ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. โลมสกัสสปชาดก
ชาดกที่ ๔๓๓ · นวกนิบาตชาดก

โลมสกัสสปชาดก

ว่าด้วยตบะเป็นคุณธรรมอันประเสริฐ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๒๖๕ · บรรทัด ๕๒๗๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากโลมสกัสสปชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อสฺส อินฺทสโม ราชา ดังนี้.

ความย่อมีว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุรูปนั้นว่า ดูก่อนภิกษุเขาว่าเธอกระสันจริงหรือ ? เมื่อภิกษุรูปนั้น กราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ก็ลมที่พัดภูเขาสิเนรุให้หวั่นไหว ทำไมจึงจักไม่พัดใบไม้เก่า ๆ ให้หวั่นไหวเล่า แม้ผู้ที่เพียบพร้อมไปด้วยศทั่ว ๆ ไป ยังถึงความเสื่อมยศได้ ชื่อว่ากิเลส ย่อมทำสัตว์ที่บริสุทธิ์ให้เศร้าหมองได้จะป่วยกล่าวไปใยถึงคนเช่นเธอ ดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล โอรสของพระเจ้าพรหมทัตผู้ครองพระนครพาราณสี ชื่อว่า พรหมทัตตกุมาร และบุตรของปุโรหิต ชื่อว่า กัสสปะ เป็นสหายกัน เรียนศิลปะทุกอย่างในตระกูลอาจารย์คนเดียวกัน ต่อมาเมื่อพระราชบิดาสวรรคต พรหมทัตตกุมารได้ครองราชสมบัติ ทีนั้นกัสสปกุมารคิดว่า สหายของเราเป็นพระราชา บัดนี้ คงจักพระราชทานความเป็นใหญ่ ประโยชน์อะไรด้วยความเป็นใหญ่สำหรับเรา เราจักลามารดาบิดาและพระราชาแล้วบวช ครั้นเขาคิดดังนี้แล้ว จึงได้ถวายบังคมลาพระราชาและลามารดาบิดา เข้าดินแดนหิมพานต์ บวชเป็นฤาษีในวันที่ ๗ ได้อภิญญาและสมาบัติ เลี้ยงชีพอยู่ด้วยการเที่ยวแสวงหาผลไม้ คนทั้งหลายพากันเรียกท่านซึ่งเป็นบรรพชิตว่า โลมสกัสสปะท่านเป็นดาบสที่มีอินทรีย์สงบระงับอย่างยิ่ง มีตบะแรงกล้า ภพของท้าวสักกเทวราชหวั่นไหวด้วยเดชแห่งตบะของดาบสนั้น ลำดับนั้นท้าวสักกเทวราชทรงพิจารณาดูเห็นเหตุดังนั้นแล้ว ทรงดำริว่า ดาบสนี้มีเดชสูงนัก จะทำเราให้เคลื่อนจากความเป็นท้าวสักกะ เราจักร่วมมือกับพระเจ้าพาราณสี ทำลายตบะของดาบสนั้นเสีย ครานั้นท้าวเธอได้เสด็จเข้าไปยังห้องสิริไสยาสน์ของพระเจ้าพาราณสีในเวลาเที่ยงคืนแสดงอานุภาพของท้าวสักกะ บันดาลห้องทั้งหมดให้สว่างด้วยรัศมีแห่งพระสรีระ ลอยอยู่ในอากาศในสำนักของพระราชา ปลุกพระราชาว่าตื่นขึ้นเถิดมหาราช เมื่อพระราชาตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร ตรัสตอบว่า เราคือท้าวสักกะ ตรัสถามว่า ท่านมาเพื่ออะไร ? ตรัสย้อนถามว่ามหาราช ท่านจะปรารถนาความเป็นเอกราชในชมพูทวีปทั้งสิ้น หรือไม่ปรารถนา ? ตรัสตอบว่า ทำไมจึงจะไม่ปรารถนาเล่า. ลำดับนั้นท้าวสักกเทวราช จึงตรัสกะพระราชาว่า ถ้าเช่นนั้น พระองค์จงนำโลมสกัสสปดาบสมาบูชาปสุฆาตยัญ พระองค์จะเสมอด้วยท้าวสักกะไม่แก่ไม่ตายจักได้ครองราชสมบัติทั่วชมพูทวีป ดังนี้ แล้วตรัสคาถาที่ ๑ว่า :-

