อัฏฐสัททชาดก
ว่าด้วยนิพพาน
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๑๒๙ · บรรทัด ๔๘๒๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภเสียงแสดงความแร้นแค้น อันน่าสะดุ้งกลัวที่พระเจ้าโกศลได้ทรงสดับในเวลาเที่ยงคืน จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริมต้นว่า อิทํ ปุเร นินฺนมาหุ ดังนี้. เนื้อเรื่องก็เช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้วในโลหกุมภิชาดก ในจตุกกนิบาตนั่นแหละ.
ส่วนในเรื่องนี้ เมื่อพระเจ้าโกศลทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จะมีเหตุอะไรเกิดขึ้น เพราะเสียงที่ข้าพระองค์ได้สดับนี้ พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า มหาบพิตรขอพระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย จะไม่มีอันตรายใด ๆ แก่พระองค์ เพราะเหตุที่ได้ทรงสดับเสียงเหล่านั้นมหาบพิตร พระองค์ได้ทรงสดับเสียงแสดงความแร้นแค้นอันน่าสะดุ้งกลัวเช่นนี้ แต่พระองค์เดียวก็หามิได้ แม้พระราชาองค์ก่อน ๆ ก็ได้สดับเสียงเช่นนี้ แล้วเชื่อคำของพวกพราหมณ์ ประสงค์จะบูชายัญด้วยสัตว์อย่างละ ๔ ครั้นได้ฟังถ้อยคำของบัณฑิต จึงรับสั่งให้ปล่อยสัตว์ที่จับไว้เพื่อจะฆ่าบูชายัญ แล้วให้ตีกลองเป่าประกาศห้ามฆ่าสัตว์ทั่วพระนครพระเจ้าโกศลทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ที่มีสมบัติแปดสิบโกฏิครั้นเจริญวัย ได้ศึกษาศิลปวิทยาในเมืองตักกศิลา เมื่อมารดาบิดาตายไปแล้ว จึงตรวจดูทรัพย์สมบัติ แล้วสละสมบัติทั้งหมดให้เป็นทาน ละกามารมณ์เข้าป่าหิมพานต์ บวชเป็นฤาษี ทำฌานอภิญญาให้บังเกิดแล้วแต่ต้องการจะเสพรสเค็ม รสเปรี้ยว จึงไปยังถิ่นมนุษย์ ถึงเมืองพาราณสีแล้ว พำนักอยู่ในพระราชอุทยาน. ในครั้งนั้น พระเจ้าพาราณสีเสด็จประทับเหนือพระแท่นสิริไสยาสน์ ในเวลาเที่ยงคืน ได้ทรงสดับเสียง ๘ อย่างคือ :-
๑. นกยางตัวหนึ่ง ในพระราชอุทยาน ใกล้พระราชวังร้อง.
๒. เสียงร้องของนกยางยังไม่ทันขาดเสียง แม่กาซึ่งอาศัยอยู่ที่เสาระเนียดโรงช้าง ร้อง.
๓. แมลงภู่ซึ่งอาศัยอยู่ที่ช่อฟ้าเรือนหลวง ร้อง. ๔. นกดุเหว่าที่เลี้ยงไว้ในเรือนหลวง ร้อง. ๕. เนื้อที่เลี้ยงไว้ในเรือนหลวง ร้อง. ๖. วานรที่เลี้ยงไว้ในเรือนหลวง ร้อง. ๗. กินนรที่เลี้ยงไว้ในเรือนหลวง ร้อง.
๘. เมื่อเสียงร้องของกินนรยังไม่ทันขาดเสียง พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ไปถึงพระราชอุทยาน ท้ายพระราชวัง เมื่อจะเปล่งอุทานครั้งหนึ่งได้ทำเสียงขึ้น.
พระเจ้าพาราณสี ได้ทรงสดับเสียง ๘ อย่างเหล่านี้แล้ว ตกพระทัย สะดุ้งกลัว ในวันรุ่งขึ้นจึงตรัสถามพวกพราหมณ์. พราหมณ์ทั้งหลายพากันกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า อันตรายปรากฏแก่พระองค์ พวกข้าพระองค์จักบูชายัญด้วยวิธีสัตว์อย่างละ ๔ เมื่อพระราชาทรงอนุญาตว่า ท่านทั้งหลายจงทำตามชอบใจ ต่างก็พากันร่าเริงยินดีออกจากราชสำนักไปเริ่มยัญญกรรม.
