ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. เจติยราชชาดก
ชาดกที่ ๔๒๒ · อัฏฐกนิบาตชาดก · กัจจานิวรรค

เจติยราชชาดก

ว่าด้วยเชฏฐาปจายนธรรม

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๑๖๓ · บรรทัด ๔๙๓๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากเจติยราชชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระเทวทัตตอนถูกแผ่นดินสูบ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ธมฺโม หเว หโต หนฺติ ดังนี้.

ความย่อมีว่า วันนี้ ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่าดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตทำมุสาวาท ถูกแผ่นดินสูบ มีอเวจีเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่พระเทวทัตทำมุสาวาทแล้วถูกแผ่นดินสูบ แม้ในกาลก่อนพระเทวทัตก็ทำมุสาวาท แล้วถูกแผ่นดินสูบเหมือนกันดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล ครั้งปฐมกัป มีพระราชาทรงพระนามว่า มหาสัมมตะทรงมีพระชนมายุได้หนึ่งอสงไขย. พระโอรสของพระองค์มีพระนามว่าโรชะ พระโอรสของพระเจ้าโรชะ มีพระนามว่า วรโรชะ โอรสของพระเจ้าวรโรชะ มีพระนามว่า กัลยาณะ โอรสของพระเจ้ากัลยาณะมีพระนามว่า วรกัลยาณะ โอรสของพระเจ้าวรกัลยาณะ มีพระนามว่าอุโบสถ โอรสของพระเจ้าอุโบสถ มีพระนามว่า วรอุโบสถ โอรสของพระเจ้าวรอุโบสถ มีพระนามว่า มันธาตุ โอรสของพระเจ้ามันธาตุมีพระนามว่า วรมันธาตุ โอรสของพระเจ้าวรมันธาตุ มีพระนามว่าวระ โอรสของพระเจ้าวระ มีพระนามว่า อุปวระ แต่บางคนก็เรียกว่าอุปริจระ.

พระเจ้าอุปจิรราชนั้น ครองราชสมบัติ อยู่ ณ โสตถิยนคร ในเจติยรัฐ พระองค์ประกอบด้วยฤทธิ์ ๔ อย่าง มักเสด็จไปเบื้องบน คือเสด็จไปโดยอากาศ มีเทพบุตร ๔ องค์ ถือพระขรรค์รักษาอยู่ทั้ง ๔ ทิศมีกลิ่นจันทน์หอมฟุ้งออกจากพระวรกาย มีกลิ่นอุบลหอมฟุ้งออกจากพระโอฐ์. พระองค์มีพราหมณ์ชื่อว่ากปิลเป็นปุโรหิต. กปิลพราหมณ์มีน้องชายชื่อโกรกลัมพกะ เป็นพาลสหาย เคยเล่าเรียนศิลปะในสำนักอาจารย์เดียวกันกับพระราชา. ในสมัยที่พระราชายังเป็นพระราชกุมารพระองค์ได้ทรงปฏิญญากะโกรกลัมพกพราหมณ์ไว้ว่า เมื่อเราได้ครองราชสมบัติแล้ว จักให้ตำแหน่งปุโรหิตกับท่าน. ครั้นพระองค์ขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ก็ไม่อาจถอดกปิลพราหมณ์ ซึ่งเป็นปุโรหิตของพระชนออกจากตำแหน่งปุโรหิตได้. ก็เมื่อกปิลปุโรหิตเข้าเฝ้า พระองค์ก็ทรงแสดงความยำเกรง ด้วยความเคารพในปุโรหิตนั้น. พราหมณ์สังเกตุอาการนั้นแล้วคิดว่า ธรรมดาการครองราชสมบัติ ต้องบริหารกับผู้ที่มีวัยเสมอกันจึงจะดี เราจักทูลลาพระราชาบวช ดังนี้แล้วจึงกราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์เป็นคนแก่ ที่เรือนมีกุมารอยู่คนหนึ่ง ขอพระองค์จงตั้งกุมารนั้นให้เป็นปุโรหิต ข้าพระองค์จับบวช ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วตั้งบุตรไว้ในตำแหน่งปุโรหิต เข้าพระราชอุทยาน บวชเป็นฤาษี ยังฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว อยู่ในพระราชอุทยานนั้นเอง โดยอาศัยบุตรเป็นผู้บำรุง.

โกรกลัมพกพราหมณ์ ผูกอาฆาตพี่ชายว่า พี่ชายของเรานี้แม้บวช ก็ยังไม่ให้ฐานันดรแก่เรา วันหนึ่งขณะที่สนทนากัน พระราชาตรัสถามว่า โกรกลัมพกะ ท่านไม่ได้ตำแหน่งปุโรหิตดอกหรือ ? เขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่ได้ทำ พี่ชายของข้าพระองค์ทำ.

พระราชารับสั่งว่า ก็พี่ชายของท่านบวชแล้ว มิใช่หรือ ?

เขาทูลว่า พระเจ้าข้า เขาบวชแล้ว แต่เขาได้ให้พระองค์ประทานฐานันดรแก่บุตรของเขา.

ถ้าเช่นนั้น ท่านจะให้เราทำอย่างไร ?

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์ไม่อาจให้พระองค์ถอดพี่ชายเสียจากฐานันดร อันสืบเนื่องมาตามประเพณี แล้วแต่งตั้งข้าพระองค์เป็นปุโรหิต.

เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจักแต่งตั้งท่านให้เป็นใหญ่ แล้วทำพี่ชายของท่านให้เป็นน้องชาย.

พระองค์จักทำได้อย่างไร ? เราทำได้โดยมุสาวาท.

