จุลลสุวกราชชาดก
ว่าด้วยผู้รักษาไมตรี
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๒๓๖ · บรรทัด ๕๑๙๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระนครสาวัตถี ทรงปรารภเวรัญชกัณฑ์ จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สนฺติ รุกฺขา ดังนี้.
เมื่อพระศาสดาเสด็จจำพรรษา ณ เมืองเวรัญชา แล้วเสด็จถึงพระนครสาวัตถีโดยลำดับ ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระตถาคตเป็นกษัตริย์สุขุมาลชาติ เป็นพุทธสุขุมาลชาติประกอบด้วยอิทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ เวรัญชพราหมณ์นิมนต์ไป ได้จำพรรษาอยู่ตลอด ๓ เดือน ไม่ได้ภิกษาจากสำนักเวรัญชพรหมณ์แม้สักวันเดียว เพราะถูกมารดลใจเสีย ทรงละความโลภอาหารเสียได้ ดำรงพระชนม์ด้วยข้าวสำหรับเลี้ยงม้าที่พ่อค้าม้าถวายวันละแล่ง มิได้เสด็จไปที่อื่น ความที่พระตถาคตทรงมักน้อยสันโดษนี้น่าสรรเสริญเหลือเกิน พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายการละความโลภในอาหารของตถาคตในบัดนี้ยังไม่น่าอัศจรรย์ แม้ในกาลก่อนตถาคตเกิดเป็นสัตว์เดียรฉานก็ได้ละความโลภอาหารมาแล้ว ดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
เนื้อเรื่องทั้งหมดพึงทราบโดยพิสดารตามทำนองที่ที่กล่าวมาแล้วในหนหลัง ในตอนนี้มีใจความว่า ท้าวสักกเทวราช ทรงแปลงพระองค์เป็นพญาหงส์ สนทนากันพญานกแขกเต้า จึงได้ตรัสคาถานี้ว่า :-
ต้นไม้ทั้งหลายที่มีใบเขียว มีผลดก มีอยู่เป็นอันมาก เหตุไรพญานกแขกเต้าจึง มีใจยินดีในต้นไม้แห้งผุเล่า. เราเคยบริโภคผลแห่งต้นไม้นี้นับได้ หลายปีมาแล้ว ถึงเราจะรู้ว่าต้นไม้นี้ไม่มีผล แล้ว ก็ต้องรักษาความไมตรีไว้ให้เหมือนดัง ก่อน. นกทั้งหลายย่อมละทิ้งต้นไม้แห้งผุ ขาด ใบไร้ผลไปในที่อื่น ดูก่อนพญานกแขกเต้า ท่านเห็นโทษอะไรหรือ ? นกเหล่าใดคบหากันเพราะต้องการผล ไม้ ครั้นรู้ว่าต้นไม้นั้นไม่มีผล ก็ละทิ้งต้นไม้ นั้นไปเสียนี้เหล่านั้นโง่เขลา มีปัญญาที่เห็น แก่ตัว มักทำฝักใฝ่แห่งมิตรภาพให้ตกไป. ความเป็นเพื่อน ความไมตรี ความ สนิทสนมกันท่านได้ทำได้เป็นพยานดีแล้ว ถ้าท่านชอบใจธรรมนั้น ท่านก็เป็นผู้ควรที่ วิญญูชนทั้งหลายพึงสรรเสริญ. ดูก่อนพญานกแขกเต้า ผู้ชาติวิหคมีปีก เป็นยานพาหนะ มีคอโค้งเป็นสง่า เรานั้นจะ ให้พรแก่ท่าน ท่านจงเลือกเอาพรตามที่ใจ ปรารถนาเถิด. ไฉนข้าพเจ้าจะพึงได้เห็นต้นไม้นั้นกลับ มีใบมีผลอีกเล่า ข้าพเจ้าจะยินดีอย่างยิ่งเหมือน คนจนได้ขุมทรัพย์ ฉะนั้น. ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงวักอมตวารีมาประพรมต้นไม้ กิ่งก้านของต้นไม้ นั้นก็งอกงาม มีเงาร่มเย็นเป็นที่น่ารื่นรมย์. ข้าแต่ท้าวสักกเทวราช ขอให้พระองค์ ทรงพระเจริญสุข พร้อมด้วยพระญาติทั้งปวง เหมือนดังข้าพระบาทมีความสุข เพราะได้เห็น ต้นไม้ผลิตผลในวันนี้ ฉะนั้นเถิด. ท้าวสักกเทวราช ประทานพรแก่ พญานกแขกเต้าทำต้นไม้ให้มีผลแล้ว พาพระมเหสี เสด็จกลับเทพนันทวัน.
