ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. จุลลสุวกราชชาดก
ชาดกที่ ๔๓๐ · นวกนิบาตชาดก

จุลลสุวกราชชาดก

ว่าด้วยผู้รักษาไมตรี

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๒๓๖ · บรรทัด ๕๑๙๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากจุลลสุวกราชชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระนครสาวัตถี ทรงปรารภเวรัญชกัณฑ์ จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สนฺติ รุกฺขา ดังนี้.

เมื่อพระศาสดาเสด็จจำพรรษา ณ เมืองเวรัญชา แล้วเสด็จถึงพระนครสาวัตถีโดยลำดับ ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระตถาคตเป็นกษัตริย์สุขุมาลชาติ เป็นพุทธสุขุมาลชาติประกอบด้วยอิทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ เวรัญชพราหมณ์นิมนต์ไป ได้จำพรรษาอยู่ตลอด ๓ เดือน ไม่ได้ภิกษาจากสำนักเวรัญชพรหมณ์แม้สักวันเดียว เพราะถูกมารดลใจเสีย ทรงละความโลภอาหารเสียได้ ดำรงพระชนม์ด้วยข้าวสำหรับเลี้ยงม้าที่พ่อค้าม้าถวายวันละแล่ง มิได้เสด็จไปที่อื่น ความที่พระตถาคตทรงมักน้อยสันโดษนี้น่าสรรเสริญเหลือเกิน พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายการละความโลภในอาหารของตถาคตในบัดนี้ยังไม่น่าอัศจรรย์ แม้ในกาลก่อนตถาคตเกิดเป็นสัตว์เดียรฉานก็ได้ละความโลภอาหารมาแล้ว ดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.

เนื้อเรื่องทั้งหมดพึงทราบโดยพิสดารตามทำนองที่ที่กล่าวมาแล้วในหนหลัง ในตอนนี้มีใจความว่า ท้าวสักกเทวราช ทรงแปลงพระองค์เป็นพญาหงส์ สนทนากันพญานกแขกเต้า จึงได้ตรัสคาถานี้ว่า :-

ต้นไม้ทั้งหลายที่มีใบเขียว มีผลดก มีอยู่เป็นอันมาก เหตุไรพญานกแขกเต้าจึง มีใจยินดีในต้นไม้แห้งผุเล่า. เราเคยบริโภคผลแห่งต้นไม้นี้นับได้ หลายปีมาแล้ว ถึงเราจะรู้ว่าต้นไม้นี้ไม่มีผล แล้ว ก็ต้องรักษาความไมตรีไว้ให้เหมือนดัง ก่อน. นกทั้งหลายย่อมละทิ้งต้นไม้แห้งผุ ขาด ใบไร้ผลไปในที่อื่น ดูก่อนพญานกแขกเต้า ท่านเห็นโทษอะไรหรือ ? นกเหล่าใดคบหากันเพราะต้องการผล ไม้ ครั้นรู้ว่าต้นไม้นั้นไม่มีผล ก็ละทิ้งต้นไม้ นั้นไปเสียนี้เหล่านั้นโง่เขลา มีปัญญาที่เห็น แก่ตัว มักทำฝักใฝ่แห่งมิตรภาพให้ตกไป. ความเป็นเพื่อน ความไมตรี ความ สนิทสนมกันท่านได้ทำได้เป็นพยานดีแล้ว ถ้าท่านชอบใจธรรมนั้น ท่านก็เป็นผู้ควรที่ วิญญูชนทั้งหลายพึงสรรเสริญ. ดูก่อนพญานกแขกเต้า ผู้ชาติวิหคมีปีก เป็นยานพาหนะ มีคอโค้งเป็นสง่า เรานั้นจะ ให้พรแก่ท่าน ท่านจงเลือกเอาพรตามที่ใจ ปรารถนาเถิด. ไฉนข้าพเจ้าจะพึงได้เห็นต้นไม้นั้นกลับ มีใบมีผลอีกเล่า ข้าพเจ้าจะยินดีอย่างยิ่งเหมือน คนจนได้ขุมทรัพย์ ฉะนั้น. ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงวักอมตวารีมาประพรมต้นไม้ กิ่งก้านของต้นไม้ นั้นก็งอกงาม มีเงาร่มเย็นเป็นที่น่ารื่นรมย์. ข้าแต่ท้าวสักกเทวราช ขอให้พระองค์ ทรงพระเจริญสุข พร้อมด้วยพระญาติทั้งปวง เหมือนดังข้าพระบาทมีความสุข เพราะได้เห็น ต้นไม้ผลิตผลในวันนี้ ฉะนั้นเถิด. ท้าวสักกเทวราช ประทานพรแก่ พญานกแขกเต้าทำต้นไม้ให้มีผลแล้ว พาพระมเหสี เสด็จกลับเทพนันทวัน.