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ไม่ทรงทราบดอกหรือ แต่ไรมา พี่ชายของข้าพระองค์มีวิชาประกอบด้วยธรรมน่าอัศจรรย์ยิ่งนักเขาจักลวงพระองค์ด้วยอุบายที่ไม่จริง เช่นจักทำเป็นเทพบุตรสี่องค์หายตัว จักทำกลิ่นหอมที่ฟุ้งจากพระวรกาย และพระโอฐให้เป็นเหมือนกลิ่นเหม็น จักทำพระองค์ให้เป็นเหมือนพลัดตกจากอากาศ ยืนอยู่บนพื้นดินพระองค์จักเป็นเหมือนลูกแผ่นดินสูบที่นั้น พระองค์จักไม่อาจดำรงพระวาจาอยู่ได้.

ท่านอย่าได้เข้าใจอย่างนั้นเลย เราสามารถทำเช่นนั้นได้. ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์จักทรงทำเมื่อไร ? นับแต่นี้ไปเจ็ดวัน. พระราชดำรัสนั้นได้แพร่สะพัดไปทั่วพระนคร.

มหาชนเกิดปริวิตกขึ้นอย่างนี้ว่า ได้ยินว่าพระราชาจักทรงทำมุสาวาท ทำเด็กให้เป็นใหญ่ จักให้ผู้ใหญ่คืนฐานันดรให้แก่เด็ก ขึ้นชื่อว่ามุสาวาทเป็นอย่างไรหนอ มีสีเขียว หรือสีเหลืองเป็นต้น สีอะไรกันแน่. เขาว่ากันว่า ในครั้งนั้น เป็นเวลาที่โลกพูดความสัตย์ คนทั้งหลายจึงไม่รู้ว่า มุสาวาทนี้เป็นอย่างนี้.

แม้บุตรปุโรหิต พอได้ฟังคำนั้นแล้ว ก็ไปบอกบิดาว่า พ่อเขาว่า พระราชาจักทำมุสาวาท ทำพ่อให้เป็นเด็ก แล้วพระราชทานฐานันดรของฉันให้แก่อา. ปุโรหิตกล่าวว่า ลูกรัก ถึงพระราชาทรงทำมุสาวาท ก็ไม่อาจพระราชทานฐานันดรของเราแก่อาเจ้าได้. ก็พระราชาจักกระทำมุสาวาทในวันไหน ?

ได้ยินว่า แต่วันนี้ไปเจ็ดวัน. ถ้าเช่นนั้น เมื่อถึงวันนั้น เจ้าพึงบอกแก่เรา.

ครั้นถึงวันที่เจ็ด มหาชนคิดว่า จักดูมุสาวาท จึงไปประชุมกันที่พระลานหลวง ผูกเตียงซ้อน ๆ กันขึ้นยืนดู. กุมารก็ได้ไปบอกแก่บิดา. พระราชแต่งพระองค์แล้ว เสด็จออกจากประทับอยู่ในอากาศหน้าพระลานหลวงท่ามกลางมหาชน. พระดาบสได้เหาะมาแล้วลาดหนังรองนั่งตรงพระพักตร์พระราชา นั่งบัลลังก์ในอากาศ ทูลถามว่า ดูก่อนมหาบพิตร ได้ยินว่าพระองค์ประสงค์จะทำมุสาวาท ทำเด็กให้เป็นผู้ใหญ่ แล้วพระราชทานฐานันดรแก่เขา จริงหรือ ? พระราชาตรัสว่าถูกแล้ว ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าได้กล่าวอย่างนี้จริง. ลำดับนั้น พระดาบสเมื่อจะกล่าวสอนพระราชา ได้กล่าวว่า ดูก่อนมหาบพิตร ขึ้นชื่อว่ามุสาวาทเป็นบาปหนัก กำจัดคุณความดี ทำให้เกิดในอบายทั้ง ๔ ธรรมดาพระราชา เมื่อทรงทำมุสาวาท ย่อมชื่อว่าทำลายธรรม ครั้นทำลายธรรมเสียแล้ว ย่อมได้ชื่อว่าทำลายตนนั่นเอง ดังนี้แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ความว่า :-

เชฏฐาปจายนธรรม อันบุคคลใดทำลาย แล้ว ย่อมทำลายบุคคลนั้นเสียโดยแท้ เชฏฐาปจายนธรรนอันบุคคลใดไม่ทำลายแล้ว ย่อม ไม่ทำลายบุคคลนั้นสักน้อยหนึ่ง เพราะเหตุ นั้นแล พระองค์ไม่ควรทำลายเชฏฐาปจายนธรรมเลย เชฏฐาปจายนธรรมที่พระองค์ทำลาย แล้ว อย่าได้กลับมาทำลายพระองค์เลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺโม พระดาบสหมายถึงเชฏฐาปจายนธรรม.

พระดาบสเมื่อจะกล่าวสอนพระราชาให้ยิ่งขึ้นไปอีก. จึงกล่าวว่าดูก่อนมหาบพิตร ถ้าพระองค์จักทรงทำมุสาวาทไซร้ ฤทธิ์ ๔ อย่างของพระองค์ก็จักอันตรธานไป ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่ ๒ ความว่า :-

เมื่อพระองค์ยังตรัสคำกลับกลอกอยู่ เทวดาทั้งหลายก็จะพากันหลีกหนีไปเสีย พระโอษฐ์จักมีกลิ่นบูดเน่าเหม็นฟุ้งไป ผู้ใดรู้อยู่ เมื่อถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งแก้ปัญหานั้น ไปเสียอย่างอื่น ผู้นั้นย่อมพลัดพรากจากฐานะ ของตน แล้วถูกแผ่นดินสูบ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปกฺกมนฺติ เทวตา ความว่าพระดาบสกล่าวคำนี้ไว้ โดยประสงค์ว่า ดูก่อนมหาบพิตร ข้าพระองค์ยังตรัสกลับกลอกอยู่ไซร้ เทพบุตรทั้ง ๔ องค์ ก็จักละทิ้งหน้าที่หลีกหนีไปเสีย.

