อินทริยชาดก
ว่าด้วยดี ๔ ชั้น
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๑๗๑ · บรรทัด ๔๙๘๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
ในอดีตกาล ในกาสีนิคมตำบล ๑ มีพราหมณ์มาณพคน ๑รูปงาม สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง มีกำลังเท่าช้างสาร. พราหมณ์มาณพนั้นคือว่า ประโยชน์อะไรที่เราจะทำกสิกรรมเป็นต้นเลี้ยงมารดา ประโยชน์อะไรด้วยบุตรภรรยา ประโยชน์อะไรด้วยบุญมีทานเป็นต้นที่เราทำไว้เราจะไม่เลี้ยงดูใคร ๆ จักไม่ทำบุญอะไร ๆ จักเข้าป่าฆ่าเนื้อต่าง ๆ เลี้ยงชีวิตดังนี้แล้ว จึงผูกสอดอาวุธ ๕ ชนิด มุ่งไปสู่ป่าหิมพานต์ ฆ่าเนื้อต่าง ๆ กินวัน ๑ ไปถึงเวิ้งภูเขาใหญ่ มีภูเขาห้อมล้อมรอบใกล้ฝั่งวิธินีนที ภายในหิมวันตประเทศ ฆ่าเนื้อแล้วกินเนื้อที่ย่างในถ่านเพลิงอยู่ ณ ที่นั้น. มาณพนั้นคิดว่า เราจักมีเรี่ยวแรงอยู่เสมอไปไม่ได้ เวลาทุพพลภาพเราจักไม่อาจเที่ยวไปในป่า บัดนี้เราจักต้อนเนื้อนานาชนิดเข้าเวิ้งภูเขาแล้วทำประตูปิดไว้ เมื่อเข้าไปป่าไม่ได้เราจักได้ฆ่าเนื้อกินตามชอบใจ คิดดังนี้แล้วเขาก็ทำตามนั้น. ครั้นกาลล่วงไป กรรมของเขาถึงที่สุด ให้ผลเป็นทิฏฐธรรมเวทนีย์ทันตาเห็น คือมือเท้าของตนใช้ไม่ได้ เขาไม่อาจเดินและพลิกไปมาได้ กินของเคี้ยวของบริโภคอะไร ๆ ไม่ได้ น้ำก็ดื่มไม่ได้ร่างกายเหี่ยวแห้ง เป็นมนุษย์เปรต ร่างกายแตกปริเป็นร่องริ้วเหมือนแผ่นดินแตกระแหงในฤดูร้อนฉะนั้น. เขามีรูปร่างทรวดทรงน่าเกลียดน่ากลัว เสวยทุกข์ใหญ่หลวง.
เมื่อเวลาล่วงผ่านไปนานด้วยอาการอย่างนี้ พระเจ้าสีวิราชในสีวิรัฐ ทรงพระดำริว่า เราจักเสวยเนื้อย่างในป่า จึงมอบราชสมบัติให้อำมาตย์ทั้งหลายดูแลแทน พระองค์เหน็บอาวุธห้าอย่างเสด็จเข้าป่าฆ่าเนื้อ เสวยเนื้อเรื่อยมาจนลุถึงประเทศนั้นโดยลำดับ ทอดพระเนตรเห็นบุรุษนั้นตกพระทัย ครั้นดำรงพระสติได้ จึงตรัสถามว่า พ่อมหาจำเริญท่านเป็นใคร ? เขาตอบว่า นาย ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์เปรตเสวยผลกรรมที่ตนทำไว้ ก็ท่านเล่าเป็นใคร ?
เราคือพระเจ้าสีวิราช พระองค์เสด็จมาที่นี้เพื่ออะไร ? เพื่อเสวยเนื้อมฤค.
ลำดับนั้น มาณพนั้นจึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า แม้ข้าพระองค์ก็มาด้วยเหตุนี้แหละ จึงเป็นมนุษย์เปรต แล้วทูลเรื่องทั้งหมดโดยพิสดาร เมื่อจะกราบทูลความที่ตนเสวยทุกข์แด่พระราชา ได้กล่าวคาถาที่เหลือ ความว่า :-
ข้าแต่พระเจ้าสีวิราช พระองค์เกือบจะ ถึงความพินาศอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูทั้งหลาย เทียว เหมือนข้าพระองค์ไม่กระทำกรรมที่ควร กระทำ ไม่ศึกษาศิลปวิทยา ไม่ทำความขวน ขวาย เพื่อให้เกิดโภคทรัพย์ ไม่ทำอาวาห วิวาหะ ไม่รักษาศีล ไม่กล่าววาจาอ่อนหวาน ทำยศเหล่านี้ให้เสื่อมไป จึงมาบังเกิดเป็น เปรตเพราะกรรมของตน. ข้าพระองค์นั้นปฏิบัติชอบแล้ว พึงยัง โภคะให้เกิดขึ้น เหมือนบุรุษชนะแล้วพันคน ไม่มีพวกพ้องที่พึ่งอาศัย ล่วงเสียจากอริยธรรม มีอาการเหมือนเปรต ฉะนั้น. ข้าพระองค์ทำสัตว์ทั้งหลาย ผู้ใคร่ต่อ ความสุข ให้ได้รับความทุกข์ จึงได้มาถึงส่วน อันนี้ ข้าพระองค์นั้นดำรงอยู่ เหมือนบุคคล อันกองถ่านไฟล้อมรอบด้าน ย่อมไม่ได้ประสบ ความสุขเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมิตฺตานํว หตฺถตฺถํ ความว่าพระองค์เกือบจะมาถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ คือความพินาศในมือของพวกอมิตร.