พึงทราบความด้วยสามารถแห่งคำที่มีในก่อนนั้น ก็ข้าพเจ้าทั้งหลายจักพรรณนาเฉพาะบทที่ยากเท่านั้น.

บทว่า หริตปตฺตา ได้แก่ ที่สะพรั่งไปด้วยใบสีเขียว. บทว่าโกฬาเป ได้แก่ ที่ไม่มีแก่นซึ่งเมื่อลมพัดก็ส่งเสียงเหมือนมีใครมาตีให้ดัง ฉะนั้น. บทว่า สุวสฺส ความว่า เหตุไรท่านพญานกแขกเต้าจึงมีใจยินดีในต้นไม้เห็นปานนี้เล่า ? บทว่า ผลสฺส แปลว่า ผลของต้นไม้นั้น. บทว่า เนกวสฺสคเณ เท่ากับ อเนกวสฺสคเณ แปลว่านับได้หลายปีมาแล้ว. บทว่า พหู ความว่า แม้เมื่อหลายร้อยก็มีใช่๒ ปี มิใช่ ๓ ปีโดยที่แท้คือหลายปีมาแล้ว. บทว่า วิทิตฺวาน เป็นต้นความว่า พญานกแขกเต้า เมื่อจะประกาศว่า ข้าแต่พญาหงส์ บัดนี้พวกเราแม้จะรู้ว่าต้นไม้นี้ไม่มีผล ก็ต้องรักษาไมตรีไว้ให้เหมือนดังแต่ก่อนไมตรียังมีอยู่ตราบใด พวกเราก็จะไม่ทำลายไมตรีนั้นตราบนั้นเพราะผู้ทำลายไมตรีไม่ใช่คนดี ไม่ชื่อว่าสัตบุรุษ. บทว่า โอปตฺตํ ความว่า หมดไปคือไม่มีใบ ได้แก่มีใบร่วงแล้ว. บทว่า กึ โทสํ ปสฺสเส ความว่า นกเหล่าอื่นพากันละต้นไม้นั้นไปในที่อื่น ท่านเห็นโทษอะไรในการไปอย่างนี้. บทว่า เย ผลตฺถา ความว่า นกเหล่าใดคบหาคือเข้าไปหา เพราะต้องการผลไม้คือเพราะผลไม้เป็นเหตุ ครั้นรู้ว่าต้นไม้นั้นไม่มีผล ก็ละทิ้งต้นไม้นั้นไป. บทว่า อตฺตตฺถปญฺา ความว่า นกเหล่านั้นชื่อว่ามีปัญญาที่เห็นแก่ตัว เพราะมีปัญญาเพื่อประโยชน์ของตน คือมีปัญญาที่ตั้งอยู่ในตนเท่านั้นโดยไม่คำนึงถึงผู้อื่นบทว่า ปกฺขปาติโน ความว่า นกเหล่านั้นเมื่อหวังแต่ความเจริญเพื่อตนเท่านั้น ย่อมยังฝักใฝ่แห่งมิตรภาพให้ตกไป คือให้พินาศไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้มักทำฝักใฝ่แห่งมิตรภาพให้ตกไป อีกอย่างหนึ่งชื่อว่าเป็นผู้ทำฝักใฝ่แห่งมิตรภาพให้ตกไป เพราะอรรถว่าตกไปในฝักใฝ่ของตนเท่านั้น ดังนี้ก็ได้. บทว่า อปิ นาม นํ ความว่าข้าแต่พญาหงส์ ถ้ามโนรสของข้าพเจ้าพึงสำเร็จและพรที่ท่านให้แล้วพึงสำเร็จไซร้ ทำไฉนข้าพเจ้าจะพึงเห็นต้นไม้นี้กลับมีใบมีผลได้อีกแต่นั้นข้าพเจ้าจะยินดีกะต้นไม้นั้น คือพอเห็นต้นไม้นั้นเท่านั้นก็จะปลื้มใจอย่างที่สุด เหมือนคนจนได้ขุมทรัพย์ฉะนั้น. บทว่า อมตมาทายคือทรงดำรงอยู่แล้วด้วยอานุภาพของพระองค์ทรงวักน้ำจากแม่น้ำคงคามาประพรมแล้ว.