บทว่า ปูติกญฺจ มุขํ วาติ ความว่า พระดาบสกล่าวว่า กลิ่นบูดเน่า ทั้งสองคือทั้งทางพระโอฐ และทั้งพระวรกาย ของพระองค์จักฟุ้งไปดังนี้หมายถึงพระราชา.

บทว่า สกฏฺานาว ธํสติ ความว่า พระดาบสเมื่อจะแสดงว่าย่อมตกลงจากอากาศ แล้วถูกแผ่นดินสูบ. จึงกล่าวอยางนี้.

พระเจ้าอุปริจรราช ได้สดับโอวาทแล้ว มีพระหทัยกลัว ทอด. พระเนตรดูโกรกลัมพกพราหมณ์. ลำดับนั้น โกรกลัมพกพราหมณ์จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์อย่าทรงกลัวเลย ข้าพระองค์ ได้กราบทูลเรื่องนี้แก่พระองค์ไว้ก่อนแล้ว มิใช่หรือ ? พระราชาถึงจะได้ทรงสดับคำของกปิลปุโรหิตแล้วก็ตาม แต่เพื่อจะรักษาพระดำรัสของพระองค์ไว้ จึงได้ตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นน้องชายโกรกลัมพกะเป็นพี่ชาย. ทันใดนั้น เทพบุตรทั้ง ๔ องค์กล่าวว่า พวกเราจักไม่อารักขาคนมุสาวาทเช่นท่าน แล้วได้ทิ้งพระขรรค์ไว้ใกล้บาทพระราชา อันตรธานไปพร้อมกันที่พระราชาได้ตรัสมุสาวาท. พระโอฐก็มีกลิ่นเหม็นเหมือนฟองไข่เน่าแตก พระวรกายก็มีกลิ่นเหม็นเหมือนเวจกุฎีที่เปิดไว้ ฟุ้งตลบไป. พระราชาก็ตกจากอากาศ ประทับอยู่บนแผ่นดิน ฤทธิ์ทั้ง ๔ ได้เสื่อมไปแล้ว. ลำดับนั้น มหาปุโรหิตได้กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่ ขอพระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย ถ้าพระองค์ตรัสสัจวาจาไซร้ ข้าพระองค์จักทำสิ่งทั้งปวงให้กลับเป็นปกติแด่พระองค์ แล้วกล่าวคาถาที่ ๓ ความว่า :-

ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวัง ตามเดิมได้ ถ้ายังตรัสมุสาวาทอยู่ พระองค์ก็ จะดำรงอยู่ได้เพียงบนพื้นดิน ไม่สามารถจะ ลอยขึ้นสู่อากาศได้อีก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภูมิยํ ติฏฺ บทว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ พระองค์จะดำรงอยู่ได้เพียงบนพื้นดิน ไม่สามารถลอยขึ้นสู่อากาศได้อีก.

แม้กปิลดาบสได้ทูลเตือนว่า จงดูเอาเถิดมหาบพิตร เพียงมุสาวาทครั้งแรกเท่านั้น ฤทธิ์ ๔ อย่างของพระองค์ก็อันตรธานไปแล้ว พระองค์จงกำหนดดูเถิด แม้บัดนี้ ข้าพระองค์ก็อาจทำให้กลับเป็นปกติได้ดังนี้ พระเจ้าอุปริจรราชนั้นตรัสว่า กปิลดาบสกล่าวอย่างนี้ ประสงค์จะลวงท่านทั้งหลาย แล้วกล่าวมุสาวาทเป็นครั้งที่สอง ได้ถูกแผ่นดินสูบลงไปแค่ข้อพระบาท. ลำดับนั้น พราหมณ์ได้กราบทูลพระราชาอีกว่าขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด แม้บัดนี้ ข้าพระองค์ก็อาจทำให้กลับเป็นปกติได้ พระเจ้าข้า ดังนี้แล้วกล่าวคาถานี้ ๔ ความว่า :-

พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ ถูกเขา ถามปัญหาแล้ว แกล้งทำมุสาวาท พยากรณ์ ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น ในแว่นแคว้นของ พระราชาพระองค์นั้น ฝนย่อมตกในเวลาไม่ใช่ ฤดูกาล ย่อมไม่ตกต้องตามฤดูกาล.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺส ความว่า พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ แสร้งกล่าวเท็จ พยากรณ์ปัญหาที่เขาถามแล้วไปเสียอย่างอื่น ในแว่นแคว้นของพระราชาพระองค์นั้น ฝนย่อมไม่ตกในเวลาที่ควรตก แต่ตกในเวลาที่ไม่ควรตก.

ลำดับนั้น กปิลดาบสทูลเตือนต่อไปอีกว่า มหาบพิตร ด้วยผลแห่งมุสาวาท พระองค์ถูกแผ่นดินสูบไปแต่พระชงฆ์แล้ว ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด แล้วกล่าวคาถาที่ ๕ ความว่า :-

ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะแผ่นดินสูบลงไปอีก.

พระเจ้าอุปริจรราช ได้ทรงทำมุสาวาทเป็นครั้งที่สามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญท่านเป็นน้องชาย โกรกลัมพกะเป็นพี่ชายดังนี้แล้ว ถูกแผ่นดินสูบลงไปแต่พระชานุ. ลำดับนั้น กปิลดาบสได้ทูลพระราชาอีกว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด มหาบพิตร แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า :-

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในทิศ พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ ถูกเขาถามปัญหา แล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น พระชิวหาของพระราชาพระองค์นั้น จะแตก เป็นสองแฉกเหมือนลิ้นงู. ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ข้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช. วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบลึกยิ่งลงไปอีก.