ถ้าท่านนำเอาฤาษีโลมสกัสสปะมาบูชายัญได้ ท่านจักได้เป็นพระราชาเสมอด้วยพระอินทร์ ไม่รู้แก่ ไม่รู้ตายเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺส แปลว่า จักได้เป็น. บทว่า ยเชยฺย ความว่า ถ้าท่านนำฤาษีโลมสกัสสปะจากที่อยู่ในป่ามาบูชายัญ. ได้.

ลำดับนั้น พระราชาได้ทรงสดับพระดำรัสของท้าวสักกะแล้วทรงรับคำว่า ดีแล้ว ครานั้น ท้าวสักกะตรัสเตือนว่า ถ้าเช่นนั้น ก็อย่าเนิ่นช้า แล้วเสด็จหลีกไป วันรุ่งขึ้น พระราชารับสั่งให้เรียกไสยหะอำมาตย์ตรัสว่า แน่ะเพื่อน ท่านจงไปสำนักโลมสกัสสปะผู้เป็นสหายที่รักของเรา จงพูดตามคำของเราอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า พระราชาจักให้ท่านบูชาปสุฆาตยัญ แล้วจักเป็นเอกราชทั่วชมพูทวีป ท่านปรารถนาประเทศเท่าใด พระราชาจักพระราชทานประเทศเท่านั้นแก่ท่าน ขอท่านจงมาเพื่อบูชายัญกับเรา ไสยหะอำมาตย์ได้ฟังดังนั้นแล้ว เพื่อจะรู้ที่อยู่ของดาบส เมื่อชาวป่าคนหนึ่งบอกว่า ข้าพเจ้ารู้ ได้ให้เขาเป็นคนนำทางไปในที่นั้นด้วย บริวารใหญ่ไหว้พระฤๅษีแล้วนั่ง ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง แจ้งข่าวสาส์นนั้น ลำดับนั้น พระดาบสได้ฟังคำของไสยหะอำมาตย์ แล้วกล่าวว่า ดูก่อนไสยหะ ท่านพูดอะไรนั่น เมื่อจะปฏิเสธถ้อยคำของไสยหะอำมาตย์ ได้กล่าวคาถา ๔ คาถาว่า :-

อาตมาไม่ปรารถนาแผ่นดินที่มีทะเลล้อม รอบ มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขตพร้อมกับความ นินทา ดูก่อนไสยหะ ท่านจงทราบอย่างนี้เถิด. ดูก่อนพราหมณ์ เราติเตียนการได้ยศ การได้ทรัพย์ และความประพฤติอันไม่เป็น ธรรม มีแต่จะให้ถึงความพินาศ. ถึงแม้จะเป็นบรรพชิต ต้องอุ้มบาตรหา เลี้ยงชีพ แต่ไม่เบียดเบียนใคร ความเป็นอยู่ เช่นนั้น ยังดีกว่าการแสวงหาที่ไม่เป็นธรรม จะดีอะไร. ถึงแม้จะเป็นบรรพชิต ต้องอุ้มบาตรหา เลี้ยงชีพ แต่ไม่เบียดเบียนใคร ความเป็นอยู่ นั่นแหละประเสริฐ ว่าความเป็นพระราชาใน โลก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สสมุทฺทปริยายํ คือที่มีทะเลล้อมรอบ. บทว่า สาครกุณฺฑลํ คือที่ประกอบด้วยสาครอันตั้งแวดล้อมทวีปทั้ง ๔ ดุจกุณฑลที่เขาประดับไว้ที่จอนหู ฉะนั้น. บทว่า สห นินฺทาย ความว่า โลมสกัสสปดาบสกล่าวว่า อาตมาไม่ปรารถนาแม้มหาปฐพีที่มีจักรวาลเป็นที่สุด พร้อมด้วยคำนินทานี้ว่า โลมสกัสสปดาบสนี้ ได้ทำปสุฆาตกรรมแล้ว. ด้วยบทว่า ยา วุตฺติ วินิปาเตนโลมกัสสปดาบส แสดงว่า เราติเตียนความเป็นไปแห่งชีวิต คือตำหนิความประพฤตินั้น เพราะเป็นกรรมที่ให้ตกไปในนรก. บทว่า สาเยวชีวิกา ความว่า ความเป็นอยู่โดยวิธีอุ้มเอาบาตรเดินเข้าไปสู่เรือนของผู้อื่น แสวงหาอาหารของบรรพชิตนั่นแหละ ดีกว่าการได้ยศทรัพย์และลาภตั้งร้อยเท่าพันทวีคูณ. บทว่า อปิ รชฺเชน ตํ วรํ ความว่าการงดเว้นความชั่วของบรรพชิต ผู้ไม่เบียดเบียนผู้อื่นนั้นประเสริฐกว่าความเป็นพระราชาในชมพูทวีปทั้งสิ้น.

