โลมสกัสสปชาดก
ว่าด้วยตบะเป็นคุณธรรมอันประเสริฐ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๒๖๕ · บรรทัด ๕๒๗๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อสฺส อินฺทสโม ราชา ดังนี้.
ความย่อมีว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุรูปนั้นว่า ดูก่อนภิกษุเขาว่าเธอกระสันจริงหรือ ? เมื่อภิกษุรูปนั้น กราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ก็ลมที่พัดภูเขาสิเนรุให้หวั่นไหว ทำไมจึงจักไม่พัดใบไม้เก่า ๆ ให้หวั่นไหวเล่า แม้ผู้ที่เพียบพร้อมไปด้วยศทั่ว ๆ ไป ยังถึงความเสื่อมยศได้ ชื่อว่ากิเลส ย่อมทำสัตว์ที่บริสุทธิ์ให้เศร้าหมองได้จะป่วยกล่าวไปใยถึงคนเช่นเธอ ดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล โอรสของพระเจ้าพรหมทัตผู้ครองพระนครพาราณสี ชื่อว่า พรหมทัตตกุมาร และบุตรของปุโรหิต ชื่อว่า กัสสปะ เป็นสหายกัน เรียนศิลปะทุกอย่างในตระกูลอาจารย์คนเดียวกัน ต่อมาเมื่อพระราชบิดาสวรรคต พรหมทัตตกุมารได้ครองราชสมบัติ ทีนั้นกัสสปกุมารคิดว่า สหายของเราเป็นพระราชา บัดนี้ คงจักพระราชทานความเป็นใหญ่ ประโยชน์อะไรด้วยความเป็นใหญ่สำหรับเรา เราจักลามารดาบิดาและพระราชาแล้วบวช ครั้นเขาคิดดังนี้แล้ว จึงได้ถวายบังคมลาพระราชาและลามารดาบิดา เข้าดินแดนหิมพานต์ บวชเป็นฤาษีในวันที่ ๗ ได้อภิญญาและสมาบัติ เลี้ยงชีพอยู่ด้วยการเที่ยวแสวงหาผลไม้ คนทั้งหลายพากันเรียกท่านซึ่งเป็นบรรพชิตว่า โลมสกัสสปะท่านเป็นดาบสที่มีอินทรีย์สงบระงับอย่างยิ่ง มีตบะแรงกล้า ภพของท้าวสักกเทวราชหวั่นไหวด้วยเดชแห่งตบะของดาบสนั้น ลำดับนั้นท้าวสักกเทวราชทรงพิจารณาดูเห็นเหตุดังนั้นแล้ว ทรงดำริว่า ดาบสนี้มีเดชสูงนัก จะทำเราให้เคลื่อนจากความเป็นท้าวสักกะ เราจักร่วมมือกับพระเจ้าพาราณสี ทำลายตบะของดาบสนั้นเสีย ครานั้นท้าวเธอได้เสด็จเข้าไปยังห้องสิริไสยาสน์ของพระเจ้าพาราณสีในเวลาเที่ยงคืนแสดงอานุภาพของท้าวสักกะ บันดาลห้องทั้งหมดให้สว่างด้วยรัศมีแห่งพระสรีระ ลอยอยู่ในอากาศในสำนักของพระราชา ปลุกพระราชาว่าตื่นขึ้นเถิดมหาราช เมื่อพระราชาตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร ตรัสตอบว่า เราคือท้าวสักกะ ตรัสถามว่า ท่านมาเพื่ออะไร ? ตรัสย้อนถามว่ามหาราช ท่านจะปรารถนาความเป็นเอกราชในชมพูทวีปทั้งสิ้น หรือไม่ปรารถนา ? ตรัสตอบว่า ทำไมจึงจะไม่ปรารถนาเล่า. ลำดับนั้นท้าวสักกเทวราช จึงตรัสกะพระราชาว่า ถ้าเช่นนั้น พระองค์จงนำโลมสกัสสปดาบสมาบูชาปสุฆาตยัญ พระองค์จะเสมอด้วยท้าวสักกะไม่แก่ไม่ตายจักได้ครองราชสมบัติทั่วชมพูทวีป ดังนี้ แล้วตรัสคาถาที่ ๑ว่า :-
ถ้าท่านนำเอาฤาษีโลมสกัสสปะมาบูชายัญได้ ท่านจักได้เป็นพระราชาเสมอด้วยพระอินทร์ ไม่รู้แก่ ไม่รู้ตายเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺส แปลว่า จักได้เป็น. บทว่า ยเชยฺย ความว่า ถ้าท่านนำฤาษีโลมสกัสสปะจากที่อยู่ในป่ามาบูชายัญ. ได้.