พระดาบสครั้นกล่าวคาถาสองคาถานี้แล้ว ทูลว่า แม้จนบัดนี้พระองค์ก็ยังไม่อาจที่จะกลับทำให้เป็นปกติได้. พระราชามิได้ถือเอาถ้อยคำของพระดาบสนั้น ยังทรงทำมุสาวาทเป็นครั้งที่ ๔ ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นน้องชาย โกรกลัมพกะเป็นพี่ชาย ดังนี้แล้ว ถูกแผ่นดินสูบลงไปแค่บั้นพระองค์. ลำดับนั้น ปิลพราหมณ์ได้ทูลพระราชาว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิดมหาบพิตร แล้วกล่าวคาถา ๒คาถา ความว่า :-

ข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่ในทิศ พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ เมื่อถูกถามปัญหา แล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น พระชิวหาของพระราชาพระองค์นั้น จะไม่มี เหมือนปลาฉะนั้น. ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบลึกยิ่งลงไปกว่านี้อีก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มจฺฉสฺเสว ความว่า พระชิวหาของพระราชานั้นจะไม่มี คือพระราชาที่กล่าวมุสาวาท จะเกิดในชาติใดก็ตาม จะเป็นใบ้อาจทำเสียงได้เหมือนปลา.

พระเจ้าอุปริจราช ได้ทำมุสาวาทเป็นครั้งที่ ๕ ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นน้องชาย โกรกลัมพกะเป็นพี่ชาย ดังนี้ แล้วถูกแผ่นดินสูบลงไปแค่พระนาภี. ลำดับนั้นกปิลดาบส ได้ทูลพระราชาอีกว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด มหาบพิตร แล้วกล่าวคาถา ๒คาถาความว่า :-

พระราชาพระองค์ใด ทรงทราบอยู่ เมื่อ ถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นไป เสียอย่างอื่น พระราชาพระองค์นั้น จะมีแต่ พระธิดาเท่านั้นมาเกิด หามีพระราชโอรสมา เกิดในราชสกุลไม่. ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบลึกไปยิ่งกว่านี้อีก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ถิโยว ความว่า พระราชาผู้มีปกติตรัสมุสาวาทนั้น จะเกิดในภพใดก็ตาม จะมีแต่พระธิดาเท่านั้น หามีพระราชโอรสไปเกิดไม่.

พระราชามิได้ทรงเชื่อถือถ้อยคำ ตรัสมุสาวาทเช่นนั้นอีกเป็นครั้งที่ ๖ ถูกแผ่นดินสูบลงไปแต่พระถัน. กปิลดาบสได้ทูลพระราชาอีกว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด มหาบพิตร แล้วกล่าวคาถา ๒คาถาความว่า :-

พระราชาพระองค์ใด ทรงทราบอยู่ เมื่อ ถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้น ไปเสียอย่างอื่น พระราชาพระองค์นั้น จะไม่มี พระราชโอรส ถ้ามีก็จะพากันหลีกหนีไป ยัง ทิศน้อยทิศใหญ่. ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ จะถูกแผ่นสูบลึกยิ่งกว่านั้นลงไปอีก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกฺกมนฺติ ความว่า ถ้าพระราชาผู้มีปกติตรัสคำเท็จ มีพระราชโอรสไซร้ พระราชโอรสเหล่านั้น ก็จะไม่ทำอุปการะแก่พระชนกชนนี จะพากันหลีกหนีไปยังทิศน้อยทิศใหญ่.

พระเจ้าอุปริจะราชมิได้ทรงเชื่อถือถ้อยคำของพระดาบส เพราะโทษคือการคบคนชั่วเป็นมิตร ได้ทรงคำมุสาวาทเช่นนั้นอีกเป็นครั้งที่๗. ทันใดนั้น แผ่นดินได้แยกออกเป็นสองช่อง. มีเปลวไฟจากอเวจีพลุ่งขึ้นไหม้พระราชา. มีสัมพุทธคาถา ๒ คาถา ดังต่อไปนี้ :-

พระเจ้าเจติยราชนั้น แต่ก่อนเคยเสด็จ เที่ยวไปได้ในอากาศ ภายหลังถูกพระฤๅษีสาบ แล้ว เสื่อมจากอำนาจ ถึงกำหนดเวลาของตน แล้ว ก็ถูกแผ่นดินสูบ. เพราะเหตุนั้นแหละ บัณฑิตทั้งหลายจึง ไม่สรรเสริญฉันทาคติ บุคคลไม่พึงเป็นผู้มีจิต ถูกฉันทาคติเป็นต้นประทุษร้าย พึงกล่าวแต่ คำสัตย์เท่านั้น.

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๕๓๕–๕๕๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

อัฏฐกนิบาตชาดก · ๕๔ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

เจติยราชชาตกํ

ธมฺโม หเว หโต หนฺตีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เทวทตฺตสฺส ปฐวิปฺปเวสนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตสฺมึ หิ ทิวเส ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส เทวทตฺโต มุสาวาทํ กตฺวา ปฐวึ ปวิฏฺโฐ อวีจิปรายโน ชาโตติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ เทวทตฺโต มุสาวาทํ กตฺวา ปฐวึ ปวิฏฺโฐเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต ปฐมกปฺเป มหาสมฺมโต นาม ราชา อสงฺเขยฺยายุโก อโหสิ ฯ ตสฺส ปุตฺโต โรโช นาม โรชสฺส ปุตฺโต วรโรโช นาม ตสฺส ปุตฺโต กลฺยาโณ นาม กลฺยาณสฺส ปุตฺโต วรกลฺยาโณ นาม วรกลฺยาณสฺส ปุตฺโต อุโปสโถ นาม อุโปสถสฺส ปุตฺโต วรอุโปสโถ นาม วรอุโปสถสฺส ปุตฺโต มนฺธาตา นาม มนฺธาตุสฺส ปุตฺโต วรมนฺธาตา นาม วรมนฺธาตุสฺส ปุตฺโต วโร นาม วรสฺส ปุตฺโต อุปวโร นาม อุปริจโรติปิ ตสฺเสว

