เจติยราชชาดก
ว่าด้วยเชฏฐาปจายนธรรม
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๑๖๓ · บรรทัด ๔๙๓๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระเทวทัตตอนถูกแผ่นดินสูบ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ธมฺโม หเว หโต หนฺติ ดังนี้.
ความย่อมีว่า วันนี้ ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่าดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตทำมุสาวาท ถูกแผ่นดินสูบ มีอเวจีเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่พระเทวทัตทำมุสาวาทแล้วถูกแผ่นดินสูบ แม้ในกาลก่อนพระเทวทัตก็ทำมุสาวาท แล้วถูกแผ่นดินสูบเหมือนกันดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ครั้งปฐมกัป มีพระราชาทรงพระนามว่า มหาสัมมตะทรงมีพระชนมายุได้หนึ่งอสงไขย. พระโอรสของพระองค์มีพระนามว่าโรชะ พระโอรสของพระเจ้าโรชะ มีพระนามว่า วรโรชะ โอรสของพระเจ้าวรโรชะ มีพระนามว่า กัลยาณะ โอรสของพระเจ้ากัลยาณะมีพระนามว่า วรกัลยาณะ โอรสของพระเจ้าวรกัลยาณะ มีพระนามว่าอุโบสถ โอรสของพระเจ้าอุโบสถ มีพระนามว่า วรอุโบสถ โอรสของพระเจ้าวรอุโบสถ มีพระนามว่า มันธาตุ โอรสของพระเจ้ามันธาตุมีพระนามว่า วรมันธาตุ โอรสของพระเจ้าวรมันธาตุ มีพระนามว่าวระ โอรสของพระเจ้าวระ มีพระนามว่า อุปวระ แต่บางคนก็เรียกว่าอุปริจระ.
พระเจ้าอุปจิรราชนั้น ครองราชสมบัติ อยู่ ณ โสตถิยนคร ในเจติยรัฐ พระองค์ประกอบด้วยฤทธิ์ ๔ อย่าง มักเสด็จไปเบื้องบน คือเสด็จไปโดยอากาศ มีเทพบุตร ๔ องค์ ถือพระขรรค์รักษาอยู่ทั้ง ๔ ทิศมีกลิ่นจันทน์หอมฟุ้งออกจากพระวรกาย มีกลิ่นอุบลหอมฟุ้งออกจากพระโอฐ์. พระองค์มีพราหมณ์ชื่อว่ากปิลเป็นปุโรหิต. กปิลพราหมณ์มีน้องชายชื่อโกรกลัมพกะ เป็นพาลสหาย เคยเล่าเรียนศิลปะในสำนักอาจารย์เดียวกันกับพระราชา. ในสมัยที่พระราชายังเป็นพระราชกุมารพระองค์ได้ทรงปฏิญญากะโกรกลัมพกพราหมณ์ไว้ว่า เมื่อเราได้ครองราชสมบัติแล้ว จักให้ตำแหน่งปุโรหิตกับท่าน. ครั้นพระองค์ขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ก็ไม่อาจถอดกปิลพราหมณ์ ซึ่งเป็นปุโรหิตของพระชนออกจากตำแหน่งปุโรหิตได้. ก็เมื่อกปิลปุโรหิตเข้าเฝ้า พระองค์ก็ทรงแสดงความยำเกรง ด้วยความเคารพในปุโรหิตนั้น. พราหมณ์สังเกตุอาการนั้นแล้วคิดว่า ธรรมดาการครองราชสมบัติ ต้องบริหารกับผู้ที่มีวัยเสมอกันจึงจะดี เราจักทูลลาพระราชาบวช ดังนี้แล้วจึงกราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์เป็นคนแก่ ที่เรือนมีกุมารอยู่คนหนึ่ง ขอพระองค์จงตั้งกุมารนั้นให้เป็นปุโรหิต ข้าพระองค์จับบวช ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วตั้งบุตรไว้ในตำแหน่งปุโรหิต เข้าพระราชอุทยาน บวชเป็นฤาษี ยังฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว อยู่ในพระราชอุทยานนั้นเอง โดยอาศัยบุตรเป็นผู้บำรุง.
โกรกลัมพกพราหมณ์ ผูกอาฆาตพี่ชายว่า พี่ชายของเรานี้แม้บวช ก็ยังไม่ให้ฐานันดรแก่เรา วันหนึ่งขณะที่สนทนากัน พระราชาตรัสถามว่า โกรกลัมพกะ ท่านไม่ได้ตำแหน่งปุโรหิตดอกหรือ ? เขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่ได้ทำ พี่ชายของข้าพระองค์ทำ.
พระราชารับสั่งว่า ก็พี่ชายของท่านบวชแล้ว มิใช่หรือ ?
เขาทูลว่า พระเจ้าข้า เขาบวชแล้ว แต่เขาได้ให้พระองค์ประทานฐานันดรแก่บุตรของเขา.