ครั้งนั้นมาณพ ผู้เป็นศิษย์ของหัวหน้าพราหมณ์ผู้ทำยัญญกรรมเป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด กล่าวกะอาจารย์ว่า ข้าแต่อาจารย์ ยัญญกรรมอย่างนี้ เป็นกรรมหยาบช้ากล้าแข็ง. ไม่เป็นที่น่ายินดี ก่อความพินาศแก่สัตว์เป็นอันมาก ขอท่านอย่าได้ทำเลย. อาจารย์กล่าวว่า พ่อเอยเจ้าช่างไม่รู้อะไรเสียเลย ถ้าจักไม่มีอะไรอย่างอื่นขึ้น พวกเราก็จักได้กินปลาและเนื้อมากมายก่อน. มาณพกล่าวว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ขอท่านอย่าได้ทำกรรมที่จะให้เกิดในนรก เพราะอาศัยท้องเลย. พวกพราหมณ์ที่เหลือได้ฟังดังนั้นก็โกรธมาณพว่า มาณพเป็นอันตรายต่อลาภของพวกเรา. เพราะกลัวพราหมณ์เหล่านั้น มาณพจึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงทำอุบายกินปลาและเนื้อเถิด แล้วออกไปนอกพระนครพิจารณาดู สมณะผู้มีธรรม ซึ่งสามารถจะห้ามพระราชาได้ ไปพระราชอุทยาน เห็นพระโพธิสัตว์ไหว้แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญท่านไม่มีความอนุเคราะห์ในสัตว์ทั้งหลายบ้างหรือ พระราชารับสั่งให้ฆ่าสัตว์เป็นอันมากบูชายัญ การที่ท่านจะทำให้มหาชนพ้นจากเครื่องพันธนาการ จะไม่สมควรหรือ ?
พระโพธิสัตว์ ตอบว่า ถูกแล้ว มาณพ แต่เราอยู่ที่นี่ พระราชาก็ไม่รู้จักเรา เราก็ไม่รู้จักพระราชา.
มาณพถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ท่านรู้ความสำเร็จผลแห่งเสียงที่พระราชาทรงสดับหรือ ?
เออ เรารู้ เมื่อรู้ เหตุไรจึงไม่กราบทูลพระราชา ?
ดูก่อนมาณพ เราผูกเขาสัตว์ไว้ที่หน้าผาก จะอาจบอกว่า เรารู้ได้อย่างไร ถ้าพระราชาเสด็จมาที่นี้แล้วตรัสถามว่า เราก็จักกราบทูลให้ทรงทราบ.
มาณพก็รีบไปราชสำนักโดยเร็ว เมื่อพระราชาตรัสถามว่า อะไรกันเล่าพ่อคุณ ? ก็กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า มีดาบสองค์หนึ่งรู้ความสำเร็จผลแห่งเสียงที่พระองค์ได้ทรงสดับ นั่งอยู่บนมงคลศิลา ในพระราชอุทยานของพระองค์ กล่าวว่า ถ้าพระราชาตรัสถามเรา เราจักกราบทูลให้ทรงทราบ พระองค์ควรเสด็จไปถามพระดาบสนั้น พระเจ้าข้า.
พระราชาเสด็จไปในที่นั้นโดยเร็ว ไหว้พระดาบสแล้ว อันพระดาบสทำปฏิสันถารแล้ว ประทับนั่งแล้วตรัสถามว่า ได้ยินว่า พระคุณเจ้ารู้ความสำเร็จผลแห่งเสียง ที่ข้าพเจ้าได้ฟังจริงหรือ ?
ถูกแล้ว มหาบพิตร.
ถ้าเช่นนั้น ขอพระคุณเจ้า ได้กรุณาชี้แจงความสำเร็จผลแห่งเสียงที่ข้าพเจ้าได้ฟังนั้น แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด.
มหาบพิตร จะไม่มีอันตรายไร ๆ แก่พระองค์เลย เพราะได้ทรงสดับเสียงเหล่านั้น ก็นกยางตัวหนึ่งมีอยู่ที่สวนเก่า นกยางนั้นเมื่อไม่ได้เหยื่อ ถูกความหิวครอบงำ ได้ร้องขึ้นเป็นเสียงแรก พระดาบสกราบทูลดังนี้แล้ว โดยที่กำหนดรู้กิริยาของนกยางด้วยญาณของตน จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า :-
สระมงคลโบกขรณีนี้ แต่ก่อนเป็นที่ลุ่ม ลึก มีน้ำมาก มีปลามาก เป็นที่อยู่อาศัยของ พญานกยาง เป็นที่อยู่แห่งบิดาของเรา บัดนี้ น้ำแห้ง วันนี้พวกเราจะพากันเลี้ยงชีพด้วยกบ ถึงพวกเราจะถูกความหิวบีบคั้นถึงเพียงนี้ ก็ จะไม่ละที่อยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทํ พระดาบสกล่าวหมายถึงสระโบกขรณีที่เป็นมงคลนั้น เมื่อก่อนมีน้ำไหลซึมไปตามสุมทุมพุ่มไม้ที่อยู่ในน้ำ จึงมีน้ำมาก มีปลามาก แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นสระมีน้ำน้อย เพราะน้ำแห้งขอดเสียแล้ว.
บทว่า ตฺยชฺช เภเกน ความว่า วันนี้พวกเราเมื่อไม่ได้ปลาเหล่านั้นเป็นอาหาร ก็จะพากันเลี้ยงชีพด้วยกบ.
บทว่า โอกํ ความว่า ถึงพวกเราจะถูกความหิวบีบคั้นถึงเพียงนี้ก็จะไม่ยอมละทิ้งที่อยู่ไป.
พระดาบสกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาบพิตร ด้วยเหตุดังทูลมานี้ นกยางนั้น ถูกความหิวบีบคั้นจึงร้อง แม้ถ้าพระองค์ประสงค์จะเปลื้องนกยางนั้น ให้พ้นจากความหิว จงชำระสวนให้สะอาด แล้วไขน้ำเข้าให้เต็มสระโบกขรณี. พระราชารับสั่งให้อำมาตย์คนหนึ่งกระทำตามนั้น.
พระดาบสกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า แม่กาตัวหนึ่งอยู่ที่เสาระเนียดโรงช้างของพระองค์ โศกเศร้าถึงลูกของตัว จึงได้ร้องเป็นเสียงที่สอง แม้เพราะเหตุนั้นภัยก็มิได้มีแก่พระองค์ ดังนี้แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ความว่า :-
ใครจะทำลายนัยน์ตาข้างที่สองของนาย พันธุระ ผู้มีอาวุธในมือให้แตกได้ ใครจักกระ ทำลูกรักของเรา และตัวเราให้มีความสวัสดี ได้.
ครั้นกล่าวดังนี้ ได้ทูลถามว่า ดูก่อนมหาบพิตร นายควาญช้างที่โรงช้างของพระองค์ชื่อไร ?
ชื่อพันธุระขอรับ ท่านผู้เจริญ มหาบพิตร เขาตาบอดข้างหนึ่งหรือ ? พระราชา ถูกแล้ว ท่านผู้เจริญ
ก่อนมหาบพิตร แม่กาตัวหนึ่งทำรังอยู่ที่เสาระเนียดประตูโรงช้าง ออกไข่ ฟักไข่แล้ว ลูกก็ออกจากฟองไข่ นายควาญช้างขี่ช้างเข้าออกจากโรงช้าง เอาขอตีแม่กาบ้าง ลูกกาบ้าง รื้อรังเสียบ้าง แม่กาได้รับความลำบากเช่นนั้น จึงร้องขอให้นัยน์ตานายควาญช้างนั้นบอดเสียทั้งสองข้าง. ถ้าพระองค์จะทรงมีพระทัยเมตตาแก่แม่กา โปรดเรียกนายพันธุระนั้นมา จงห้ามอย่าให้รื้อรังอีก. พระราชาให้หาตัวนายพันธุระมา ทรงบริภาษแล้วไล่ออก แล้วทรงตั้งคนอื่นเป็นนายควาญช้างแทน.
พระดาบสกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาพิตร มีแมลงภู่ตัวหนึ่งอยู่ที่ช่อฟ้ามหาปราสาท กัดกระพี้กินหมดแล้ว ไม่อาจกัดแก่นกินได้เมื่อไม่ได้อาหารก็ไม่อาจออกไป จึงคร่ำครวญเป็นเสียงที่สาม แม้เพราะเหตุนั้น ภัยก็มิได้มีแก่พระองค์ ดังนี้แล้ว โดยที่กำหนดรู้กิริยาของแมลงภู่นั้นด้วยญาณของตน จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ความว่า :-
ดูก่อนมหาบพิตร คติของกระพี้ไม้นั้นมี อยู่เพียงใด กระพี้ไม้ทั้งหมด แมลงภู่เจาะกิน สิ้นแล้วเพียงนั้น แมลงภู่หมดอาหารแล้ว จึง ไม่ยินดีในไม้แก่น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาว ตสฺสา คตี อหุ ความว่ากระพี้ไม้นั้น ได้ให้ความสำเร็จประโยชน์มาแล้วเพียงใด กระพี้ไม้นั้นแมลงภู่ก็กัดกินเสียหมดสิ้นเพียงนั้น.
บทว่า น รมตี ความว่า พระดาบสทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตรแมลงภู่นั้น ออกจากที่นั้นแล้ว เมื่อไม่เห็นทางที่จะบินไปได้ จึงได้ร้องคร่ำครวญอยู่ ขอพระองค์จงให้คนนำแมลงภู่นั้น ออกจากช่อฟ้าเถิด.
พระราชารับสั่งให้บุรุษคนหนึ่ง นำแมลงภู่ออกได้ด้วยอุบาย.
พระดาบสกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาบพิตร ในพระราชวังของพระองค์ มีนกดุเหว่าที่เลี้ยงไว้ตัวหนึ่งมิใช่หรือ ?
พระราชาตรัสว่า มีอยู่ขอรับ.
พระดาบสกราบทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตร นกดุเหว่านั้นคิดถึงไพรสณฑ์ที่ตนเคยอยู่ ดิ้นรนคิดว่า เมื่อไรหนอเราจึงจะพ้นกรงนี้ ไปสู่ไพรสณฑ์ที่น่ารื่นรมย์ จึงได้ร้องขึ้นเป็นเสียงที่สี่ แม้เพราะเหตุนี้ภัยก็มิได้มีแก่พระองค์ดังนี้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๔ ความว่า :-
ไฉนหนอ เราจึงจะจากที่นี่ไปให้พ้น จาก ราชนิเวศน์เสียได้บันเทิงใจ ชมต้นไม้กิ่งไม้ที่ มีดอก ทำรังอาศัยอยู่ตามประสาของเรา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุมสาขานิเกตินี ความว่า ทำรังอาศัยอยู่อย่างสบาย ที่ต้นไม้กิ่งไม้ที่มีดอกบานสะพรั่ง.