ในชาดกนี้มีอภิสัมพุทธคาถา ๒ คาถากับคาถานี้

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ท้าวสักกเทวราชในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอนุรุทธะในบัดนี้พญานกแขกเต้าในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล.

จบ จุลลสุวกราชชาดกที่ ๔

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๖๔๑–๖๔๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

นวกนิบาตชาดก · ๒๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

จุลฺลสุวกราชชาตกํ

สนฺติ รุกฺขาติ อิทํ สตฺถา สาวตฺถิยํ วิหรนฺโต เวรญฺชกณฺฑํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

สตฺถริ เวรญฺชายํ วสฺสํ วสิตฺวา อนุปุพฺเพน สาวตฺถึ อนุปฺปตฺเต ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส ตถาคโต ขตฺติยสุขุมาโล พุทฺธสุขุมาโล มหนฺเตน อิทฺธานุภาเวน สมนฺนาคโตปิ เวรญฺเชน พฺราหฺมเณน นิมนฺติโต เตมาสํ วสนฺโต มาราวฏฺฏนวเสน ตสฺส สนฺติกา เอกทิวสมฺปิ ภิกฺขํ อลภิตฺวา โลลุปฺปจารํ ปหาย เตมาสํ ปตฺถปูลกปตฺโถทเนน ยาเปนฺโต อญฺญตฺถ น อคมาสิ อโห วต ตถาคตานํ อปฺปีจฺฉสนฺตุฏฺฐิภาโวติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต อนจฺฉริยํ ภิกฺขเว ตถาคตสฺส อิทานิ โลลุปฺปจารปฺปหานํ โส ปุพฺเพปิ ติรจฺฉานโยนิยํ นิพฺพตฺโต โลลุปฺปจารํ ปหาสีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ สพฺพํปิ วตฺถุํ เหฏฺฐา กถิตนิยาเมเนว วิตฺถาเรตพฺพํ