นามํ ฯ โส เจติยรฏฺเฐ โสตฺถิยนคเร รชฺชํ กาเรสิ จตูหิ อิทฺธีหิ สมนฺนาคโต อโหสิ อุปริจโร โหติ อากาสคามี จตฺตาโร เทวปุตฺตา จตูสุปิ ทิสาสุ ขคฺคหตฺถา รกฺขนฺติ กายโต จนฺทนคนฺโธ วายติ มุขโต อุปฺปลคนฺโธ ฯ ตสฺส กปิโล นาม พฺราหฺมโณ ปุโรหิโต อโหสิ ฯ กปิลพฺราหฺมณสฺส ปน กนิฏฺโฐ โกรกลมฺพโก นาม รญฺญา สทฺธึ เอกาจริยกุเล อุคฺคหิตสิปฺโป พาลสหาโย ฯ ตสฺส กุมารกาเลเยว อหํ รชฺชํ ปตฺวา ตุยฺหํ ปุโรหิตฏฺฐานํ ทสฺสามีติ ปฏิชานิ ฯ โส รชฺชํ ปตฺวา ปิตุ ปุโรหิตํ กปิลพฺราหฺมณํ ปุโรหิตฏฺฐานโต จาเวตุํ นาสกฺขิ ฯ ปุโรหิเต ปน อตฺตโน อุปฏฺฐานํ อาคจฺฉนฺเต ตสฺมึ คารเวน อปจิตาการํ ทสฺเสติ ฯ พฺราหฺมโณ ตํ สลฺลกฺเขตฺวา รชฺชํ นาม สมวเยหิ สทฺธึ สุปริหารํ โหติ อหํ ราชานํ อาปุจฺฉิตฺวา ปพฺพชิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา เทว อหํ มหลฺลโก เคเห กุมาโร อตฺถิ ตํ ปุโรหิตํ กโรหิ อหํ ปพฺพชิสฺสามีติ ราชานํ อนุชานาเปตฺวา ปุตฺตํ ปุโรหิตฏฺฐาเน ฐเปตฺวา ราชุยฺยานํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ฌานาภิญฺญา นิพฺพตฺเตตฺวา ปุตฺตํ อุปนิสฺสาย ตตฺเถว วาสํ กปฺเปสิ ฯ โกรกลมฺพโก อยํ ปพฺพชนฺโตปิ มยฺหํ ฐานนฺตรํ น ทาเปสีติ ภาตริ อาฆาตํ พนฺธิตฺวา เอกทิวสํ สุขกถาย สมเย รญฺญา โกรกลมฺพก ตฺวํ ปุโรหิตฏฺฐานํ น กโรสีติ วุตฺเต อาม เทว น กโรมิ ภาตา เม กโรตีติ อาห ฯ นนุ เต ภาตา ปพฺพชิโตติ ฯ อาม ปพฺพชิโต ฐานนฺตรํ ปน ปุตฺตสฺส ทาเปสีติ ฯ เตนหิ ตฺวํ กาเรหิ ฯ เทว ปเวณิยา อาคตฐานนฺตรา ภาตรํ อปเนตฺวา น สกฺกา มยา กาเรตุนฺติ ฯ เอวํ สนฺเต อหํ ตํ มหลฺลกํ กตฺวา ภาตรนฺเต กนิฏฺฐํ กริสฺสามีติ ฯ กถํ เทวาติ ฯ มุสาวาทํ กตฺวาติ ฯ กึ เทว น ชานาถ ยทา มม ภาตา มหนฺเตน อพฺภูตธมฺเมน สมนฺนาคโต วิชฺชาธโร โส อภูเตน ตุมฺเห วญฺเจสฺสติ จตฺตาโร เทวปุตฺเต อนฺตรหิเต วิย กริสฺสติ กายโต จ มุขโต จ สุคนฺธํ ทุคฺคนฺธํ วิย กริสฺสติ ตุมฺเห อากาสา โอตาเรตฺวา ภูมิยํ ฐิเต วิย กริสฺสติ ตุมฺเห ปฐวิยํ ปวิสนฺตา วิย ภวิสฺสถ ตทา ตุมฺเห กถาย ปติฏฺฐาตุํ นาสกฺขิสฺสถาติ ฯ ตฺวํ เอวํ สญฺญํ มา กริ อหํ กาตุํ สกฺขิสฺสามีติ ฯ กทา กริสฺสถ เทวาติ ฯ อิโต สตฺตเม ทิวเสติ ฯ สา กถา สกลนคเร ปากฏา อโหสิ ฯ ราชา กิร มุสาวาทํ กตฺวา ขุทฺทกํ มหลฺลกํ กริสฺสติ ฐานนฺตรํ ขุทฺทกสฺส ทาเปสฺสติ กีทิโส นุ โข มุสาวาโท นาม กึ นีลโก อุทาหุ ปีตกาทีสุ อญฺญตรวณฺโณติ เอวํ มหาชนสฺส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ ฯ ตทา กิร โลกสฺส สจฺจวาทิกาเล มุสาวาโท นาม เอวรูโปติ น ชานนฺติ ฯ ปุโรหิตปุตฺโตปิ ตํ กถํ สุตฺวา คนฺตฺวา ปิตุ กเถสิ ตาต ราชา กิร มุสาวาทํ กตฺวา ตุมฺเห ขุทฺทเก กตฺวา อมฺหากํ ฐานนฺตรํ มม จุลฺลปิตุสฺส ทสฺสตีติ ฯ ตาต ราชา มุสาวาทํ กตฺวาปิ อมฺหากํ ฐานนฺตรํ ตสฺส ทาตุํ น สกฺขิสฺสติ กตรทิวเส ปน กริสฺสตีติ ฯ อิโต กิร สตฺตเม ทิวเสติ ฯ เตนหิ ตทา มยฺหํ อาโรเจยฺยาสีติ ฯ สตฺตเม ทิวเส มหาชนา มุสาวาทํ ปสฺสิสฺสามาติ ราชงฺคเณ สนฺนิปติตฺวา มญฺจาติมญฺเจ พนฺธิตฺวา อฏฺฐํสุ ฯ กุมาโร คนฺตฺวา ปิตุ อาโรเจสิ ฯ ราชา อลงฺกตปฏิยตฺโต นิกฺขมิตฺวา มหาชนสฺส มชฺเฌ ราชงฺคเณ อากาเส อฏฺฐาสิ ฯ ตาปโส อากาเสนาคนฺตฺวา รญฺโญ ปุรโต นิสีทนจมฺมํ อตฺถริตฺวา อากาเส ปลฺลงฺเกน นิสีทิตฺวา สจฺจํ กิร ตฺวํ มหาราช มุสาวาทํ กตฺวา ขุทฺทกํ มหลฺลกํ กตฺวา ตสฺส ฐานนฺตรํ ทาตุกาโมสีติ ฯ อาม อาจริย เอวํ เม กถิตนฺติ ฯ อถ นํ โส โอวทนฺโต มหาราช มุสาวาโท นาม ภาริโย คุณปริธํสโก จตูสุ อปาเยสุ นิพฺพตฺตาเปติ ราชา นาม มุสาวาทํ กโรนฺโต ธมฺมํ หนติ โส ธมฺมํ หนิตฺวา สยเมว หญฺญตีติ วตฺวา ปฐมํ คาถมาห

