ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อินทริยชาดก
ชาดกที่ ๔๒๓ · อัฏฐกนิบาตชาดก · กัจจานิวรรค

อินทริยชาดก

ว่าด้วยดี ๔ ชั้น

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๑๗๑ · บรรทัด ๔๙๘๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอินทริยชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุถูกภรรยาเก่าประเล้าประโลม จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า โย อินฺทฺริยานํ ดังนี้.

ได้ยินว่า ในพระนครสาวัตถี มีกุลบุตรคนหนึ่งฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว คิดว่า ผู้อยู่ครองเรือนไม่อาจประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว เราจักบวชในศาสนาที่นำสัตว์ออกจากทุกข์ แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ ดังนี้แล้วได้มอบสมบัติในเรือนให้แก่บุตรและภรรยา แล้วทูลขอบรรพชากะพระศาสดา. แม้พระบรมศาสดาก็รับสั่งให้บรรพชาแก่กุลบุตรนั้น ครั้นบวชเป็นภิกษุแล้ว ไปบิณฑบาตกับอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ อาสนะในเรือนแห่งตระกูลก็ดี ในโรงฉันก็ดี ไม่ถึงภิกษุนั้น เพราะตนเป็นนวกะและมีภิกษุมากด้วยกัน. ตั่งหรือแผ่นกระดานย่อมถึงในที่สุดท้ายพระสังฆนวกะ. แม้อาหารที่จะพึงได้ ก็ล้วนป่นเป็นแป้งและเป็นน้ำข้าวที่ติดอยู่ตามข้างกระบวยบ้าง เป็นข้าวยาคูบ้าง ของเคี้ยวที่บูดที่แห้งบ้าง เป็นข้าวตังข้าวตากบ้าง ไม่พออิ่ม. ภิกษุนั้นถือเอาอาหารที่ตนไว้แล้ว ไปสำนักของภรรยาเก่า ภรรยาเก่าไหว้แล้วรับบาตรของภิกษุนั้น เอาภัตตาหารออกจากบาตรทิ้งเสีย แล้วถวายข้าวยาคูภัตสูปพยัญชนะที่ตนตกแต่งไว้ดีแล้ว. ภิกษุแก่นั้นติดรสอาหารไม่สามารถจะละภรรยาเก่าได้. ภรรยาเก่าคิดว่า เราจักทดลองภิกษุแก่นี้ว่า จะติดรสอาหารหรือไม่. อยู่มาวันหนึ่ง นางได้ให้มนุษย์ชาวชนบทอาบน้ำ ทาดินสีพองนั่งอยู่ในเรือน บังคับคนใช้อื่นอีก ๒, ๓ คนให้นำน้ำและข้าวมาให้มนุษย์ชนบทนั้นคนละนิดละหน่อย แล้วก็พากันนั่งเคี้ยวกินอยู่. นางได้ให้คนใช้ไปจับโคเข้าเทียมเกวียนไว้เล่มหนึ่งที่ประตูเรือน ส่วนตัวเองก็หลบไปนั่งทอดขนมอยู่ที่ห้องหลังเรือน ลำดับนั้น ภิกษุแก่มายืนอยู่ที่ประตู. ชายแก่คนหนึ่งเห็นภิกษุนั้นกล่าวว่าแน่ะแม่เจ้า พระเถระองค์ มายืนอยู่ที่ประตู. นางตอบไปว่า ท่านช่วยไหว้นิมนต์ให้ท่านไปข้างหน้าเถิด. ชายแก่กล่าวหลายครั้งว่า นิมนต์ไปข้างหน้าเถิดเจ้าข้า ก็ยังเห็นท่านยืนเฉยอยู่ จึงได้บอกกะภรรยาเก่าว่าแน่ะแม่เจ้า พระเถระไม่ยอมไป. ภรรยาเก่าไปเลิกม่านมองดู กล่าวว่าอ้อ พระเถระพ่อของเด็กเรา จึงออกไปไหว้แล้วรับบาตรนิมนต์ให้เข้าไปในเรือนแล้วให้ฉัน ครั้นฉันเสร็จ นางกล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้า จงปรินิพพานอยู่ในที่นี่แหละ ตลอดกาลเท่านี้ ดิฉันมิได้ยึดถือตระกูลอื่นเลย ก็เรือนที่ปราศจากสามี จะดำรงการครองเรือนอยู่ด้วยดีไม่ได้ดิฉันจะยึดถือตระกูลอื่นไปอยู่ชนบทที่ไกล ขอพระผู้เป็นเจ้าอย่าได้ประมาท ถ้าดิฉันมีโทษอยู่ไซร้ ขอได้โปรดอดโทษนั้นเสียเถิด. หัวใจของภิกษุแก่ได้เป็นเหมือนถูกฉีกออก. ลำดับนั้น ภิกษุแก่ได้กล่าวกะภรรยาเก่าว่า เราไม่อาจจะละเจ้าไปได้ เจ้าอย่าไปเลย ฉันจักสึกละ เจ้าจงส่งผ้าสาฎกไปให้ฉันที่โน้น เราไปมอบบาตรจีวรแล้วจักมา. นางรับคำแล้ว. ภิกษุแก่ไปวิหารให้อาจารย์อุปัชฌาย์รับบาตรจีวร เมื่ออาจารย์และอุปัชฌาย์ถามว่า อาวุโส เหตุไรเธอจึงทำอย่างนี้ จึงตอบว่า กระผมไม่อาจละภรรยาเก่าได้ กระผมจักสึก ลำดับนั้น อาจารย์และอุปัชฌาย์จึงนำภิกษุนั้นผู้ไม่ปรารถนาจะบวชอยู่ ไปสู่สำนักพระศาสดา เมื่อพระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอนำเอาภิกษุผู้ไม่ปรารถนาจะบวชอยู่นี้มาทำไม ? จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้กระสันอยากจะสึก พระเจ้าข้า. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่าได้ยินว่าเธอกระสันจะสึกจริงหรือ เมื่อภิกษุนั้นทราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้าตรัสถามว่า ใครทำให้เธอกระสัน เมื่อภิกษุทราบทูลว่า ภรรยาเก่าพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุมิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่หญิงนั้นทำความพินาศให้แก่เธอ แม้ในกาลก่อนเธอก็เสื่อมจากฌานสี่ ถึงความทุกข์ใหญ่ เพราะอาศัยหญิงนั้น แต่ได้อาศัยเราจึงพ้นจากทุกข์กลับได้ฌานที่เสื่อมเสียไปแล้ว ดังนี้แล้ว ทรงน่าเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์อาศัยปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัตนั้น เกิดในครรภ์นางพราหมณีภรรยาปุโรหิตนั้น. ในวันที่พระโพธิสัตว์เกิดบรรดาอาวุธที่มีอยู่ทั่วพระนครลุกโพลงขึ้น เพราะเหตุนั้นญาติทั้งหลาย จึงตั้งชื่อพระโพธิสัตว์ว่า โชติปาละ. โชติปาลกุมารนั้นครั้นเจริญวัยแล้ว เรียนศิลปะทุกอย่างในเมืองตักกศิลา แล้วกลับมาแสดงศิลปะแก่พระราชา ต่อมาได้ละอิสริยยศเสียไม่ให้ใคร ๆ รู้ หนีออกทางอัคคทวาร เข้าป่าบวชเป็นฤาษีอยู่ในอาศรม ป่าไม้มะขวิดที่ท้าวสักกเทวราชเนรมิตรถวาย ทำฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว. พระฤๅษีหลายร้อยห้อมล้อมเป็นบริวาร พระโชติปาลฤๅษีผู้อยู่ที่อาศรมนั้น. อาศรมนั้นได้เป็นมหาสมาคม มีลูกศิษย์ชั้นหัวหน้า ๗ องค์ องค์ที่ ๑ ชื่อว่าสาลิสสรฤาษี ได้ออกจากอาศรมป่าไม้มะขวิด ไปอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำสาโตทกา ในสุรัฏฐชนบท มีฤาษีหลายพันองค์เป็นบริวาร. องค์ที่ ๒ชื่อเมณฑิสสรฤๅษี ไปอาศัยนิคมกลัมพมูลกะ อยู่ในแว่นแคว้นของพระเจ้า ปโชตกราช มีฤาษีหลายพันองค์เป็นบริวาร. องค์ที่ ๓ ชื่อบรรพตฤาษีไปอาศัยอฏวีชนบทแห่งหนึ่งอยู่ มีฤาษีหลายพันเป็นบริวารองค์ที่ ๔ ชื่อกาฬเทวิลฤาษี ไปอาศัยโขดศิลาแห่งหนึ่งอยู่ ณ ทักษิณาบทในแคว้นอวันตี มีฤาษีหลายพันเป็นบริวาร. องค์ที่ ๕ ชื่อกิสวัจฉฤๅษีไปอาศัยนครกุมภวดีของเจ้าทัณฑกี อยู่องค์เดียวในพระราชอุทยาน. องค์ที่ ๖ พระดาบสอนุสิสสะ เป็นอุปัฏฐากอยู่กับพระโพธิสัตว์ องค์ที่๗ ชื่อว่านารทฤๅษี เป็นน้องชายกาฬเทวิลฤาษี ไปอยู่ในถ้ำที่เร้นแห่งหนึ่ง ในระหว่างข่ายภูเขาอัญชนคิรี ในป่ามัชฌิมประเทศแต่องค์เดียว.

