ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ทัททรชาดก
ชาดกที่ ๔๓๘ · นวกนิบาตชาดก

ทัททรชาดก

ว่าด้วยคนอกตัญญู ไม่รู้จักบุญคุณคนอื่น

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๓๑๐ · บรรทัด ๕๔๑๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากทัททรชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ทรงปรารภ การที่พระเทวทัตพยายามจะปลงพระชนม์พระองค์ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า โย เต ปุตฺตเก ดังนี้.

ความย่อมีว่า สมัยนั้นภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภาว่าดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตไม่มีความละอาย ไม่ใช่คนดี คบกับพระเจ้าอชาตศัตรู ทำอุบายเพื่อปลงพระชนม์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณสูงสุด โดยวิธีประกอบนายขมังธนู กลิ้งก้อนศิลา และปล่อยช้างนาฬาคิรี พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่พระเทวทัตพยายามฆ่าเรา แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็ได้พยายามฆ่าเราเหมือนกัน ดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี อาจารย์ทิศาปาโมกข์คนหนึ่ง สอนศิลปะแก่มาณพห้าร้อยคนในพระนครพาราณสี วันหนึ่งคิดว่า เราอยู่ในที่นี้มีความกังวล แม้มาณพทั้งหลายก็จะไม่สำเร็จการศึกษา เราจะเข้าป่าเขตถิ่นหิมพานต์ อยู่ในที่นั้น บอกศิลปะ. อาจารย์ทิศาปาโมกข์นั้น บอกแก่พวกมาณพ แล้วให้ขนงา ข้าวสาร น้ำมัน และผ้าเป็นต้น เข้าป่าให้สร้างบรรณศาลาอยู่ในที่ไม่ไกลจากหนทาง แม้พวกมาณพก็สร้างบรรณศาลาของตน ๆ พวกญาติของมาณพทั้งหลายต่างก็ส่งน้ำมันและข้าวสารเป็นต้น แม้ชาวแว่นแคว้นก็พูดว่า ได้ยินว่าอาจารย์ทิศาปาโมกข์อยู่ในป่าแห่งโน้น ให้มาณพเรียนศิลปะ ดังนี้ ต่างก็นำข้าวสารเป็นต้นไปให้ แม้ผู้ที่เดินทางกันดารก็นำไปให้ บุรุษคนหนึ่ง ได้ให้แม่โคนมพร้อมด้วยลูกโค เพื่อประโยชน์ที่อาจารย์ทิศาปาโมกข์จะได้ดื่มน้ำมันณ ที่ใกล้บรรณศาลาของอาจารย์ มีเหี้ยตัวหนึ่งอยู่กับลูกอ่อนสองตัวแม้ราชสีห์และเสือโคร่ง ก็มาสู่ที่บำรุงอาจารย์นั้น นกกระทาตัวหนึ่งได้มาอยู่ ณ ที่นั้นเป็นประจำ นกกระทาตัวนั้นได้ยินเสียงอาจารย์กำลังบอกมนต์แก่มาณพทั้งหลาย จึงเรียนเวทย์ได้ทั้งสาม มาณพทั้งหลายก็ได้คุ้นเคยกับนกกระทานั้น

ต่อมา เมื่อมาณพทั้งหลายยังไม่ทันสำเร็จการศึกษา อาจารย์ได้ทำกาละเสียแล้ว พวกมาณพช่วยกันเผาศพอาจารย์แล้ว ก่อพระสถูปด้วยทราย เอาดอกไม้ต่าง ๆ มาบูชาแล้ว ร้องไห้คร่ำครวญอยู่. ลำดับนั้นนกกระทาถามมาณพเหล่านั้นว่า พวกท่านร้องไห้ทำไม พวกมาณพกล่าวว่า พวกเรายังไม่สำเร็จการศึกษา อาจารย์ก็มาตายเสีย ฉะนั้นพวกเราจึงร้องไห้ นกกระทากล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นพวกท่านอย่าเสียใจเลยเราจะบอกศิลปะแก่พวกท่าน มาณพทั้งหลายถามว่า ท่านรู้ได้อย่างไรนกกระทำตอบว่า เมื่ออาจารย์กำลังบอกแก่พวกท่าน เราได้ฟังแล้วได้ทำไตรเพทให้คล่องแคล่ว มาณพทั้งหลายกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงให้พวกเรารู้ความที่ตนเป็นผู้คล่องแคล่วเถิด นกกระทากล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านคอยฟัง แล้วได้สวดไตรเพทที่มาณพเหล่านั้นฟั่นเฝือประดุจจะบินถลามาจากยอดภูเขาลงสู่แม่น้ำฉะนั้น มาณพทั้งหลายต่างก็ร่าเริงยินดี เริ่มเรียนศิลปะในสำนักนกกระทำผู้เป็นบัณฑิต แม้นกกระทาก็ได้ดำรงอยู่ในตำแหน่งอาจารย์ทิศาปาโมกข์ บอกศิลปะแก่มาณพเหล่านั้น พวกมาณพได้กระทำกรงทองแก่นกกระทา ดาษเพดานเบื้องบน นำน้ำผึ้งและข้าวตอกเป็นต้น ใส่จานทองให้นกกระทาบูชาด้วยดอกไม้นานาชนิด กระทำสักการะเป็นการใหญ่ ข่าวนกกระทาบอกมนต์แก่มาณพห้าร้อยในป่า ได้แพร่สะพัดไปทั่วชมพูทวีป.

