ทัททรชาดก
ว่าด้วยคนอกตัญญู ไม่รู้จักบุญคุณคนอื่น
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๓๑๐ · บรรทัด ๕๔๑๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ทรงปรารภ การที่พระเทวทัตพยายามจะปลงพระชนม์พระองค์ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า โย เต ปุตฺตเก ดังนี้.
ความย่อมีว่า สมัยนั้นภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภาว่าดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตไม่มีความละอาย ไม่ใช่คนดี คบกับพระเจ้าอชาตศัตรู ทำอุบายเพื่อปลงพระชนม์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณสูงสุด โดยวิธีประกอบนายขมังธนู กลิ้งก้อนศิลา และปล่อยช้างนาฬาคิรี พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่พระเทวทัตพยายามฆ่าเรา แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็ได้พยายามฆ่าเราเหมือนกัน ดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี อาจารย์ทิศาปาโมกข์คนหนึ่ง สอนศิลปะแก่มาณพห้าร้อยคนในพระนครพาราณสี วันหนึ่งคิดว่า เราอยู่ในที่นี้มีความกังวล แม้มาณพทั้งหลายก็จะไม่สำเร็จการศึกษา เราจะเข้าป่าเขตถิ่นหิมพานต์ อยู่ในที่นั้น บอกศิลปะ. อาจารย์ทิศาปาโมกข์นั้น บอกแก่พวกมาณพ แล้วให้ขนงา ข้าวสาร น้ำมัน และผ้าเป็นต้น เข้าป่าให้สร้างบรรณศาลาอยู่ในที่ไม่ไกลจากหนทาง แม้พวกมาณพก็สร้างบรรณศาลาของตน ๆ พวกญาติของมาณพทั้งหลายต่างก็ส่งน้ำมันและข้าวสารเป็นต้น แม้ชาวแว่นแคว้นก็พูดว่า ได้ยินว่าอาจารย์ทิศาปาโมกข์อยู่ในป่าแห่งโน้น ให้มาณพเรียนศิลปะ ดังนี้ ต่างก็นำข้าวสารเป็นต้นไปให้ แม้ผู้ที่เดินทางกันดารก็นำไปให้ บุรุษคนหนึ่ง ได้ให้แม่โคนมพร้อมด้วยลูกโค เพื่อประโยชน์ที่อาจารย์ทิศาปาโมกข์จะได้ดื่มน้ำมันณ ที่ใกล้บรรณศาลาของอาจารย์ มีเหี้ยตัวหนึ่งอยู่กับลูกอ่อนสองตัวแม้ราชสีห์และเสือโคร่ง ก็มาสู่ที่บำรุงอาจารย์นั้น นกกระทาตัวหนึ่งได้มาอยู่ ณ ที่นั้นเป็นประจำ นกกระทาตัวนั้นได้ยินเสียงอาจารย์กำลังบอกมนต์แก่มาณพทั้งหลาย จึงเรียนเวทย์ได้ทั้งสาม มาณพทั้งหลายก็ได้คุ้นเคยกับนกกระทานั้น
ต่อมา เมื่อมาณพทั้งหลายยังไม่ทันสำเร็จการศึกษา อาจารย์ได้ทำกาละเสียแล้ว พวกมาณพช่วยกันเผาศพอาจารย์แล้ว ก่อพระสถูปด้วยทราย เอาดอกไม้ต่าง ๆ มาบูชาแล้ว ร้องไห้คร่ำครวญอยู่. ลำดับนั้นนกกระทาถามมาณพเหล่านั้นว่า พวกท่านร้องไห้ทำไม พวกมาณพกล่าวว่า พวกเรายังไม่สำเร็จการศึกษา อาจารย์ก็มาตายเสีย ฉะนั้นพวกเราจึงร้องไห้ นกกระทากล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นพวกท่านอย่าเสียใจเลยเราจะบอกศิลปะแก่พวกท่าน มาณพทั้งหลายถามว่า ท่านรู้ได้อย่างไรนกกระทำตอบว่า เมื่ออาจารย์กำลังบอกแก่พวกท่าน เราได้ฟังแล้วได้ทำไตรเพทให้คล่องแคล่ว มาณพทั้งหลายกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงให้พวกเรารู้ความที่ตนเป็นผู้คล่องแคล่วเถิด นกกระทากล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านคอยฟัง แล้วได้สวดไตรเพทที่มาณพเหล่านั้นฟั่นเฝือประดุจจะบินถลามาจากยอดภูเขาลงสู่แม่น้ำฉะนั้น มาณพทั้งหลายต่างก็ร่าเริงยินดี เริ่มเรียนศิลปะในสำนักนกกระทำผู้เป็นบัณฑิต แม้นกกระทาก็ได้ดำรงอยู่ในตำแหน่งอาจารย์ทิศาปาโมกข์ บอกศิลปะแก่มาณพเหล่านั้น พวกมาณพได้กระทำกรงทองแก่นกกระทา ดาษเพดานเบื้องบน นำน้ำผึ้งและข้าวตอกเป็นต้น ใส่จานทองให้นกกระทาบูชาด้วยดอกไม้นานาชนิด กระทำสักการะเป็นการใหญ่ ข่าวนกกระทาบอกมนต์แก่มาณพห้าร้อยในป่า ได้แพร่สะพัดไปทั่วชมพูทวีป.