ก็ ณ ที่ใกล้ ๆ ภูเขาอัญชนคิรี มีนิคมแห่ง ๑ มีมนุษย์อยู่มาด้วยกัน. ในระหว่างภูเขาอัญชนคิรีกับนิคมมีแม่น้ำใหญ่ พวกมนุษย์พากันไปประชุมที่แม่น้ำนั้นมาก. พวกนางวรรณทาสีรูปงามทั้งหลายเมื่อเล้าโลมผู้ชายก็พากันไปนั่งที่ฝั่งแม่น้ำ. พระนารทดาบสเห็นนาง ๑เข้าในบรรดานางเหล่านั้น มีจิตปฏิพัทธิ์จึงเสื่อมจากฌาน ซูบชีดตกอยู่ในอำนาจกิเลส นอนอดอาหารอยู่ ๗ วัน. ลำดับนั้น กาฬเทวิลดาบสผู้เป็นพี่ชายของนารทดาบสใคร่ครวญดู ก็รู้เหตุนั้น จึงเหาะมาแล้วเข้าไปในถ้ำที่เร้น. นารทดาบสเห็นพระกาฬเทวิลดาบส จึงถามว่า ท่านมาทำไม ? กาฬเทวิลดาบสตอบว่า ท่านไม่สบายเรามาเพื่อรักษาท่าน. นารทดาบสจึงพูดข่มกาฬเทวิลดาบสด้วยมุสาวาทว่า ท่านพูดไม่ได้เรื่องกล่าวคำเหลาะแหละเปล่า ๆ กาฬเทวิลดาบสคิดว่า เราไม่ควรฟัง นารทดาบสจึงไปนำดาบส ๓ องค์มา คือ สาลิสสรดาบส เมณฑิสสรดาบสบรรพติสสรดาบส. นารทดาบสก็กล่าวข่มดาบสเหล่านั้นด้วยมุสาวาท.

กาฬเทวิลดาบสคิดว่า เราจักนำสรภังคดาบสมา จึงเหาะไปเชิญสรภังคดาบสมา. ท่านสรภังคดาบสครั้นมาเห็นแล้วก็รู้ว่า ตกอยู่ในอำนาจแห่งอินทรีย์ จึงถามว่า ดูก่อนนารทะ เธอตกอยู่ในอำนาจแห่งอินทรีย์กระมัง. เมื่อนารทดาบส พอได้ฟังถ้อยคำดังนั้น ก็ลุกขึ้นถวายอภิวาทกล่าวว่า ถูกแล้วท่านอาจารย์ ท่านสรภังคดาบสจึงกล่าวว่า ดูก่อนนารทะ ธรรมดาผู้ที่ตกอยู่ในอำนาจอินทรีย์ ในอัตภาพนี้ก็ซูบชีดเสวยทุกข์ ในอัตภาพที่สองย่อมเกิดในนรก ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่ ๑ความว่า :-

ดูก่อนนารทะ บุรุษใดตกอยู่ในอำนาจ แห่งอินทรีย์ เพราะกาม บุรุษนั้นละโลกทั้ง ๒ ไปแล้ว ย่อมเกิดในอบายมีนรกเป็นต้น แม้ เมื่อยังเป็นอยู่ ก็ย่อมซูบซีดไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โย อินฺทฺริยานํ ความว่า ดูก่อนนารทะ บุรุษใดยึดถืออาการในรูปเป็นต้น ว่างามตกอยู่ในอำนาจแห่งอินทรีย์ ๖ ด้วยสามารถแห่งกิเลสกาม. บทว่า ปริจฺจชฺชุโภ ความว่าบุรุษนั้นละโลกทั้ง ๒ คือมนุษยโลก และเทวโลกเสีย ย่อมบังเกิดในอบายมีนรกเป็นต้น. บทว่า ชีวนฺเตว วิสุสฺสติ ความว่า เมื่อยังเป็นอยู่ ก็ไม่ได้กิเลสวัตถุที่ตนปรารถนา ย่อมเหือดแห้งด้วยความโศกถึงทุกข์ใหญ่.