ครั้งนั้น ประชาชนในชมพูทวีปได้ป่าวร้องกันเล่นมหรสพเป็นการใหญ่ เหมือนมหรสพที่เล่นบนยอดภูเขา มารดาบิดาของมาณพทั้งหลายได้ฟังข่าวไปถึงบุตรว่า จงมาดูงานมหรสพ มาณพทั้งหลายบอกลานกกระทาแล้ว ช่วยกันปิดบังนกกระทาผู้เป็นบัณทิต เหี้ย และสัตว์ทั้งหมดตลอดจนอาศรมไม่ให้ใครรู้เห็น แล้วไปสู่เมืองของตน ๆในกาลนั้นดาบสชั่วร้ายไม่มีความกรุณาคนหนึ่ง ท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆมาถึงที่นั้น เหี้ยเห็นดาบสนั้นก็กระทำการต้อนรับ กล่าวว่า ข้าวสารมีอยู่ที่โน้น น้ำมันเป็นต้นอยู่ที่โน้น ท่านจงหุงภัตรฉันเถิด ดังนี้แล้วก็ไปเพื่อหาอาหาร ดาบสหุงภัตรแต่เช้าทีเดียว ฆ่าลูกเหี้ยสองตัวทำเป็นกับข้าวบริโภค ตอนกลางวันฆ่านกกระทาผู้เป็นบัณฑิตและลูกโคกินตอนเย็นเห็นแม่โคเดินมาก็ฆ่าแม่โคนั้นเสีย กินเนื้อแล้วไปนอนหลับกรนอยู่ที่โคนต้นไม้ เหี้ยมาในเวลาเย็นไม่เห็นลูกน้อยทั้งสอง ก็เที่ยววิ่งหาอยู่ รุกขเทวดาแลดูเหี้ยผู้ไม่พบลูกน้อย มีกายหวั่นไหวอยู่ จึงแสดงกายให้ปรากฏที่โพรงไม้ ด้วยทิพยานุภาพ แล้วกล่าวว่า แน่ะเหี้ยเจ้าอย่าหวั่นไหวไปเลย ลูกน้อยของเจ้า นกกระทา ลูกโค และแม่โคถูกคนชั่วนี้ฆ่าแล้ว เจ้าจงกัดคอมันให้ตาย ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่ ๑ว่า :-

ผู้ใด เจ้าให้ข้าวมันหุงกิน มันเลยกิน ลูกทั้งสองของเจ้าผู้ไม่มีความผิด เจ้าจงวาง เขี้ยวลงบนผู้นั้น อย่าปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่ต่อ ไปเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทินฺนภตฺโต คือผู้ที่เจ้าให้ภัตรด้วยกล่าวว่า ท่านจงหุงภัตรฉันเถิด ดังนี้. บทว่า อทูสเก ได้แก่ผู้ไม่มีโทษ คือปราศจากความผิด. บทว่า ตสฺมึ ทาเ อธิบายว่าเจ้าจงวางเขี้ยวทั้งสี่ลงบนคนชั่ว. บทว่า มา เต มุญฺจิตฺถ ชีวเตความว่า ท่านอย่าปล่อยคนใจชั่วนั้นพ้นไปจากเงื้อมมือให้มันเป็นอยู่ คือให้มีชีวิตอยู่ต่อไปเลย อธิบายว่า มันจงอย่าได้พ้น ท่านจงให้มันถึงความสิ้นชีวิตไปเสีย.

ลำดับนั้น เหี้ยได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :บุรุษผู้เกลือกกลั้วด้วยความหยาบ ผู้ ลบหลู่ท่อนผ้าที่ตนนุ่งอยู่ เราไม่ขอเห็นมันเลย เราจะพึงให้เขี้ยวตกไปในบุรุษไรเล่า ? อันคนอกตัญญู มักคอยหาโอกาสอยู่ เป็นนิตย์ ถึงจะให้สมบัติทั้งแผ่นดิน ก็ไม่พึง ทำให้มันชื่นชมยินดีได้เลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อากิณฺณลุทฺโธ ได้แก่ ผู้มีความหยาบช้าร้ายแรง. บทว่า วิวรทสฺสิโน ได้แก่ ผู้แสวงหาช่อง คือโทษ. ด้วยบทว่า เนว นํ อภิราธเย เหี้ยแสดงไว้ว่า ถึงจะให้สมบัติทั้งแผ่นดินก็ไม่สามารถจะให้บุคคลเห็นปานนี้ยินดีได้เลย จะป่วยกล่าวไปใยถึงเราที่ให้เพียงภัตตาหาร.