ลำดับนั้น พระราชาได้ทรงสดับพระดำรัสของท้าวสักกะแล้วทรงรับคำว่า ดีแล้ว ครานั้น ท้าวสักกะตรัสเตือนว่า ถ้าเช่นนั้น ก็อย่าเนิ่นช้า แล้วเสด็จหลีกไป วันรุ่งขึ้น พระราชารับสั่งให้เรียกไสยหะอำมาตย์ตรัสว่า แน่ะเพื่อน ท่านจงไปสำนักโลมสกัสสปะผู้เป็นสหายที่รักของเรา จงพูดตามคำของเราอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า พระราชาจักให้ท่านบูชาปสุฆาตยัญ แล้วจักเป็นเอกราชทั่วชมพูทวีป ท่านปรารถนาประเทศเท่าใด พระราชาจักพระราชทานประเทศเท่านั้นแก่ท่าน ขอท่านจงมาเพื่อบูชายัญกับเรา ไสยหะอำมาตย์ได้ฟังดังนั้นแล้ว เพื่อจะรู้ที่อยู่ของดาบส เมื่อชาวป่าคนหนึ่งบอกว่า ข้าพเจ้ารู้ ได้ให้เขาเป็นคนนำทางไปในที่นั้นด้วย บริวารใหญ่ไหว้พระฤๅษีแล้วนั่ง ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง แจ้งข่าวสาส์นนั้น ลำดับนั้น พระดาบสได้ฟังคำของไสยหะอำมาตย์ แล้วกล่าวว่า ดูก่อนไสยหะ ท่านพูดอะไรนั่น เมื่อจะปฏิเสธถ้อยคำของไสยหะอำมาตย์ ได้กล่าวคาถา ๔ คาถาว่า :-
อาตมาไม่ปรารถนาแผ่นดินที่มีทะเลล้อม รอบ มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขตพร้อมกับความ นินทา ดูก่อนไสยหะ ท่านจงทราบอย่างนี้เถิด. ดูก่อนพราหมณ์ เราติเตียนการได้ยศ การได้ทรัพย์ และความประพฤติอันไม่เป็น ธรรม มีแต่จะให้ถึงความพินาศ. ถึงแม้จะเป็นบรรพชิต ต้องอุ้มบาตรหา เลี้ยงชีพ แต่ไม่เบียดเบียนใคร ความเป็นอยู่ เช่นนั้น ยังดีกว่าการแสวงหาที่ไม่เป็นธรรม จะดีอะไร. ถึงแม้จะเป็นบรรพชิต ต้องอุ้มบาตรหา เลี้ยงชีพ แต่ไม่เบียดเบียนใคร ความเป็นอยู่ นั่นแหละประเสริฐ ว่าความเป็นพระราชาใน โลก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สสมุทฺทปริยายํ คือที่มีทะเลล้อมรอบ. บทว่า สาครกุณฺฑลํ คือที่ประกอบด้วยสาครอันตั้งแวดล้อมทวีปทั้ง ๔ ดุจกุณฑลที่เขาประดับไว้ที่จอนหู ฉะนั้น. บทว่า สห นินฺทาย ความว่า โลมสกัสสปดาบสกล่าวว่า อาตมาไม่ปรารถนาแม้มหาปฐพีที่มีจักรวาลเป็นที่สุด พร้อมด้วยคำนินทานี้ว่า โลมสกัสสปดาบสนี้ ได้ทำปสุฆาตกรรมแล้ว. ด้วยบทว่า ยา วุตฺติ วินิปาเตนโลมกัสสปดาบส แสดงว่า เราติเตียนความเป็นไปแห่งชีวิต คือตำหนิความประพฤตินั้น เพราะเป็นกรรมที่ให้ตกไปในนรก. บทว่า สาเยวชีวิกา ความว่า ความเป็นอยู่โดยวิธีอุ้มเอาบาตรเดินเข้าไปสู่เรือนของผู้อื่น แสวงหาอาหารของบรรพชิตนั่นแหละ ดีกว่าการได้ยศทรัพย์และลาภตั้งร้อยเท่าพันทวีคูณ. บทว่า อปิ รชฺเชน ตํ วรํ ความว่าการงดเว้นความชั่วของบรรพชิต ผู้ไม่เบียดเบียนผู้อื่นนั้นประเสริฐกว่าความเป็นพระราชาในชมพูทวีปทั้งสิ้น.