ก็แหละครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ได้กราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาบพิตร นกดุเหว่านั้นดิ้นรน ขอพระองค์จงปล่อยนกดุเหว่านั้นเถิด. พระราชารับสั่งให้กระทำตามนั้น. พระดาบสกราบทูลต่อไปว่า ในพระราชวังของพระองค์มีเนื้อที่เลี้ยงไว้ตัวหนึ่งมิใช่หรือ ?
พระราชาตรัสว่า มีขอรับ.
พระดาบสกราบทูลว่า เนื้อนั้นเป็นนายฝูง คิดถึงนางเนื้อของตนดิ้นรนด้วยอำนาจกิเลส จึงได้ร้องขึ้นเป็นเสียงที่ห้า แม้เพราะเหตุนั้นภัยก็มิได้มีแก่พระองค์ดังนี้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๕ ความว่า :-
ไฉนหนอ เราจึงจะไปจากที่นี่ ให้พ้น พระราชนิเวศน์ไปเสียได้ เราจักนำหน้าฝูง ไป ดื่มน้ำที่ดีเลิศได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคฺโคทกานิ ความว่า เมื่อไรหนอแล เราจักนำหน้าฝูงไปดื่มน้ำที่ดีเลิศ ซึ่งเนื้ออื่น ๆ ยังไม่เคยดื่มมาก่อน.
พระมหาสัตว์ผู้ดาบส ได้กราบทูลขอให้พระราชาทรงปล่อยเนื้อนั้นไป แล้วกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาบพิตร ในพระราชวังของพระองค์มีลิงที่เลี้ยงไว้ตัวหนึ่งมิใช่หรือ ? เมื่อพระราชารับสั่งว่า มีขอรับพระดาบสได้กราบทูลว่า ลิงนั้นกำหนัดอยู่ด้วยกาม กับฝูงนางลิงในป่าหิมวันตประเทศเที่ยวไป ถูกนายพรานชื่อภารตะนำมาที่นี่ บัดนี้ ดิ้นรนอยากจะไปที่นั้น จึงได้ร้องขึ้นเป็นเสียงที่หก แม้เพราะเหตุนั้น ภัยก็มิได้มีแก่พระองค์ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่ ๖ ความว่า :-
นายพรานภารตะ ชาวพาหิกรัฐนำเราผู้ มัวเมาด้วยกามทั้งหลาย ผู้กำหนัดหมกมุ่นอยู่ ในกามมาแล้ว ลิงนั้นกล่าวว่า ขอความเจริญ จงมีแต่ท่าน ขอท่านจงปล่อยข้าพเจ้าเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาหิโก ได้แก่นายพรานภารตะชาวพาหิกรัฐ.
บทว่า ภทฺทมตฺถุ เต วานรนั้นกล่าวความข้อนี้ว่า ขอความเจริญจงมีแก่ท่าน ขอท่านจงปล่อยข้าพเจ้าเถิด.
พระมหาสัตว์ขอให้พระราชาทรงปล่อยลิงนั้นแล้ว ทูลถามต่อไปว่าในพระราชวังของพระองค์ มีกินนรที่เลี้ยงไว้มิใช่หรือ ? เมื่อพระราชา. ตรัสว่า มี จึงกราบทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตร กินนรนั้น คิดถึงคุณที่นางกินรีทำไว้แก่ตน เร่าร้อนเพราะกิเลส จึงได้ร้องขึ้นเป็นเสียงที่เจ็ดด้วยว่าวันหนึ่งกินนรนั้น ขึ้นไปสู่ยอดเขาตุงคบรรพต กับนางกินรีพากันเลือกเก็บดอกไม้ที่มีสีงาม กลิ่นหอม และมีรสอร่อยนานาชนิดประดับกายตน ไม่ได้กำหนดพระอาทิตย์ที่กำลังจะอัสดงคต เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ความมืดได้มีแก่กินนรและกินรี ผู้กำลังลงจากยอดเขา นางกินรีได้กล่าวกะกินนรว่า ที่รักมืดเหลือเกิน ท่านจงระวังก้าวลงอย่าให้พลาด แล้วจับมือก้าวลงไป กินนรคิดถึงคำของนางกินรีนั้นจึงได้ร้องขึ้น แม้เพราะเหตุนั้น ภัยก็มิได้มีแก่พระองค์ ดังนี้ เมื่อจะการทำเรื่องราวนั้นได้ปรากฏ โดยที่กำหนดรู้ได้ด้วยญาณของตน จึงกล่าวคาถาที่ ๗ ความว่า :-
เมื่อความมืดมิด ปรากฏเบื้องบนภูเขา อันแข็งคม นางกินรีนั้น ได้กล่าวกะเราด้วย ถ้อยคำอันไพเราะอ่อนหวาน ท่านอย่าจรดเท้า ลงบนแผ่นหิน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺธการติมิสฺสาย ความว่า เมื่อความมืดอันกระทำความบอด ปรากฏ.