พึงทราบความด้วยสามารถแห่งคำที่มีในก่อนนั้น ก็ข้าพเจ้าทั้งหลายจักพรรณนาเฉพาะบทที่ยากเท่านั้น.
บทว่า หริตปตฺตา ได้แก่ ที่สะพรั่งไปด้วยใบสีเขียว. บทว่าโกฬาเป ได้แก่ ที่ไม่มีแก่นซึ่งเมื่อลมพัดก็ส่งเสียงเหมือนมีใครมาตีให้ดัง ฉะนั้น. บทว่า สุวสฺส ความว่า เหตุไรท่านพญานกแขกเต้าจึงมีใจยินดีในต้นไม้เห็นปานนี้เล่า ? บทว่า ผลสฺส แปลว่า ผลของต้นไม้นั้น. บทว่า เนกวสฺสคเณ เท่ากับ อเนกวสฺสคเณ แปลว่านับได้หลายปีมาแล้ว. บทว่า พหู ความว่า แม้เมื่อหลายร้อยก็มีใช่๒ ปี มิใช่ ๓ ปีโดยที่แท้คือหลายปีมาแล้ว. บทว่า วิทิตฺวาน เป็นต้นความว่า พญานกแขกเต้า เมื่อจะประกาศว่า ข้าแต่พญาหงส์ บัดนี้พวกเราแม้จะรู้ว่าต้นไม้นี้ไม่มีผล ก็ต้องรักษาไมตรีไว้ให้เหมือนดังแต่ก่อนไมตรียังมีอยู่ตราบใด พวกเราก็จะไม่ทำลายไมตรีนั้นตราบนั้นเพราะผู้ทำลายไมตรีไม่ใช่คนดี ไม่ชื่อว่าสัตบุรุษ. บทว่า โอปตฺตํ ความว่า หมดไปคือไม่มีใบ ได้แก่มีใบร่วงแล้ว. บทว่า กึ โทสํ ปสฺสเส ความว่า นกเหล่าอื่นพากันละต้นไม้นั้นไปในที่อื่น ท่านเห็นโทษอะไรในการไปอย่างนี้. บทว่า เย ผลตฺถา ความว่า นกเหล่าใดคบหาคือเข้าไปหา เพราะต้องการผลไม้คือเพราะผลไม้เป็นเหตุ ครั้นรู้ว่าต้นไม้นั้นไม่มีผล ก็ละทิ้งต้นไม้นั้นไป. บทว่า อตฺตตฺถปญฺา ความว่า นกเหล่านั้นชื่อว่ามีปัญญาที่เห็นแก่ตัว เพราะมีปัญญาเพื่อประโยชน์ของตน คือมีปัญญาที่ตั้งอยู่ในตนเท่านั้นโดยไม่คำนึงถึงผู้อื่นบทว่า ปกฺขปาติโน ความว่า นกเหล่านั้นเมื่อหวังแต่ความเจริญเพื่อตนเท่านั้น ย่อมยังฝักใฝ่แห่งมิตรภาพให้ตกไป คือให้พินาศไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้มักทำฝักใฝ่แห่งมิตรภาพให้ตกไป อีกอย่างหนึ่งชื่อว่าเป็นผู้ทำฝักใฝ่แห่งมิตรภาพให้ตกไป เพราะอรรถว่าตกไปในฝักใฝ่ของตนเท่านั้น ดังนี้ก็ได้. บทว่า อปิ นาม นํ ความว่าข้าแต่พญาหงส์ ถ้ามโนรสของข้าพเจ้าพึงสำเร็จและพรที่ท่านให้แล้วพึงสำเร็จไซร้ ทำไฉนข้าพเจ้าจะพึงเห็นต้นไม้นี้กลับมีใบมีผลได้อีกแต่นั้นข้าพเจ้าจะยินดีกะต้นไม้นั้น คือพอเห็นต้นไม้นั้นเท่านั้นก็จะปลื้มใจอย่างที่สุด เหมือนคนจนได้ขุมทรัพย์ฉะนั้น. บทว่า อมตมาทายคือทรงดำรงอยู่แล้วด้วยอานุภาพของพระองค์ทรงวักน้ำจากแม่น้ำคงคามาประพรมแล้ว.
ในชาดกนี้มีอภิสัมพุทธคาถา ๒ คาถากับคาถานี้
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ท้าวสักกเทวราชในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอนุรุทธะในบัดนี้พญานกแขกเต้าในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ จุลลสุวกราชชาดกที่ ๔
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๖๔๑–๖๔๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
นวกนิบาตชาดก ๒๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Cullasuvakarājajātakaṃ
santi rukkhāti idaṃ satthā sāvatthiyaṃ viharanto verañjakaṇḍaṃ ārabbha kathesi.