ถ้าเช่นนั้น ท่านจะให้เราทำอย่างไร ?
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์ไม่อาจให้พระองค์ถอดพี่ชายเสียจากฐานันดร อันสืบเนื่องมาตามประเพณี แล้วแต่งตั้งข้าพระองค์เป็นปุโรหิต.
เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจักแต่งตั้งท่านให้เป็นใหญ่ แล้วทำพี่ชายของท่านให้เป็นน้องชาย.
พระองค์จักทำได้อย่างไร ? เราทำได้โดยมุสาวาท.
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ไม่ทรงทราบดอกหรือ แต่ไรมา พี่ชายของข้าพระองค์มีวิชาประกอบด้วยธรรมน่าอัศจรรย์ยิ่งนักเขาจักลวงพระองค์ด้วยอุบายที่ไม่จริง เช่นจักทำเป็นเทพบุตรสี่องค์หายตัว จักทำกลิ่นหอมที่ฟุ้งจากพระวรกาย และพระโอฐให้เป็นเหมือนกลิ่นเหม็น จักทำพระองค์ให้เป็นเหมือนพลัดตกจากอากาศ ยืนอยู่บนพื้นดินพระองค์จักเป็นเหมือนลูกแผ่นดินสูบที่นั้น พระองค์จักไม่อาจดำรงพระวาจาอยู่ได้.
ท่านอย่าได้เข้าใจอย่างนั้นเลย เราสามารถทำเช่นนั้นได้. ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์จักทรงทำเมื่อไร ? นับแต่นี้ไปเจ็ดวัน. พระราชดำรัสนั้นได้แพร่สะพัดไปทั่วพระนคร.
มหาชนเกิดปริวิตกขึ้นอย่างนี้ว่า ได้ยินว่าพระราชาจักทรงทำมุสาวาท ทำเด็กให้เป็นใหญ่ จักให้ผู้ใหญ่คืนฐานันดรให้แก่เด็ก ขึ้นชื่อว่ามุสาวาทเป็นอย่างไรหนอ มีสีเขียว หรือสีเหลืองเป็นต้น สีอะไรกันแน่. เขาว่ากันว่า ในครั้งนั้น เป็นเวลาที่โลกพูดความสัตย์ คนทั้งหลายจึงไม่รู้ว่า มุสาวาทนี้เป็นอย่างนี้.
แม้บุตรปุโรหิต พอได้ฟังคำนั้นแล้ว ก็ไปบอกบิดาว่า พ่อเขาว่า พระราชาจักทำมุสาวาท ทำพ่อให้เป็นเด็ก แล้วพระราชทานฐานันดรของฉันให้แก่อา. ปุโรหิตกล่าวว่า ลูกรัก ถึงพระราชาทรงทำมุสาวาท ก็ไม่อาจพระราชทานฐานันดรของเราแก่อาเจ้าได้. ก็พระราชาจักกระทำมุสาวาทในวันไหน ?
ได้ยินว่า แต่วันนี้ไปเจ็ดวัน. ถ้าเช่นนั้น เมื่อถึงวันนั้น เจ้าพึงบอกแก่เรา.
ครั้นถึงวันที่เจ็ด มหาชนคิดว่า จักดูมุสาวาท จึงไปประชุมกันที่พระลานหลวง ผูกเตียงซ้อน ๆ กันขึ้นยืนดู. กุมารก็ได้ไปบอกแก่บิดา. พระราชแต่งพระองค์แล้ว เสด็จออกจากประทับอยู่ในอากาศหน้าพระลานหลวงท่ามกลางมหาชน. พระดาบสได้เหาะมาแล้วลาดหนังรองนั่งตรงพระพักตร์พระราชา นั่งบัลลังก์ในอากาศ ทูลถามว่า ดูก่อนมหาบพิตร ได้ยินว่าพระองค์ประสงค์จะทำมุสาวาท ทำเด็กให้เป็นผู้ใหญ่ แล้วพระราชทานฐานันดรแก่เขา จริงหรือ ? พระราชาตรัสว่าถูกแล้ว ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าได้กล่าวอย่างนี้จริง. ลำดับนั้น พระดาบสเมื่อจะกล่าวสอนพระราชา ได้กล่าวว่า ดูก่อนมหาบพิตร ขึ้นชื่อว่ามุสาวาทเป็นบาปหนัก กำจัดคุณความดี ทำให้เกิดในอบายทั้ง ๔ ธรรมดาพระราชา เมื่อทรงทำมุสาวาท ย่อมชื่อว่าทำลายธรรม ครั้นทำลายธรรมเสียแล้ว ย่อมได้ชื่อว่าทำลายตนนั่นเอง ดังนี้แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ความว่า :-
เชฏฐาปจายนธรรม อันบุคคลใดทำลาย แล้ว ย่อมทำลายบุคคลนั้นเสียโดยแท้ เชฏฐาปจายนธรรนอันบุคคลใดไม่ทำลายแล้ว ย่อม ไม่ทำลายบุคคลนั้นสักน้อยหนึ่ง เพราะเหตุ นั้นแล พระองค์ไม่ควรทำลายเชฏฐาปจายนธรรมเลย เชฏฐาปจายนธรรมที่พระองค์ทำลาย แล้ว อย่าได้กลับมาทำลายพระองค์เลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺโม พระดาบสหมายถึงเชฏฐาปจายนธรรม.