นารทดาบสได้ฟังดังนั้น จึงถามว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ขึ้นชื่อว่าการเสพกาม ย่อมเป็นสุข แต่ท่านมากล่าวความสุขเช่นนี้ว่า เป็นทุกข์ดังนี้ หมายถึงอะไร ? ลำดับนั้นท่านสรภังคดาบสได้กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นเธอจงพึง แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ความว่า :-

ทุกข์เกิดในลำดับแห่งสุข สุขเกิดใน ลำดับแห่งทุกข์ ส่วนเธอนั้นประสบทุกข์มา กว่าสุข เธอจงหวังความสุข อันประเสริฐเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขสฺสานนฺตรํ ได้แก่ทุกข์คือนรกอันเกิดขึ้นในลำดับแห่งกามสุข. บทว่า ทุกฺขสฺส ได้แก่สุขที่เป็นทิพย์สุขมนุษย์และสุขคือพระนิพพาน อันเกิดในลำดับแห่งความลำบาก คือต้องรักษาศีล.

ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ ดูก่อนนารทะ สัตว์เหล่านี้ทำกาละลงในสมัยที่เสพกาม ย่อมเกิดในนรกอันเป็นสถานที่มีทุกข์โดยส่วนเดียวส่วนผู้รักษาศีลและเจริญวิปัสสนาย่อมลำบาก เขาเหล่านั้นรักษาศีลด้วยความลำบากแล้ว ย่อมกลับได้ความสุขดังกล่าวแล้ว ด้วยผลแห่งศีลอาศัยเหตุนี้เราจึงกล่าวอย่างนี้.

บทว่า โสสิ ปตฺโต ความว่า ดูก่อนนารทะ. เธอนั้น บัดนี้ได้ทำฌานสุขให้พินาศเสียแล้วจึงถึงทุกข์ทางใจ ซึ่งอาศัยกามเป็นเหตุมากกว่าสุขนั้น. บทว่า ปาฏิกงฺขา ความว่า เธอจงทิ้งกิเลสทุกข์นี้เสียแล้วจำนง คือปรารถนาฌานสุขี่ประเสริฐคือสูงสุดนั้นแหละเถิด.

นารทดาบสกล่าวว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ทุกข์นี้นั้นข้าพเจ้าไม่อาจอดกลั้นได้. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กล่าวกะนารทดาบสว่า ดูก่อนนารทะ ธรรมดาทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว บุคคลพึงอดกลั้นได้ดังนี้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๓ ความว่า :-

ในเวลาเกิดความลำบาก บุคคลใดอดทน ความลำบากได้. บุคคลนั้นย่อมไม่เป็นไปตาม ความลำบาก บุคคลนั้นเป็นนักปราชญ์ ย่อม บรรลุสุขปราศจากเครื่องประกอบ อันเป็นที่ สุดแห่งความลำบาก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาติวตฺตติ แปลว่า ย่อมไม่เป็นไปตาม. พระบาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน.

ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า ดูก่อนนารทะ บุคคลใดในกาลเมื่อความลำบากคือทุกข์ อันเป็นไปทางกายและทางจิตเกิดขึ้นแล้ว เป็นผู้ไม่ประมาท หาอุบายกำจัดความลำบากนั้นเสียได้ อดกลั้นต่อความลำบากได้ ชื่อว่าไม่เป็นไปตามความลำบาก คือไม่เป็นไปในอำนาจความลำบากนั้นใช้อุบายนั้น ๆ ครอบงำความลำบาก คือทำความลำบากนั้นให้หมดไปได้ บุคคลนั้นเป็นนักปราชญ์ บรรลุความสุขที่ปราศจากอามิสคือสุขที่มีในที่สุดแห่งความลำบาก. หรือว่าเป็นผู้ไม่ลำบาก ย่อมประสบคือบรรลุถึง ซึ่งความสุขที่ปราศจากโยคะ ซึ่งเป็นที่สุขของความลำบากนั้น.

นารทดาบสกล่าวว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ขึ้นชื่อว่ากามสุขเป็นสุขสูงสุด ข้าพเจ้าไม่อาจละกามสุขนั้นได้. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวกะนารทดาบสว่า ดูก่อนนารทะ ขึ้นชื่อว่าธรรม บุคคลไม่ควรให้พินาศด้วยเหตุไร ๆ ก็ตาม ดังนี้แล้วกล่าวคาถาที่ ๔ ความว่า :-

เธอไม่ควรเคลื่อนจากธรรม เพราะ ปรารถนากามทั้งหลาย เพราะเหตุใช่ประโยชน์ เพราะเหตุเป็นประโยชน์ ถึงเธอจะทำสุขใน ฌานที่สำเร็จแล้วให้นิราศไป ก็ไม่ควรเคลื่อน จากธรรมเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามานํ กามา ได้แก่ เพราะความใคร่กาม คือเพราะปรารถนาวัตถุกามทั้งหลาย. บทว่า นานตฺถา นตฺถการณา ความว่า เธอไม่ควรเสื่อมจากธรรม เพราะเหตุใช่ประโยชน์ และเพราะเหตุเป็นประโยชน์. บทว่า น กตญฺจ นิรํกตฺวา ความว่า ถึงเธอจะทำฌานสุขที่ทำจนสำเร็จแล้วให้นิราศไป.

ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า ดูก่อนนารทะ เรอไม่ควรเคลื่อนจากธรรม เพราะปรารถนาวัตถุกามเท่านั้นเลย คือ เมื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์อย่างหนึ่งเกิดขึ้น ประสงค์จะกำจัดสิ่งมิใช่ประโยชน์นั้น ก็ไม่ควรเคลื่อนจากธรรม เพราะมุ่งประโยชน์ คือเพราะประโยชน์อันเป็นต้นเหตุ. อธิบายว่า ก็เธอสมควรเคลื่อนจากธรรม เพราะเหตุอันเป็นประโยชน์อย่างนี้ว่า ประโยชน์อย่างโน้นจะเกิดแก่เรา คือถึงเธอจะทำฌานสุขที่ทำจนสำเร็จแล้วให้นิราศไป คือเสื่อมสิ้นไป ก็ยังไม่สมควรเคลื่อนเสียจากธรรม.