บทว่า ตุงฺเค แปลว่า แหลมคม.
บทว่า สณฺเหน มุทุนา ความว่า ด้วยถ้อยคำอันไพเราะอ่อนหวาน.
ย อักษร ในบทว่า มา ปาทํ ขณิยฺสมินิ นี้ ท่านถือเอาด้วยอำนาจแห่งพยัญชนะสนธิ. มีคำอธิบายดังนี้ นางกินรีนั้นได้พูดกะเราด้วยวาจาอันอ่อนหวานนุ่มนวลว่า. ที่รักท่านอย่าประมาท ท่านอย่ากดเท้าลงบนแผ่นหิน คือ ค่อย ๆ ก้าวลง อย่าให้ลื่นพลาดไปที่แผ่นหินได้. ดังนี้แล้ว จับมือก้าวลงไป.
พระมหาสัตว์ได้กราบทูลถึงเหตุที่กินนรร้องดังนี้แล้ว ได้ทูลขอให้ทรงปล่อยกินนรนั้น แล้วกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาบพิตร เสียงที่ ๘ เป็นเสียงเปล่งอุทาน คือที่เงื้อมภูเขา นันทมูลกะ พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งว่า อายุสังขารของตนจะสิ้นแล้ว จึงคิดว่าจักไปแดนมนุษย์ ปรินิพพานในพระราชอุทยานของพระเจ้าพาราณสี พวกมนุษย์จักเผาศพเรา จักเล่นสาธุกีฬา บูชาธาตุบำเพ็ญทางสวรรค์ ดังนี้แล้วเหาะมาด้วยฤทธานุภาพ เวลามาถึงยอดปราสาทของพระองค์ ได้ปลงขันธภาระเปล่งอุทานแสดงเมืองแก้วคือนิพพาน ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวไว้ ความว่า :-
เราเห็นพระนิพพานอันเป็นที่สิ้นชาติ ไม่ ต้องกลับมานอนในครรภ์อีก โดยไม่ต้องสงสัย ความเกิดของเรานี้ มีในที่สุดแล้ว การนอน ในครรภ์เป็นหนสุดท้ายแล้ว สงสารเพื่อภพ ใหม่ต่อไปของเราสิ้นสุดแล้ว.
คาถานั้นมีอรรถาธิบายดังนี้. เราชื่อว่าเห็นชัดที่สุดแห่งความสิ้นชาติ เพราะได้เห็นพระนิพพาน กล่าวคือความสิ้นไปแห่งชาติแล้ว ไม่ต้องเวียนมาสู่การนอนในครรภ์อีก โดยไม่ต้องสงสัย ความเกิดของเรานี้มีในที่สุดแล้ว การนอนในครรภ์เป็นหนสุดท้ายแล้ว สงสาร กล่าวคือลำดับแห่งเบญจขันธ์ เพื่อภพใหม่ของเรา ก็สิ้นสุดแล้ว.
ก็และพระปัจเจกพุทธเจ้า กล่าวคาถานี้ด้วยสามารถแห่งอุทานแล้วมาสู่พระราชอุทยานนี้ ปรินิพพานที่โคนตันรังอันมีดอกบานสะพรั่งต้นหนึ่ง ดูก่อนมหาบพิตร ขอเชิญพระองค์เสด็จไปปลงศพพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเถิด.
พระมหาสัตว์ พาพระราชาไปที่พระปัจเจกพุทธเจ้าปรินิพพานชี้ให้ทอดพระเนตรสรีระนั้น. พระราชาทอดพระเนตรเห็นสรีระของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นแล้ว พร้อมด้วยพลนิกาย บูชาด้วยของหอมเป็นต้น ทรงอาศัยคำของพระโพธิสัตว์รับสั่งให้งดยัญญกรรม พระราชทานชีวิตแก่สัตว์ทั้งหมด ให้ตีกลองประกาศห้ามฆ่าสัตว์ในพระนคร ให้เล่นสาธุกีฬาเจ็ดวัน แล้วให้เผาศพพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยสักการะใหญ่บนจิตกาธานที่ทำด้วยของหอมทุกอย่าง แล้วให้สร้างสถูปไว้ที่ทาง ๔แพร่ง.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๔๗๑–๔๘๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
อัฏฐกนิบาตชาดก ๓๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Aṭṭhasaddajātakaṃ
idaṃ pure ninnamāhūti idaṃ satthā jetavane viharanto kosalarañño aḍḍharattasamaye sutaṃ bhiṃsanakaṃ avinibbhogasaddaṃ ārabbha kathesi. Vatthu heṭṭhā catukkanipāte lohakumbhijātake kathitasadisameva.