อำมาตย์ฟังคำของพระดาบสนั้นแล้ว ได้ไปกราบทูลแต่พระราชาพระราชาได้ทรงสดับดังนั้น ตรัสว่า เมื่อท่านไม่มา เราก็ไม่อาจจะทำอะไรได้ จึงได้ทรงนิ่งอยู่ ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชได้เสด็จมาในเวลาเที่ยงคืนอีก ประทับอยู่ในอากาศ ตรัสว่า ดูก่อนมหาราช เหตุไรพระองค์จึงไม่บังคับโลมสกัสสปดาบสให้บูชายัญ. พระราชาตรัสว่าข้าพระองค์ส่งอำมาตย์ไปบอกแล้ว แต่ท่านไม่มา ท้าวสักกะตรัสว่าดูก่อนมหาราช ถ้าเช่นนั้น พระองค์จงตกแต่งจันทวดีกุมารี ซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระองค์ แล้วมอบให้ไสยหะอำมาตย์นำไปบอกว่า ถ้าท่านมาบูชายัญ. พระราชาจักพระราชทานพระราชกุมารีนี้แก่ท่าน พระดาบสนั้นจักมีจิตปฏิพัทธ์ในกุมารี จักมาเป็นแน่ พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น ทรงรับว่า ดีแล้ว วันรุ่งขึ้น ทรงมอบพระราชธิดาของพระองค์แก่ไสยหะอำมาตย์ส่งไปแล้ว ไสยหะอำมาตย์พาพระราชธิดาไปในที่นั้นไหว้พระฤาษีทำปฏิสันถารแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง แสดงพระราชธิดาซึ่งงามประดุจเทพอัปสรแก่พระฤาษี ลำดับนั้น พระดาบสทำลายอินทรีย์เสียแล้ว แลดูพระราชธิดา พร้อมกับการแลดูนั่นเองเกิดจิตปฏิพัทธ์ขึ้นแล้วเสื่อมจากฌาน อำมาตย์รู้ว่าพระดาบสมีจิตปฏิพัทธ์จึงกล่าวว่า ท่านขอรับ ถ้าท่านบูชายัญ พระราชาจักพระราชทานพระราชธิดานี้ให้เป็นบาทบริจาริกาสำหรับท่าน พระดาบสนั้นกำลังหวั่นไหวไปด้วยอำนาจกิเลส จึงถามว่า ได้ยินว่า พระราชาจักพระราชทานพระราชธิดานี้แก่เราหรือ ? อำมาตย์ตอบว่า ถูกแล้ว พระราชาจักพระราชทานแก่ท่านผู้บูชายัญ พระดาบสกล่าวว่า ดีแล้ว เมื่อเราได้พระราชธิดานี้ จักบูชายัญ แล้วสรวมชฎาพาพระราชธิดาขึ้นรถที่ประดับงดงาม ไปพระนครพาราณสี.