เหี้ยกล่าวอย่างนี้แล้ว คิดว่า บุรุษนี้ตื่นขึ้นคงกินเรา เมื่อจะรักษาชีวิตของตน จึงได้หนีไป แม้ราชสีห์และเสือโคร่งก็เป็นเพื่อนของนกกระทา บางครั้งสัตว์เหล่านั้นก็พากัน มาเยี่ยมนกกระทา บางครั้งนกกระทานั้นก็ไปแสดงธรรมแก่สัตว์ทั้งสองแล้วกลับมา ก็ในวันนั้นราชสีห์กล่าวกะเสือโคร่งว่า แน่ะเพื่อน เราไม่ได้ไปเยี่ยมนกกระทานาน ถึงวันนี้ก็เจ็ดแปดวันแล้ว ท่านจงไปฟังข่าวของนกระทานั้นก่อนแล้วจงมา เสือโคร่งรับคำว่า ดีแล้ว ไปถึงที่นั้นในเวลาที่เหี้ยหนีไปแล้ว เห็นบุรุษชั่วนั้นหลับอยู่ ขนของนกกระทาผู้เป็นบัณฑิตยังติดอยู่ในระหว่างชฎาของบุรุษนั้น กระดูกแม่โคและลูกโคก็ยังปรากฏอยู่พระยาเสือโคร่งเห็นเหตุการณ์นั้นทั้งหมด ไม่เห็นนกกระทาบัณฑิตในกรงทอง คิดว่า บุรุษชั่วนี้คงฆ่าสัตว์เหล่านั้น จงได้ถีบบุรุษชั่วนั้นให้ลุกขึ้น ดาบสชั่วเห็นดังนั้นแล้ว มีความสะดุ้งกลัวเป็นอย่างยิ่ง ลำดับนั้นเสือโคร่งถามดาบสชั่วนั้นว่า ท่านฆ่าสัตว์เหล่านี้กินหรือ ? เมื่อได้รับคำตอบว่า เราไม่ได้ฆ่า เราไม่ได้เคี้ยวกิน ดังนี้ จึงกล่าวว่า แน่ะคนลามก เมื่อท่านไม่ฆ่า คนอื่นใครเล่าจักฆ่า จงบอกมาเถิด เมื่อไม่บอก ท่านต้องตาย ดาบสนั้นกลัวมรณภัย จึงกล่าวว่า ถูกแล้วนายเราฆ่าลูกเหี้ย ลูกโคและแม่โคกินแล้ว แต่ไม่ได้ฆ่านกกระทา ถึงดาบสนั้นจะพูดอยู่มากมาย เสือโคร่งก็ไม่เชื่อ จึงถามว่า ท่านมาแต่ไหน ? เมื่อดาบสนั้นบอกกรรมที่ตนทำทั้งหมดว่า ข้าแต่นาย ฉันนำสินค้าของพวกพ่อค้าชาวกลิงครัฐ ไปทำงานอย่างนี้บ้าง อย่างนั้นบ้าง เพื่อเลี้ยงชีพ บัดนี้มาถึงที่นี้ ดังนี้ จึงกล่าวว่า คนลามก เมื่อท่านไม่ฆ่านกกระทา คนอื่นใครเล่าจักฆ่า มาเถิด เราจักนำท่านไปสู่สำนักของราชสีห์ผู้เป็นพระยาเนื้อ แล้วให้ดาบสนั้นเดินหน้า เดินไปพลางขู่ไปพลาง.

พระยาราชสีห์เห็นพระยาเสือโคร่งนำดาบสนั้นมา เมื่อจะถามพระยาเสือโคร่ง ได้กล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-

ดูก่อนเสือโคร่ง ชื่อว่า สุพาหุ เพราะ เหตุไรหนอ ท่านจงรีบด่วนกลับมาพร้อมกับ มาณพ กิจที่เป็นประโยชน์ของท่านมีอยู่ในที่นี้ หรือ เราขอถามถึงกิจอันเป็นประโยชน์นั้น ? ขอท่านจงบอกแก่เรา.

ในคาถานั้น พระยาราชสีห์ทักทายพระยาเสือโคร่ง โดยชื่อว่าดูก่อนเสือโคร่ง ชื่อว่า สุพาหุ เพราะกายส่วนข้างหน้าของพระยาเสือโคร่งเป็นที่พอใจ ฉะนั้น พระยาราชสีห์จึงกล่าวอย่างนั้น กะพระยาเสือโครงนั้น. บทว่า กึ กิจฺจมตฺถิ อิธมตฺถิ ตุยฺหํ ความว่า กรณียกิจที่ประกอบด้วยประโยชน์มีอยู่กับมาณพนี้ ในที่นี้หรือ ? ปาฐะว่า ตุยฺหํ กึ กิจฺจมตฺถํ เนื้อความก็อย่างนี้เหมือนกัน.

พระยาเสือโคร่งได้ฟังดังนั้น ได้กล่าวคาถาที่ ๕ ว่า:นกกระทาใด ผู้มีรูปงาม ซึ่งเป็นสหาย ของท่าน เราสงสัยว่า นกกระทานั้นจะถูกฆ่า เสียแล้วในวันนี้ เราได้ฟังเหตุทั้งหลายที่ต่อ เนื่องด้วยการกระทำของบุรุษนี้ จึงมิได้สำคัญ ว่า นกกระทาจะมีความสุขในวันนี้.

นกกระทำ ชื่อว่า ททฺทโร ในคาถานั้น. บทว่า ตสฺส วธํ ความว่า เราสงสัยว่า นกกระทาผู้เป็นบัณฑิตนั้นจะถูกบุรุษนี้ฆ่าในวันนี้. บทว่า นาหํ สุขึ ความว่า เรามิได้สำคัญว่า นกกระทาจะมีความสุข คือไม่มีโรค ในวันนี้.

พระยาราชสีห์เมื่อจะถามพระยาเสือโคร่ง ได้กล่าวคาถาที่ ๖ว่า :-

ในการดำรงชีพของบุรุษนี้ ท่านได้ฟัง เหตุการณ์อะไรที่ต่อเนื่องด้วยการกระทำของ เขา หรือท่านได้ฟังคำปฏิญาณอะไรของบุรุษนี้ ? จึงสงสัยว่า นกกระทาถูกมาณพนี้ฆ่าเสียแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺสุ เท่ากับ อสฺโสสิ แปลว่าได้ฟังแล้ว. บทว่า วุตฺติสโมธานตาย คือในความประพฤติเลี้ยงชีพอธิบายว่า บุรุษนี้ ได้บอกการงานอะไรของตนแก่ท่าน. บทว่า มาณเวนความว่า ท่านได้ฟังคำปฏิญาณอะไร จึงสงสัยว่า นกกระทาถูกมาณพนี้ฆ่าเสียแล้ว.