ธมฺโม หเว หโต หนฺติ นาหโต หนฺติ กิญฺจินํ

ตสฺมา หิ ธมฺมํ น หเน มา ตํ ธมฺโม หโต หนีติ ฯ

ตตฺถ ธมฺโมติ เชฏฺฐาปจายนธมฺโม อธิปฺเปโต ฯ

อถ นํ อุตฺตรึปิ โอวทนฺโต สเจ มหาราช มุสาวาทํ กริสฺสสิ จตสฺโส เต อิทฺธิโย อนฺตรธายิสฺสนฺตีติ วตฺวา ทุติยํ คาถมาห

อลิกํ ภาสมานสฺส อปกฺกมนฺติ เทวตา

ปูติกญฺจ มุขํ วาติ สกฏฺฐานาว ธํสติ

โย ชานํ ปุจฺฉิโต ปญฺหํ อญฺญถา นํ วิยากเรติ ฯ

ตตฺถ อปกฺกมนฺติ เทวตาติ มหาราช สเจ อลิกํ ภณิสฺสสิ จตฺตาโร เทวปุตฺตา อารกฺขํ ฉฑฺเฑตฺวา อนฺตรธายิสฺสนฺตีติ อธิปฺปาเยเนตํ วทติ ฯ ปูติกญฺจ มุขํ วาตีติ มุขญฺจ เต กาโย จ อุโภ ปูติคนฺธํ วายิสฺสตีติ ตํ สนฺธายาห ฯ สกฏฺฐานาว ธํสตีติ อากาสโต ภสฺสิตฺวา ปฐวึ ปวิสตีติ ทีเปนฺโต เอวมาห ฯ

ตํ สุตฺวา ราชา ภีโต โกรกลมฺพกํ โอโลเกสิ ฯ อถ นํ โส มา ภายิ มหาราช นนุ มยา ปฐมเมว ตุมฺหากํ เอตํ กถิตนฺติ อาห ฯ ราชา กปิลสฺส วจนํ สุตฺวา อตฺตโน กถิตเมว ปุรโต กโรนฺโต ตฺวํสิ ภนฺเต กนิฏฺโฐ เชฏฺโฐ โกรกลมฺพโกติ อาห ฯ อถสฺส สห มุสาวาเทน จตฺตาโร เทวปุตฺตา ตาทิสสฺส มุสาวาทิโน อารกฺขํ น คณฺหิสฺสามาติ ขคฺเค ปาทมูเล ฉฑฺเฑตฺวา อนฺตรธายึสุ ฯ มุขํ ภินฺนกุกฺกุฏณฺฑํ วิย กาโย วิวฏวจฺจกุฏิ วิย ทุคฺคนฺธํ วายิ ฯ อากาสโต ภสฺสิตฺวา ปฐวิยํ ปติฏฺฐหติ จตสฺโสปิ อิทฺธิโย ปริหายึสุ ฯ อถ นํ จ มหาปุโรหิโต มา ภายิ มหาราช สเจ สจฺจํ ภณิสฺสสิ สพฺพนฺเต ปฏิปากติกํ กริสฺสามีติ วตฺวา ตติยํ คาถมาห

สเจ หิ สจฺจํ ภณสิ โหหิ ราช ยถา ปุเร

มุสา เจ ภาสเส ราช ภูมิยํ ติฏฺฐ เจติยาติ ฯ

ตตฺถ ภูมิยํ ติฏฺฐาติ ภูมิยํ เทว ปติฏฺฐ ปุน อากาสํ ลงฺฆิตุํ น สกฺขิสฺสสีติ อตฺโถ ฯ