พระดาบสเมื่อจะกล่าวสอนพระราชาให้ยิ่งขึ้นไปอีก. จึงกล่าวว่าดูก่อนมหาบพิตร ถ้าพระองค์จักทรงทำมุสาวาทไซร้ ฤทธิ์ ๔ อย่างของพระองค์ก็จักอันตรธานไป ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่ ๒ ความว่า :-
เมื่อพระองค์ยังตรัสคำกลับกลอกอยู่ เทวดาทั้งหลายก็จะพากันหลีกหนีไปเสีย พระโอษฐ์จักมีกลิ่นบูดเน่าเหม็นฟุ้งไป ผู้ใดรู้อยู่ เมื่อถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งแก้ปัญหานั้น ไปเสียอย่างอื่น ผู้นั้นย่อมพลัดพรากจากฐานะ ของตน แล้วถูกแผ่นดินสูบ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปกฺกมนฺติ เทวตา ความว่าพระดาบสกล่าวคำนี้ไว้ โดยประสงค์ว่า ดูก่อนมหาบพิตร ข้าพระองค์ยังตรัสกลับกลอกอยู่ไซร้ เทพบุตรทั้ง ๔ องค์ ก็จักละทิ้งหน้าที่หลีกหนีไปเสีย.
บทว่า ปูติกญฺจ มุขํ วาติ ความว่า พระดาบสกล่าวว่า กลิ่นบูดเน่า ทั้งสองคือทั้งทางพระโอฐ และทั้งพระวรกาย ของพระองค์จักฟุ้งไปดังนี้หมายถึงพระราชา.
บทว่า สกฏฺานาว ธํสติ ความว่า พระดาบสเมื่อจะแสดงว่าย่อมตกลงจากอากาศ แล้วถูกแผ่นดินสูบ. จึงกล่าวอยางนี้.
พระเจ้าอุปริจรราช ได้สดับโอวาทแล้ว มีพระหทัยกลัว ทอด. พระเนตรดูโกรกลัมพกพราหมณ์. ลำดับนั้น โกรกลัมพกพราหมณ์จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์อย่าทรงกลัวเลย ข้าพระองค์ ได้กราบทูลเรื่องนี้แก่พระองค์ไว้ก่อนแล้ว มิใช่หรือ ? พระราชาถึงจะได้ทรงสดับคำของกปิลปุโรหิตแล้วก็ตาม แต่เพื่อจะรักษาพระดำรัสของพระองค์ไว้ จึงได้ตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นน้องชายโกรกลัมพกะเป็นพี่ชาย. ทันใดนั้น เทพบุตรทั้ง ๔ องค์กล่าวว่า พวกเราจักไม่อารักขาคนมุสาวาทเช่นท่าน แล้วได้ทิ้งพระขรรค์ไว้ใกล้บาทพระราชา อันตรธานไปพร้อมกันที่พระราชาได้ตรัสมุสาวาท. พระโอฐก็มีกลิ่นเหม็นเหมือนฟองไข่เน่าแตก พระวรกายก็มีกลิ่นเหม็นเหมือนเวจกุฎีที่เปิดไว้ ฟุ้งตลบไป. พระราชาก็ตกจากอากาศ ประทับอยู่บนแผ่นดิน ฤทธิ์ทั้ง ๔ ได้เสื่อมไปแล้ว. ลำดับนั้น มหาปุโรหิตได้กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่ ขอพระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย ถ้าพระองค์ตรัสสัจวาจาไซร้ ข้าพระองค์จักทำสิ่งทั้งปวงให้กลับเป็นปกติแด่พระองค์ แล้วกล่าวคาถาที่ ๓ ความว่า :-
ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวัง ตามเดิมได้ ถ้ายังตรัสมุสาวาทอยู่ พระองค์ก็ จะดำรงอยู่ได้เพียงบนพื้นดิน ไม่สามารถจะ ลอยขึ้นสู่อากาศได้อีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภูมิยํ ติฏฺ บทว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ พระองค์จะดำรงอยู่ได้เพียงบนพื้นดิน ไม่สามารถลอยขึ้นสู่อากาศได้อีก.