สนฺติ รุกฺขา หริตปตฺตา ทุมา เนกผลา พหู

กสฺมา นุ สุกฺเข โกฬาเป สุวสฺส นิรโต มโน ฯ

ผลสฺส อุปภุญฺชิมฺหา เนกวสฺสคเณ พหู

อผลมฺปิ วิทิตฺวาน สา จ มิตฺติ ยถา ปุเร ฯ

สุกฺขญฺจ รุกฺขโกฬาปํ โอปตฺตมผลํ ทุมํ

โอหาย สกุณา ยนฺติ กึ โทสํ ปสฺสเส ทิช ฯ

เย ผลตฺถา สมฺภชนฺติ อผโลติ ชหนฺติ นํ

อตฺตตฺถปญฺญา ทุมฺเมธา เต โหนฺติ ปกฺขปาติโน ฯ

สาธุ สกฺขิ กตํ โหติ มิตฺติ สํสติ สนฺถโว

สเจตํ ธมฺมํ โรเจสิ ปาสํโสสิ วิชานตํ ฯ

โส เต สุว วรํ ทมฺมิ ปตฺตยาน วิหงฺคม

วรํ วรสฺสุ วงฺกงฺค ยํกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ ฯ

อปิ นาม นํ ปุน ปสฺเส สปตฺตํ สผลํ ทุมํ

ทลิทฺโทว นิธึ ลทฺธา นนฺเทยฺยาหํ ปุนปฺปุนํ ฯ

ตโต อมตมาทาย อภิสิญฺจิ มหีรุหํ

ตสฺส สาขา วิรูหึสุ สีตจฺฉายา มโนรมา ฯ

เอวํ สกฺก สุขี โหหิ สห สพฺเพหิ ญาติภิ

ยถาหมชฺช สุขิโต ทิสฺวาน สผลํ ทุมํ ฯ

สุวสฺส จ วรํ ทตฺวา กตฺวาน สผลํ ทุมํ

ปกฺกามิ สห ภริยาย เทวานํ นนฺทนํ วนนฺติ ฯ

อตฺโถปิ ปุริมวเสเนว เวทิตพฺโพ ฯ อนุตฺตานปทมตฺตเมว ปน วณฺณยิสฺสาม หริตปตฺตาติ นีลปตฺตสญฺฉนฺนา ฯ โกฬาเปติ วาเต ปหรนฺเต อาโกฏิตสทฺทํ วิย มุญฺจมาเน นิสฺสาเร ฯ สุวสฺสาติ อายสฺมโต สุวราชสฺส กสฺมา เอวรูเป รุกฺเข มโน นิรโต ฯ ผลสฺสาติ ผลํ อสฺส รุกฺขสฺส ฯ เนกวสฺสคเณติ อเนกวสฺสคเณ ฯ พหูติ สมาเนปิ อเนกสเต น เทฺว น ตโย อถ โข พหูนิ ฯ วิทิตฺวานาติ หํสราชา อิทานิ อมฺหากํ อิมํ รุกฺขํ อผลํ วิทิตฺวาปิ ยถา ปุเร เอเตน สทฺธึ เมตฺติ ยาว เมตฺติ ตํ หิ มยํ น ภินฺทาม เมตฺตึ ภินฺทนฺตา หิ อนริยา อสปฺปุริสา นาม โหนฺตีติ ปกาเสนฺโต เอวมาห ฯ โอปตฺตนฺติ อวปตฺตํ นิปฺปตฺตํ ปติตปตฺตํ ฯ กึ โทสํ ปสฺสเสติ อญฺเญ สกุณา เอตํ โอหาย อญฺญตฺถ คจฺฉนฺติ ตฺวํ เอวํคมเน กึ นาม โทสํ ปสฺสสีติ ฯ เย ผลตฺถาติ เย ปกฺขิโน ผลตฺถาย ผลการณา สมฺภชนฺติ อุปคจฺฉนฺติ ฯ อผโลติ ญตฺวา เอตํ ชหนฺติ ฯ อตฺตตฺถปญฺญาติ อตฺตโน อตฺถาย ปญฺญา ปรํ อโนโลเกตฺวา อตฺตนิเยว ฐิตา เอเตสํ ปญฺญาติ อตฺตตฺถปญฺญา ฯ ปกฺขปาติโนติ เต อตฺตโนเยว วุฑฺฒึ ปจฺจาสึสมานา มิตฺติปกฺขํ ปาเตนฺติ นาเสนฺตีติ ปกฺขปาติโน นาม โหนฺติ ฯ อตฺตโน ปกฺเขเยว วา ปตนฺตีติปิ ปกฺขปาติโน ฯ อปิ นาม นนฺติ หํสราช สเจ มม มโนรโถ นิปฺผชฺเชยฺย ตยา ทินฺโน วโร สมฺปชฺเชยฺย อปิ นาม อหํ อิมํ รุกฺขํ สปตฺตํ สผลํ ปุน ปสฺเสยฺยํ ตโต ทลิทฺโทว นิธึ ลภิตฺวา ปุนปฺปุนํ เอตํ อภินนฺเทยฺยํ ตํ ทิสฺวาว ปโมเทยฺยนฺติ ฯ อมตมาทายาติ อตฺตโน อานุภาเวน ฐิโต คงฺโคทกํ คเหตฺวา อภิสิญฺจยีติ อตฺโถ ฯ อิมสฺมึ ชาตเก อิมาย สทฺธึ เทฺว อภิสมฺพุทฺธ- คาถา โหนฺติ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา สกฺโก อนุรุทฺโธ อโหสิ สุวราชา ปน อหเมวาติ ฯ

จุลฺลสุวกราชชาตกํ จตุตฺถํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๒๙. มหาสุวราชชาดกชาดกถัดไป๔๓๑. หริตจชาดก