มาณพเรียกพระราชาว่า สีวิ ข้าแต่พระเจ้าสีวิราช. บทว่า ปปฺโปติ มามิว ความว่า เหมือนดังข้าพระองค์ต้องประสบบาปกรรม. อธิบายว่า ต้องถึงความพินาศด้วยกรรมของตนเอง. บทว่า กมฺมํ ได้แก่กิจกรรมอันยังอาชีพให้สำเร็จ มีกสิกรรมเป็นต้นเป็นประเภท. บทว่า วิชฺชํ ได้แก่ศิลปะ มีศิลปะในเพราะช้างเป็นต้น ซึ่งมีประการต่าง ๆกัน. บทว่า ทกฺเขยฺยํ ได้แก่ความเป็นผู้ฉลาดด้วยการยังโภคะให้เกิดขึ้นมีประการต่าง ๆ บทว่า วิวาหํ ความว่า ไม่ทำอาวาหมงคลและวิวาหมงคล. บทว่า สีลมทฺทวํ ได้แก่ศีลมีอย่าง ๕ และความเป็นผู้มีวาจาอ่อนหวาน มีกัลยาณมิตรผู้มุ่งประโยชน์สามารถช่วยห้ามการทำบาปก็ข้อนั้นและท่านหมายเอาว่า มัททวะในคาถานี้ บทว่า เอเตว ยเส หาเปตฺวา ความว่า ทำโลกธรรมอันเป็นเหตุให้ถึงยศเหล่านี้มีประมาณเท่านี้ให้เสื่อมไป. บทว่า นิพฺพตฺโต เสหิ กมฺเมหิ ความว่า เกิดเป็นมนุษย์เปรตด้วยกรรมของตน.
ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ไม่กระทำกรรมที่ควรกระทำอันเป็นเหตุให้ถืออิสริยยศในโลกนี้ ไม่ศึกษาศิลปวิทยา ไม่ขวนขวายยังโภคะให้เกิดโดยอุบาย ไม่ทำอาวาหวิวาหะไม่รักษาศีลไม่คบกัลยาณมิตรผู้สามารถห้ามไม่ให้ทำชั่ว ยังโลกธรรมอันถึงการนับว่ายศ เพราะเป็นเหตุให้ได้ยศเหล่านี้ คือมีประมาณเท่านี้ให้เสื่อมเสียไป คือละทิ้งเสีย เข้าไปสู่ป่านี้จนเกิดเป็นมนุษย์เปรตในบัดนี้ด้วยบาปกรรมอันตนทำไว้เอง. บทว่า สหสฺสชีโนว ความว่า เหมือนมีบุรุษได้ชนะแล้วพันคน. และมีอรรถาธิบายว่า ถ้าข้าพระองค์ปฏิบัติชอบทำโภคะให้เกิดขึ้นมีชัยชนะ. ด้วยโภคสมบัติหลายพันเหล่านั้น ดังนี้บ้าง. บทว่า อปรายโน ความว่า ไม่มีพวกพ้องที่พึ่งอาศัย. บทว่า อริยธมฺมา ความว่า ก้าวล่วงจากสัปปุริสธรรม. บทว่า ยถา เปโต ความว่า ถึงยังมีชีวิตอยู่ ก็เหมือนตายแล้วเกิดเป็นเปรต อธิบายว่า ข้าพระองค์กลายเป็นมนุษย์เปรต. บทว่า สุขกาเม ทุกฺขาเปตฺวา ความว่า ข้าพระองค์ได้ทำสัตว์ทั้งหลายผู้ใคร่ต่อความสุข ให้ได้รับความทุกข์ ปาฐะเป็นสุขกาโม ก็มี ความก็ว่า ข้าพระองค์ปรารถนาความสุขด้วยตนเองแต่ยังผู้อื่นให้ได้รับความทุกข์. บทว่า อาปนฺโนสฺมิ ปทํ อิมํ ความว่าข้าพระองค์จึงถึงส่วนอันนี้ คือเห็นปานนี้. ปาฐะว่า ปถํ ดังนี้ ก็มี ความก็ว่า ข้าพระองค์ต้องมาถึงอัตภาพอันเป็นครองแห่งทุกข์นี้ . บทว่า ิโตภาณุมกาสิว ความว่า ไฟท่านเรียกว่า ภาณุมา คือมาณพกราบทูลว่าข้าพระองค์เป็นราวกะว่า มีกองถ่านเพลิงรายรอบข้าง ถูกความเร่าร้อนใหญ่ที่ตั้งขึ้นในร่างกายเผาผลาญอยู่ ไม่ได้ประสบความสุขกายสุขใจเลย.
ก็มาณพนั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว กราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้าพระองค์ประสงค์ความสุข แต่ทำผู้อื่นให้ได้รับความทุกข์ จึงเป็นมนุษย์เปรตในปัจจุบันทันตาเห็น เพราะฉะนั้นขอพระองค์อย่าทรงทำกรรมชั่วเลย จงเสด็จไปพระนครของพระองค์ ทรงบำเพ็ญบุญมีให้ทานเป็นต้นเถิด. พระเจ้าสีวิราชได้ทรงกระทำตามนั้น ทรงบำเพ็ญทางไปสู่สวรรค์.