อำมาตย์ฟังคำของพระดาบสนั้นแล้ว ได้ไปกราบทูลแต่พระราชาพระราชาได้ทรงสดับดังนั้น ตรัสว่า เมื่อท่านไม่มา เราก็ไม่อาจจะทำอะไรได้ จึงได้ทรงนิ่งอยู่ ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชได้เสด็จมาในเวลาเที่ยงคืนอีก ประทับอยู่ในอากาศ ตรัสว่า ดูก่อนมหาราช เหตุไรพระองค์จึงไม่บังคับโลมสกัสสปดาบสให้บูชายัญ. พระราชาตรัสว่าข้าพระองค์ส่งอำมาตย์ไปบอกแล้ว แต่ท่านไม่มา ท้าวสักกะตรัสว่าดูก่อนมหาราช ถ้าเช่นนั้น พระองค์จงตกแต่งจันทวดีกุมารี ซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระองค์ แล้วมอบให้ไสยหะอำมาตย์นำไปบอกว่า ถ้าท่านมาบูชายัญ. พระราชาจักพระราชทานพระราชกุมารีนี้แก่ท่าน พระดาบสนั้นจักมีจิตปฏิพัทธ์ในกุมารี จักมาเป็นแน่ พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น ทรงรับว่า ดีแล้ว วันรุ่งขึ้น ทรงมอบพระราชธิดาของพระองค์แก่ไสยหะอำมาตย์ส่งไปแล้ว ไสยหะอำมาตย์พาพระราชธิดาไปในที่นั้นไหว้พระฤาษีทำปฏิสันถารแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง แสดงพระราชธิดาซึ่งงามประดุจเทพอัปสรแก่พระฤาษี ลำดับนั้น พระดาบสทำลายอินทรีย์เสียแล้ว แลดูพระราชธิดา พร้อมกับการแลดูนั่นเองเกิดจิตปฏิพัทธ์ขึ้นแล้วเสื่อมจากฌาน อำมาตย์รู้ว่าพระดาบสมีจิตปฏิพัทธ์จึงกล่าวว่า ท่านขอรับ ถ้าท่านบูชายัญ พระราชาจักพระราชทานพระราชธิดานี้ให้เป็นบาทบริจาริกาสำหรับท่าน พระดาบสนั้นกำลังหวั่นไหวไปด้วยอำนาจกิเลส จึงถามว่า ได้ยินว่า พระราชาจักพระราชทานพระราชธิดานี้แก่เราหรือ ? อำมาตย์ตอบว่า ถูกแล้ว พระราชาจักพระราชทานแก่ท่านผู้บูชายัญ พระดาบสกล่าวว่า ดีแล้ว เมื่อเราได้พระราชธิดานี้ จักบูชายัญ แล้วสรวมชฎาพาพระราชธิดาขึ้นรถที่ประดับงดงาม ไปพระนครพาราณสี.
แม้พระราชาได้สดับว่า พระดาบสมา ก็รับสั่งให้ตั้งพิธีกรรมขึ้นที่หลุมบูชายัญไว้สำหรับพระดาบสนั้น ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นพระดาบสมา ก็ตรัสว่า ท่านบูชายัญในวันพรุ่งนี้ เราจักเป็นผู้เสมอด้วยพระอินทร์ เวลาเสร็จการบูชายัญ เราจักถวายธิดาแก่ท่าน กัสสปดาบสรับคำว่า ดีแล้ว ครั้นในวันรุ่งขึ้น พระราชาพาท่านดาบสไปที่หลุมบูชายัญพร้อมกับนางจันทวดี ในหลุมนั้น ได้มีสัตว์ ๔ เท้าทุกอย่าง เช่นช้าง ม้า โคเป็นต้น ประดิษฐานไว้เป็นลำดับ พระดาบสเริ่มจะฆ่าสัตว์เหล่านั้นทั้งหมดให้ตาย แล้วบูชายัญ มหาชนที่มาประชุมกันอยู่ณ ที่นั้น เห็นดังนั้น กล่าวว่า ดูก่อนโลมสกัสสปะ กรรมนี้ไม่เหมาะไม่สมควรแก่ท่าน ทำกรรมนั้นเพื่ออะไร แล้วคร่ำครวญกล่าวคาถา๒ คาถาว่า :-
พระจันทร์มีกำลัง พระอาทิตย์มีกำลัง สมณพราหมณ์มีกำลัง ฝั่งแก่งสมุทรก็มีกำลัง หญิงมีกำลังยิ่งกว่ากำลังทั้งหลาย. พระนางจันทวดี ทำให้ฤาษีชื่อโลมสกัสสปะผู้มีตบะกล้า มาบูชายัญเพื่อประโยชน์ แก่พระราชบิดาได้.
บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า พลํ จนฺโท พลํ สุริโย ความว่าในการจำกัดความมืดใหญ่ ชื่อว่ากำลังอย่างอื่น ย่อมไม่มีในการกำจัดความมืดใหญ่นี้ พระจันทร์และพระอาทิตย์เท่านั้นมีกำลัง. บทว่า สมณพฺราหฺมณา ความว่า ในการอดกลั้นต่อกำลังแห่งอิฏฐารมณ์แล้วอนิฏฐารมณ์ สมณะพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยกำลัง คือขันติและกำลังคือญาณ ผู้มีบาปอันสงบและบาปอันลอยแล้ว มีกำลัง. บทว่า พลํ เวลา สมุทฺทสฺส ความว่า ฝั่งแห่งมหาสมุทรชื่อว่ามีกำลัง เพราะสามารถที่จะไม่ให้น้ำล้นขึ้นมา และกั้นน้ำเอาไว้ให้พินาศได้. บทว่า พลาติพลมิตฺถิโย ความว่า ส่วนหญิงทั้งหลาย ชื่อว่ามีกำลังยิ่งกว่ากำลังทั้งหมด เพราะสามารถจะพาบุรุษที่มีความรู้ดีแต่มีกำหนัดมาสู่อำนาจของตน แล้วให้พินาศได้ อธิบายว่า กำลังแห่งหญิงเท่านั้นมีมากกว่ากำลังทั้งหมด. ศัพท์ว่า ยถา เท่ากับ ยสฺมา แปลว่าเพราะเหตุใด. บทว่า ปิตุ อตฺถา คือเพื่อประโยชน์แห่งความเจริญแก่พระราชบิดา.
ข้อนี้มีอธิบายว่า เพราะนางจันทวดีนี้ กระทำโลมสกัสสปะ ผู้มีตบะกล้า ผู้ชื่อว่าเป็นฤาษี เพราะเป็นผู้แสวงหาคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้นให้เป็นผู้ไม่มีศีล แล้วให้บูชาวาชเปยยะ คือยัญ เพื่อประโยชน์แก่พระราชบิดาได้ ฉะนั้น ข้อนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า หญิงมีกำลังยิ่งกว่ากำลังทั้งหลาย.
ขณะนั้น กัสสปดาบส เงื้อพระขรรค์แก้วขึ้น ด้วยคิดว่า จักฟันคอมงคลหัตถีเพื่อบูชายัญ ช้างเห็นดังนั้น ก็สะดุ้งกลัวต่อมรณภัยจึงร้องเสียงดัง แม้พวกสัตว์นอกนี้ คือ ช้าง ม้า โค เป็นต้น ได้ฟังเสียงร้องของช้างมงคลหัตถีนั้น ต่างก็สะดุ้งกลัวต่อมรณภัย จึงได้ร้องลั่นด้วยความกลัว แม้มหาชนก็พากันร้อง กัสสปดาบสได้ยินเสียงร้องลั่นใหญ่ดังนั้น ก็สลดใจ แลดูชฎาเป็นต้นของตน ลำดับนั้น ชฎาหนวด ขนรักแร้ ขนอก ได้ปรากฏแก่พระดาบสนั้น พระดาบสมีความเดือดร้อนใจ คิดว่า เราได้ทำกรรมลามก ไม่สมควรเลย เมื่อจะประกาศความสลด ได้กล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :-
ธรรมที่ทำด้วยความโลภนั้น เผ็ดร้อน มีกามเป็นเหตุ เราจักค้นหามูลรากของธรรม นั้น จักตัดความกำหนัดพร้อมทั้งเครื่องผูกเสีย.
พึงทราบความแห่งคำที่เป็นคาถานั้นว่า ข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่ กรรมใดที่ข้าพระองค์ทำความโลภในนางจันทวดีให้เกิดขึ้น แล้วทำลงด้วยความโลภนั้น กรรมนั้นมีกามเป็นเหตุ เป็นกรรมลามก เผ็ดร้อนมีวิบากแรงกล้า ข้าพระองค์จักค้นหามูลราก กล่าวคืออโยนิโสมนสิการของกรรมนั้น สมควรแล้วที่ข้าพระองค์จักซักดาบ คือปัญญาออก ตัดความกำหนัดยินดี พร้อมด้วยเครื่องผูกพัน คือศุภนิมิตร.
ลำดับนั้น พระราชาตรัสกะพระดาบสว่า ดูก่อนสหาย อย่ากลัวเลย เราจักให้นางจันทวดีกุมารีและกองแก้ว ๗ ประการแก่ท่านในบัดนี้ท่านจงบูชายัญเถิด พระกัสสปดาบสได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์ไม่ต้องการด้วยกิเลสนี้ แล้วกล่าวคาถาสุดท้ายว่า :-
ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์ติเตียนกามคุณทั้งหลาย ที่มีอยู่ในโลกเป็นอันมาก ตบะ ธรรมเท่านั้น ประเสริฐกว่ากามคุณทั้งหลาย ข้าพระองค์จักละกามคุณทั้งหลายเสีย แล้ว บำเพ็ญตบะ ส่วนนางจันทวดี จงอยู่ในแว่น แคว้นของพระองค์เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุพหูปิ คือแม้อันมากยิ่ง. บทว่าตโป กริสฺสามิ คือจักบำเพ็ญความสำรวมในศีลเท่านั้น.