Idha pana satthā bhante mayhaṃ imesaṃ saddānaṃ sutattā kiṃ bhavissatīti vutte mā bhāyi mahārāja na te etesaṃ sutapaccayā koci antarāyo bhavissati na hi mahārāja evarūpaṃ bhayānakaṃ avinibbhogasaddaṃ tvameveko suṇi pubbepi rājāno evarūpaṃ saddaṃ sutvā brāhmaṇānaṃ kathaṃ gahetvā sabbacatukkayaññaṃ yajitukāmā paṇḍitānaṃ kathaṃ sutvā yaññaharaṇatthāya gahitasatte vissajjetvā nagare māghātabheriñcārāpesuṃyevāti vatvā tena yācito atītaṃ āhari
atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto Asītikoṭivibhave brāhmaṇakule nibbattetvā vayappatto takkasilāyaṃ uggahitasippo mātāpitūnaṃ accayena ratanavilokanaṃ katvā sabbaṃ vibhavajātaṃ dānamukhe vissajjetvā kāme pahāya himavantaṃ pavisitvā isipabbajjaṃ pabbajitvā jhānābhiññāyo nibbattetvā aparabhāge loṇambilasevanatthāya manussapathaṃ caranto bārāṇasiṃ patvā rājuyyāne vasi. Tadā bārāṇasīrājā sirisayane nisinno aḍḍharattikasamaye aṭṭha sadde assosi. Paṭhamaṃ rājanivesanasāmantā uyyāne eko bako saddamakāsi. Dutiyaṃ tasmiṃ sadde anupacchinneyeva hatthisālāya toraṇanivāsinī kākī saddamakāsi. Tatiyaṃ rājagehe kaṇṇikāya nivuṭṭhaghuṇapāṇako saddamakāsi. Catutthaṃ rājagehe posāvaniyakokilā saddamakāsi. Pañcamaṃ tattheva posāvaniyakamigo saddamakāsi. Chaṭṭhaṃ tattheva posāvaniyakavānaro saddamakāsi. Sattamaṃ tattheva posāvaniyakakinnaro saddamakāsi. Aṭṭhamaṃ tasmiṃ sadde anupacchinneyeva rājanivesanamatthakena uyyānaṃ gacchanto paccekabuddho ekaṃ udānaṃ udānento saddamakāsi. Bārāṇasīrājā ime aṭṭha sadde sutvā bhītatasito punadivase brāhmaṇe pucchi. Brāhmaṇā antarāyo te mahārāja paññāyati sabbacatukkayaññaṃ yajissāmāti vatvā raññā yathāruciṃ karothāti anuññātā haṭṭhapahaṭṭhā rājakulato nikkhamitvā yaññakammaṃ ārabhiṃsu. Atha nesaṃ jeṭṭhakayaññakāraka- brāhmaṇassa antevāsīmāṇavo paṇḍito byatto ācariyaṃ āha ācariya evarūpaṃ kakkhalaṃ pharusaṃ asātaṃ bahūnaṃ vināsakammaṃ mā karīti. Tāta kiṃ tvaṃ jānāsi sacepi aññaṃ kiñci na bhavissati macchamaṃsaṃ tāva bahuṃ khādituṃ labhissāmāti. Ācariya kucchiṃ nissāya niraya- nibbattanakammaṃ mā karothāti. Taṃ sutvā sesabrāhmaṇā ayaṃ amhākaṃ lābhantarāyaṃ karotīti tassa kujjhiṃsu. Māṇavo tesaṃ bhayena tenahi tumhe macchamaṃsaṃ khādanupāyaṃ karothāti nikkhamitvā bahinagare rājānaṃ nivāretuṃ samatthaṃ dhammikasamaṇaṃ upādhārento rājuyyānaṃ gantvā bodhisattaṃ disvā vanditvā bhante kiṃ tumhākaṃ sattesu anukampako natthi rājā bahū satte māretvā yaññaṃ yajāpesi kiṃ vo mahājanassa bandhanamokkhaṃ kātuṃ na vaṭṭatīti. Āma māṇavaka mayhaṃ ettha neva rājā amhe jānāti na mayaṃ rājānanti. Jānātha pana bhante rañño sutasaddānaṃ nipphattinti. Āma jānāmīti. Jānantā rañño kasmā na kathethāti. Māṇavaka kiṃ sakkā ahaṃ jānāmīti nalāṭe siṅgaṃ bandhitvā carituṃ sace idhāgantvā pucchissati kathessāmīti. Māṇavo vegena rājakulaṃ gantvā kiṃ tātāti vutte mahārāja tumhehi sutasaddānaṃ nipphattiṃ jānanako eko tāpaso tumhākaṃ uyyāne maṅgalasilāyaṃ nisinno sace maṃ pucchissati kathessāmīti vadati gantvā taṃ pucchituṃ vaṭṭatīti. Rājā vegena tattha gantvā tāpasaṃ vanditvā katapaṭisanthāro nisīditvā saccaṃ kira tumhe mayā sutasaddānaṃ nipphattiṃ jānāthāti pucchi. Āma mahārājāti. Tenahi kathetha taṃ meti. Mahārāja tesaṃ sutapaccayā tava koci antarāyo natthi purāṇuyyāne pana te eko bako atthi So gocaraṃ alabhanto jighacchāya pareto paṭhamaṃ saddamakāsīti tassa kiriyaṃ attano ñāṇena paricchinditvā paṭhamaṃ gāthamāha
idaṃ pure ninnamāhu bahumacchaṃ mahodakaṃ
āvāso bakarājassa pettikaṃ bhavanaṃ mama
tyajja bhekena yāpema okaṃ na vijjahāmhaseti.