แม้พระราชาได้สดับว่า พระดาบสมา ก็รับสั่งให้ตั้งพิธีกรรมขึ้นที่หลุมบูชายัญไว้สำหรับพระดาบสนั้น ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นพระดาบสมา ก็ตรัสว่า ท่านบูชายัญในวันพรุ่งนี้ เราจักเป็นผู้เสมอด้วยพระอินทร์ เวลาเสร็จการบูชายัญ เราจักถวายธิดาแก่ท่าน กัสสปดาบสรับคำว่า ดีแล้ว ครั้นในวันรุ่งขึ้น พระราชาพาท่านดาบสไปที่หลุมบูชายัญพร้อมกับนางจันทวดี ในหลุมนั้น ได้มีสัตว์ ๔ เท้าทุกอย่าง เช่นช้าง ม้า โคเป็นต้น ประดิษฐานไว้เป็นลำดับ พระดาบสเริ่มจะฆ่าสัตว์เหล่านั้นทั้งหมดให้ตาย แล้วบูชายัญ มหาชนที่มาประชุมกันอยู่ณ ที่นั้น เห็นดังนั้น กล่าวว่า ดูก่อนโลมสกัสสปะ กรรมนี้ไม่เหมาะไม่สมควรแก่ท่าน ทำกรรมนั้นเพื่ออะไร แล้วคร่ำครวญกล่าวคาถา๒ คาถาว่า :-

พระจันทร์มีกำลัง พระอาทิตย์มีกำลัง สมณพราหมณ์มีกำลัง ฝั่งแก่งสมุทรก็มีกำลัง หญิงมีกำลังยิ่งกว่ากำลังทั้งหลาย. พระนางจันทวดี ทำให้ฤาษีชื่อโลมสกัสสปะผู้มีตบะกล้า มาบูชายัญเพื่อประโยชน์ แก่พระราชบิดาได้.

บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า พลํ จนฺโท พลํ สุริโย ความว่าในการจำกัดความมืดใหญ่ ชื่อว่ากำลังอย่างอื่น ย่อมไม่มีในการกำจัดความมืดใหญ่นี้ พระจันทร์และพระอาทิตย์เท่านั้นมีกำลัง. บทว่า สมณพฺราหฺมณา ความว่า ในการอดกลั้นต่อกำลังแห่งอิฏฐารมณ์แล้วอนิฏฐารมณ์ สมณะพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยกำลัง คือขันติและกำลังคือญาณ ผู้มีบาปอันสงบและบาปอันลอยแล้ว มีกำลัง. บทว่า พลํ เวลา สมุทฺทสฺส ความว่า ฝั่งแห่งมหาสมุทรชื่อว่ามีกำลัง เพราะสามารถที่จะไม่ให้น้ำล้นขึ้นมา และกั้นน้ำเอาไว้ให้พินาศได้. บทว่า พลาติพลมิตฺถิโย ความว่า ส่วนหญิงทั้งหลาย ชื่อว่ามีกำลังยิ่งกว่ากำลังทั้งหมด เพราะสามารถจะพาบุรุษที่มีความรู้ดีแต่มีกำหนัดมาสู่อำนาจของตน แล้วให้พินาศได้ อธิบายว่า กำลังแห่งหญิงเท่านั้นมีมากกว่ากำลังทั้งหมด. ศัพท์ว่า ยถา เท่ากับ ยสฺมา แปลว่าเพราะเหตุใด. บทว่า ปิตุ อตฺถา คือเพื่อประโยชน์แห่งความเจริญแก่พระราชบิดา.

ข้อนี้มีอธิบายว่า เพราะนางจันทวดีนี้ กระทำโลมสกัสสปะ ผู้มีตบะกล้า ผู้ชื่อว่าเป็นฤาษี เพราะเป็นผู้แสวงหาคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้นให้เป็นผู้ไม่มีศีล แล้วให้บูชาวาชเปยยะ คือยัญ เพื่อประโยชน์แก่พระราชบิดาได้ ฉะนั้น ข้อนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า หญิงมีกำลังยิ่งกว่ากำลังทั้งหลาย.