พระดาบส ครั้นทูลดังนี้แล้ว ได้ประมวลกสิณบริกรรมทำคุณวิเศษที่เสียไปให้เกิดขึ้น นั่งบัลลังก์ในอากาศแสดงธรรมแก่พระราชากล่าวสอนว่า จงอย่าประมาท แล้วทำลายหลุมบูชายัญ ให้อภัยทานแก่มหาชน เมื่อพระราชายังวิงวอนอยู่ ได้เหาะไปที่อยู่ของตน เจริญพรหมวิหารธรรมจนตลอดชีวิต ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนามาแสดง ดังนี้แล้วทรงประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจธรรม ภิกษุผู้กระสันตั้งอยู่ในพระอรหัตผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า ไสยหะมหาอำมาตย์ในครั้งนั้นได้มาเป็นพระสารีบุตรในบัดนี้ ส่วนโลมสกัสสปดาบส ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาโลมสกัสสปชาดกที่ ๗
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๖๘๖–๖๙๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
นวกนิบาตชาดก ๓๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
โลมสกสฺสปชาตกํ
อสฺส อินฺทสโม ราชาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตํ หิ ภิกฺขุํ สตฺถา สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ อุกฺกณฺฐิโตสีติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจนฺติ วุตฺเต ภิกฺขุ สิเนรุกมฺปนวาโต หิ โปราณ- ปณฺณํ กึ น กมฺปิสฺสติ ยสสมงฺคิโนปิ สพฺพทิสา อยสกฺยํ ปาปุณนฺติ กิเลสา นาเมเต ปริสุทฺธสตฺเตปิ สงฺกิลิฏฺเฐ กโรนฺติ ปเคว ตาทิสนฺติ วตฺวา อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสีรญฺโญ พฺรหฺมทตฺตสฺส ปุตฺโต พฺรหฺมทตฺตกุมาโร นาม ปุโรหิตปุตฺโต จ กสฺสโป นาม สหายกา หุตฺวา เอกาจริยกุเล สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหึสุ ฯ อปรภาเค กุมาโร ปิตุ อจฺจเยน รชฺเช ปติฏฺฐาสิ ฯ อถ กสฺสโป จินฺเตสิ มยฺหํ สหาโย ราชา ชาโต อิทานิ เม มหนฺตํ อิสฺสริยํ ทสฺสติ กึ เม อิสฺสริเยน อหํ มาตาปิตโร จ ราชานญฺจ อาปุจฺฉิตฺวา ปพฺพชิสฺสามีติ โส ราชานญฺจ มาตาปิตโร จ อาปุจฺฉิตฺวา หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา สตฺตเม ทิวเส อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา อุญฺฉาจริยาย ยาเปนฺโต วิหาสิ ฯ ปพฺพชิตํ ปน นํ โลมสกสฺสโปติ สญฺชานึสุ ฯ ปรมชิตินฺทฺริโย โฆรตโป ตาปโส อโหสิ ฯ ตสฺส ตปเตเชน สกฺกสฺส ภวนํ กมฺปิ ฯ อถ สกฺโก อาวชฺชมาโน ตํ ทิสฺวา จินฺเตสิ อยํ ตาปโส อติวิย อุคฺคเตโช สกฺกภาวาปิ มํ จาเลยฺย พาราณสีรญฺญา สทฺธึ เอกโต หุตฺวา ตปมสฺส ภินฺทิสฺสามีติ ฯ อถ โส สกฺกานุภาเวน อฑฺฒรตฺติกสมเย