ลำดับนั้น พระยาเสือโคร่ง เมื่อจะกล่าวแก่พระยาราชสีห์ ได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :-

การค้าขายอันเป็นของชาวกลิงครัฐ บุรุษ นี้ก็ได้สั่งสมประพฤติมาแล้ว แม้หนทางที่มี หลังตอควรรังเกียจ บุรุษนี้ก็ได้ประพฤติเที่ยว ไปด้วยการรับจ้าง การฟ้อนรำขับร้องกับคน ฟ้อนทั้งหลาย บุรุษนี้ก็ได้ประพฤติมาถึงการรบ กันด้วยท่อนไม้ในท่ามกลางมหรสพ บุรุษนี้ ก็ได้เคยประพฤติมา. นกทั้งหลาย บุรุษนี้ก็ได้ดักมาแล้ว การ ตวงข้าวเปลือกด้วยเครื่องตวง บุรุษนี้ก็ได้ตวง มาแล้ว การเล่นสกา บุรุษนี้ก็ได้ตั้งให้นักเลง สกาเล่นกัน ความสำรวมระวัง บุรุษนี้ก็ก้าว ล่วงเสีย เลือดที่ไหลออกมาตั้งครึ่งคืน บุรุษนี้ ก็คัดให้หยุดได้ มือทั้งสองของบุรุษนี้มีความ ร้อนในเวลารับก้อนข้าว. เราได้ฟังเหตุทั้งหลาย อันเกี่ยวเนื่องด้วย การกระทำของบุรุษนี้ ในการดำรงชีพของบุรุษ นี้ ดังนี้ กลุ่มขนนกกระทายังปรากฏอยู่ที่ชฎา ของบุรุษนี้ วัวทั้งหลาย บุรุษนี้ก็ได้ฆ่ากินแล้ว ไฉนจะไม่ฆ่านกกระทากินเล่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิณฺณา กลิงฺคา ความว่า ได้ยินว่าแม้การค้าขายในกลิงครัฐ เขาผู้ขนสินค้าของพวกพ่อค้าไปอยู่ ได้สั่งสมประพฤติมาแล้ว คือกระทำมาแล้ว. บทว่า เวตฺตาจโร คือพึงเที่ยวไปด้วยการรับจ้าง. บทว่า สงฺกุปโถปิ จิณฺโณ คือแม้หนทางที่มีหลักตอ เขาก็ได้ใช้มาแล้ว. บทว่า นเฏหิ คือร่วมกับคนฟ้อนทั้งหลายเพื่อเลี้ยงชีพ. บทว่า จิณฺณํ สห วากุเรหิ ความว่า การขับร้องกับนักขับร้องทั้งหลาย อันเขาผู้นำพวกนักขับร้องไปอยู่ ได้ประพฤติมาแล้วบทว่า ทณฺเฑน ยุทฺธํ ความว่า ได้ยินว่า ถึงการรบกันด้วยท่อนไม้เขาก็เคยรบมาแล้ว. บทว่า พนฺธา กุลิกา ความว่า ได้ยินว่า แม้นกทั้งหลาย เขาก็เคยดักมาแล้ว. บทว่า มิตมาฬฺหเกน ความว่า นัยว่าแม้การตวงข้าวเปลือก เขาก็เคยกระทำมาแล้ว. บทว่า. อกฺขา ิตาความว่า แม้การเล่นสกา เขาก็ได้ตั้งให้นักเลงสกาเล่นกัน. บทว่า สญฺโม อพฺภตีโต ความว่า การสำรวมระวังในศีล อันเขาผู้บวชอาศัยเลี้ยงชีพ ก้าวล่วงเสียแล้ว. บทว่า อปฺปหิตํ ได้แก่ คัดไว้แล้วคือกระทำไม่ให้ไหลออก.

โลหิต ชื่อว่า ปุปผกะ.

ข้อนี้มีอธิบายว่า ได้ยินว่า บุรุษนี้ ตัดมือและเท้าของพวกที่มีความผิดต่อพระราชา อาศัยเลี้ยงชีวิต แล้วนำคนเหล่านั้นมาให้นอนอยู่ที่ศาลา พอเวลาเที่ยงคืนจึงไปที่ศาลานั้น แล้วใส่ยาชื่อกัณฑกธูมะคัดเลือกที่ไหลออกให้หยุดได้. บทว่า หตฺถา ทฑฺฒา ความว่า ได้ยินว่าในเวลาที่เขาบวชเป็นอาชีวก แม้มือทั้งสองของเขาก็ร้อน เพราะรับก้อนข้าวที่ร้อน. บทว่า ตานิสฺส กมฺมายตนานิ ได้แก่ เหตุเหล่านั้นที่ต่อเนื่องด้วยการกระทำของเขา. บทว่า อสฺสุ เท่ากับ อสฺโสสึ แปลว่า ได้ฟังแล้ว. บทว่า ยถา อยํ ความว่า แม้กลุ่มขนนกกระทานั้นยังปรากฏอยู่ในระหว่างชฎาของบุรุษนั้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงทราบข้อนั้นว่า บุรุษนี้แหละฆ่านกกระทานั้น. บทว่า คาโว หตา กึ ปน ททฺทรสฺส ความว่า แม้โคทั้งหลาย บุรุษนี้ก็ได้ฆ่าแล้ว การที่นกกระทาจะไม่ถูกบุรุษนี้ฆ่าจะมีได้อย่างไร เพราะฉะนั้น บุรุษนี้ต้องฆ่านกกระทาแน่.