สรภังคศาสดา นำเรื่องนี้มาแสดงให้ดาบสเข้าใจแจ่มแจ้งเป็นอันดี. ดาบสนั้นได้ความสลดใจ เพราะถ้อยคำของสรภังคศาสดา จึงไหว้ขอขมาโทษ แล้วทำกสิณบริกรรม ทำฌานที่เสื่อมแล้วให้กลับคืนเป็นปกติ. สรภังคดาบส ไม่ยอมให้นารทดาบสอยู่ที่ที่นั้น พาไปยังอาศรมของตน.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประกาศสัจจะ เวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลพระทศพลทรงประชุมชาดกว่า นารทดาบสในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุผู้กระสัน สาลิสสรดาบสได้เป็นพระสารีบุตร เมณฑิสสรดาบสได้เป็นพระกัสสปะ ปัพพตดาบสได้เป็นพระอนุรุทธะ กาฬเทวิลดาบสได้เป็นพระกัจจายนะ อนุสิสสะดาบสได้เป็นพระอานนท์ กิสวัจฉดาบสได้เป็นพระโมคคัลลานะ ส่วนสรภังคดาบส คือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอินทริยชาดกที่ ๗
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๕๕๔–๕๗๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
อัฏฐกนิบาตชาดก ๔๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
อินฺทฺริยชาตกํ
โย อินฺทฺริยานนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ปุราณ- ทุติยิกปโลภนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
สาวตฺถิยํ กิเรโก กุลปุตฺโต สตฺถุ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา น สกฺกา อคารมชฺเฌ วสนฺเตน เอกนฺตปริปุณฺณํ เอกนฺตปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ จริตุํ นิยฺยานิเก สาสเน ปพฺพชิตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสามีติ ฆเร วิภวํ ปุตฺตทารสฺส นิยฺยาเทตฺวา สตฺถารํ ปพฺพชฺชํ ยาจิ ฯ สตฺถาปิสฺส ปพฺพชฺชํ ทาเปติ ฯ ตสฺส อาจริยอุปชฺฌาเยหิ สทฺธึ ปิณฺฑาย จริโต นวกตฺตา เจว ภิกฺขูนํ พหุภาเวน จ กุลฆเร วา อาสนสาลาย วา อาสนํ น ปาปุณาติ ฯ สงฺฆนวก- โกฏิยํ ปีฐกํ วา ผลกํ วา ปาปุณาติ ฯ อาหาโรปิ อุฬุกปิฏฺเฐน ฆฏฺฏิตภินฺนปิฏฺฐกญฺชิกํ วา ยาคุ วา ปูติสุกฺขขชฺชกํ วา ฌามสุกฺขกุโร วา ปาปุณาติ ยาปนปฺปมาณํ น โหติ ฯ โส อตฺตนา ลทฺธํ คเหตฺวา ปุราณทุติยิกาย สนฺติกํ คจฺฉติ ฯ อถสฺส สา ปตฺตํ คเหตฺวา วนฺทิตฺวา ปตฺตโต ภตฺตํ นีหริตฺวา สุสมฺปาทิตานิ ยาคุภตฺตสูปพฺยญฺชนานิ เทติ ฯ มหลฺลโก รสตณฺหาย พชฺฌิตฺวา ปุราณทุติยิกํ ชหิตุํ น สกฺโกติ ฯ สา จินฺเตสิ พทฺโธ นุ โข โนติ วีมํสิสฺสามิ นนฺติ ฯ อเถกทิวสํ ชนปทมนุสฺสํ เสตมตฺติกาย นหาเปตฺวา เคเห นิสีทาเปตฺวา อญฺเญปิสฺส กติปเย ปริวารมนุสฺเส อาณาเปตฺวา โถกํ โถกํ ปานโภชนํ ทาเปสิ ฯ เต ขาทนฺตา ภุญฺชนฺตา นิสีทึสุ ฯ เต เคหทฺวาเร จกฺเกสุ โคเณ พนฺธาเปตฺวา เอกํ สกฏํ ฐปาเปสิ สยํ ปน ปิฏฺฐิคพฺเภ นิสีทิตฺวา ปูเว ปจิ ฯ อถ มหลฺลโก อาคนฺตฺวา ทฺวาเร อฏฺฐาสิ ฯ ตํ ทิสฺวา เอโก มหลฺลกปุริโส