เมื่อสรภังคดาบสแสดงธรรมด้วยคาถา ๔ คาถาอย่างนี้แล้วกาฬเทวิลดาบส เมื่อจะกล่าวสอนน้องชายของตน จึงกล่าวคาถาที่ ๕ความว่า :-

ความขยันของคฤหบดี ผู้อยู่ครองเรือน ดีชั้น ๑ การแบ่งปันโภคทรัพย์ให้แก่สมณพราหมณ์ ผู้ตั้งอยู่ในธรรมแล้วบริโภคด้วยตน เอง ดีชั้น ๒ เมื่อได้ประโยชน์ไม่ระเริงใจ ด้วยความมัวเมา ดีชั้น ๓ เมื่อเวลาเสื่อม ประโยชน์ ไม่มีความลำบากใจ ดีชั้น ๔

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทกฺขํ คหปตํ ความว่า ดูก่อนนารทะ. คฤหบดีผู้อยู่ครองเรือน ฉลาดไม่เกียจคร้านทำโภคะให้เกิดขึ้น ชื่อว่าขยันมั่นเพียร คือความเป็นผู้ฉลาด ข้อนี้ดีชั้น ๑. บทว่า สํวิภชฺชญฺจ โภชนํ ความว่า การแบ่งปันโภคะที่ให้เกิดแล้วด้วยความลำบาก แก่สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติธรรม แล้วจึงบริโภค ข้อนี้ดีที่ ๒. บทว่า อหาโส อตฺถลาเภสุ ความว่า เมื่ออิสริยยศอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้นแล้วก็ไม่ร่าเริงใจด้วยอำนาจความมัวเมา ได้แก่ปราศจากความระเริงใจ ข้อนี้ดีที่ ๓. บทว่า อตฺถพฺยาปตฺติ ความว่า ก็เมื่อใดมีความเสื่อมประโยชน์คือยศพินาศ เมื่อนั้นไม่มีความลำบากซบเซา ข้อนี้ดีที่ ๔.

ดูก่อนนารทะ เพราะเหตุนั้น เธออย่าเศร้าโศกไปเลยว่า ฌานของเราเสื่อมไปแล้ว ถ้าเธอไม่ตกอยู่ในอำนาจของอินทรีย์ แม้ฌานของเธอที่เสื่อมแล้ว ก็จักกลับคืนเป็นปกติเหมือนเดิม.

พระศาสดา ผู้ตรัสรู้เองด้วยพระปัญญาอันยิ่ง ทรงทราบความที่กาฬเทวิลดาบส กล่าวสอนนารทดาบสนั้น ตรัสพระคาถาที่ ๖ ความว่า :-

เทวิลดาบสผู้สงบระงับ ได้พร่ำความ เป็นบัณฑิตกะนารทดาบสนั้น ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ว่า บุคคลผู้เลวกว่าผู้ที่ตกอยู่ในอำนาจอินทรีย์ ไม่มีเลย.

พระคาถานั้น มีอรรถาธิบายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวิลดาบสผู้สงบระงับ พร่ำสอนความเป็นบัณฑิตกะนารทดาบสนั้น ด้วยคำเท่านี้ว่า ก็ผู้ใดตกอยู่ในอำนาจแห่งอินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งกิเลส คนอื่นที่จะเลวไปกว่าผู้นั้นมิได้มีสักนิดเลย.

ลำดับนั้น สรภังคศาสดาเรียกนารทดาบสนั้นมากล่าวว่า ดูก่อนนารทะ เธอจะฟังคำนี้ก่อน ผู้ใดไม่ทำสิ่งที่ควรจะพึงทำก่อน ผู้นั้นย่อมเศร้าโศกร่ำไร เหมือนมาณพที่เที่ยวไปในป่าฉะนั้น ดังนี้แล้วได้นำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๕๕๔–๕๗๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

อัฏฐกนิบาตชาดก · ๔๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อินฺทฺริยชาตกํ

โย อินฺทฺริยานนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ปุราณ- ทุติยิกปโลภนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

