวายาติ ฯ

ตสฺสตฺโถ ชาติขยนสงฺขาตสฺส นิพฺพานสฺส ทิฏฺฐตฺตา ชาติขยนฺตทสฺสี อหํ อสํสยํ ปุน คพฺภเสยฺยํ น อาวฏฺฏิสฺสํ อยํ หิ เม อนฺติมา ชาติ ปจฺฉิมา คพฺภเสยฺยา ขีโณ เม ปุนพฺภวาย ขนฺธปฏิปาฏิสงฺขาโต สํสาโรติ ฯ

อิทญฺจ ปน โส อุทานวเสน วตฺวา อิมํ อุยฺยานํ อาคมฺม เอกสฺส สุปุปฺผิตสฺส สาลสฺส มูเล ปรินิพฺพุโต เอหิ มหาราช สรีรกิจฺจมสฺส กโรหีติ ฯ มหาสตฺโต ราชานํ คเหตฺวา ปจฺเจกพุทฺธสฺส ปรินิพฺพุตฏฺฐานํ คนฺตฺวา ตํ สรีรํ ทสฺเสสิ ฯ ราชา ตสฺส สรีรํ ทิสฺวา สทฺธึ พลนิกาเยหิ คนฺธมาลาทีหิ ปูเชตฺวา โพธิสตฺตสฺส วจนํ นิสฺสาย ยญฺญํ หาเรตฺวา สพฺพสตฺตานํ ชีวิตทานํ ทตฺวา นคเร มาฆาตเภริญฺจาราเปตฺวา สตฺตาหํ สาธุกีฬํ กาเรตฺวา สพฺพคนฺธ- จิตฺตเก มหนฺเตน สกฺกาเรน ปจฺเจกพุทฺธสฺส สรีรํ ฌาเปตฺวา จาตุมฺมหาปเถ ถูปํ กาเรสิ ฯ โพธิสตฺโตปิ รญฺโญ ธมฺมํ เทเสตฺวา อปฺปมตฺโต โหหีติ โอวทิตฺวา หิมวนฺตเมว ปวิสิตฺวา พฺรหฺมวิหาเรสุ กมฺมํ กตฺวา อปริหีนชฺฌาโน พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา มหาราช ตสฺส สทฺทสฺส สุตการณา ตว โกจิ อนฺตราโย นตฺถีติ ยญฺญํ หราเปตฺวา มหาชนสฺส ชีวิตํ เทหีติ ชีวิตทานํ ทาเปตฺวา นคเร ธมฺมเภริญฺจาราเปตฺวา ธมฺมํ เทเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ มาณโว สารีปุตฺโต ตาปโส อหเมวาติ ฯ

อฏฺฐสทฺทชาตกํ ทุติยํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๑๗. กัจจานิชาดกชาดกถัดไป๔๑๙. สุลสาชาดก