อยฺเย เอโก เถโร ทฺวาเร ฐิโตติ อาห ฯ วนฺทิตฺวา อติจฺฉาเปหีติ ฯ โส อติจฺฉถ ภนฺเตติ ปุนปฺปุนํ กเถตฺวา ตํ อคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา อยฺเย เถโร น คจฺฉตีติ อาห ฯ สา คนฺตฺวา สาณึ อุกฺขิปิตฺวา โอโลเกตฺวา อมฺโภ อมฺหากํ ทารกปิตาติ วตฺวา นิกฺขมิตฺวา วนฺทิตฺวา ปตฺตํ คเหตฺวา เคหํ ปเวเสตฺวา โภเชตฺวา โภชนปริโยสาเน วนฺทิตฺวา ตุมฺเห อิเธว ปรินิพฺพายิถ มยํ เอตฺตกํ กาลํ อญฺญํ กุลํ น คณฺหิมฺหา อสฺสามิเก ปน ฆเร ฆราวาโส น สณฺฐาติ มยํ อญฺญํ กุลํ คณฺหาม ทูรชนปทํ คจฺฉิสฺสาม ตุมฺเห อปฺปมตฺตา โหถ สเจ เม โทโส อตฺถิ ขมถาติ อาห ฯ มหลฺลกสฺส หทยํ ผาลกาโล วิย อโหสิ ฯ อถ นํ อหํ ตํ ชหิตุํ น สกฺโกมิ มา คจฺฉ วิพฺภมิสฺสามิ อสุกฏฺฐาเน เม สาฏกํ เปเสหิ ปตฺตจีวรํ ปฏิจฺฉาเปตฺวา อาคจฺฉิสฺ- สามีติ อาห ฯ สา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ มหลฺลโก วิหารํ คนฺตฺวา อาจริยุปชฺฌาเย ปตฺตจีวรํ ปฏิจฺฉาเปนฺโต กสฺมา อาวุโส เอวํ กโรสีติ วุตฺเต ปุราณทุติยิกํ ชหิตุํ น สกฺโกมิ วิพฺภมิสฺสามีติ อาห ฯ อถ นํ เต อนิจฺฉนฺตญฺเญว สตฺถุ สนฺติกํ เนตฺวา กึ ภิกฺขเว อิมํ อนิจฺฉนฺตญฺเญว อานยิตฺถาติ วุตฺเต ภนฺเต อยํ อุกฺกณฺฐิตฺวา วิพฺภมิตุกาโมติ วทึสุ ฯ อถ นํ สตฺถา สจฺจํ กิร ตฺวํ อุกฺกณฺฐิโตสีติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจํ ภนฺเตติ โก ตํ อุกฺกณฺฐาเปตีติ ปุราณทุติยิกา ภนฺเตติ วุตฺเต ภิกฺขุ น อิทาเนว สา อิตฺถี ตุยฺหํ อนตฺถการิกา ปุพฺเพปิ ตฺวํ เอตํ นิสฺสาย จตูหิ ฌาเนหิ ปริหีโน มหาทุกฺขํ ปตฺวา มํ นิสฺสาย ตมฺหา ทุกฺขา มุญฺจิตฺวา นฏฺฐํ ฌานํ ปฏิลภตีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส ปุโรหิตํ ปฏิจฺจ ตสฺสา พฺราหฺมณิยา กุจฺฉิสฺมึ นิพฺพตฺติ ฯ ชาตทิวเส จสฺส สกลนคเร อาวุธานิ ปชฺชลึสุ ฯ เตนสฺส โชติปาโลติ นามํ กรึสุ ฯ โส วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา รญฺโญ สิปฺปํ ทสฺเสตฺวา อิสฺสริยํ ปหาย กิญฺจิ อชานาเปตฺวา อคฺคทฺวาเรน นิกฺขมิตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา สกฺกทตฺติเย กปิฏฺฐอสฺสเม อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ฌานาภิญฺญา นิพฺพตฺเตสิ ฯ ตํ ตตฺถ วสนฺตํ อเนกานิ อิสิสตานิ ปริวาเรสุํ ฯ มหาสมาคโม อโหสิ สตฺต อนฺเตวาสิกา เชฏฺฐกา อเหสุํ เตสํ สาลิสฺสโร นาม อิสิ กปิฏฺฐอสฺสมา นิกฺขมิตฺวา สุรฏฺฐชนปเท สาโตทกาย นาม นทิยา ตีเร อเนกสหสฺสอิสิปริวาโร วสิ ฯ เมณฺฑิสฺสโร นาม อิสิ ปโชตกรญฺโญ วิชิเต กลมฺพมูลกํ นาม นิคมํ นิสฺสาย อเนกสหสฺส- อิสิปริวาโร วสิ ฯ ปพฺพโต นาม อิสิ เอกํ อฏวิชนปทํ นิสฺสาย อเนกสหสฺสอิสิปริวาโร วสิ ฯ กาฬเทวิโล นาม อิสิ อวนฺติกรฏฺเฐ ทกฺขิณาปเถ เอกํ ฆนเสลํ นิสฺสาย อเนกสหสฺสอิสิปริวาโร วสิ ฯ กิสวจฺโฉ นาม อิสิ เอกโกว ทณฺฑกีรญฺโญ กุมฺภวตึ นาม นครํ นิสฺสาย อุยฺยาเน วสิ ฯ อนุสิสฺสตาปโส ปน โพธิสตฺตสฺส อุปฏฺฐาโก สนฺติเก วสิ ฯ นารโท นาม อิสิ กาฬเทวิลสฺส กนิฏฺโฐ มชฺฌิมปฺ- ปเทเส อรญฺเญ อญฺชนคิริมฺหิ ปพฺพตชาลนฺตเร เอกโกว เอกสฺมึ คุหาเลเณ วสิ ฯ อญฺชนคิริโน ปน อวิทูเร เอโก อากิณฺณมนุสฺโส นิคโม อตฺถิ ฯ เตสํ อนฺตเร มหตี นที ตํ พหู มนุสฺสา โอสรนฺติ ฯ อุตฺตมรูปธรา วณฺณทาสิโย ปุริเส ปโลภยมานา ตสฺสา นทิยา ตีเร นิสีทนฺติ ฯ นารทตาปโส ตาสุ เอกํ ทิสฺวา ปฏิพทฺธจิตฺโต หุตฺวา ฌานํ อนฺตรธาเปตฺวา นิราหาโร ปริสุสฺสนฺโต กิเลสวสงฺคโต สตฺตาหํ นิปชฺชิ ฯ อถสฺส ภาตา กาฬเทวิโล อาวชฺเชนฺโต ตํ การณํ ญตฺวา อากาเสนาคนฺตฺวา เลณํ ปาวิสิ ฯ นารโท ตํ ทิสฺวา กสฺมา ภวํ อาคโตสีติ อาห ฯ ภวํ อผาสุโก ตํ ภวนฺตํ ปฏิชคฺคิตุํ อาคโตสฺมีติ ฯ อถ นํ โส อวตฺถุกํ ภวํ กเถสิ อลิกํ ตุจฺฉํ กเถสีติ มุสาวาเทน นิคฺคณฺหิ ฯ โส น ตํ ปหาตุํ วฏฺฏตีติ สาลิสฺสรํ อาเนสิ เมณฺฑิสฺสรํ อาเนสิ ปพฺพติสฺสรํ อาเนสิ ฯ อิตโร เต มุสาวาเทน นิคฺคณฺหิ ฯ กาฬเทวิโล สรภงฺคสตฺถารํ อาเนสฺสามีติ อากาเสน คนฺตฺวา ตํ อาเนสิ ฯ โส อาคนฺตฺวา ตํ ทิสฺวา อินฺทฺริยวสํ คโตติ ญตฺวา กจฺจิสิ นารท อินฺทฺริยานํ วสํ คโตติ ปุจฺฉิ ฯ อิตเรน กถํ สุตฺวาว อุฏฺฐาย วนฺทิตฺวา อาม อาจริยาติ วุตฺเต นารท อินฺทฺริยวสํ คตา นาม อิมสฺมึ อตฺตภาเว สุสฺสนฺตา ทุกฺขํ อนุภวิตฺวา ทุติยตฺตภาเว นิรเย นิพฺพตฺตนฺตีติ วตฺวา ปฐมํ คาถมาห
โย อินฺทฺริยานํ กาเมน วสํ นารท คจฺฉติ
โส ปริจฺจชฺชุโภ โลเก ชีวนฺเตว วิสุสฺสตีติ ฯ
ตตฺถ โย อินฺทฺริยานนฺติ นารท โย ปุริโส รูปาทีสุ สุภาการํ คเหตฺวา กิเลสกามวเสน ฉนฺนํ อินฺทฺริยานํ วสํ คจฺฉติ ฯ ปริจฺจชฺชุโภติ โส ปุริโส มนุสฺสโลกญฺจ เทวโลกญฺจาติ อุโภ โลเก ปริจฺจชิตฺวา นิรยาทีสุ นิพฺพตฺตตีติ อตฺโถ ฯ ชีวนฺเตว วิสุสฺสตีติ ชีวนฺโตเยว อตฺตนา อิจฺฉิตํ กิเลสวตฺถุํ อลภนฺโต โสเกน วิสุสฺสติ มหาทุกฺขํ ปาปุณาติ ฯ
ตํ สุตฺวา นารโท อาจริย กามเสวนํ นาม สุขํ เอวรูปํ สุขํ กึ สนฺธาย ทุกฺขนฺติ วทสีติ ปุจฺฉิ ฯ อถสฺส สรภงฺโค เตนหิ สุณาหีติ ทุติยํ คาถมาห
สุขสฺสานนฺตรํ ทุกฺขํ ทุกฺขสฺสานนฺตรํ สุขํ
โสสิ ปตฺโต สุขทุกฺขํ ปาฏิกงฺข วรํ สุขนฺติ ฯ
ตตฺถ สุขสฺสานนฺตรนฺติ กามสุขสฺส อนนฺตรํ นิรยทุกฺขํ ฯ ทุกฺขสฺสาติ สีลรกฺขณทุกฺขสฺส อนนฺตรํ ทิพฺพมานุสกสุขญฺเจว นิพฺพานสุขญฺจ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ นารท อิเม สตฺตา กามเสวน- สมเยน กาลํ กริตฺวา เอกนฺตทุกฺเข นิรเย นิพฺพตฺตนฺติ ฯ สีลํ รกฺขนฺตา วิปสฺสนาย กมฺมํ กโรนฺตา จ ปน กิลมนฺติ เต ทุกฺเขน สีลํ รกฺขิตฺวา สีลผเลน วุตฺตปฺปการํ สุขํ ปฏิลภนฺติ อิทํ สนฺธายาหํ เอวํ วทามีติ ฯ โสสิ ปตฺโตติ โส ตฺวํ นารท อิทานิ ฌานสุขํ นาเสตฺวา ตโต สุขา มหนฺตํ กามนิสฺสิตํ เจตสิกทุกฺขํ ปตฺโต ฯ ปาฏิกงฺขาติ อิทํ กิเลสทุกฺขํ ฉฑฺเฑตฺวา ปุน ตเทว วรํ อุตฺตมํ ฌานสุขํ อิจฺฉ ปตฺเถหีติ ฯ