แม้กปิลดาบสได้ทูลเตือนว่า จงดูเอาเถิดมหาบพิตร เพียงมุสาวาทครั้งแรกเท่านั้น ฤทธิ์ ๔ อย่างของพระองค์ก็อันตรธานไปแล้ว พระองค์จงกำหนดดูเถิด แม้บัดนี้ ข้าพระองค์ก็อาจทำให้กลับเป็นปกติได้ดังนี้ พระเจ้าอุปริจรราชนั้นตรัสว่า กปิลดาบสกล่าวอย่างนี้ ประสงค์จะลวงท่านทั้งหลาย แล้วกล่าวมุสาวาทเป็นครั้งที่สอง ได้ถูกแผ่นดินสูบลงไปแค่ข้อพระบาท. ลำดับนั้น พราหมณ์ได้กราบทูลพระราชาอีกว่าขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด แม้บัดนี้ ข้าพระองค์ก็อาจทำให้กลับเป็นปกติได้ พระเจ้าข้า ดังนี้แล้วกล่าวคาถานี้ ๔ ความว่า :-
พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ ถูกเขา ถามปัญหาแล้ว แกล้งทำมุสาวาท พยากรณ์ ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น ในแว่นแคว้นของ พระราชาพระองค์นั้น ฝนย่อมตกในเวลาไม่ใช่ ฤดูกาล ย่อมไม่ตกต้องตามฤดูกาล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺส ความว่า พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ แสร้งกล่าวเท็จ พยากรณ์ปัญหาที่เขาถามแล้วไปเสียอย่างอื่น ในแว่นแคว้นของพระราชาพระองค์นั้น ฝนย่อมไม่ตกในเวลาที่ควรตก แต่ตกในเวลาที่ไม่ควรตก.
ลำดับนั้น กปิลดาบสทูลเตือนต่อไปอีกว่า มหาบพิตร ด้วยผลแห่งมุสาวาท พระองค์ถูกแผ่นดินสูบไปแต่พระชงฆ์แล้ว ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด แล้วกล่าวคาถาที่ ๕ ความว่า :-
ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะแผ่นดินสูบลงไปอีก.
พระเจ้าอุปริจรราช ได้ทรงทำมุสาวาทเป็นครั้งที่สามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญท่านเป็นน้องชาย โกรกลัมพกะเป็นพี่ชายดังนี้แล้ว ถูกแผ่นดินสูบลงไปแต่พระชานุ. ลำดับนั้น กปิลดาบสได้ทูลพระราชาอีกว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด มหาบพิตร แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า :-
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในทิศ พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ ถูกเขาถามปัญหา แล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น พระชิวหาของพระราชาพระองค์นั้น จะแตก เป็นสองแฉกเหมือนลิ้นงู. ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ข้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช. วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบลึกยิ่งลงไปอีก.
พระดาบสครั้นกล่าวคาถาสองคาถานี้แล้ว ทูลว่า แม้จนบัดนี้พระองค์ก็ยังไม่อาจที่จะกลับทำให้เป็นปกติได้. พระราชามิได้ถือเอาถ้อยคำของพระดาบสนั้น ยังทรงทำมุสาวาทเป็นครั้งที่ ๔ ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นน้องชาย โกรกลัมพกะเป็นพี่ชาย ดังนี้แล้ว ถูกแผ่นดินสูบลงไปแค่บั้นพระองค์. ลำดับนั้น ปิลพราหมณ์ได้ทูลพระราชาว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิดมหาบพิตร แล้วกล่าวคาถา ๒คาถา ความว่า :-
ข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่ในทิศ พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ เมื่อถูกถามปัญหา แล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น พระชิวหาของพระราชาพระองค์นั้น จะไม่มี เหมือนปลาฉะนั้น. ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบลึกยิ่งลงไปกว่านี้อีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มจฺฉสฺเสว ความว่า พระชิวหาของพระราชานั้นจะไม่มี คือพระราชาที่กล่าวมุสาวาท จะเกิดในชาติใดก็ตาม จะเป็นใบ้อาจทำเสียงได้เหมือนปลา.
พระเจ้าอุปริจราช ได้ทำมุสาวาทเป็นครั้งที่ ๕ ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นน้องชาย โกรกลัมพกะเป็นพี่ชาย ดังนี้ แล้วถูกแผ่นดินสูบลงไปแค่พระนาภี. ลำดับนั้นกปิลดาบส ได้ทูลพระราชาอีกว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด มหาบพิตร แล้วกล่าวคาถา ๒คาถาความว่า :-
พระราชาพระองค์ใด ทรงทราบอยู่ เมื่อ ถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นไป เสียอย่างอื่น พระราชาพระองค์นั้น จะมีแต่ พระธิดาเท่านั้นมาเกิด หามีพระราชโอรสมา เกิดในราชสกุลไม่. ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบลึกไปยิ่งกว่านี้อีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ถิโยว ความว่า พระราชาผู้มีปกติตรัสมุสาวาทนั้น จะเกิดในภพใดก็ตาม จะมีแต่พระธิดาเท่านั้น หามีพระราชโอรสไปเกิดไม่.