ราชสีห์ถามบุรุษนั้นว่า ท่านฆ่านกกระทาบัณฑิตหรือ ? บุรุษตอบว่า ถูกแล้วท่าน ราชสีห์ได้ฟังดาบสนั้นรับตามจริง ก็อยากจะปล่อยดาบสนั้นไป แต่พระยาเสือโคร่งกล่าวว่า คนเลวเช่นนี้ ควรให้ตายเสีย แล้วก็เข้ากัดดาบสนั้นด้วยเขี้ยวให้ตาย แล้วขุดหลุมฝังไว้ในที่นั้นเอง มาณพทั้งหลายมาไม่เห็นนกกระทาบัณฑิต ก็พากันร้องไห้คร่ำครวญกลับไป.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อนพระเทวทัตก็พยายามฆ่าเราอย่างนี้ดังนี้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า ชฎิล คือดาบสลามกในกาลนั้น ได้มาเป็นพระเทวทัตในบัดนี้ นางเหี้ยได้มาเป็นนางกีสาโคตมี เสือโคร่งได้มาเป็นพระโมคคัลลานะ ราชสีห์ได้มาเป็นพระสารีบุตร อาจารย์ทิศาปาโมกข์ได้มาเป็นพระกัสสปะ นกกระทาบัณฑิตได้มาเป็นเราตถาคตฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาติตติรชาดกที่ ๑๒ รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. คิชฌชาดก ๒. โกสัมพิยชาดก ๓. มหาสวราชชาดก๔. จุลลสุวกราชชาดก ๕. หริตจชาดก ๖. ปทกุสลมาณวชาดก๗. โลมสกัสสปชาดก ๘. จักกวากชาดก ๙. หลิททราคชาดก๑๐. มุคคชาดก ๑๑. ปูติมังสชาดก ๑๒. ทัททรชาดก.

จบ นวกนิบาต ทสกนิบาตชาดก

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๗๔๔–๗๕๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

นวกนิบาตชาดก · ๕๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ติตฺติรชาตกํ

โย เต ปุตฺตเกติ อิทํ สตฺถา คิชฺฌกูเฏ วิหรนฺโต เทวทตฺตสฺส วธาย ปริสกฺกนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตสฺมึ หิ สมเย ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส เทวทตฺโต นิลฺลชฺโช อนริโย เอวํ อุตฺตมคุณธรสฺส สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส อชาตสตฺตุนา สทฺธึ เอกโต หุตฺวา ธนุคฺคหปฺปโยชนสิลาปวิชฺฌน- นาฬาคิริวิสฺสชฺชเนหิ วธาย อุปายํ กโรตีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ เทวทตฺโต มยฺหํ วธาย ปริสกฺกีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต เอโก ทิสาปาโมกฺโข อาจริโย พาราณสิยํ ปญฺจสตานํ มาณวกานํ สิปฺปํ วาเจนฺโต เอกทิวสํ จินฺเตสิ มยฺหํ อิเธว วสนฺตสฺส ปลิโพโธ โหติ มาณวกานมฺปิ สิปฺปํ น นิฏฺฐาติ หิมวนฺตปฺปเทเส อรญฺญายตเน ปวิสิตฺวา ตตฺถ วสนฺโต สิปฺปํ วาเจสฺสามีติ ฯ โส มาณวกานํ กเถตฺวา ติลตณฺฑุลเตลวตฺถาทีนิ คาหาเปตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา มคฺคโต อวิทูเร ฐาเน ปณฺณสาลํ การาเปตฺวา นิวาสํ กปฺเปสิ ฯ มาณวาปิ อตฺตโน อตฺตโน ปณฺณสาลํ กรึสุ ฯ มาณวานํ ญาตกา เตลตณฺฑุลาทีนิ เปเสนฺติ ฯ รฏฺฐวาสิโนปิ ทิสาปาโมกฺโข อาจริโย กิร อรญฺเญ อสุกฏฺฐาเน วสนฺโต สิปฺปํ อุคฺคณฺหาเปตีติ ตสฺส ตณฺฑุลาทีนิ อภิหรนฺติ กนฺตารํ ปฏิปนฺนาปิ เทนฺติ ฯ อญฺญตโร ปุริโส ขีรปานตฺถาย สวจฺฉํ เธนุมฺปิ อทาสิ ฯ อาจริยสฺส ปน ปณฺณสาลาย สนฺติเก ทฺวีหิ โปตเกหิ สทฺธึ เอกา โคธา วสติ ฯ สีหพฺยคฺฆาปิสฺส อุปฏฺฐานํ อาคจฺฉนฺติ ฯ เอโก ติตฺติโรปิ ตตฺถ นิพทฺธวาโส อโหสิ ฯ โส อาจริยสฺส มาณวานํ มนฺเต วาเจนฺตสฺส สทฺทํ สุตฺวา ตโยปิ เวเท อุคฺคณฺหิ ฯ มาณวา เตน สทฺธึ อติวิสฺสาสิกา อเหสุํ ฯ อปรภาเค มาณเวสุ นิปฺผตฺตึ อปฺปตฺเตสุเยว อาจริโย กาลมกาสิ ฯ มาณวา ตสฺส สรีรํ ฌาเปตฺวา วาลุกาย ถูปํ กตฺวา นานาปุปฺเผหิ ปูเชตฺวา โรทนฺติ ปริเทวนฺติ ฯ อถ เน ติตฺติโร กสฺมา โรทถาติ อาห ฯ อาจริโย โน สิปฺเป อนิฏฺฐิเตเยว กาลํ กโต ตสฺมา โรทามาติ ฯ เอวํ สนฺเต มา จินฺตยิตฺถ อหํ โว สิปฺปํ วาเจสฺสามีติ ฯ ตฺวํ กถํ ชานาสีติ ฯ อหํ อาจริเย ตุมฺหากํ วาเจนฺเต สุตฺวาว ตโย เวเท ปคุเณ อกาสินฺติ ฯ เตนหิ อตฺตโน ปคุณภาวํ อมฺเห ชานาเปหีติ ฯ ติตฺติโร เตนหิ สุณาถาติ เตสํ คณฺฐิคณฺฐิฐานเมว ปพฺพตมตฺถกา นทึ โอตรนฺโต วิย โอสาเรสิ ฯ มาณวา หฏฺฐตุฏฺฐา หุตฺวา ติตฺติรปณฺฑิตสฺส สนฺติเก สิปฺปํ ปฏฺฐเปสุํ ฯ โสปิ ทิสาปาโมกฺขาจริยสฺส ฐาเน ฐตฺวา เตสํ สิปฺปํ วาเจสิ ฯ มาณวา ตสฺส สุวณฺณปญฺชรํ กตฺวา อุปริ วิตานํ พนฺธิตฺวา สุวณฺณตฏฺฏเก มธุลาชาทีนิ อุปสํหรนฺตา นานาวณฺเณหิ ปุปฺเผหิ ปูเชนฺตา มหนฺตํ สกฺการํ กรึสุ ฯ ติตฺติโร หิ อรญฺญายตเน ปญฺจสเต มาณเว มนฺเต วาเจตีติ สกลชมฺพุทีเป ปากโฏ อโหสิ ฯ ตทา ชมฺพุทีเป คิรคฺคสมชฺชสทิสํ มหนฺตํ ฉณํ โฆสยึสุ ฯ มาณวานํ มาตาปิตโร ฉณทสฺสนตฺถาย อาคจฺฉนฺตูติ เปเสสุํ ฯ มาณวา ติตฺติรสฺส อาโรเจตฺวา ติตฺติรปณฺฑิตํ สพฺพญฺจ อสฺสมปทํ โคธํ ปฏิจฺฉาเทตฺวา อตฺตโน อตฺตโน นครเมว อาคมึสุ ฯ ตทา เอโก นิกฺการุณิโก ทุฏฺฐตาปโส ตตฺถ ตตฺถ วิจรนฺโต ตํ ฐานํ สมฺปาปุณิ ฯ โคธา ตํ ทิสฺวา ปฏิสนฺถารํ กตฺวา อสุกฏฺฐาเน ตณฺฑุลา อสุกฏฺฐาเน เตลาทีนิ อตฺถิ ภตฺตํ ปจิตฺวา ภุญฺชาหีติ วตฺวา โคจรตฺถาย คตา ฯ ตาปโส ปาโตว ภตฺตํ ปจิตฺวา เทฺว โคธปุตฺตเก มาเรตฺวา รสํ กตฺวา ภุญฺชิ ฯ ทิวา ติตฺติรปณฺฑิตญฺจ วจฺฉกญฺจ มาเรตฺวา ขาทิ ฯ สายํ เธนุํ อาคตํ ทิสฺวา ตมฺปิ มาเรตฺวา มํสํ ขาทิตฺวา รุกฺขมูเล นิปชฺชิตฺวา ฆุรฆุรายนฺโต นิทฺทํ โอกฺกมิ ฯ โคธา สายํ อาคนฺตฺวา ปุตฺตเก อปสฺสนฺตี อุปธาริยมานา วิจริ ฯ รุกฺขเทวตา โคธํ ปุตฺตเก อทิสฺวา กมฺปมานํ โอโลเกตฺวา ขนฺธวิวเร ทิพฺพานุภาเวน ฐตฺวา โคเธ มา กมฺปิ อิมินา ปาปปุริเสน ตว ปุตฺตกา จ ติตฺติโร จ วจฺโฉ จ เธนุ จ มาริตา คีวายํ นํ ฑํสิตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปหีติ สลฺลปนฺตี ปฐมํ คาถมาห