นารโท อิทํ อาจริย ทุกฺขํ นาหนฺตํ อธิวาเสตุํ สกฺโกมีติ อาห ฯ อถ นํ มหาสตฺโต นารท ทุกฺขํ นาม อุปฺปนฺนํ อธิวาเส- ตพฺพเมวาติ วตฺวา ตติยํ คาถมาห
กิจฺฉกาเล กิจฺฉสโห โส กิจฺฉํ นาติวตฺตติ
ส กิจฺฉนฺตํ สุขํ ธีโร โยคํ สมธิคจฺฉตีติ ฯ
ตตฺถ นาติวตฺตตีติ นานุวตฺตติ อยเมว วา ปาโฐ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ นารท โย กายิกเจตสิกทุกฺขสงฺขาตสฺส กิจฺฉสฺส อุปฺปนฺน- กาเล อปฺปมตฺโต ตสฺส กิจฺฉสฺส หรณุปายํ กโรนฺโต กิจฺฉสโห หุตฺวา ตํ กิจฺฉํ น อนุวตฺตติ ตสฺส วเส อวตฺติตฺวา เตหิ เตหิ อุปาเยหิ ตํ กิจฺฉํ อภิภวติ วินาเสติ ส ธีโร กิจฺฉสฺส อนฺติมสงฺขาตํ นิรามิสํ สุขํ อธิคจฺฉติ ตํ วา กิจฺฉนฺตํ โยคสุขํ อธิคจฺฉติ อกิลมนฺโต ปาปุณาตีติ ฯ
โส อาจริย กามสุขํ นาม อุตฺตมสุขํ น ตํ ชหิตุํ สกฺโกมีติ อาห ฯ อถ นํ มหาสตฺโต นารท ธมฺโม นาม น เกนจิ การเณน นาเสตพฺโพติ วตฺวา จตุตฺถํ คาถมาห
น เหว กามานํ กามา นานตฺถา นตฺถการณา
น กตญฺจ นิรํกตฺวา ธมฺมา จวิตุมรหสีติ ฯ
ตตฺถ กามานํ กามาติ กามานํ กามา วตฺถุกามานํ ปตฺถนายาติ อตฺโถ ฯ นานตฺถา นตฺถการณาติ น อนตฺถโต น อตฺถการณา ฯ น กตญฺจ นิรํกตฺวาติ กตญฺจ นิปฺผาทิตํ ฌานํ นิรํกตฺวา ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ นารท น เหว วตฺถุกามปตฺถนาย ธมฺมา จวิตุมรหสิ เอกสฺมึ อนตฺเถ อุปฺปนฺเน ตํ ปฏิหนิตุกาโม นานตฺถา นตฺเถนปิ การณภูเตน ธมฺมา จวิตุมรหสิ ฯ อสุโก นาม เม อตฺโถ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ เอวํ อตฺถการณา ปน ธมฺมา จวิตุมรหสิ กตํ ปุน นิปฺผาทิตุํ ฌานสุขํ นิรํกตฺวาปิ นาเสตฺวา เนว ธมฺมา จวิตุมรหสีติ ฯ
เอวํ สรภงฺเคน จตูหิ คาถาหิ ธมฺเม เทสิเต กาฬเทวิโล อตฺตโน กนิฏฺฐํ โอวทนฺโต ปญฺจมํ คาถมาห
ทกฺขํ คหปตํ สาธุ สํวิภชฺชญฺจ โภชนํ
อหาโส อตฺถลาเภสุ อตฺถพฺยาปตฺติ อพฺยโถติ ฯ
ตตฺถ ทกฺขํ คหปตนฺติ นารท ฆราวาสํ วสนฺตานํ คหปตีนํ โภคุปฺปาทนตฺถาย อนาลสฺยเฉกํ กุสลภาวสงฺขาตํ ทุกฺขํ นาม สาธุ ทกฺขภาโว ลทฺธโก ฯ สํวิภชฺชญฺจ โภชนนฺติ ทุกฺเขน อุปฺปาทิตโภคานํ ธมฺมิกสมณพฺราหฺมเณหิ สํวิภชิตฺวา ปริโภคการณํ ทุติยํ สาธุ ฯ อหาโส อตฺถลาเภสูติ มหนฺเต อิสฺสริเย อุปฺปนฺเน ปมาทวเสน อหาโส อนุพฺพิลาวิคฺคตํ ตติยํ สาธุ ฯ อตฺถพฺยาปตฺตีติ ยทา ปน อตฺตโน อตฺถพฺยาปตฺติ ยสวินาโส โหติ ตทา อพฺยโถ อกิลมนํ จตุตฺถํ สาธุ ตสฺมา ตฺวํ นารท ฌานํ เม อนฺตรหิตนฺติ มา โสจิ สเจ อินฺทฺริยานํ วสํ นาคมิสฺสสิ นฏฺฐมฺปิ เต ฌานํ ปุน ปากติกเมว ภวิสฺสตีติ ฯ
ตํ ปุน กาฬเทวิเลน นารทสฺส โอวทิตภาวํ ญตฺวา สตฺถา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา ฉฏฺฐํ คาถมาห