พระราชามิได้ทรงเชื่อถือถ้อยคำ ตรัสมุสาวาทเช่นนั้นอีกเป็นครั้งที่ ๖ ถูกแผ่นดินสูบลงไปแต่พระถัน. กปิลดาบสได้ทูลพระราชาอีกว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด มหาบพิตร แล้วกล่าวคาถา ๒คาถาความว่า :-
พระราชาพระองค์ใด ทรงทราบอยู่ เมื่อ ถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้น ไปเสียอย่างอื่น พระราชาพระองค์นั้น จะไม่มี พระราชโอรส ถ้ามีก็จะพากันหลีกหนีไป ยัง ทิศน้อยทิศใหญ่. ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ จะถูกแผ่นสูบลึกยิ่งกว่านั้นลงไปอีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกฺกมนฺติ ความว่า ถ้าพระราชาผู้มีปกติตรัสคำเท็จ มีพระราชโอรสไซร้ พระราชโอรสเหล่านั้น ก็จะไม่ทำอุปการะแก่พระชนกชนนี จะพากันหลีกหนีไปยังทิศน้อยทิศใหญ่.
พระเจ้าอุปริจะราชมิได้ทรงเชื่อถือถ้อยคำของพระดาบส เพราะโทษคือการคบคนชั่วเป็นมิตร ได้ทรงคำมุสาวาทเช่นนั้นอีกเป็นครั้งที่๗. ทันใดนั้น แผ่นดินได้แยกออกเป็นสองช่อง. มีเปลวไฟจากอเวจีพลุ่งขึ้นไหม้พระราชา. มีสัมพุทธคาถา ๒ คาถา ดังต่อไปนี้ :-
พระเจ้าเจติยราชนั้น แต่ก่อนเคยเสด็จ เที่ยวไปได้ในอากาศ ภายหลังถูกพระฤๅษีสาบ แล้ว เสื่อมจากอำนาจ ถึงกำหนดเวลาของตน แล้ว ก็ถูกแผ่นดินสูบ. เพราะเหตุนั้นแหละ บัณฑิตทั้งหลายจึง ไม่สรรเสริญฉันทาคติ บุคคลไม่พึงเป็นผู้มีจิต ถูกฉันทาคติเป็นต้นประทุษร้าย พึงกล่าวแต่ คำสัตย์เท่านั้น.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๕๓๕–๕๕๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
อัฏฐกนิบาตชาดก ๕๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Cetiyarājajātakaṃ
dhammo have hato hantīti idaṃ satthā jetavane viharanto devadattassa paṭhavippavesanaṃ ārabbha kathesi.
Tasmiṃ hi divase bhikkhū dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso devadatto musāvādaṃ katvā paṭhaviṃ paviṭṭho avīciparāyano jātoti. Satthā āgantvā kāya nuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva pubbepi devadatto musāvādaṃ katvā paṭhaviṃ paviṭṭhoyevāti vatvā atītaṃ āhari
atīte paṭhamakappe mahāsammato nāma rājā asaṅkheyyāyuko ahosi. Tassa putto rojo nāma rojassa putto vararojo nāma tassa putto kalyāṇo nāma kalyāṇassa putto varakalyāṇo nāma varakalyāṇassa putto uposatho nāma uposathassa putto varauposatho nāma varauposathassa putto mandhātā nāma mandhātussa putto varamandhātā nāma varamandhātussa putto varo nāma varassa putto upavaro nāma uparicarotipi tasseva
Nāmaṃ. So cetiyaraṭṭhe sotthiyanagare rajjaṃ kāresi catūhi iddhīhi samannāgato ahosi uparicaro hoti ākāsagāmī cattāro devaputtā catūsupi disāsu khaggahatthā rakkhanti kāyato candanagandho vāyati mukhato uppalagandho. Tassa kapilo nāma brāhmaṇo purohito ahosi. Kapilabrāhmaṇassa pana kaniṭṭho korakalambako nāma raññā saddhiṃ ekācariyakule uggahitasippo bālasahāyo. Tassa kumārakāleyeva ahaṃ rajjaṃ patvā tuyhaṃ purohitaṭṭhānaṃ dassāmīti paṭijāni. So rajjaṃ patvā pitu purohitaṃ kapilabrāhmaṇaṃ purohitaṭṭhānato cāvetuṃ nāsakkhi. Purohite pana attano upaṭṭhānaṃ āgacchante tasmiṃ gāravena apacitākāraṃ dasseti. Brāhmaṇo taṃ sallakkhetvā rajjaṃ nāma samavayehi saddhiṃ suparihāraṃ hoti ahaṃ rājānaṃ āpucchitvā pabbajissāmīti cintetvā deva ahaṃ mahallako gehe kumāro atthi taṃ purohitaṃ karohi ahaṃ pabbajissāmīti rājānaṃ anujānāpetvā puttaṃ purohitaṭṭhāne ṭhapetvā rājuyyānaṃ pavisitvā isipabbajjaṃ pabbajitvā jhānābhiññā nibbattetvā puttaṃ upanissāya tattheva vāsaṃ kappesi. Korakalambako ayaṃ pabbajantopi mayhaṃ ṭhānantaraṃ na dāpesīti bhātari āghātaṃ bandhitvā ekadivasaṃ sukhakathāya samaye raññā korakalambaka tvaṃ purohitaṭṭhānaṃ na karosīti vutte āma deva na karomi bhātā me karotīti āha. Nanu te bhātā pabbajitoti. Āma pabbajito ṭhānantaraṃ pana puttassa dāpesīti. Tenahi tvaṃ kārehi. Deva paveṇiyā āgataṭhānantarā bhātaraṃ Apanetvā na sakkā mayā kāretunti. Evaṃ sante ahaṃ taṃ mahallakaṃ katvā bhātarante kaniṭṭhaṃ karissāmīti. Kathaṃ devāti. Musāvādaṃ katvāti. Kiṃ deva na jānātha yadā mama bhātā mahantena abbhūtadhammena samannāgato vijjādharo so abhūtena tumhe vañcessati cattāro devaputte antarahite viya karissati kāyato ca mukhato ca sugandhaṃ duggandhaṃ viya karissati tumhe ākāsā otāretvā bhūmiyaṃ ṭhite viya karissati tumhe paṭhaviyaṃ pavisantā viya bhavissatha tadā tumhe kathāya patiṭṭhātuṃ nāsakkhissathāti. Tvaṃ evaṃ saññaṃ mā kari ahaṃ kātuṃ sakkhissāmīti. Kadā karissatha devāti. Ito sattame divaseti. Sā kathā sakalanagare pākaṭā ahosi. Rājā kira musāvādaṃ katvā khuddakaṃ mahallakaṃ karissati ṭhānantaraṃ khuddakassa dāpessati kīdiso nu kho musāvādo nāma kiṃ nīlako udāhu pītakādīsu aññataravaṇṇoti evaṃ mahājanassa parivitakko udapādi. Tadā kira lokassa saccavādikāle musāvādo nāma evarūpoti na jānanti. Purohitaputtopi taṃ kathaṃ sutvā gantvā pitu kathesi tāta rājā kira musāvādaṃ katvā tumhe khuddake katvā amhākaṃ ṭhānantaraṃ mama cullapitussa dassatīti. Tāta rājā musāvādaṃ katvāpi amhākaṃ ṭhānantaraṃ tassa dātuṃ na sakkhissati kataradivase pana karissatīti. Ito kira sattame divaseti. Tenahi tadā mayhaṃ āroceyyāsīti. Sattame divase mahājanā musāvādaṃ passissāmāti rājaṅgaṇe sannipatitvā mañcātimañce bandhitvā Aṭṭhaṃsu. Kumāro gantvā pitu ārocesi. Rājā alaṅkatapaṭiyatto nikkhamitvā mahājanassa majjhe rājaṅgaṇe ākāse aṭṭhāsi. Tāpaso ākāsenāgantvā rañño purato nisīdanacammaṃ attharitvā ākāse pallaṅkena nisīditvā saccaṃ kira tvaṃ mahārāja musāvādaṃ katvā khuddakaṃ mahallakaṃ katvā tassa ṭhānantaraṃ dātukāmosīti. Āma ācariya evaṃ me kathitanti. Atha naṃ so ovadanto mahārāja musāvādo nāma bhāriyo guṇaparidhaṃsako catūsu apāyesu nibbattāpeti rājā nāma musāvādaṃ karonto dhammaṃ hanati so dhammaṃ hanitvā sayameva haññatīti vatvā paṭhamaṃ gāthamāha
dhammo have hato hanti nāhato hanti kiñcinaṃ
tasmā hi dhammaṃ na hane mā taṃ dhammo hato hanīti.
Tattha dhammoti jeṭṭhāpacāyanadhammo adhippeto.
Atha naṃ uttariṃpi ovadanto sace mahārāja musāvādaṃ karissasi catasso te iddhiyo antaradhāyissantīti vatvā dutiyaṃ gāthamāha
alikaṃ bhāsamānassa apakkamanti devatā
pūtikañca mukhaṃ vāti sakaṭṭhānāva dhaṃsati
yo jānaṃ pucchito pañhaṃ aññathā naṃ viyākareti.
Tattha apakkamanti devatāti mahārāja sace alikaṃ bhaṇissasi cattāro devaputtā ārakkhaṃ chaḍḍetvā antaradhāyissantīti adhippāyenetaṃ vadati. Pūtikañca mukhaṃ vātīti mukhañca te kāyo ca ubho Pūtigandhaṃ vāyissatīti taṃ sandhāyāha. Sakaṭṭhānāva dhaṃsatīti ākāsato bhassitvā paṭhaviṃ pavisatīti dīpento evamāha.