ขณะนั้น กัสสปดาบส เงื้อพระขรรค์แก้วขึ้น ด้วยคิดว่า จักฟันคอมงคลหัตถีเพื่อบูชายัญ ช้างเห็นดังนั้น ก็สะดุ้งกลัวต่อมรณภัยจึงร้องเสียงดัง แม้พวกสัตว์นอกนี้ คือ ช้าง ม้า โค เป็นต้น ได้ฟังเสียงร้องของช้างมงคลหัตถีนั้น ต่างก็สะดุ้งกลัวต่อมรณภัย จึงได้ร้องลั่นด้วยความกลัว แม้มหาชนก็พากันร้อง กัสสปดาบสได้ยินเสียงร้องลั่นใหญ่ดังนั้น ก็สลดใจ แลดูชฎาเป็นต้นของตน ลำดับนั้น ชฎาหนวด ขนรักแร้ ขนอก ได้ปรากฏแก่พระดาบสนั้น พระดาบสมีความเดือดร้อนใจ คิดว่า เราได้ทำกรรมลามก ไม่สมควรเลย เมื่อจะประกาศความสลด ได้กล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :-

ธรรมที่ทำด้วยความโลภนั้น เผ็ดร้อน มีกามเป็นเหตุ เราจักค้นหามูลรากของธรรม นั้น จักตัดความกำหนัดพร้อมทั้งเครื่องผูกเสีย.

พึงทราบความแห่งคำที่เป็นคาถานั้นว่า ข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่ กรรมใดที่ข้าพระองค์ทำความโลภในนางจันทวดีให้เกิดขึ้น แล้วทำลงด้วยความโลภนั้น กรรมนั้นมีกามเป็นเหตุ เป็นกรรมลามก เผ็ดร้อนมีวิบากแรงกล้า ข้าพระองค์จักค้นหามูลราก กล่าวคืออโยนิโสมนสิการของกรรมนั้น สมควรแล้วที่ข้าพระองค์จักซักดาบ คือปัญญาออก ตัดความกำหนัดยินดี พร้อมด้วยเครื่องผูกพัน คือศุภนิมิตร.

ลำดับนั้น พระราชาตรัสกะพระดาบสว่า ดูก่อนสหาย อย่ากลัวเลย เราจักให้นางจันทวดีกุมารีและกองแก้ว ๗ ประการแก่ท่านในบัดนี้ท่านจงบูชายัญเถิด พระกัสสปดาบสได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์ไม่ต้องการด้วยกิเลสนี้ แล้วกล่าวคาถาสุดท้ายว่า :-

ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์ติเตียนกามคุณทั้งหลาย ที่มีอยู่ในโลกเป็นอันมาก ตบะ ธรรมเท่านั้น ประเสริฐกว่ากามคุณทั้งหลาย ข้าพระองค์จักละกามคุณทั้งหลายเสีย แล้ว บำเพ็ญตบะ ส่วนนางจันทวดี จงอยู่ในแว่น แคว้นของพระองค์เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุพหูปิ คือแม้อันมากยิ่ง. บทว่าตโป กริสฺสามิ คือจักบำเพ็ญความสำรวมในศีลเท่านั้น.

พระดาบส ครั้นทูลดังนี้แล้ว ได้ประมวลกสิณบริกรรมทำคุณวิเศษที่เสียไปให้เกิดขึ้น นั่งบัลลังก์ในอากาศแสดงธรรมแก่พระราชากล่าวสอนว่า จงอย่าประมาท แล้วทำลายหลุมบูชายัญ ให้อภัยทานแก่มหาชน เมื่อพระราชายังวิงวอนอยู่ ได้เหาะไปที่อยู่ของตน เจริญพรหมวิหารธรรมจนตลอดชีวิต ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนามาแสดง ดังนี้แล้วทรงประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจธรรม ภิกษุผู้กระสันตั้งอยู่ในพระอรหัตผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า ไสยหะมหาอำมาตย์ในครั้งนั้นได้มาเป็นพระสารีบุตรในบัดนี้ ส่วนโลมสกัสสปดาบส ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาโลมสกัสสปชาดกที่ ๗

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๖๘๖–๖๙๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

นวกนิบาตชาดก · ๓๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Lomasakassapajātakaṃ

assa indasamo rājāti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ ukkaṇṭhitabhikkhuṃ ārabbha kathesi.