พาราณสีรญฺโญ สิริคพฺภํ ปวิสิตฺวา สกลคพฺภํ สรีรปฺปภาย โอภาเสตฺวา รญฺโญ สนฺติเก อากาเส ฐิโต อุฏฺเฐหิ มหาราชาติ ราชานํ ปโพเธสิ ฯ โกสิ นาม ตฺวนฺติ จ วุตฺเต สกฺโกหมสฺมีติ อาห ฯ กิมตฺถํ อาคโตสีติ ฯ มหาราช สกลชมฺพุทีเป เอกรชฺชํ อิจฺฉสิ น อิจฺฉสีติ ฯ กถํ น อิจฺฉามีติ ฯ อถ นํ สกฺโก เตนหิ โลมสกสฺสปํ อาเนตฺวา ปสุฆาตยญฺญํ ยชาเปหิ สกฺกสโม อชรามโร หุตฺวา สกลชมฺพุทีเป รชฺชํ กาเรสฺสสีติ วตฺวา ปฐมํ คาถมาห
อสฺส อินฺทสโม ราชา อจฺจนฺตํ อชรามโร
สเจ ตฺวํ ยญฺญํ ยเชยฺย อิสึ โลมสกสฺสปนฺติ ฯ
ตตฺถ อสฺสาติ ภวิสฺสสิ ฯ ยเชยฺยาติ สเจ ตฺวํ อรญฺญายตนโต อิสึ โลมสกสฺสปํ อาเนตฺวา ยญฺญํ ยเชยฺยาสิ ฯ อถ สกฺกสฺส วจนํ สุตฺวา ราชา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ อถ สกฺโก เตนหิ มา ปปญฺจํ กรีติ วตฺวา ปกฺกามิ ฯ ราชา ปุนทิวเส เสยฺหํ นาม อมจฺจํ ปกฺโกสาเปตฺวา สมฺม มยฺหํ ปิยสหายสฺส โลมสกสฺสปสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา มม วจเนน เอวํ วเทหิ ราชา กิร ตุมฺเหหิ ปสุฆาตยญฺญํ ยชาเปตฺวา สกลชมฺพุทีเป เอกราชา ภวิสฺสติ ตุมฺหากํปิ ยตฺตกํ ปเทสํ อิจฺฉถ ตตฺตกํ ทสฺสติ มยา สทฺธึ ยญฺญํ ยชิตุํ อาคจฺฉถาติ ฯ ตํ สุตฺวา โส สาธุ เทวาติ ตาปสสฺส วสโนกาสํ ชานนตฺถํ นคเร เภริญฺจาราเปตฺวา เอเกน วนจรเกน อหํ ชานามีติ วุตฺเต ตํ ปุรโต กตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน ตตฺถ คนฺตฺวา อิสึ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺโน ตํ สาสนํ อาโรเจสิ ฯ อถสฺส วจนํ สุตฺวา ตาปโส เสยฺห กิเมตํ กเถสีติ วตฺวา ตํ ปฏิกฺขิปนฺโต จตสฺโส คาถา อภาสิ
สสมุทฺทปริยายํ มหึ สาครกุณฺฑลํ
น อิจฺเฉ สห นินฺทาย เอวํ เสยฺห วิชานหิ ฯ
ธิรตฺถุ ตํ ยสลาภํ ธนลาภญฺจ พฺราหฺมณ
ยา วุตฺติ วินิปาเตน อธมฺมจรเณน วา ฯ
อปิ เจ ปตฺตมาทาย อนาคาโร ปริพฺพเช
สาเยว ชีวิกา เสยฺโย ยา จ ธมฺเมน เอสนา ฯ
อปิ เจ ปตฺตมาทาย อนาคาโร ปริพฺพเช
อญฺญํ อหึสยํ โลเก อปิ รชฺเชน ตํ วรนฺติ ฯ
ตตฺถ สสมุทฺทปริยายนฺติ สสมุทฺทปริกฺเขปํ ฯ สาครกุณฺฑลนฺติ จตฺตาโร ทีเป ปริกฺขิปิตฺวา ฐิตสาคเรหิ กณฺณวลฺลิยา ฐปิตกุณฺฑเลหิ วิย สมนฺนาคตํ ฯ สห นินฺทายาติ อิมินา ปสุฆาตกมฺมํ กตนฺติ อิมาย นินฺทาย สห จกฺกวาฬปริยนฺตํ มหาปฐวีปิ น อิจฺฉามีติ วทติ ฯ ยา วุตฺติ วินิปาเตนาติ นรเก วินิปาตกมฺเมน ยาว ชิวิตวุตฺติ โหติ ตํ ธิรตฺถุ ครหามิ ตํ วุตฺตินฺติ ทีเปติ ฯ สาเยว ชีวิกาติ ปพฺพชิตสฺส มตฺติกาปตฺตํ อาทาย ปรฆรานิ อุปสงฺกมิตฺวา อาหารปริเยสนชีวิกาว ยสธนลาภโต สตคุเณน สหสฺส- คุเณน วรตราติ อตฺโถ ฯ อปิ รชฺเชน ตํ วรนฺติ ตํ อนาคารสฺส สโต อญฺญํ อหึสนฺตสฺส ปริพฺพชนํ สกลชมฺพุทีเป รชฺเชนปิ วรตรนฺติ อตฺโถ ฯ