สาวตฺถิยํ กิเรโก กุลปุตฺโต สตฺถุ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา น สกฺกา อคารมชฺเฌ วสนฺเตน เอกนฺตปริปุณฺณํ เอกนฺตปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ จริตุํ นิยฺยานิเก สาสเน ปพฺพชิตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสามีติ ฆเร วิภวํ ปุตฺตทารสฺส นิยฺยาเทตฺวา สตฺถารํ ปพฺพชฺชํ ยาจิ ฯ สตฺถาปิสฺส ปพฺพชฺชํ ทาเปติ ฯ ตสฺส อาจริยอุปชฺฌาเยหิ สทฺธึ ปิณฺฑาย จริโต นวกตฺตา เจว ภิกฺขูนํ พหุภาเวน จ กุลฆเร วา อาสนสาลาย วา อาสนํ น ปาปุณาติ ฯ สงฺฆนวก- โกฏิยํ ปีฐกํ วา ผลกํ วา ปาปุณาติ ฯ อาหาโรปิ อุฬุกปิฏฺเฐน ฆฏฺฏิตภินฺนปิฏฺฐกญฺชิกํ วา ยาคุ วา ปูติสุกฺขขชฺชกํ วา ฌามสุกฺขกุโร วา ปาปุณาติ ยาปนปฺปมาณํ น โหติ ฯ โส อตฺตนา ลทฺธํ คเหตฺวา ปุราณทุติยิกาย สนฺติกํ คจฺฉติ ฯ อถสฺส สา ปตฺตํ คเหตฺวา วนฺทิตฺวา ปตฺตโต ภตฺตํ นีหริตฺวา สุสมฺปาทิตานิ ยาคุภตฺตสูปพฺยญฺชนานิ เทติ ฯ มหลฺลโก รสตณฺหาย พชฺฌิตฺวา ปุราณทุติยิกํ ชหิตุํ น สกฺโกติ ฯ สา จินฺเตสิ พทฺโธ นุ โข โนติ วีมํสิสฺสามิ นนฺติ ฯ อเถกทิวสํ ชนปทมนุสฺสํ เสตมตฺติกาย นหาเปตฺวา เคเห นิสีทาเปตฺวา อญฺเญปิสฺส กติปเย ปริวารมนุสฺเส อาณาเปตฺวา โถกํ โถกํ ปานโภชนํ ทาเปสิ ฯ เต ขาทนฺตา ภุญฺชนฺตา นิสีทึสุ ฯ เต เคหทฺวาเร จกฺเกสุ โคเณ พนฺธาเปตฺวา เอกํ สกฏํ ฐปาเปสิ สยํ ปน ปิฏฺฐิคพฺเภ นิสีทิตฺวา ปูเว ปจิ ฯ อถ มหลฺลโก อาคนฺตฺวา ทฺวาเร อฏฺฐาสิ ฯ ตํ ทิสฺวา เอโก มหลฺลกปุริโส อยฺเย เอโก เถโร ทฺวาเร ฐิโตติ อาห ฯ วนฺทิตฺวา อติจฺฉาเปหีติ ฯ โส อติจฺฉถ ภนฺเตติ ปุนปฺปุนํ กเถตฺวา ตํ อคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา อยฺเย เถโร น คจฺฉตีติ อาห ฯ สา คนฺตฺวา สาณึ อุกฺขิปิตฺวา โอโลเกตฺวา อมฺโภ อมฺหากํ ทารกปิตาติ วตฺวา นิกฺขมิตฺวา วนฺทิตฺวา ปตฺตํ คเหตฺวา เคหํ ปเวเสตฺวา โภเชตฺวา โภชนปริโยสาเน วนฺทิตฺวา ตุมฺเห อิเธว ปรินิพฺพายิถ มยํ เอตฺตกํ กาลํ อญฺญํ กุลํ น คณฺหิมฺหา อสฺสามิเก ปน ฆเร ฆราวาโส น สณฺฐาติ มยํ อญฺญํ กุลํ คณฺหาม ทูรชนปทํ คจฺฉิสฺสาม ตุมฺเห อปฺปมตฺตา โหถ สเจ เม โทโส อตฺถิ ขมถาติ อาห ฯ มหลฺลกสฺส หทยํ ผาลกาโล วิย อโหสิ ฯ อถ นํ อหํ ตํ ชหิตุํ น สกฺโกมิ มา คจฺฉ วิพฺภมิสฺสามิ อสุกฏฺฐาเน เม สาฏกํ เปเสหิ ปตฺตจีวรํ ปฏิจฺฉาเปตฺวา อาคจฺฉิสฺ- สามีติ อาห ฯ สา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ มหลฺลโก วิหารํ คนฺตฺวา อาจริยุปชฺฌาเย ปตฺตจีวรํ ปฏิจฺฉาเปนฺโต กสฺมา อาวุโส เอวํ กโรสีติ วุตฺเต ปุราณทุติยิกํ ชหิตุํ น สกฺโกมิ วิพฺภมิสฺสามีติ อาห ฯ อถ นํ เต อนิจฺฉนฺตญฺเญว สตฺถุ สนฺติกํ เนตฺวา กึ ภิกฺขเว อิมํ อนิจฺฉนฺตญฺเญว อานยิตฺถาติ วุตฺเต ภนฺเต อยํ อุกฺกณฺฐิตฺวา วิพฺภมิตุกาโมติ วทึสุ ฯ อถ นํ สตฺถา สจฺจํ กิร ตฺวํ อุกฺกณฺฐิโตสีติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจํ ภนฺเตติ โก ตํ อุกฺกณฺฐาเปตีติ ปุราณทุติยิกา ภนฺเตติ วุตฺเต ภิกฺขุ น อิทาเนว สา อิตฺถี ตุยฺหํ อนตฺถการิกา ปุพฺเพปิ ตฺวํ เอตํ นิสฺสาย จตูหิ ฌาเนหิ ปริหีโน มหาทุกฺขํ ปตฺวา มํ นิสฺสาย ตมฺหา ทุกฺขา มุญฺจิตฺวา นฏฺฐํ ฌานํ ปฏิลภตีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส ปุโรหิตํ ปฏิจฺจ ตสฺสา พฺราหฺมณิยา กุจฺฉิสฺมึ นิพฺพตฺติ ฯ ชาตทิวเส จสฺส สกลนคเร อาวุธานิ ปชฺชลึสุ ฯ เตนสฺส โชติปาโลติ นามํ กรึสุ ฯ โส วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา รญฺโญ สิปฺปํ ทสฺเสตฺวา อิสฺสริยํ ปหาย กิญฺจิ อชานาเปตฺวา อคฺคทฺวาเรน นิกฺขมิตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา สกฺกทตฺติเย กปิฏฺฐอสฺสเม อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ฌานาภิญฺญา นิพฺพตฺเตสิ ฯ ตํ ตตฺถ วสนฺตํ อเนกานิ อิสิสตานิ ปริวาเรสุํ ฯ มหาสมาคโม อโหสิ สตฺต อนฺเตวาสิกา เชฏฺฐกา อเหสุํ เตสํ สาลิสฺสโร นาม อิสิ กปิฏฺฐอสฺสมา นิกฺขมิตฺวา สุรฏฺฐชนปเท สาโตทกาย นาม นทิยา ตีเร อเนกสหสฺสอิสิปริวาโร วสิ ฯ เมณฺฑิสฺสโร นาม อิสิ ปโชตกรญฺโญ วิชิเต กลมฺพมูลกํ นาม นิคมํ นิสฺสาย อเนกสหสฺส- อิสิปริวาโร วสิ ฯ ปพฺพโต นาม อิสิ เอกํ อฏวิชนปทํ นิสฺสาย อเนกสหสฺสอิสิปริวาโร วสิ ฯ กาฬเทวิโล นาม อิสิ อวนฺติกรฏฺเฐ ทกฺขิณาปเถ เอกํ ฆนเสลํ นิสฺสาย อเนกสหสฺสอิสิปริวาโร วสิ ฯ กิสวจฺโฉ นาม อิสิ เอกโกว ทณฺฑกีรญฺโญ กุมฺภวตึ นาม นครํ นิสฺสาย อุยฺยาเน วสิ ฯ อนุสิสฺสตาปโส ปน โพธิสตฺตสฺส อุปฏฺฐาโก สนฺติเก วสิ ฯ นารโท นาม อิสิ กาฬเทวิลสฺส กนิฏฺโฐ มชฺฌิมปฺ- ปเทเส อรญฺเญ อญฺชนคิริมฺหิ ปพฺพตชาลนฺตเร เอกโกว เอกสฺมึ คุหาเลเณ วสิ ฯ อญฺชนคิริโน ปน อวิทูเร เอโก อากิณฺณมนุสฺโส นิคโม อตฺถิ ฯ เตสํ อนฺตเร มหตี นที ตํ พหู มนุสฺสา โอสรนฺติ ฯ อุตฺตมรูปธรา วณฺณทาสิโย ปุริเส ปโลภยมานา ตสฺสา นทิยา ตีเร นิสีทนฺติ ฯ นารทตาปโส ตาสุ เอกํ ทิสฺวา ปฏิพทฺธจิตฺโต หุตฺวา ฌานํ อนฺตรธาเปตฺวา นิราหาโร ปริสุสฺสนฺโต กิเลสวสงฺคโต สตฺตาหํ นิปชฺชิ ฯ อถสฺส ภาตา กาฬเทวิโล อาวชฺเชนฺโต ตํ การณํ ญตฺวา อากาเสนาคนฺตฺวา เลณํ ปาวิสิ ฯ นารโท ตํ ทิสฺวา กสฺมา ภวํ อาคโตสีติ อาห ฯ ภวํ อผาสุโก ตํ ภวนฺตํ ปฏิชคฺคิตุํ อาคโตสฺมีติ ฯ อถ นํ โส อวตฺถุกํ ภวํ กเถสิ อลิกํ ตุจฺฉํ กเถสีติ มุสาวาเทน นิคฺคณฺหิ ฯ โส น ตํ ปหาตุํ วฏฺฏตีติ สาลิสฺสรํ อาเนสิ เมณฺฑิสฺสรํ อาเนสิ ปพฺพติสฺสรํ อาเนสิ ฯ อิตโร เต มุสาวาเทน นิคฺคณฺหิ ฯ กาฬเทวิโล สรภงฺคสตฺถารํ อาเนสฺสามีติ อากาเสน คนฺตฺวา ตํ อาเนสิ ฯ โส อาคนฺตฺวา ตํ ทิสฺวา อินฺทฺริยวสํ คโตติ ญตฺวา กจฺจิสิ นารท อินฺทฺริยานํ วสํ คโตติ ปุจฺฉิ ฯ อิตเรน กถํ สุตฺวาว อุฏฺฐาย วนฺทิตฺวา อาม อาจริยาติ วุตฺเต นารท อินฺทฺริยวสํ คตา นาม อิมสฺมึ อตฺตภาเว สุสฺสนฺตา ทุกฺขํ อนุภวิตฺวา ทุติยตฺตภาเว นิรเย นิพฺพตฺตนฺตีติ วตฺวา ปฐมํ คาถมาห