Taṃ hi bhikkhuṃ satthā saccaṃ kira tvaṃ bhikkhu ukkaṇṭhitosīti pucchitvā saccanti vutte bhikkhu sinerukampanavāto hi porāṇa- paṇṇaṃ kiṃ na kampissati yasasamaṅginopi sabbadisā ayasakyaṃ pāpuṇanti kilesā nāmete parisuddhasattepi saṅkiliṭṭhe karonti pageva tādisanti vatvā atītaṃ āhari

atīte bārāṇasīrañño brahmadattassa putto brahmadattakumāro nāma purohitaputto ca kassapo nāma sahāyakā hutvā ekācariyakule sabbasippāni uggaṇhiṃsu. Aparabhāge kumāro pitu accayena rajje patiṭṭhāsi. Atha kassapo cintesi mayhaṃ sahāyo rājā jāto Idāni me mahantaṃ issariyaṃ dassati kiṃ me issariyena ahaṃ mātāpitaro ca rājānañca āpucchitvā pabbajissāmīti so rājānañca mātāpitaro ca āpucchitvā himavantaṃ pavisitvā isipabbajjaṃ pabbajitvā sattame divase abhiññā ca samāpattiyo ca nibbattetvā uñchācariyāya yāpento vihāsi. Pabbajitaṃ pana naṃ lomasakassapoti sañjāniṃsu. Paramajitindriyo ghoratapo tāpaso ahosi. Tassa tapatejena sakkassa bhavanaṃ kampi. Atha sakko āvajjamāno taṃ disvā cintesi ayaṃ tāpaso ativiya uggatejo sakkabhāvāpi maṃ cāleyya bārāṇasīraññā saddhiṃ ekato hutvā tapamassa bhindissāmīti. Atha so sakkānubhāvena aḍḍharattikasamaye bārāṇasīrañño sirigabbhaṃ pavisitvā sakalagabbhaṃ sarīrappabhāya obhāsetvā rañño santike ākāse ṭhito uṭṭhehi mahārājāti rājānaṃ pabodhesi. Kosi nāma tvanti ca vutte sakkohamasmīti āha. Kimatthaṃ āgatosīti. Mahārāja sakalajambudīpe ekarajjaṃ icchasi na icchasīti. Kathaṃ na icchāmīti. Atha naṃ sakko tenahi lomasakassapaṃ ānetvā pasughātayaññaṃ yajāpehi sakkasamo ajarāmaro hutvā sakalajambudīpe rajjaṃ kāressasīti vatvā paṭhamaṃ gāthamāha

assa indasamo rājā accantaṃ ajarāmaro

sace tvaṃ yaññaṃ yajeyya isiṃ lomasakassapanti.

Tattha assāti bhavissasi. Yajeyyāti sace tvaṃ araññāyatanato isiṃ lomasakassapaṃ ānetvā yaññaṃ yajeyyāsi. Atha sakkassa vacanaṃ sutvā rājā sādhūti sampaṭicchi. Atha sakko tenahi mā papañcaṃ karīti vatvā pakkāmi. Rājā punadivase seyhaṃ nāma amaccaṃ pakkosāpetvā samma mayhaṃ piyasahāyassa lomasakassapassa santikaṃ gantvā mama vacanena evaṃ vadehi rājā kira tumhehi pasughātayaññaṃ yajāpetvā sakalajambudīpe ekarājā bhavissati tumhākaṃpi yattakaṃ padesaṃ icchatha tattakaṃ dassati mayā saddhiṃ yaññaṃ yajituṃ āgacchathāti. Taṃ sutvā so sādhu devāti tāpasassa vasanokāsaṃ jānanatthaṃ nagare bheriñcārāpetvā ekena vanacarakena ahaṃ jānāmīti vutte taṃ purato katvā mahantena parivārena tattha gantvā isiṃ vanditvā ekamantaṃ nisinno taṃ sāsanaṃ ārocesi. Athassa vacanaṃ sutvā tāpaso seyha kimetaṃ kathesīti vatvā taṃ paṭikkhipanto catasso gāthā abhāsi

sasamuddapariyāyaṃ mahiṃ sāgarakuṇḍalaṃ

na icche saha nindāya evaṃ seyha vijānahi.

Dhiratthu taṃ yasalābhaṃ dhanalābhañca brāhmaṇa

yā vutti vinipātena adhammacaraṇena vā.

Api ce pattamādāya anāgāro paribbaje

sāyeva jīvikā seyyo yā ca dhammena esanā.

Api ce pattamādāya anāgāro paribbaje

aññaṃ ahiṃsayaṃ loke api rajjena taṃ varanti.