โส ปสฺส มหาราช ปฐมํ มุสาวาเทเนว เต จตสฺโส อิทฺธิโย อนฺตรหิตา สลฺลกฺเขหิ อิทานิปิ สกฺกา ปฏิปากติกํ กาตุนฺติ วุตฺเตปิ เอวํ วตฺวา ตุมฺเห วญฺเจตุกาโมติ ทุติยมฺปิ มุสาวาทํ ภณิตฺวา ยาว โคปฺผกา ปฐวึ ปาวิสิ ฯ อถ นํ ปุนปิ พฺราหฺมโณ สลฺลกฺเขหิ อิทานิปิ สกฺกา ปากติกํ กาตุํ มหาราชาติ วตฺวา จตุตฺถํ คาถมาห

อกาเล วสฺสตี ตสฺส กาเล ตสฺส น วสฺสติ

โย ชานํ ปุจฺฉิโต ปญฺหํ อญฺญถา นํ วิยากเรติ ฯ

ตตฺถ ตสฺสาติ โย ชานนฺโต ปุจฺฉิตํ ปญฺหํ มุสาวาทํ กตฺวา อญฺญถา พฺยากโรติ ตสฺส รญฺโญ วิชิเต เทโว ยุตฺตกาเล อวสฺสิตฺวา อกาเล วสฺสตีติ อตฺโถ ฯ

อถ นํ ปุนปิ มุสาวาทผเลน ยาว ชงฺฆา ปฐวึ ปวิฏฺโฐติ สลฺลกฺเขหิ มหาราชาติ วตฺวา ปญฺจมํ คาถมาห

สเจ หิ สจฺจํ ภณสิ โหหิ ราช ยถา ปุเร

มุสา เจ ภาสเส ราช ภูมึ ปวิส เจติยาติ ฯ โส ตติยมฺปิ ตฺวํสิ ภนฺเต กนิฏฺโฐ เชฏฺโฐ โกรกลมฺพโกติ มุสาวาทเมว กตฺวา ยาว ชณฺณุกา ปฐวึ ปาวิสิ ฯ อถ นํ ปุนปิ สลฺลกฺเขหิ มหาราชาติ วตฺวา เทฺว คาถา อภาสิ

ชิวฺหา ตสฺส ทฺวิธา โหติ อุรคสฺเสว ทิสมฺปติ

โย ชานํ ปุจฺฉิโต ปญฺหํ อญฺญถา นํ วิยากเร ฯ

สเจ หิ สจฺจํ ภณสิ โหหิ ราช ยถา ปุเร

มุสา เจ ภาสเส ราช ภิยฺโย ปวิส เจติยาติ ฯ อิมา เทฺว คาถา วตฺวา อิทานิปิ สกฺกา ปฏิปากติกํ กาตุนฺติ อาห ฯ ราชา ตสฺส วจนํ อนาทิยนฺโต ตฺวํสิ ภนฺเต กนิฏฺโฐ เชฏฺโฐ โกรกลมฺพโกติ จตุตฺถํ มุสาวาทํ กตฺวา ยาว กฏิโต ปฐวึ ปาวิสิ ฯ อถ นํ พฺราหฺมโณ สลฺลกฺเขหิ มหาราชาติ วตฺวา ปุน เทฺว คาถา อภาสิ

ชิวฺหา ตสฺส น ภวติ มจฺฉสฺเสว ทิสมฺปติ

โย ชานํ ปุจฺฉิโต ปญฺหํ อญฺญถา นํ วิยากเร ฯ

สเจ หิ สจฺจํ ภณสิ โหหิ ราช ยถา ปุเร

มุสา เจ ภาสเส ราช ภิยฺโย ปวิส เจติยาติ ฯ

ตตฺถ มจฺฉสฺเสวาติ นิพฺพตฺตนิพฺพตฺตฏฺฐาเน มุสาวาทิโน มจฺฉสฺส วิย กถนสมตฺถา ชิวฺหา น โหติ มูโคว โหตีติ อตฺโถ ฯ

โส ปญฺจมมฺปิ ตฺวํสิ ภนฺเต กนิฏฺโฐ เชฏฺโฐ โกรกลมฺพโกติ มุสาวาทํ กตฺวา ยาว นาภิโต ปฐวึ ปาวิสิ ฯ อถ นํ พฺราหฺมโณ ปุนปิ สลฺลกฺเขหิ มหาราชาติ วตฺวา เทฺว คาถา อภาสิ

ถิโยว ตสฺส ชายนฺติ น ปุมา ชายเร กุเล

โย ชานํ ปุจฺฉิโต ปญฺหํ อญฺญถา นํ วิยากเร ฯ

สเจ หิ สจฺจํ ภณสิ โหหิ ราช ยถา ปุเร

มุสา เจ ภาสเส ราช ภิยฺโย ปวิส เจติยาติ ฯ

ตตฺถ ถิโยวาติ นิพฺพตฺตนิพฺพตฺตฏฺฐาเน มุสาวาทิสฺส ธีตโรว ชายนฺติ ปุตฺตา น ชายนฺตีติ อตฺโถ ฯ

ราชา อนาทยิตฺวา ฉฏฺฐมฺปิ ตเถว มุสาวาทํ ภณิตฺวา ยาว ถนา ปฐวึ ปาวิสิ ฯ ปุนปิ พฺราหฺมโณ สลฺลกฺเขหิ มหาราชาติ วตฺวา เทฺว คาถา อภาสิ

ปุตฺตา ตสฺส น ภวนฺติ ปกฺกมนฺติ ทิโสทิสํ

โย ชานํ ปุจฺฉิโต ปญฺหํ อญฺญถา นํ วิยากเร ฯ

สเจ หิ สจฺจํ ภณสิ โหหิ ราช ยถา ปุเร

มุสา เจ ภาสเส ราช ภิยฺโย ปวิส เจติยาติ ฯ

ตตฺถ ปกฺกมนฺตีติ สเจ มุสาวาทิสฺส ปุตฺตา โหนฺติ มาตาปิตูนํ อนูปการา หุตฺวา ปลายนฺตีติ อตฺโถ ฯ