Tattha idanti maṅgalapokkharaṇiṃ sandhāya vadati. Sā hi pubbe udakagumbena udake pavisante mahodakā bahumacchā idāni pana udakassa pacchinnattā na mahodakā jātā. Tyajja bhekenāti te mayaṃ ajja macche alabhantā maṇḍūkamattena yāpema. Okanti evaṃ jighacchāya pīḷitāpi vasanaṭṭhānaṃ na jahāma.
Iti mahārāja so bako jighacchāya pīḷito saddamakāsi. Sacepi taṃ jighacchāto mocetukāmo taṃ uyyānaṃ sodhāpetvā pokkharaṇiṃ udakassa pūrehīti. Rājā tathā kātuṃ ekaṃ amaccaṃ āṇāpesi. Hatthisālatoraṇe pana te mahārāja ekā kākī vasamānā attano puttasokena dutiyaṃ saddamakāsi tatopi te bhayaṃ natthīti vatvā dutiyaṃ gāthamāha
ko dutiyaṃ asīliyassa bandhurassa akkhi bhecchati
ko me putte kulāvakaṃ mañca sotthiṃ karissatīti vatvā ca pana ko nāma te mahārāja hatthisālāya hatthimeṇḍoti pucchi. Bandhuro nāma bhanteti. Ekakkhikāṇo so mahārājāti. Āma bhanteti. Mahārāja hatthisālāya te dvāratoraṇe ekā Kākī kulāvakaṃ katvā aṇḍakāni nikkhipi tāni pariṇatāni kākapotakā nikkhantā hatthimeṇḍo hatthiṃ āruyha sālato nikkhamanto ca pavisanto ca aṅkusakena kākimpi puttakepissā paharati kulāvakampi viddhaṃseti sā tena dukkhena pīḷitā tassa akkhibhedaṃ āyācantī evamāha sace te kākiyā mettacittaṃ atthi etaṃ bandhuraṃ pakkosāpetvā kulāvakaviddhaṃsanato vārehīti. Rājā taṃ pakkosāpetvā paribhāsetvā hāretvā aññassa taṃ hatthiṃ adāsi. Pāsādakaṇṇikāya pana te mahārāja eko ghuṇapāṇako vasati so tattha phegguṃ khāditvā tasmiṃ khīṇe sāraṃ khādituṃ nāsakkhi so bhakkhaṃ alabhitvā nikkhamituṃ asakkonto paridevamāno tatiyaṃ saddamakāsi tatopi te bhayaṃ natthīti vatvā tassa kiriyaṃ attano ñāṇena paricchinditvā tatiyaṃ gāthamāha
sabbā parikkhatā pheggu yāva tassā gatī ahu
khīṇabhakkho mahārāja sāre na ramatī ghuṇoti.
Tattha yāva tassā gatī ahūti yāvatā tassā phegguyā nipphatti ahu ahosi sā sabbā khāditā. Na ramatīti mahārāja so pāṇako tato nikkhamitvā gamanaṭṭhānampi apassanto paridevati nīharāpehi nanti āha.
Rājā ekaṃ purisaṃ āṇāpetvā upāyena nīharāpesi. Nivesane pana te mahārāja ekā posāvaniyakā kokilā atthīti. Atthi bhanteti. Mahārāja sā attanā nivutthapubbaṃ vanasaṇḍaṃ saritvā ukkaṇṭhitvā kadā nu kho imamhā pañjarā muñcitvā ramaṇīyaṃ vanasaṇḍaṃ gacchissāmīti catutthaṃ saddamakāsi tatopi te bhayaṃ natthīti vatvā catutthaṃ gāthamāha
sā nūnāhaṃ ito gantvā rañño muttā nivesanā
attānaṃ ramayissāmi dumasākhāniketinīti.
Tattha dumasākhāniketinīti pupphitāsu rukkhasākhāsu kataniketā hutvā.
Evañca pana vatvā ukkaṇṭhitā mahārāja sā kokilā vissajjehi nanti āha. Rājā tathā kāresi. Nivesane pana te mahārāja eko posāvaniyakamigo atthīti. Atthi bhanteti. Mahārāja so eko yūthapati attano migiṃ anussaritvā kilesavasena ukkaṇṭhito pañcamaṃ saddamakāsi tatopi te bhayaṃ natthīti vatvā pañcamaṃ gāthamāha
so nūnāhaṃ ito gantvā rañño mutto nivesanā
aggodakāni pivissāmi yūthassa purato vajanti.
Tattha aggodakānīti aggaudakāni aññehi migehi paṭhamataraṃ apītāni anucchiṭṭhodakāni yūthassa purato gacchanto kadā nu kho bhavissāmīti.
Mahāsatto tampi migaṃ vissajjāpetvā nivesane pana te mahārāja posāvaniyako makkaṭo atthīti āma bhanteti vutte So hi mahārāja himavantappadese yūthamakkaṭīhi saddhiṃ kāmagiddho hutvā vicaranto bharatena nāma luddhena idhānīto idāni ukkaṇṭhitvā tattheva gantukāmo chaṭṭhaṃ saddamakāsi tatopi te bhayaṃ natthīti vatvā chaṭṭhaṃ gāthamāha
gammaṃ kāmehi sammattaṃ rattaṃ kāmesu mucchitaṃ
ānayi bharato luddho bāhiko bhaddamatthu teti.