Tattha sasamuddapariyāyanti sasamuddaparikkhepaṃ. Sāgarakuṇḍalanti cattāro dīpe parikkhipitvā ṭhitasāgarehi kaṇṇavalliyā ṭhapitakuṇḍalehi viya samannāgataṃ. Saha nindāyāti iminā pasughātakammaṃ katanti imāya nindāya saha cakkavāḷapariyantaṃ mahāpaṭhavīpi na icchāmīti vadati. Yā vutti vinipātenāti narake vinipātakammena yāva jivitavutti hoti taṃ dhiratthu garahāmi taṃ vuttinti dīpeti. Sāyeva jīvikāti pabbajitassa mattikāpattaṃ ādāya paragharāni upasaṅkamitvā āhārapariyesanajīvikāva yasadhanalābhato sataguṇena sahassa- guṇena varatarāti attho. Api rajjena taṃ varanti taṃ anāgārassa sato aññaṃ ahiṃsantassa paribbajanaṃ sakalajambudīpe rajjenapi varataranti attho.

Amacco tassa kathaṃ sutvā gantvā rañño ārocesi. Taṃ sutvā rājā anāgacchante kiṃ sakkā kātunti tuṇhī ahosi. Atha punapi sakko aḍḍharattikasamaye āgantvā ākāse ṭhatvā kiṃ mahārāja lomasakassapaṃ ānāpetvā yaññaṃ na yajāpesīti āha. Pesitopi nāgacchatīti. Tenahi mahārāja attano dhītaraṃ candavatiṃ kumāriṃ alaṅkāretvā seyhassa hatthe pesetvā sace kirāgantvā yaññaṃ yajissasi rājā te imaṃ kumāriṃ dassatīti vadāpehi addhā so kumārikāya paṭibaddhacitto hutvā āgamissatīti. Taṃ sutvā rājā sādhūti sampaṭicchitvā punadivase seyhassa hatthe attano dhītaraṃ ṭhapetvā pesesi. Sopi rājadhītaraṃ gahetvā tattha gantvā Isiṃ vanditvā paṭisanthāraṃ katvā devaccharapaṭibhāgaṃ rājadhītaraṃ tassa dassetvā ekamantaṃ aṭṭhāsi. Atha so indriyāni bhinditvā taṃ olokesi saha olokaneneva paṭibaddhacitto hutvā jhānā parihāyi. Amacco tassa paṭibaddhacittabhāvaṃ ñatvā bhante sace kira yaññaṃ yajissatha rājā te imaṃ pādaparicārikaṃ katvā dassatīti. So kilesavasena kampento imaṃ kira me dassatīti āha. Āma yaññaṃ yajantassa te dassatīti. So sādhu imaṃ labhanto yajissāmīti vatvā taṃ gahetvā saha jaṭāhi alaṅkatarathaṃ abhiruyha bārāṇasiṃ agamāsi. Rājāpi āgacchati kirāti sutvā tassa yaññāvāṭe kammaṃ patiṭṭhapesi. Atha naṃ āgataṃ disvā sve yaññaṃ yajissatha ahaṃ indasamo bhavissāmi yaññapariyosāne tava dhītaraṃ dassāmīti āha. Kassapo sādhūti sampaṭicchi. Atha naṃ rājā punadivase ādāya candavatiyā saddhiṃyeva yaññāvāṭaṃ gato. Tattha hatthiassausabhādisabbacatuppadā paṭipāṭiyā ṭhapitāva ahesuṃ. Kassapo sabbe te hanitvā ghātetvāva yaññaṃ yajituṃ ārabhi. Tattha naṃ sannipatito mahājano disvā idaṃ te lomasakassapa ayuttaṃ appaṭirūpaṃ kiṃ nāmetaṃ karosīti vatvā paridevanto dve gāthā abhāsi

balaṃ cando balaṃ suriyo balaṃ samaṇabrāhmaṇā

balaṃ velā samuddassa balātibalamitthiyo.

Yathā uggatapaṃ santaṃ isiṃ lomasakassapaṃ

pitu atthā candavatī vājapeyyaṃ ayājayīti.