โย เต ปุตฺตเก อขาทิ ทินฺนภตฺโต อทูสเก

ตสฺมึ ทาเฐ นิปาเตหิ มา เต มุญฺจิตฺถ ชีวเตติ ฯ

ตตฺถ ทินฺนภตฺโตติ ภตฺตํ ปจิตฺวา ภุญฺชาติ ตยา ทินฺนภตฺโต ฯ อทูสเกติ นิทฺโทเส นิราปราเธ ฯ ตสฺมึ ทาเฐติ ปาปปุริเส จตสฺโสปิ ทาฐา นิปาเตหีติ อธิปฺปาโย ฯ มา เต มุญฺจิตฺถ ชีวเตติ ชีวนฺโต สชีโว หุตฺวา ตว หตฺถโต เอส ปาปธมฺโม มา มุญฺจิตฺถ โมกฺขํ มา ลภตุ ชีวิตกฺขยํ ปาเปหีติ อตฺโถ ฯ

ตโต โคธา เทฺว คาถา อภาสิ

อากิณฺณลุทฺโธ ปุริโส ธาติโจลํว มกฺขิโต

ปเทสํ ตํ น ปสฺสสามิ ยตฺถ ทาฐํ นิปาตเย ฯ

อกตญฺญุสฺส โปสสฺส นิจฺจํ วิวรทสฺสิโน

สพฺพญฺเจ ปฐวึ ทชฺชา เนว นํ อภิราธเยติ ฯ

ตตฺถ อากิณฺณลุทฺโธติ คาฬฺหลุทฺโธ ฯ วิวรทสฺสิโนติ ฉิทฺทํ โอตารํ ปริเยสนฺตสฺส ฯ เนว นํ อภิราธเยติ เอวรูปํ ปุคฺคลํ สกลปฐวึ ททนฺโตติ โตเสตุํ น สกฺกุเณยฺย กิมงฺค ปนาหํ ภตฺต- มตฺตทายิกาติ ทสฺเสติ ฯ