Taṃ sutvā rājā bhīto korakalambakaṃ olokesi. Atha naṃ so mā bhāyi mahārāja nanu mayā paṭhamameva tumhākaṃ etaṃ kathitanti āha. Rājā kapilassa vacanaṃ sutvā attano kathitameva purato karonto tvaṃsi bhante kaniṭṭho jeṭṭho korakalambakoti āha. Athassa saha musāvādena cattāro devaputtā tādisassa musāvādino ārakkhaṃ na gaṇhissāmāti khagge pādamūle chaḍḍetvā antaradhāyiṃsu. Mukhaṃ bhinnakukkuṭaṇḍaṃ viya kāyo vivaṭavaccakuṭi viya duggandhaṃ vāyi. Ākāsato bhassitvā paṭhaviyaṃ patiṭṭhahati catassopi iddhiyo parihāyiṃsu. Atha naṃ ca mahāpurohito mā bhāyi mahārāja sace saccaṃ bhaṇissasi sabbante paṭipākatikaṃ karissāmīti vatvā tatiyaṃ gāthamāha
sace hi saccaṃ bhaṇasi hohi rāja yathā pure
musā ce bhāsase rāja bhūmiyaṃ tiṭṭha cetiyāti.
Tattha bhūmiyaṃ tiṭṭhāti bhūmiyaṃ deva patiṭṭha puna ākāsaṃ laṅghituṃ na sakkhissasīti attho.
So passa mahārāja paṭhamaṃ musāvādeneva te catasso iddhiyo antarahitā sallakkhehi idānipi sakkā paṭipākatikaṃ kātunti vuttepi evaṃ vatvā tumhe vañcetukāmoti dutiyampi musāvādaṃ bhaṇitvā yāva gopphakā paṭhaviṃ pāvisi. Atha naṃ punapi brāhmaṇo Sallakkhehi idānipi sakkā pākatikaṃ kātuṃ mahārājāti vatvā catutthaṃ gāthamāha
akāle vassatī tassa kāle tassa na vassati
yo jānaṃ pucchito pañhaṃ aññathā naṃ viyākareti.
Tattha tassāti yo jānanto pucchitaṃ pañhaṃ musāvādaṃ katvā aññathā byākaroti tassa rañño vijite devo yuttakāle avassitvā akāle vassatīti attho.
Atha naṃ punapi musāvādaphalena yāva jaṅghā paṭhaviṃ paviṭṭhoti sallakkhehi mahārājāti vatvā pañcamaṃ gāthamāha
sace hi saccaṃ bhaṇasi hohi rāja yathā pure
musā ce bhāsase rāja bhūmiṃ pavisa cetiyāti. So tatiyampi tvaṃsi bhante kaniṭṭho jeṭṭho korakalambakoti musāvādameva katvā yāva jaṇṇukā paṭhaviṃ pāvisi. Atha naṃ punapi sallakkhehi mahārājāti vatvā dve gāthā abhāsi
jivhā tassa dvidhā hoti uragasseva disampati
yo jānaṃ pucchito pañhaṃ aññathā naṃ viyākare.
Sace hi saccaṃ bhaṇasi hohi rāja yathā pure
musā ce bhāsase rāja bhiyyo pavisa cetiyāti. Imā dve gāthā vatvā idānipi sakkā paṭipākatikaṃ kātunti āha. Rājā tassa vacanaṃ anādiyanto tvaṃsi bhante kaniṭṭho jeṭṭho korakalambakoti catutthaṃ musāvādaṃ katvā yāva kaṭito paṭhaviṃ Pāvisi. Atha naṃ brāhmaṇo sallakkhehi mahārājāti vatvā puna dve gāthā abhāsi
jivhā tassa na bhavati macchasseva disampati
yo jānaṃ pucchito pañhaṃ aññathā naṃ viyākare.
Sace hi saccaṃ bhaṇasi hohi rāja yathā pure
musā ce bhāsase rāja bhiyyo pavisa cetiyāti.
Tattha macchassevāti nibbattanibbattaṭṭhāne musāvādino macchassa viya kathanasamatthā jivhā na hoti mūgova hotīti attho.
So pañcamampi tvaṃsi bhante kaniṭṭho jeṭṭho korakalambakoti musāvādaṃ katvā yāva nābhito paṭhaviṃ pāvisi. Atha naṃ brāhmaṇo punapi sallakkhehi mahārājāti vatvā dve gāthā abhāsi
thiyova tassa jāyanti na pumā jāyare kule
yo jānaṃ pucchito pañhaṃ aññathā naṃ viyākare.