Tattha balaṃ cando balaṃ suriyoti mahandhakāravidhamane aññaṃ balaṃ nāma natthi candimasuriyāvettha balavantoti attho. Samaṇabrāhmaṇāti iṭṭhāniṭṭhavisayavegasahane khantibalañāṇabalena samannāgatā samitapāpa- bāhitapāpā samaṇabrāhmaṇā. Balaṃ velā samuddassāti mahāsamuddassa uttarituṃ adatvā udakaṃ āvaritvā vināsetuṃ samatthatāya velā balaṃ nāma. Balātibalamitthiyoti itthiyo pana visadañāṇepi avītarāge attano vasaṃ ānetvā vināsetuṃ samatthattā etehi sabbehi balehi atibalā nāma. Sabbabalehi itthībalameva mahantataranti attho. Yathāti yasmā. Pitu atthāti pitu vuḍḍhiatthāya. Idaṃ vuttaṃ hoti yasmā idaṃ uggatapaṃ samānaṃ sīlādīnaṃ guṇānaṃ esitattā isiṃ ayaṃ candavatī nissīlaṃ katvā pitu atthāya vājapeyyaṃ yaññaṃ yājeti tasmā jānitabbametaṃ balātibalamitthiyoti.

Tasmiṃ samaye kassapo yaññaṃ yajanatthāya maṅgalahatthiṃ gīvāyaṃ paharissāmīti khaggaratanaṃ ukkhipi. Hatthī taṃ disvā maraṇabhayatajjito mahāravaṃ ravi. Tassa ravaṃ sutvā sesāpi hatthiassausabhādayo maraṇabhayatajjitā bhayena viraviṃsu. Mahājanopi viravi. Kassapo taṃ mahāravaṃ sutvā saṃvegappatto hutvā attano jaṭādīni olokesi. Athassa jaṭā massu kacchalomāni uralomāni pākaṭāni aheluṃ. So vippaṭisārī hutvā ananurūpaṃ vata me pāpakammaṃ katanti saṃvegaṃ pakāsento aṭṭhamaṃ gāthamāha

taṃ lobhapakataṃ kammaṃ kaṭukaṃ kāmahetukaṃ

tassa mūlaṃ gavesissaṃ chejjaṃ rāgaṃ sabandhananti.

Tassattho mahārāja yaṃ etaṃ mayā candavatiyā lobhaṃ uppādetvā tena lobhena pakataṃ kāmahetukaṃ pāpaṃ kataṃ kaṭukaṃ tikhiṇavipākaṃ tassāhaṃ ayonisomanasikārasaṅkhātaṃ mūlaṃ gavesissaṃ alaṃ me iminā khaggena paññākhaggaṃ nīharitvā subhanimittabandhanena saddhiṃ sabandhanaṃ rāgaṃ chindissāmīti.

Atha naṃ rājā mā bhāyi samma idāni te candavatī- kumārikañca sattaratanarāsiñca dassāmi yajāhi yaññanti āha. Taṃ sutvā kassapo na me mahārāja iminā kilesena atthoti vatvā osānagāthamāha

dhiratthu kāme subahūpi loke

tapova seyyo kāmaguṇehi rāja

tapo karissāmi pahāya kāme

taveva raṭṭhaṃ candavatī ca hotūti.

Tattha subahūpīti atibahukepi. Tapo karissāmīti sīlasaññamameva

karissāmīti.

So evaṃ vatvā kasiṇaṃ samannāharitvā naṭṭhaṃ visesaṃ Uppādetvā ākāse pallaṅkena nisīditvā rañño dhammaṃ desetvā appamatto hohīti ovaditvā yaññāvāṭaṃ viddhaṃsetvā mahājanassa abhayadānaṃ dāpetvā rañño yācantasseva uppatitvā attano vasanaṭṭhānameva gantvā yāvajīvaṃ brahmavihāre bhāvetvā brahma- lokaparāyano ahosi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne ukkaṇṭhitabhikkhu arahatte patiṭṭhahi. Tadā seyho mahāmacco sārīputto ahosi lomasakassapo pana ahamevāti.

Lomasakassapajātakaṃ sattamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๓๒. ปทกุศลมาณวชาดกชาดกถัดไป๔๓๔. จักกวากชาดก