โย อินฺทฺริยานํ กาเมน วสํ นารท คจฺฉติ

โส ปริจฺจชฺชุโภ โลเก ชีวนฺเตว วิสุสฺสตีติ ฯ

ตตฺถ โย อินฺทฺริยานนฺติ นารท โย ปุริโส รูปาทีสุ สุภาการํ คเหตฺวา กิเลสกามวเสน ฉนฺนํ อินฺทฺริยานํ วสํ คจฺฉติ ฯ ปริจฺจชฺชุโภติ โส ปุริโส มนุสฺสโลกญฺจ เทวโลกญฺจาติ อุโภ โลเก ปริจฺจชิตฺวา นิรยาทีสุ นิพฺพตฺตตีติ อตฺโถ ฯ ชีวนฺเตว วิสุสฺสตีติ ชีวนฺโตเยว อตฺตนา อิจฺฉิตํ กิเลสวตฺถุํ อลภนฺโต โสเกน วิสุสฺสติ มหาทุกฺขํ ปาปุณาติ ฯ

ตํ สุตฺวา นารโท อาจริย กามเสวนํ นาม สุขํ เอวรูปํ สุขํ กึ สนฺธาย ทุกฺขนฺติ วทสีติ ปุจฺฉิ ฯ อถสฺส สรภงฺโค เตนหิ สุณาหีติ ทุติยํ คาถมาห

สุขสฺสานนฺตรํ ทุกฺขํ ทุกฺขสฺสานนฺตรํ สุขํ

โสสิ ปตฺโต สุขทุกฺขํ ปาฏิกงฺข วรํ สุขนฺติ ฯ

ตตฺถ สุขสฺสานนฺตรนฺติ กามสุขสฺส อนนฺตรํ นิรยทุกฺขํ ฯ ทุกฺขสฺสาติ สีลรกฺขณทุกฺขสฺส อนนฺตรํ ทิพฺพมานุสกสุขญฺเจว นิพฺพานสุขญฺจ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ นารท อิเม สตฺตา กามเสวน- สมเยน กาลํ กริตฺวา เอกนฺตทุกฺเข นิรเย นิพฺพตฺตนฺติ ฯ สีลํ รกฺขนฺตา วิปสฺสนาย กมฺมํ กโรนฺตา จ ปน กิลมนฺติ เต ทุกฺเขน สีลํ รกฺขิตฺวา สีลผเลน วุตฺตปฺปการํ สุขํ ปฏิลภนฺติ อิทํ สนฺธายาหํ เอวํ วทามีติ ฯ โสสิ ปตฺโตติ โส ตฺวํ นารท อิทานิ ฌานสุขํ นาเสตฺวา ตโต สุขา มหนฺตํ กามนิสฺสิตํ เจตสิกทุกฺขํ ปตฺโต ฯ ปาฏิกงฺขาติ อิทํ กิเลสทุกฺขํ ฉฑฺเฑตฺวา ปุน ตเทว วรํ อุตฺตมํ ฌานสุขํ อิจฺฉ ปตฺเถหีติ ฯ

นารโท อิทํ อาจริย ทุกฺขํ นาหนฺตํ อธิวาเสตุํ สกฺโกมีติ อาห ฯ อถ นํ มหาสตฺโต นารท ทุกฺขํ นาม อุปฺปนฺนํ อธิวาเส- ตพฺพเมวาติ วตฺวา ตติยํ คาถมาห

กิจฺฉกาเล กิจฺฉสโห โส กิจฺฉํ นาติวตฺตติ

ส กิจฺฉนฺตํ สุขํ ธีโร โยคํ สมธิคจฺฉตีติ ฯ

ตตฺถ นาติวตฺตตีติ นานุวตฺตติ อยเมว วา ปาโฐ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ นารท โย กายิกเจตสิกทุกฺขสงฺขาตสฺส กิจฺฉสฺส อุปฺปนฺน- กาเล อปฺปมตฺโต ตสฺส กิจฺฉสฺส หรณุปายํ กโรนฺโต กิจฺฉสโห หุตฺวา ตํ กิจฺฉํ น อนุวตฺตติ ตสฺส วเส อวตฺติตฺวา เตหิ เตหิ อุปาเยหิ ตํ กิจฺฉํ อภิภวติ วินาเสติ ส ธีโร กิจฺฉสฺส อนฺติมสงฺขาตํ นิรามิสํ สุขํ อธิคจฺฉติ ตํ วา กิจฺฉนฺตํ โยคสุขํ อธิคจฺฉติ อกิลมนฺโต ปาปุณาตีติ ฯ

โส อาจริย กามสุขํ นาม อุตฺตมสุขํ น ตํ ชหิตุํ สกฺโกมีติ อาห ฯ อถ นํ มหาสตฺโต นารท ธมฺโม นาม น เกนจิ การเณน นาเสตพฺโพติ วตฺวา จตุตฺถํ คาถมาห

น เหว กามานํ กามา นานตฺถา นตฺถการณา

น กตญฺจ นิรํกตฺวา ธมฺมา จวิตุมรหสีติ ฯ

ตตฺถ กามานํ กามาติ กามานํ กามา วตฺถุกามานํ ปตฺถนายาติ อตฺโถ ฯ นานตฺถา นตฺถการณาติ น อนตฺถโต น อตฺถการณา ฯ น กตญฺจ นิรํกตฺวาติ กตญฺจ นิปฺผาทิตํ ฌานํ นิรํกตฺวา ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ นารท น เหว วตฺถุกามปตฺถนาย ธมฺมา จวิตุมรหสิ เอกสฺมึ อนตฺเถ อุปฺปนฺเน ตํ ปฏิหนิตุกาโม นานตฺถา นตฺเถนปิ การณภูเตน ธมฺมา จวิตุมรหสิ ฯ อสุโก นาม เม อตฺโถ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ เอวํ อตฺถการณา ปน ธมฺมา จวิตุมรหสิ กตํ ปุน นิปฺผาทิตุํ ฌานสุขํ นิรํกตฺวาปิ นาเสตฺวา เนว ธมฺมา จวิตุมรหสีติ ฯ