Tattha bāhikoti bāhikaraṭṭhavāsī. Bhaddamatthu teti imamatthaṃ so bānaro āha tuyhaṃ pana bhaddamatthu vissajjehi manti.
Mahāsatto taṃ bānaraṃ vissajjāpetvā nivesane pana te mahārāja posāvanikakinnaro atthīti pucchitvā atthīti vutte so mahārāja attano kinnariyā kataguṇaṃ anussaritvā kilesāturo sattamaṃ saddamakāsi so hi tāya saddhiṃ ekadivasaṃ tuṅgapabbatasikharaṃ āruhi te tattha vaṇṇagandharasasampannāni nānāpupphāni ocinantā pilandhantā suriyaṃ atthaṅgamentaṃ na sallakkhesuṃ atthaṅgate suriye otarantānaṃ andhakāro ahosi tattha naṃ kinnarī sāmi andhakāro vattati apakkhalanto appamādena otarāhīti vatvā hatthe gahetvā otāresi so tāya taṃ vacanaṃ anussaritvā saddamakāsi tatopi te natthi bhayanti taṃ kāraṇaṃ attano ñāṇena paricchinditvā pākaṭaṃ karonto sattamaṃ gāthamāha
andhakāratimissāya tuṅge upari pabbate
sā maṃ saṇhena mudunā mā pādaṃ khaṇiyasminīti.
Tattha andhakāratimissāyāti andhabhāvakārake tame. Tuṅgeti tikhiṇe. Saṇhena mudunāti maṭṭhena mudukena vacanena. Mā pādaṃ khaṇiyasminīti yakāro byañjanasandhivasena gahito. Idaṃ vuttaṃ hoti sā maṃ kinnarī saṇhena mudunā vacanena sāmi appamatto hohi mā pādaṃ khaṇi asmini yathā te upakkhalitvā pādo pāsāṇasmiṃ na khaññati tathā otarāhīti vatvā hatthena gahetvā otāresīti.
Iti mahāsatto kinnarena katasaddakāraṇaṃ kathetvā taṃ vissajjetvā mahārāja aṭṭhamo udānasaddo ahosi nandamūlakapabbhārasmiṃ hi eko paccekabuddho attano āyusaṅkhāraparikkhayaṃ ñatvā manussapathaṃ gantvā bārāṇasīrañño uyyāne parinibbāyissāmi tassa me manussā sarīranikkhepaṃ katvā sādhukīḷaṃ kīḷitvā dhātupūjaṃ katvā saggapadaṃ pūressantīti iddhānubhāvena ākāsena āgacchanto tava pāsādamatthakaṃ pattakāle khandhabhāraṃ otāretvā nibbānapuranivesanadīpanaṃ udānaṃ udānesīti paccekabuddhavuttagāthamāha
asaṃsayaṃ jātikhayantadassī
na gabbhaseyyaṃ punarāvaṭissaṃ
ayamantimā pacchimā gabbhaseyyā
khīṇo me saṃsāro punabbhavāyāti.
Tassattho jātikhayanasaṅkhātassa nibbānassa diṭṭhattā jātikhayantadassī ahaṃ asaṃsayaṃ puna gabbhaseyyaṃ na āvaṭṭissaṃ ayaṃ hi me antimā jāti pacchimā gabbhaseyyā khīṇo me punabbhavāya Khandhapaṭipāṭisaṅkhāto saṃsāroti.
Idañca pana so udānavasena vatvā imaṃ uyyānaṃ āgamma ekassa supupphitassa sālassa mūle parinibbuto ehi mahārāja sarīrakiccamassa karohīti. Mahāsatto rājānaṃ gahetvā paccekabuddhassa parinibbutaṭṭhānaṃ gantvā taṃ sarīraṃ dassesi. Rājā tassa sarīraṃ disvā saddhiṃ balanikāyehi gandhamālādīhi pūjetvā bodhisattassa vacanaṃ nissāya yaññaṃ hāretvā sabbasattānaṃ jīvitadānaṃ datvā nagare māghātabheriñcārāpetvā sattāhaṃ sādhukīḷaṃ kāretvā sabbagandha- cittake mahantena sakkārena paccekabuddhassa sarīraṃ jhāpetvā cātummahāpathe thūpaṃ kāresi. Bodhisattopi rañño dhammaṃ desetvā appamatto hohīti ovaditvā himavantameva pavisitvā brahmavihāresu kammaṃ katvā aparihīnajjhāno brahmalokaparāyano ahosi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā mahārāja tassa saddassa sutakāraṇā tava koci antarāyo natthīti yaññaṃ harāpetvā mahājanassa jīvitaṃ dehīti jīvitadānaṃ dāpetvā nagare dhammabheriñcārāpetvā dhammaṃ desetvā jātakaṃ samodhānesi tadā rājā ānando ahosi māṇavo sārīputto tāpaso ahamevāti.
Aṭṭhasaddajātakaṃ dutiyaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