เอตฺตาว เตสํ ปณฺฑิจฺจํ อสิโต เทวิโล พฺรวิ
นยิโต กิญฺจิ ปาปิโย โย อินฺทฺริยานํ วสํ วเชติ ฯ
ตสฺสตฺโถ ภิกฺขเว เอตฺตกํ เอตํ ปณฺฑิจฺจํ โสยํ เทวิโล อพฺรวิ โย ปน กิเลสวเสน อินฺทฺริยานํ วสํ วเชติ อิโต อญฺโญ ปาปิโย นตฺถีติ ฯ
อถ นํ สรภงฺโค อามนฺเตตฺวา นารท อิทํ ตาว สุโณหิ ปฐมเมว กตฺตพฺพยุตฺตกํ โย น กโรติ โส อรญฺญํ ปวิฏฺฐมาณวโก วิย โสจติ ปริเทวตีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ
อตีเต เอกสฺมึ กาสีนิคเม เอโก พฺราหฺมณมาณโว อภิรูโป อโหสิ ถามสมฺปนฺโน นาคพโล ฯ โส จินฺเตสิ กิมฺเม กสิกมฺมาทีนิ กตฺวา มาตาปิตุปฏฺเฐหิ กึ ปุตฺตทาเรน กึ ทานาทิปุญฺเญหิ กเตหิ กิญฺจิ อโปเสตฺวา กิญฺจิ ปุญฺญํ อกตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา มิเค มาเรตฺวา อตฺตานเมว โปเสสฺสามีติ โส ปญฺจาวุธสนฺนทฺโธ หิมวนฺตํ คนฺตฺวา นานามิเค วธิตฺวา ขาทนฺโต อนฺโตหิมวนฺเต วิธินิยา นาม นทิยา ตีเร คิริปริกฺขิตฺตํ มหนฺตํ ปพฺพตชาลํ ปตฺวา ตตฺถ มิเค วธิตฺวา องฺคาเร ปกฺกมํสํ ขาทนฺโต วาสํ กปฺเปสิ ฯ โส จินฺเตสิ อหํ สทา ถามสมฺปนฺโน นาม น ภวิสฺสามิ ทุพฺพลกาเล อรญฺเญ จริตุํ นาสกฺขิสฺสามิ อิทาเนว นานาวณฺเณ มิเค ปพฺพตชาลํ ปเวเสตฺวา ทฺวารํ โยเชตฺวา อรญฺญํ อนาหิณฺฑนฺโตว ยถารุจิยา มิคํ วธิตฺวา ขาทิสฺสามีติ ฯ โส ตถา อกาสิ ฯ อถสฺส กาเล อติกฺกนฺเต ตํ กมฺมํ มตฺถกํ ปตฺตํ ทิฏฺฐธมฺมเวทนียํ ชาตํ อตฺตโน หตฺถปาเทหิ น ลภิ คนฺตุํ อปราปรํ ปริวตฺเตตุํ นาสกฺขิ เนว กิญฺจิ ขาทนียํ โภชนียํ น ปานียํ ปิวิ สรีรํ มิลายิ มนุสฺสเปโต อโหสิ คิมฺหกาเล ปฐวี วิย สรีรํ ภิชฺชิตฺวา ราชิโย ทสฺเสสิ ฯ โส ทุรูโป ทุสฺสณฺฐิโต มหาทุกฺขํ อนุภวิ ฯ เอวํ อทฺธาเน คเต สีวิรฏฺเฐ สีวิราชา นาม อรญฺเญ องฺคารปกฺกมํสํ ขาทิสฺสามีติ อมจฺจานํ รชฺชํ นิยฺยาเทตฺวา ปญฺจาวุธสนฺนทฺโธ อรญฺญํ ปวิสิตฺวา มิเค วธิตฺวา มํสํ ขาทนฺโต อนุปุพฺเพน ตํ ปเทสํ ปตฺวา ตํ ปุริสํ ทิสฺวา ภีโต สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา โกสิ ตฺวํ อมฺโภ ปุริสาติ ปุจฺฉิ ฯ สามิ มนุสฺสเปโต อหํ อตฺตโน กตกมฺมสฺส ผลํ อนุภวามิ ตฺวํ ปน โกสีติ ฯ สีวิราชาหมสฺมีติ ฯ อถ กสฺมา อิธาคโตสีติ ฯ มิคมํสํ ขาทนตฺถายาติ ฯ อถสฺส โส อหมฺปิ มหาราช อิมินาว การเณนาคนฺตฺวา มนุสฺสเปโต ชาโตติ สพฺพํ วิตฺถาเรน กเถตฺวา อตฺตโน ทุกฺขิตภาวํ รญฺโญ อาจิกฺขนฺโต เสสคาถา อภาสิ
อมิตฺตานํว หตฺถตฺถํ สีวิ ปปฺโปติ มามิว
กมฺมํ วิชฺชญฺจ ทกฺเขยฺยํ วิวาหํ สีลมทฺทวํ
เอเตว ยเส หาเปตฺวา นิพฺพตฺโต เสหิ กมฺเมหิ ฯ
โสหํ สหสฺสชีโนว อพนฺธุ อปรายโน
อริยธมฺมา อติกฺกนฺโต ยถา เปโต ตเถวหํ ฯ
สุขกาเม ทุกฺขาเปตฺวา อาปนฺโนสฺมิ ปทํ อิมํ
โยหํ สุขํ นาธิคจฺฉามิ ฐิโต ภาณุมกาสิวาติ ฯ