Sace hi saccaṃ bhaṇasi hohi rāja yathā pure
musā ce bhāsase rāja bhiyyo pavisa cetiyāti.
Tattha thiyovāti nibbattanibbattaṭṭhāne musāvādissa dhītarova jāyanti puttā na jāyantīti attho.
Rājā anādayitvā chaṭṭhampi tatheva musāvādaṃ bhaṇitvā yāva thanā paṭhaviṃ pāvisi. Punapi brāhmaṇo sallakkhehi mahārājāti vatvā dve gāthā abhāsi
Puttā tassa na bhavanti pakkamanti disodisaṃ
yo jānaṃ pucchito pañhaṃ aññathā naṃ viyākare.
Sace hi saccaṃ bhaṇasi hohi rāja yathā pure
musā ce bhāsase rāja bhiyyo pavisa cetiyāti.
Tattha pakkamantīti sace musāvādissa puttā honti mātāpitūnaṃ anūpakārā hutvā palāyantīti attho.
So pāpamittasaṃsaggadosena tassa vacanaṃ anādayitvā sattamampi tatheva musāvādaṃ akāsi. Athassa paṭhavī vivaraṃ adāsi. Avīcito jālā uṭṭhahitvā gaṇhi. Imā dve gāthā sambuddhagāthā honti
sa rājā isinā satto antalikkhacaro pure
pāvekkhi paṭhaviṃ pecco hīnatto attapariyāyaṃ.
Tasmā hi chandāgamanaṃ nappasaṃsanti paṇḍitā
aduṭṭhacitto bhāseyya giraṃ saccūpasañhitanti.
Tattha sa rājāti bhikkhave so cetiyo rājā pubbe antalikkhacaro hutvā pacchā isinā abhisatto parihīnasabhāvo hutvā attapariyāyaṃ attano kālapariyāyaṃ patvā paṭhaviṃ pāvisīti attho. Tasmāti yasmā cetiyarājā chandādigamanena avīciparāyano jāto tasmā. Aduṭṭhacittoti chandādīhi adūsitacitto hutvā saccameva bhāseyyāti.
Mahājano cetiyarājā isiṃ akkositvā musāvādaṃ katvā avīciṃ paviṭṭhoti bhayappatto ahosi. Rañño pañca puttā āgantvā brāhmaṇassa pādesu patitvā amhākaṃ avassayo hohīti vadiṃsu. Brāhmaṇo tātā tumhākaṃ pitā dhammaṃ nāsetvā musāvādaṃ katvā isiṃ akkositvā avīciṃ pavisanto dhammo nāmesa hato hanati tumhehi na sakkā idha vasitunti vatvā tesu sabbajeṭṭhakaṃ ehi tāta pācīnadvārena nikkhamitvā ujukameva gaccha gacchanto sabbasetaṃ sattappatiṭṭhitaṃ hatthiratanaṃ passissasi tāya saññāya tattha nagaraṃ māpetvā vasa taṃ nagaraṃ hatthipuraṃ nāma bhavissatīti āha. Dutiyaṃ āmantetvā tāta dakkhiṇadvārena nikkhamitvā ujukameva gaccha gacchanto sabbasetaṃ assaratanaṃ passissasi tāya saññāya tattha nagaraṃ māpetvā vasa taṃ nagaraṃ assapuraṃ nāma bhavissatīti āha. Tatiyaṃ āmantetvā tāta pacchimadvārena nikkhamitvā ujukameva gaccha gacchanto kesarasīhaṃ passissasi tāya saññāya tattha nagaraṃ māpetvā vasa taṃ nagaraṃ sīhapuraṃ nāma bhavissatīti āha. Catutthaṃ āmantetvā tāta uttaradvārena nikkhamitvā ujukameva gaccha gacchanto sabbaratanamayaṃ cakkapañjaraṃ passissasi tāya saññāya tattha nagaraṃ māpetvā vasa taṃ nagaraṃ uttarapañjaraṃ nāma bhavissatīti āha. Pañcamaṃ āmantetvā tāta tayā imasmiṃ ṭhāne vasituṃ na sakkā imasmiṃ nagare mahāthūpaṃ katvā nikkhamitvā pacchimuttarāya disāya ujukameva gaccha gacchanto dve pabbate aññamaññaṃ paharitvā daddhanti saddaṃ karonte passissasi tāya saññāya tattha nagaraṃ māpetvā vasa taṃ nagaraṃ daddhapuraṃ nāma bhavissatīti āha. Te pañcapi janā tāya saññāya gantvā tasmiṃ tasmiṃ ṭhāne nagarāni māpetvā vasiṃsu.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā na bhikkhave idāneva pubbepi devadatto musāvādaṃ katvā paṭhaviṃ paviṭṭhoti vatvā jātakaṃ samodhānesi tadā cetiyarājā devadatto ahosi kapilabrāhmaṇo pana ahamevāti.
Cetiyarājajātakaṃ chaṭṭhamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