โคธา เอวํ วตฺวา อยํ ปพุชฺฌิตฺวา มมฺปิ ขาเทยฺยาติ อตฺตโน ชีวิตํ รกฺขมานา ปลายิ ฯ เตปิ ปน สีหพฺยคฺฆา ติตฺติรสฺส สหายกาว ฯ กทาจิ เต อาคนฺตฺวา ติตฺติรํ ปสฺสนฺติ ฯ กทาจิ โส คนฺตฺวา เตสํ ธมฺมํ เทเสตฺวา อาคจฺฉติ ฯ ตสฺมึ ปน ทิวเส สีโห พฺยคฺฆํ อาห สมฺม จิรํ น ทิฏฺโฐ โน ติตฺติโร อชฺช สตฺตฏฺฐทิวสา โหนฺติ คจฺฉ ตาวสฺส ปวตฺตึ ญตฺวา เอหีติ ฯ พฺยคฺโฆ สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา โคธาย ปลายิตกาเล ตํ ฐานํ ปตฺวา ตํ ปาปปุริสํ นิทฺทายนฺตํ ปสฺสิ ฯ ตสฺส ชฏนฺตเร ติตฺติรปณฺฑิตสฺส โลมานิ ปญฺญายนฺติ ฯ เธนุยา จ วจฺฉกสฺส จ อฏฺฐีนิ ปญฺญายนฺติ ฯ พฺยคฺฆราชา ตํ สพฺพํ ทิสฺวา สุวณฺณปญฺชเร ติตฺติรปณฺฑิตํ อทิสฺวา อิมินา ปาปปุริเสเน เต มาริตา ภวิสฺสนฺตีติ ตํ ปาเทน ปหริตฺวา อุฏฺฐาเปสิ ฯ โส ตํ ทิสฺวาว ภีตตสิโตว อโหสิ ฯ อถ นํ พฺยคฺโฆ ตฺวํ เอเต มาเรตฺวา ขาทีติ ปุจฺฉิตฺวา เนว มาเรมิ น ขาทามีติ ปาปธมฺม ตยิ อมาเรนฺเต อญฺโญ โก มาเรสฺสติ กเถหิ อกเถนฺตสฺส เต ชีวิตํ นตฺถีติ ฯ โส มรณภยภีโต อาม สามิ โคธโปตเก จ วจฺฉกญฺจ เธนุญฺจ มาเรตฺวา ขาทึ ติตฺติรํ ปน น มาเรมีติ ฯ โส ตสฺส พหุํ กเถนฺตสฺสาปิ อสทฺทหิตฺวา ตฺวํ กุโต อาคโตสีติ ปุจฺฉิตฺวา สามิ กลิงฺครฏฺฐวาสิกานํ วาณิชกานํ ภณฺฑํ วหนฺโต ชีวิตเหตุ อิทญฺจิทญฺจ กมฺมํ กตฺวา อิทานมฺหิ อิธาคโตติ เตน สพฺพสฺมึ อตฺตนา กตกมฺเม กถิเต ปาปธมฺม ตยิ ติตฺติรํ อมาเรนฺเต อญฺโญ โก มาเรสฺสติ เอหิ สีหสฺส มิครญฺโญ สนฺติกํ ตํ เนสฺสามีติ ตํ ปุรโต กตฺวา ตาเสนฺโต อคมาสิ ฯ สีโห พฺยคฺฆราชานํ ตํ อาเนนฺตํ ทิสฺวา พฺยคฺฆํ ปุจฺฉนฺโต จตุตฺถํ คาถมาห

กินฺนุ สุพาหุ ตรมานรูโป

ปจฺฉาคโตสิ สห มาณเวน

กึ กิจฺจมตฺถํ อิธมตฺถิ ตุยฺหํ

อกฺขาหิ เม ปุจฺฉิโต เอตมตฺถนฺติ ฯ

ตตฺถ สุพาหูติ พฺยคฺฆํ นาเมนาลปติ ฯ พฺยคฺฆสฺส หิ ปุริมกาโย มนาโป โหติ เตน นํ เอวมาห ฯ กึ กิจฺจมตฺถํ อิธมตฺถิ ตุยฺหนฺติ กึ กรณียํ อตฺถสํหิตํ อิมินา มาณเวน อิธ อตฺถิ ฯ ตุยฺหํ กึ กิจฺจมตฺถนฺติ ปาโฐ ฯ อยเมว อตฺโถ ฯ

ตํ สุตฺวา พฺยคฺโฆ ปญฺจมํ คาถมาห

โย เต สขา ททฺทโร สาธุรูโป

ตสฺส วธํ ปริสงฺกามิ อชฺช

ปุริสสฺส กมฺมายตนานิ สุตฺวา

นาหํ สุขึ ททฺทรํ อชฺช มญฺเญติ ฯ

ตตฺถ ททฺทโรติ ติตฺติโร ฯ ตสฺส วธนฺติ ตสฺส ติตฺติรปณฺฑิตสฺส อิมมฺหา ปุริสา อชฺช วธํ ปริสงฺกามิ ฯ นาหํ สุขินฺติ อหํ อชฺช ททฺทรํ สุขึ อาโรคฺยํ น มญฺญามิ ฯ

อถ นํ สีโห ฉฏฺฐมํ คาถมาห

กานิสฺส กมฺมายตนานิ อสฺสุ

ปุริสสฺส วุตฺติสโมธานตาย

กํ วา ปฏิญฺญํ ปุริสสฺส สุตฺวา

ปริสงฺกสิ ททฺทรํ มาณเวนาติ ฯ

ตตฺถ อสฺสูติ อสฺโสสิ ฯ วุตฺติสโมธานตายาติ ชีวิตวุตฺติสโมธานตฺ- ถาย ฯ กานิ นาม อิมินา อตฺตโน กมฺมานิ ตุยฺหํ กถิตานีติ อตฺโถ ฯ มาณเวนาติ กึ สุตฺวา อิมินา มาณเวน มาริตํ ปริสงฺกมสิ ฯ