โส ปาปมิตฺตสํสคฺคโทเสน ตสฺส วจนํ อนาทยิตฺวา สตฺตมมฺปิ ตเถว มุสาวาทํ อกาสิ ฯ อถสฺส ปฐวี วิวรํ อทาสิ ฯ อวีจิโต ชาลา อุฏฺฐหิตฺวา คณฺหิ ฯ อิมา เทฺว คาถา สมฺพุทฺธคาถา โหนฺติ

ส ราชา อิสินา สตฺโต อนฺตลิกฺขจโร ปุเร

ปาเวกฺขิ ปฐวึ เปจฺโจ หีนตฺโต อตฺตปริยายํ ฯ

ตสฺมา หิ ฉนฺทาคมนํ นปฺปสํสนฺติ ปณฺฑิตา

อทุฏฺฐจิตฺโต ภาเสยฺย คิรํ สจฺจูปสญฺหิตนฺติ ฯ

ตตฺถ ส ราชาติ ภิกฺขเว โส เจติโย ราชา ปุพฺเพ อนฺตลิกฺขจโร หุตฺวา ปจฺฉา อิสินา อภิสตฺโต ปริหีนสภาโว หุตฺวา อตฺตปริยายํ อตฺตโน กาลปริยายํ ปตฺวา ปฐวึ ปาวิสีติ อตฺโถ ฯ ตสฺมาติ ยสฺมา เจติยราชา ฉนฺทาทิคมเนน อวีจิปรายโน ชาโต ตสฺมา ฯ อทุฏฺฐจิตฺโตติ ฉนฺทาทีหิ อทูสิตจิตฺโต หุตฺวา สจฺจเมว ภาเสยฺยาติ ฯ

มหาชโน เจติยราชา อิสึ อกฺโกสิตฺวา มุสาวาทํ กตฺวา อวีจึ ปวิฏฺโฐติ ภยปฺปตฺโต อโหสิ ฯ รญฺโญ ปญฺจ ปุตฺตา อาคนฺตฺวา พฺราหฺมณสฺส ปาเทสุ ปติตฺวา อมฺหากํ อวสฺสโย โหหีติ วทึสุ ฯ พฺราหฺมโณ ตาตา ตุมฺหากํ ปิตา ธมฺมํ นาเสตฺวา มุสาวาทํ กตฺวา อิสึ อกฺโกสิตฺวา อวีจึ ปวิสนฺโต ธมฺโม นาเมส หโต หนติ ตุมฺเหหิ น สกฺกา อิธ วสิตุนฺติ วตฺวา เตสุ สพฺพเชฏฺฐกํ เอหิ ตาต ปาจีนทฺวาเรน นิกฺขมิตฺวา อุชุกเมว คจฺฉ คจฺฉนฺโต สพฺพเสตํ สตฺตปฺปติฏฺฐิตํ หตฺถิรตนํ ปสฺสิสฺสสิ ตาย สญฺญาย ตตฺถ นครํ มาเปตฺวา วส ตํ นครํ หตฺถิปุรํ นาม ภวิสฺสตีติ อาห ฯ ทุติยํ อามนฺเตตฺวา ตาต ทกฺขิณทฺวาเรน นิกฺขมิตฺวา อุชุกเมว คจฺฉ คจฺฉนฺโต สพฺพเสตํ อสฺสรตนํ ปสฺสิสฺสสิ ตาย สญฺญาย ตตฺถ นครํ มาเปตฺวา วส ตํ นครํ อสฺสปุรํ นาม ภวิสฺสตีติ อาห ฯ ตติยํ อามนฺเตตฺวา ตาต ปจฺฉิมทฺวาเรน นิกฺขมิตฺวา อุชุกเมว คจฺฉ คจฺฉนฺโต เกสรสีหํ ปสฺสิสฺสสิ ตาย สญฺญาย ตตฺถ นครํ มาเปตฺวา วส ตํ นครํ สีหปุรํ นาม ภวิสฺสตีติ อาห ฯ จตุตฺถํ อามนฺเตตฺวา ตาต อุตฺตรทฺวาเรน นิกฺขมิตฺวา อุชุกเมว คจฺฉ คจฺฉนฺโต สพฺพรตนมยํ จกฺกปญฺชรํ ปสฺสิสฺสสิ ตาย สญฺญาย ตตฺถ นครํ มาเปตฺวา วส ตํ นครํ อุตฺตรปญฺชรํ นาม ภวิสฺสตีติ อาห ฯ ปญฺจมํ อามนฺเตตฺวา ตาต ตยา อิมสฺมึ ฐาเน วสิตุํ น สกฺกา อิมสฺมึ นคเร มหาถูปํ กตฺวา นิกฺขมิตฺวา ปจฺฉิมุตฺตราย ทิสาย อุชุกเมว คจฺฉ คจฺฉนฺโต เทฺว ปพฺพเต อญฺญมญฺญํ ปหริตฺวา ททฺธนฺติ สทฺทํ กโรนฺเต ปสฺสิสฺสสิ ตาย สญฺญาย ตตฺถ นครํ มาเปตฺวา วส ตํ นครํ ททฺธปุรํ นาม ภวิสฺสตีติ อาห ฯ เต ปญฺจปิ ชนา ตาย สญฺญาย คนฺตฺวา ตสฺมึ ตสฺมึ ฐาเน นครานิ มาเปตฺวา วสึสุ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ เทวทตฺโต มุสาวาทํ กตฺวา ปฐวึ ปวิฏฺโฐติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา เจติยราชา เทวทตฺโต อโหสิ กปิลพฺราหฺมโณ ปน อหเมวาติ ฯ

เจติยราชชาตกํ ฉฏฺฐมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๒๑. คังคมาลชาดกชาดกถัดไป๔๒๓. อินทริยชาดก