เอวํ สรภงฺเคน จตูหิ คาถาหิ ธมฺเม เทสิเต กาฬเทวิโล อตฺตโน กนิฏฺฐํ โอวทนฺโต ปญฺจมํ คาถมาห

ทกฺขํ คหปตํ สาธุ สํวิภชฺชญฺจ โภชนํ

อหาโส อตฺถลาเภสุ อตฺถพฺยาปตฺติ อพฺยโถติ ฯ

ตตฺถ ทกฺขํ คหปตนฺติ นารท ฆราวาสํ วสนฺตานํ คหปตีนํ โภคุปฺปาทนตฺถาย อนาลสฺยเฉกํ กุสลภาวสงฺขาตํ ทุกฺขํ นาม สาธุ ทกฺขภาโว ลทฺธโก ฯ สํวิภชฺชญฺจ โภชนนฺติ ทุกฺเขน อุปฺปาทิตโภคานํ ธมฺมิกสมณพฺราหฺมเณหิ สํวิภชิตฺวา ปริโภคการณํ ทุติยํ สาธุ ฯ อหาโส อตฺถลาเภสูติ มหนฺเต อิสฺสริเย อุปฺปนฺเน ปมาทวเสน อหาโส อนุพฺพิลาวิคฺคตํ ตติยํ สาธุ ฯ อตฺถพฺยาปตฺตีติ ยทา ปน อตฺตโน อตฺถพฺยาปตฺติ ยสวินาโส โหติ ตทา อพฺยโถ อกิลมนํ จตุตฺถํ สาธุ ตสฺมา ตฺวํ นารท ฌานํ เม อนฺตรหิตนฺติ มา โสจิ สเจ อินฺทฺริยานํ วสํ นาคมิสฺสสิ นฏฺฐมฺปิ เต ฌานํ ปุน ปากติกเมว ภวิสฺสตีติ ฯ

ตํ ปุน กาฬเทวิเลน นารทสฺส โอวทิตภาวํ ญตฺวา สตฺถา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา ฉฏฺฐํ คาถมาห

เอตฺตาว เตสํ ปณฺฑิจฺจํ อสิโต เทวิโล พฺรวิ

นยิโต กิญฺจิ ปาปิโย โย อินฺทฺริยานํ วสํ วเชติ ฯ

ตสฺสตฺโถ ภิกฺขเว เอตฺตกํ เอตํ ปณฺฑิจฺจํ โสยํ เทวิโล อพฺรวิ โย ปน กิเลสวเสน อินฺทฺริยานํ วสํ วเชติ อิโต อญฺโญ ปาปิโย นตฺถีติ ฯ

อถ นํ สรภงฺโค อามนฺเตตฺวา นารท อิทํ ตาว สุโณหิ ปฐมเมว กตฺตพฺพยุตฺตกํ โย น กโรติ โส อรญฺญํ ปวิฏฺฐมาณวโก วิย โสจติ ปริเทวตีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต เอกสฺมึ กาสีนิคเม เอโก พฺราหฺมณมาณโว อภิรูโป อโหสิ ถามสมฺปนฺโน นาคพโล ฯ โส จินฺเตสิ กิมฺเม กสิกมฺมาทีนิ กตฺวา มาตาปิตุปฏฺเฐหิ กึ ปุตฺตทาเรน กึ ทานาทิปุญฺเญหิ กเตหิ กิญฺจิ อโปเสตฺวา กิญฺจิ ปุญฺญํ อกตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา มิเค มาเรตฺวา อตฺตานเมว โปเสสฺสามีติ โส ปญฺจาวุธสนฺนทฺโธ หิมวนฺตํ คนฺตฺวา นานามิเค วธิตฺวา ขาทนฺโต อนฺโตหิมวนฺเต วิธินิยา นาม นทิยา ตีเร คิริปริกฺขิตฺตํ มหนฺตํ ปพฺพตชาลํ ปตฺวา ตตฺถ มิเค วธิตฺวา องฺคาเร ปกฺกมํสํ ขาทนฺโต วาสํ กปฺเปสิ ฯ โส จินฺเตสิ อหํ สทา ถามสมฺปนฺโน นาม น ภวิสฺสามิ ทุพฺพลกาเล อรญฺเญ จริตุํ นาสกฺขิสฺสามิ อิทาเนว นานาวณฺเณ มิเค ปพฺพตชาลํ ปเวเสตฺวา ทฺวารํ โยเชตฺวา อรญฺญํ อนาหิณฺฑนฺโตว ยถารุจิยา มิคํ วธิตฺวา ขาทิสฺสามีติ ฯ โส ตถา อกาสิ ฯ อถสฺส กาเล อติกฺกนฺเต ตํ กมฺมํ มตฺถกํ ปตฺตํ ทิฏฺฐธมฺมเวทนียํ ชาตํ อตฺตโน หตฺถปาเทหิ น ลภิ คนฺตุํ อปราปรํ ปริวตฺเตตุํ นาสกฺขิ เนว กิญฺจิ ขาทนียํ โภชนียํ น ปานียํ ปิวิ สรีรํ มิลายิ มนุสฺสเปโต อโหสิ คิมฺหกาเล ปฐวี วิย สรีรํ ภิชฺชิตฺวา ราชิโย ทสฺเสสิ ฯ โส ทุรูโป ทุสฺสณฺฐิโต มหาทุกฺขํ อนุภวิ ฯ เอวํ อทฺธาเน คเต สีวิรฏฺเฐ สีวิราชา นาม อรญฺเญ องฺคารปกฺกมํสํ ขาทิสฺสามีติ อมจฺจานํ รชฺชํ นิยฺยาเทตฺวา ปญฺจาวุธสนฺนทฺโธ อรญฺญํ ปวิสิตฺวา มิเค วธิตฺวา มํสํ ขาทนฺโต อนุปุพฺเพน ตํ ปเทสํ ปตฺวา ตํ ปุริสํ ทิสฺวา ภีโต สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา โกสิ ตฺวํ อมฺโภ ปุริสาติ ปุจฺฉิ ฯ สามิ มนุสฺสเปโต อหํ อตฺตโน กตกมฺมสฺส ผลํ อนุภวามิ ตฺวํ ปน โกสีติ ฯ สีวิราชาหมสฺมีติ ฯ อถ กสฺมา อิธาคโตสีติ ฯ มิคมํสํ ขาทนตฺถายาติ ฯ อถสฺส โส อหมฺปิ มหาราช อิมินาว การเณนาคนฺตฺวา มนุสฺสเปโต ชาโตติ สพฺพํ วิตฺถาเรน กเถตฺวา อตฺตโน ทุกฺขิตภาวํ รญฺโญ อาจิกฺขนฺโต เสสคาถา อภาสิ