อมจฺโจ ตสฺส กถํ สุตฺวา คนฺตฺวา รญฺโญ อาโรเจสิ ฯ ตํ สุตฺวา ราชา อนาคจฺฉนฺเต กึ สกฺกา กาตุนฺติ ตุณฺหี อโหสิ ฯ อถ ปุนปิ สกฺโก อฑฺฒรตฺติกสมเย อาคนฺตฺวา อากาเส ฐตฺวา กึ มหาราช โลมสกสฺสปํ อานาเปตฺวา ยญฺญํ น ยชาเปสีติ อาห ฯ เปสิโตปิ นาคจฺฉตีติ ฯ เตนหิ มหาราช อตฺตโน ธีตรํ จนฺทวตึ กุมารึ อลงฺกาเรตฺวา เสยฺหสฺส หตฺเถ เปเสตฺวา สเจ กิราคนฺตฺวา ยญฺญํ ยชิสฺสสิ ราชา เต อิมํ กุมารึ ทสฺสตีติ วทาเปหิ อทฺธา โส กุมาริกาย ปฏิพทฺธจิตฺโต หุตฺวา อาคมิสฺสตีติ ฯ ตํ สุตฺวา ราชา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ปุนทิวเส เสยฺหสฺส หตฺเถ อตฺตโน ธีตรํ ฐเปตฺวา เปเสสิ ฯ โสปิ ราชธีตรํ คเหตฺวา ตตฺถ คนฺตฺวา อิสึ วนฺทิตฺวา ปฏิสนฺถารํ กตฺวา เทวจฺฉรปฏิภาคํ ราชธีตรํ ตสฺส ทสฺเสตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ อถ โส อินฺทฺริยานิ ภินฺทิตฺวา ตํ โอโลเกสิ สห โอโลกเนเนว ปฏิพทฺธจิตฺโต หุตฺวา ฌานา ปริหายิ ฯ อมจฺโจ ตสฺส ปฏิพทฺธจิตฺตภาวํ ญตฺวา ภนฺเต สเจ กิร ยญฺญํ ยชิสฺสถ ราชา เต อิมํ ปาทปริจาริกํ กตฺวา ทสฺสตีติ ฯ โส กิเลสวเสน กมฺเปนฺโต อิมํ กิร เม ทสฺสตีติ อาห ฯ อาม ยญฺญํ ยชนฺตสฺส เต ทสฺสตีติ ฯ โส สาธุ อิมํ ลภนฺโต ยชิสฺสามีติ วตฺวา ตํ คเหตฺวา สห ชฏาหิ อลงฺกตรถํ อภิรุยฺห พาราณสึ อคมาสิ ฯ ราชาปิ อาคจฺฉติ กิราติ สุตฺวา ตสฺส ยญฺญาวาเฏ กมฺมํ ปติฏฺฐเปสิ ฯ อถ นํ อาคตํ ทิสฺวา เสฺว ยญฺญํ ยชิสฺสถ อหํ อินฺทสโม ภวิสฺสามิ ยญฺญปริโยสาเน ตว ธีตรํ ทสฺสามีติ อาห ฯ กสฺสโป สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ อถ นํ ราชา ปุนทิวเส อาทาย จนฺทวติยา สทฺธึเยว ยญฺญาวาฏํ คโต ฯ ตตฺถ หตฺถิอสฺสอุสภาทิสพฺพจตุปฺปทา ปฏิปาฏิยา ฐปิตาว อเหสุํ ฯ กสฺสโป สพฺเพ เต หนิตฺวา ฆาเตตฺวาว ยญฺญํ ยชิตุํ อารภิ ฯ ตตฺถ นํ สนฺนิปติโต มหาชโน ทิสฺวา อิทํ เต โลมสกสฺสป อยุตฺตํ อปฺปฏิรูปํ กึ นาเมตํ กโรสีติ วตฺวา ปริเทวนฺโต เทฺว คาถา อภาสิ
พลํ จนฺโท พลํ สุริโย พลํ สมณพฺราหฺมณา
พลํ เวลา สมุทฺทสฺส พลาติพลมิตฺถิโย ฯ
ยถา อุคฺคตปํ สนฺตํ อิสึ โลมสกสฺสปํ
ปิตุ อตฺถา จนฺทวตี วาชเปยฺยํ อยาชยีติ ฯ