Satthari verañjāyaṃ vassaṃ vasitvā anupubbena sāvatthiṃ anuppatte bhikkhū dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso tathāgato khattiyasukhumālo buddhasukhumālo mahantena iddhānubhāvena samannāgatopi verañjena Brāhmaṇena nimantito temāsaṃ vasanto mārāvaṭṭanavasena tassa santikā ekadivasampi bhikkhaṃ alabhitvā loluppacāraṃ pahāya temāsaṃ patthapūlakapatthodanena yāpento aññattha na agamāsi aho vata tathāgatānaṃ appīcchasantuṭṭhibhāvoti. Satthā āgantvā kāya nuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte anacchariyaṃ bhikkhave tathāgatassa idāni loluppacārappahānaṃ so pubbepi tiracchānayoniyaṃ nibbatto loluppacāraṃ pahāsīti vatvā atītaṃ āhari. Sabbaṃpi vatthuṃ heṭṭhā kathitaniyāmeneva vitthāretabbaṃ
santi rukkhā haritapattā dumā nekaphalā bahū
kasmā nu sukkhe koḷāpe suvassa nirato mano.
Phalassa upabhuñjimhā nekavassagaṇe bahū
aphalampi viditvāna sā ca mitti yathā pure.
Sukkhañca rukkhakoḷāpaṃ opattamaphalaṃ dumaṃ
ohāya sakuṇā yanti kiṃ dosaṃ passase dija.
Ye phalatthā sambhajanti aphaloti jahanti naṃ
attatthapaññā dummedhā te honti pakkhapātino.
Sādhu sakkhi kataṃ hoti mitti saṃsati santhavo
sacetaṃ dhammaṃ rocesi pāsaṃsosi vijānataṃ.
So te suva varaṃ dammi pattayāna vihaṅgama
varaṃ varassu vaṅkaṅga yaṃkiñci manasicchasi.
Api nāma naṃ puna passe sapattaṃ saphalaṃ dumaṃ
daliddova nidhiṃ laddhā nandeyyāhaṃ punappunaṃ.
Tato amatamādāya abhisiñci mahīruhaṃ
tassa sākhā virūhiṃsu sītacchāyā manoramā.
Evaṃ sakka sukhī hohi saha sabbehi ñātibhi
yathāhamajja sukhito disvāna saphalaṃ dumaṃ.
Suvassa ca varaṃ datvā katvāna saphalaṃ dumaṃ
pakkāmi saha bhariyāya devānaṃ nandanaṃ vananti.
Atthopi purimavaseneva veditabbo. Anuttānapadamattameva pana vaṇṇayissāma haritapattāti nīlapattasañchannā. Koḷāpeti vāte paharante ākoṭitasaddaṃ viya muñcamāne nissāre. Suvassāti āyasmato suvarājassa kasmā evarūpe rukkhe mano nirato. Phalassāti phalaṃ assa rukkhassa. Nekavassagaṇeti anekavassagaṇe. Bahūti samānepi anekasate na dve na tayo atha kho bahūni. Viditvānāti haṃsarājā idāni amhākaṃ imaṃ rukkhaṃ aphalaṃ viditvāpi yathā pure etena saddhiṃ metti yāva metti taṃ hi mayaṃ na bhindāma mettiṃ bhindantā hi anariyā asappurisā nāma hontīti pakāsento evamāha. Opattanti avapattaṃ nippattaṃ patitapattaṃ. Kiṃ dosaṃ passaseti aññe sakuṇā etaṃ ohāya aññattha gacchanti tvaṃ evaṃgamane kiṃ nāma dosaṃ passasīti. Ye phalatthāti ye pakkhino phalatthāya phalakāraṇā sambhajanti upagacchanti. Aphaloti Ñatvā etaṃ jahanti. Attatthapaññāti attano atthāya paññā paraṃ anoloketvā attaniyeva ṭhitā etesaṃ paññāti attatthapaññā. Pakkhapātinoti te attanoyeva vuḍḍhiṃ paccāsiṃsamānā mittipakkhaṃ pātenti nāsentīti pakkhapātino nāma honti. Attano pakkheyeva vā patantītipi pakkhapātino. Api nāma nanti haṃsarāja sace mama manoratho nipphajjeyya tayā dinno varo sampajjeyya api nāma ahaṃ imaṃ rukkhaṃ sapattaṃ saphalaṃ puna passeyyaṃ tato daliddova nidhiṃ labhitvā punappunaṃ etaṃ abhinandeyyaṃ taṃ disvāva pamodeyyanti. Amatamādāyāti attano ānubhāvena ṭhito gaṅgodakaṃ gahetvā abhisiñcayīti attho. Imasmiṃ jātake imāya saddhiṃ dve abhisambuddha- gāthā honti.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā sakko anuruddho ahosi suvarājā pana ahamevāti.
Cullasuvakarājajātakaṃ catutthaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