อถสฺส กเถนฺโต พฺยคฺฆราชา เสสคาถา อภาสิ

จิณฺณา กลิงฺคา จริตา วณิชฺชา

เวตฺตาจโร สงฺกุปโถปิ จิณฺโณ

นเฏหิ จิณฺณํ สห วากุเรหิ

ทณฺเฑน ยุทฺธมฺปิ สมชฺชมชฺเฌ ฯ

พนฺธา กุลิกา มิตมาฬฺหเกน

อกฺขา ฐิตา สญฺญโม อพฺภตีโต

อปฺปหิตํ ปุปฺผกํ อฑฺฒรตฺตํ

หตฺถา ทฑฺฒา ปิณฺฑปฏิคฺคเหน ฯ

ตานิสฺส กมฺมายตนานิ อสฺสุ

ปุริสสฺส วุตฺติสโมธานตาย

ยถา อยํ ทิสฺสติ โลมปิณฺโฑ

คาโว หตา กึ ปน ททฺทรสฺสาติ ฯ

ตตฺถ จิณฺณา กลิงฺคาติ วาณิชกานํ ภณฺฑํ วหนฺเตน กิร เตน กลิงฺครฏฺเฐ จิณฺณา จริตา วณิชฺชาปิ เตน กตา ฯ เวตฺตาจโรติ เวตฺเตหิ สญฺจริตพฺโพ ฯ สงฺกุปโถปิ จิณฺโณติ ขาณุกมคฺโคปิ วลญฺชิโต ฯ นเฏหีติ ชีวิตเหตุเยว นเฏหิปิ สทฺธึ ฯ จิณฺณํ สห วากุเรหีติ วากุเร วหนฺเตน วากุราหิปิ สทฺธึ จริตํ ฯ ทณฺเฑน ยุทฺธนฺติ ทณฺฑยุทฺธมฺปิ กิร เตน ยุชฺฌิตํ ฯ พนฺธา กุลิกาติ สกุณิกาปิ กิร เตน พนฺธา ฯ มิตมาฬฺหเกนาติ ธญฺญมาปกมฺปิ กิร เตน กตํ ฯ อกฺขา ฐิตาติ อกฺขธุตฺตานํ เวยฺยาวจฺจํ กโรนฺเตน อกฺขาปิ ฐปิตา ฯ สญฺญโม อพฺภตีโตติ ชีวิตวุตฺตึ นิสฺสาย ปพฺพชนฺเตน สีลสญฺญโม อติกฺกนฺโต ฯ อปฺปหิตนฺติ ฐปิตํ อปฺปคฺฆรณํ กตํ ฯ ปุปฺผกนฺติ โลหิตํ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ อิมินา กิร ชีวิตํ นิสฺสาย ราชาปราธิกานํ หตฺถปาเท ฉินฺทิตฺวา เต อาเนตฺวา สาลายํ นิปชฺชาเปตฺวา วณมุเขหิ ปคฺฆรนฺตํ โลหิตํ อฑฺฒรตฺติสมเย ตตฺถ คนฺตฺวา กณฺฑกธูมํ นาม ทตฺวา ฐปิตนฺติ ฯ หตฺถา ทฑฺฒาติ อาชีวกปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตกาเล อุณฺหปิณฺฑปฏิคฺคหเณน หตฺถาปิ กิรสฺส ทฑฺฒา ฯ ตานิสฺส กมฺมา- ยตนานีติ ตานิ อสฺส กมฺมายตนานิ ฯ อสฺสูติ อสฺโสสึ ฯ ยถา อยนฺติ ยถา เอส เอตสฺส ชฏนฺตเร ติตฺติรโลมปิณฺโฑปิ ทิสฺสติ อิมินา การเณน เวทิตพฺพเมตํ เอเตเนว โส มาริโตติ ฯ คาโว หตา กึ ปน ททฺทรสฺสาติ คาโวปิ เอเตน หตา ททฺทรสฺส ปน กึ น มาริตพฺพมตฺถิ ตสฺมา เอส ตํ มาเรสฺสตีติ ฯ

สีโหปิ ตํ ปุริสํ ปุจฺฉิ มาริโต เต ติตฺติรปณฺฑิโตติ ฯ อาม สามีติ ฯ อถสฺส สจฺจวจนํ สุตฺวา สีโห ตํ วิสฺสชฺเชตุกาโม อโหสิ ฯ พฺยคฺฆราชา ปน มาเรตพฺพยุตฺตโก เอส ปาโปติ วตฺวา ตตฺเถว นํ ทาฐาหิ ปหริตฺวา มาเรตฺวา อาวาฏํ ขนิตฺวา ปกฺขิปิ ฯ มาณวา อาคนฺตฺวา ติตฺติรปณฺฑิตํ อทิสฺวา โรทิตฺวา ปริเทวิตฺวา นิวตฺตึสุ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขเว เทวทตฺโต ปุพฺเพปิ มยฺหํ วธาย ปริสกฺกีติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ชฏิโล เทวทตฺโต อโหสิ โคธา กิสาโคตมี พฺยคฺโฆ โมคฺคลฺลาโน สีโห สารีปุตฺโต ทิสาปาโมกฺโข อาจริโย กสฺสโป ติตฺติรปณฺฑิโต อหเมวาติ ฯ

ติตฺติรชาตกํ ทฺวาทสมํ ฯ

นวกนิปาตวณฺณนา สมตฺตา ฯ

@เชิงอรรถ:

@*** หน้านี้ไม่มีข้อมูล ***

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๓๗. ปูติมังสชาดกชาดกถัดไป๔๓๙. จตุทวารชาดก