ตตฺถ พลํ จนฺโท พลํ สุริโยติ มหนฺธการวิธมเน อญฺญํ พลํ นาม นตฺถิ จนฺทิมสุริยาเวตฺถ พลวนฺโตติ อตฺโถ ฯ สมณพฺราหฺมณาติ อิฏฺฐานิฏฺฐวิสยเวคสหเน ขนฺติพลญาณพเลน สมนฺนาคตา สมิตปาป- พาหิตปาปา สมณพฺราหฺมณา ฯ พลํ เวลา สมุทฺทสฺสาติ มหาสมุทฺทสฺส อุตฺตริตุํ อทตฺวา อุทกํ อาวริตฺวา วินาเสตุํ สมตฺถตาย เวลา พลํ นาม ฯ พลาติพลมิตฺถิโยติ อิตฺถิโย ปน วิสทญาเณปิ อวีตราเค อตฺตโน วสํ อาเนตฺวา วินาเสตุํ สมตฺถตฺตา เอเตหิ สพฺเพหิ พเลหิ อติพลา นาม ฯ สพฺพพเลหิ อิตฺถีพลเมว มหนฺตตรนฺติ อตฺโถ ฯ ยถาติ ยสฺมา ฯ ปิตุ อตฺถาติ ปิตุ วุฑฺฒิอตฺถาย ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยสฺมา อิทํ อุคฺคตปํ สมานํ สีลาทีนํ คุณานํ เอสิตตฺตา อิสึ อยํ จนฺทวตี นิสฺสีลํ กตฺวา ปิตุ อตฺถาย วาชเปยฺยํ ยญฺญํ ยาเชติ ตสฺมา ชานิตพฺพเมตํ พลาติพลมิตฺถิโยติ ฯ
ตสฺมึ สมเย กสฺสโป ยญฺญํ ยชนตฺถาย มงฺคลหตฺถึ คีวายํ ปหริสฺสามีติ ขคฺครตนํ อุกฺขิปิ ฯ หตฺถี ตํ ทิสฺวา มรณภยตชฺชิโต มหารวํ รวิ ฯ ตสฺส รวํ สุตฺวา เสสาปิ หตฺถิอสฺสอุสภาทโย มรณภยตชฺชิตา ภเยน วิรวึสุ ฯ มหาชโนปิ วิรวิ ฯ กสฺสโป ตํ มหารวํ สุตฺวา สํเวคปฺปตฺโต หุตฺวา อตฺตโน ชฏาทีนิ โอโลเกสิ ฯ อถสฺส ชฏา มสฺสุ กจฺฉโลมานิ อุรโลมานิ ปากฏานิ อเหลุํ ฯ โส วิปฺปฏิสารี หุตฺวา อนนุรูปํ วต เม ปาปกมฺมํ กตนฺติ สํเวคํ ปกาเสนฺโต อฏฺฐมํ คาถมาห
ตํ โลภปกตํ กมฺมํ กฏุกํ กามเหตุกํ
ตสฺส มูลํ คเวสิสฺสํ เฉชฺชํ ราคํ สพนฺธนนฺติ ฯ
ตสฺสตฺโถ มหาราช ยํ เอตํ มยา จนฺทวติยา โลภํ อุปฺปาเทตฺวา เตน โลเภน ปกตํ กามเหตุกํ ปาปํ กตํ กฏุกํ ติขิณวิปากํ ตสฺสาหํ อโยนิโสมนสิการสงฺขาตํ มูลํ คเวสิสฺสํ อลํ เม อิมินา ขคฺเคน ปญฺญาขคฺคํ นีหริตฺวา สุภนิมิตฺตพนฺธเนน สทฺธึ สพนฺธนํ ราคํ ฉินฺทิสฺสามีติ ฯ
อถ นํ ราชา มา ภายิ สมฺม อิทานิ เต จนฺทวตี- กุมาริกญฺจ สตฺตรตนราสิญฺจ ทสฺสามิ ยชาหิ ยญฺญนฺติ อาห ฯ ตํ สุตฺวา กสฺสโป น เม มหาราช อิมินา กิเลเสน อตฺโถติ วตฺวา โอสานคาถมาห
ธิรตฺถุ กาเม สุพหูปิ โลเก
ตโปว เสยฺโย กามคุเณหิ ราช
ตโป กริสฺสามิ ปหาย กาเม
ตเวว รฏฺฐํ จนฺทวตี จ โหตูติ ฯ
ตตฺถ สุพหูปีติ อติพหุเกปิ ฯ ตโป กริสฺสามีติ สีลสญฺญมเมว
กริสฺสามีติ ฯ
โส เอวํ วตฺวา กสิณํ สมนฺนาหริตฺวา นฏฺฐํ วิเสสํ อุปฺปาเทตฺวา อากาเส ปลฺลงฺเกน นิสีทิตฺวา รญฺโญ ธมฺมํ เทเสตฺวา อปฺปมตฺโต โหหีติ โอวทิตฺวา ยญฺญาวาฏํ วิทฺธํเสตฺวา มหาชนสฺส อภยทานํ ทาเปตฺวา รญฺโญ ยาจนฺตสฺเสว อุปฺปติตฺวา อตฺตโน วสนฏฺฐานเมว คนฺตฺวา ยาวชีวํ พฺรหฺมวิหาเร ภาเวตฺวา พฺรหฺม- โลกปรายโน อโหสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ อรหตฺเต ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา เสยฺโห มหามจฺโจ สารีปุตฺโต อโหสิ โลมสกสฺสโป ปน อหเมวาติ ฯ
โลมสกสฺสปชาตกํ สตฺตมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