ตตฺถ อมิตฺตานํว หตฺถตฺถนฺติ อมิตฺตานํ หตฺเถ อตฺถํ วินาสํ วิย ฯ สีวีติ ราชานํ อาลปติ ฯ ปปฺโปติ มามิวาติ มาทิโส ปาปกมฺเม ปาปุณาติ อตฺตโนว กมฺเมน วินาสํ ปาปุณาตีติ วุตฺตํ โหติ ฯ กมฺมนฺติ กสิกมฺมาทิเภทํ อาชีวสาธกํ กิจฺจํ ฯ วิชฺชนฺติ นานปฺปการกํ หตฺถิสิปฺปาทิกํ สิปฺปํ ฯ ทกฺเขยฺยนฺติ นานปฺปกาเรน โภคุปฺปาทเนน โกสลฺลํ ฯ วิวาหนฺติ อาวาหวิวาหสมฺพทฺธํ ฯ สีลมทฺทวนฺติ ปญฺจวิธสีลญฺเจว มุทุวจนหิตกามปาปนีวารณกลฺยาณมิตฺตตา จ โส หิ อิธ มทฺทโวติ อธิปฺเปโต ฯ เอเตว ยเส หาเปตฺวาติ เอเต เอตฺตเก ยสทายกธมฺเม หาเปตฺวา ฯ นิพฺพตฺโต เสหิ กมฺเมหีติ อตฺตโน กมฺเมหิ นิพฺพตฺโต ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ อหํ มหาราช อิมสฺมึ โลเก อิสฺสริยทายกํ กตฺตพฺพยุตฺตกํ กมฺมํ อกตฺวา สิปฺปํ อสิกฺขิตฺวา อุปาเยน โภเค อนุปฺปาเทตฺวา อาวาหวิวาหํ อกตฺวา สีลํ อรกฺขิตฺวา มํ อกิจฺจํ กโรนฺตํ นีวารณสมตฺเถ กลฺยาณมิตฺเต อภชิตฺวา อิเม เอตฺตเก ยสทายกตฺตา ยเสติ สงฺขฺยํ คเต โลกปฺปวตฺติธมฺเม อวหาเปตฺวา ฉฑฺเฑตฺวา อิมํ อรญฺญํ ปวิสิตฺวา สยํ กเตหิ ปาปกมฺเมหิ อิทานิ มนุสฺสเปโต หุตฺวา นิพฺพตฺโตสฺมีติ ฯ สหสฺสชีโนวาติ สหสฺสชินปุริโส วิยาติ อตฺโถ ฯ สจาหํ สมฺมา- ปฏิปชฺชิตฺวา โภเค อุปฺปาเทยฺยํ เตหิ อเนกสหสฺเสหิ โภเคหิ ชีโนติปิ อตฺโถ ฯ อปรายโนติ อสรโณ นิปฺปตีติ อตฺโถ ฯ อริยธมฺมาติ สปฺปุริสธมฺมโต ฯ ยถา เปโตติ ยถา มโต เปโต หุตฺวา อุปฺปชฺเชยฺย ชีวมาโนเยว ตถา มนุสฺสเปโต ชาโตสฺมีติ อตฺโถ ฯ สุขกาเม ทุกฺขาเปตฺวาติ สุขกาเม สตฺเต ทุกฺขาเปตฺวา ฯ สุขกาโมติปิ ปาโฐ ฯ สยํ สุขกาโม ปรํ ทุกฺขาเปตฺวาติ อตฺโถ ฯ อาปนฺโนสฺมิ ปทํ อิมนฺติ อิมํ เอวรูปํ โกฏฺฐาสํ ปตฺโตสฺมิ ปถนฺติปิ ปาโฐ ฯ อิทํ ทุกฺขสฺส ปถภูตํ อตฺตภาวํ ปตฺโตสฺมีติ อตฺโถ ฯ ฐิโต ภาณุมกาสิวาติ ภาณุมา วุจฺจติ อคฺคิ วีตจฺฉิตงฺคาเรหิ สมนฺตา ปริกิณฺโณ วิย สรีเร อุฏฺฐิเตน มหาฑาเหน ฑหนฺโต กายิกเจตสิกสุขํ น วินฺทามีติ วทติ ฯ
เอวญฺจ ปน วตฺวา อหํ มหาราช สุขกาโม ปรํ ทุกฺขาเปตฺวา ทิฏฺเฐว ธมฺเม มนุสฺสเปโตสฺมิ ตสฺมา ตฺวํ ปาปกมฺมํ มา กริ อตฺตโน นครํ คนฺตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กโรหีติ อาห ฯ ราชา ตถา กตฺวา สคฺคปทํ ปูเรสิ ฯ
สรภงฺคสตฺถา อิมํ การณํ อาหริตฺวา ตาปสํ สญฺญาเปสิ ฯ โส ตสฺส กถาย สํเวคํ ปฏิลภิตฺวา ตํ วนฺทิตฺวา ขมาเปตฺวา กสิณปริกมฺมํ กตฺวา นฏฺฐชฺฌานํ ปฏิปากติกํ อกาสิ ฯ สรภงฺโค ตสฺส ตตฺถ วสิตุํ อทตฺวา อาทาย อตฺตโน อสฺสมํ คโต ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา นารโท อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ อโหสิ สาลิสฺสโร สารีปุตฺโต เมณฺฑิสฺสโร กสฺสโป ปพฺพโต อนุรุทฺโธ กาฬเทวิโล กจฺจายโน อนุสิสฺโส อานนฺโท กิสวจฺโฉ โมคฺคลฺลาโน สรภงฺโค ปน อหเมวาติ ฯ
อินฺทฺริยชาตกํ สตฺตมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