อมิตฺตานํว หตฺถตฺถํ สีวิ ปปฺโปติ มามิว

กมฺมํ วิชฺชญฺจ ทกฺเขยฺยํ วิวาหํ สีลมทฺทวํ

เอเตว ยเส หาเปตฺวา นิพฺพตฺโต เสหิ กมฺเมหิ ฯ

โสหํ สหสฺสชีโนว อพนฺธุ อปรายโน

อริยธมฺมา อติกฺกนฺโต ยถา เปโต ตเถวหํ ฯ

สุขกาเม ทุกฺขาเปตฺวา อาปนฺโนสฺมิ ปทํ อิมํ

โยหํ สุขํ นาธิคจฺฉามิ ฐิโต ภาณุมกาสิวาติ ฯ

ตตฺถ อมิตฺตานํว หตฺถตฺถนฺติ อมิตฺตานํ หตฺเถ อตฺถํ วินาสํ วิย ฯ สีวีติ ราชานํ อาลปติ ฯ ปปฺโปติ มามิวาติ มาทิโส ปาปกมฺเม ปาปุณาติ อตฺตโนว กมฺเมน วินาสํ ปาปุณาตีติ วุตฺตํ โหติ ฯ กมฺมนฺติ กสิกมฺมาทิเภทํ อาชีวสาธกํ กิจฺจํ ฯ วิชฺชนฺติ นานปฺปการกํ หตฺถิสิปฺปาทิกํ สิปฺปํ ฯ ทกฺเขยฺยนฺติ นานปฺปกาเรน โภคุปฺปาทเนน โกสลฺลํ ฯ วิวาหนฺติ อาวาหวิวาหสมฺพทฺธํ ฯ สีลมทฺทวนฺติ ปญฺจวิธสีลญฺเจว มุทุวจนหิตกามปาปนีวารณกลฺยาณมิตฺตตา จ โส หิ อิธ มทฺทโวติ อธิปฺเปโต ฯ เอเตว ยเส หาเปตฺวาติ เอเต เอตฺตเก ยสทายกธมฺเม หาเปตฺวา ฯ นิพฺพตฺโต เสหิ กมฺเมหีติ อตฺตโน กมฺเมหิ นิพฺพตฺโต ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ อหํ มหาราช อิมสฺมึ โลเก อิสฺสริยทายกํ กตฺตพฺพยุตฺตกํ กมฺมํ อกตฺวา สิปฺปํ อสิกฺขิตฺวา อุปาเยน โภเค อนุปฺปาเทตฺวา อาวาหวิวาหํ อกตฺวา สีลํ อรกฺขิตฺวา มํ อกิจฺจํ กโรนฺตํ นีวารณสมตฺเถ กลฺยาณมิตฺเต อภชิตฺวา อิเม เอตฺตเก ยสทายกตฺตา ยเสติ สงฺขฺยํ คเต โลกปฺปวตฺติธมฺเม อวหาเปตฺวา ฉฑฺเฑตฺวา อิมํ อรญฺญํ ปวิสิตฺวา สยํ กเตหิ ปาปกมฺเมหิ อิทานิ มนุสฺสเปโต หุตฺวา นิพฺพตฺโตสฺมีติ ฯ สหสฺสชีโนวาติ สหสฺสชินปุริโส วิยาติ อตฺโถ ฯ สจาหํ สมฺมา- ปฏิปชฺชิตฺวา โภเค อุปฺปาเทยฺยํ เตหิ อเนกสหสฺเสหิ โภเคหิ ชีโนติปิ อตฺโถ ฯ อปรายโนติ อสรโณ นิปฺปตีติ อตฺโถ ฯ อริยธมฺมาติ สปฺปุริสธมฺมโต ฯ ยถา เปโตติ ยถา มโต เปโต หุตฺวา อุปฺปชฺเชยฺย ชีวมาโนเยว ตถา มนุสฺสเปโต ชาโตสฺมีติ อตฺโถ ฯ สุขกาเม ทุกฺขาเปตฺวาติ สุขกาเม สตฺเต ทุกฺขาเปตฺวา ฯ สุขกาโมติปิ ปาโฐ ฯ สยํ สุขกาโม ปรํ ทุกฺขาเปตฺวาติ อตฺโถ ฯ อาปนฺโนสฺมิ ปทํ อิมนฺติ อิมํ เอวรูปํ โกฏฺฐาสํ ปตฺโตสฺมิ ปถนฺติปิ ปาโฐ ฯ อิทํ ทุกฺขสฺส ปถภูตํ อตฺตภาวํ ปตฺโตสฺมีติ อตฺโถ ฯ ฐิโต ภาณุมกาสิวาติ ภาณุมา วุจฺจติ อคฺคิ วีตจฺฉิตงฺคาเรหิ สมนฺตา ปริกิณฺโณ วิย สรีเร อุฏฺฐิเตน มหาฑาเหน ฑหนฺโต กายิกเจตสิกสุขํ น วินฺทามีติ วทติ ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา อหํ มหาราช สุขกาโม ปรํ ทุกฺขาเปตฺวา ทิฏฺเฐว ธมฺเม มนุสฺสเปโตสฺมิ ตสฺมา ตฺวํ ปาปกมฺมํ มา กริ อตฺตโน นครํ คนฺตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กโรหีติ อาห ฯ ราชา ตถา กตฺวา สคฺคปทํ ปูเรสิ ฯ

สรภงฺคสตฺถา อิมํ การณํ อาหริตฺวา ตาปสํ สญฺญาเปสิ ฯ โส ตสฺส กถาย สํเวคํ ปฏิลภิตฺวา ตํ วนฺทิตฺวา ขมาเปตฺวา กสิณปริกมฺมํ กตฺวา นฏฺฐชฺฌานํ ปฏิปากติกํ อกาสิ ฯ สรภงฺโค ตสฺส ตตฺถ วสิตุํ อทตฺวา อาทาย อตฺตโน อสฺสมํ คโต ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา นารโท อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ อโหสิ สาลิสฺสโร สารีปุตฺโต เมณฺฑิสฺสโร กสฺสโป ปพฺพโต อนุรุทฺโธ กาฬเทวิโล กจฺจายโน อนุสิสฺโส อานนฺโท กิสวจฺโฉ โมคฺคลฺลาโน สรภงฺโค ปน อหเมวาติ ฯ

อินฺทฺริยชาตกํ สตฺตมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๒๒. เจติยราชชาดกชาดกถัดไป๔๒๔. อาทิตตชาดก