ครั้งนั้น ประชาชนในชมพูทวีปได้ป่าวร้องกันเล่นมหรสพเป็นการใหญ่ เหมือนมหรสพที่เล่นบนยอดภูเขา มารดาบิดาของมาณพทั้งหลายได้ฟังข่าวไปถึงบุตรว่า จงมาดูงานมหรสพ มาณพทั้งหลายบอกลานกกระทาแล้ว ช่วยกันปิดบังนกกระทาผู้เป็นบัณทิต เหี้ย และสัตว์ทั้งหมดตลอดจนอาศรมไม่ให้ใครรู้เห็น แล้วไปสู่เมืองของตน ๆในกาลนั้นดาบสชั่วร้ายไม่มีความกรุณาคนหนึ่ง ท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆมาถึงที่นั้น เหี้ยเห็นดาบสนั้นก็กระทำการต้อนรับ กล่าวว่า ข้าวสารมีอยู่ที่โน้น น้ำมันเป็นต้นอยู่ที่โน้น ท่านจงหุงภัตรฉันเถิด ดังนี้แล้วก็ไปเพื่อหาอาหาร ดาบสหุงภัตรแต่เช้าทีเดียว ฆ่าลูกเหี้ยสองตัวทำเป็นกับข้าวบริโภค ตอนกลางวันฆ่านกกระทาผู้เป็นบัณฑิตและลูกโคกินตอนเย็นเห็นแม่โคเดินมาก็ฆ่าแม่โคนั้นเสีย กินเนื้อแล้วไปนอนหลับกรนอยู่ที่โคนต้นไม้ เหี้ยมาในเวลาเย็นไม่เห็นลูกน้อยทั้งสอง ก็เที่ยววิ่งหาอยู่ รุกขเทวดาแลดูเหี้ยผู้ไม่พบลูกน้อย มีกายหวั่นไหวอยู่ จึงแสดงกายให้ปรากฏที่โพรงไม้ ด้วยทิพยานุภาพ แล้วกล่าวว่า แน่ะเหี้ยเจ้าอย่าหวั่นไหวไปเลย ลูกน้อยของเจ้า นกกระทา ลูกโค และแม่โคถูกคนชั่วนี้ฆ่าแล้ว เจ้าจงกัดคอมันให้ตาย ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่ ๑ว่า :-
ผู้ใด เจ้าให้ข้าวมันหุงกิน มันเลยกิน ลูกทั้งสองของเจ้าผู้ไม่มีความผิด เจ้าจงวาง เขี้ยวลงบนผู้นั้น อย่าปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่ต่อ ไปเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทินฺนภตฺโต คือผู้ที่เจ้าให้ภัตรด้วยกล่าวว่า ท่านจงหุงภัตรฉันเถิด ดังนี้. บทว่า อทูสเก ได้แก่ผู้ไม่มีโทษ คือปราศจากความผิด. บทว่า ตสฺมึ ทาเ อธิบายว่าเจ้าจงวางเขี้ยวทั้งสี่ลงบนคนชั่ว. บทว่า มา เต มุญฺจิตฺถ ชีวเตความว่า ท่านอย่าปล่อยคนใจชั่วนั้นพ้นไปจากเงื้อมมือให้มันเป็นอยู่ คือให้มีชีวิตอยู่ต่อไปเลย อธิบายว่า มันจงอย่าได้พ้น ท่านจงให้มันถึงความสิ้นชีวิตไปเสีย.
ลำดับนั้น เหี้ยได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :บุรุษผู้เกลือกกลั้วด้วยความหยาบ ผู้ ลบหลู่ท่อนผ้าที่ตนนุ่งอยู่ เราไม่ขอเห็นมันเลย เราจะพึงให้เขี้ยวตกไปในบุรุษไรเล่า ? อันคนอกตัญญู มักคอยหาโอกาสอยู่ เป็นนิตย์ ถึงจะให้สมบัติทั้งแผ่นดิน ก็ไม่พึง ทำให้มันชื่นชมยินดีได้เลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อากิณฺณลุทฺโธ ได้แก่ ผู้มีความหยาบช้าร้ายแรง. บทว่า วิวรทสฺสิโน ได้แก่ ผู้แสวงหาช่อง คือโทษ. ด้วยบทว่า เนว นํ อภิราธเย เหี้ยแสดงไว้ว่า ถึงจะให้สมบัติทั้งแผ่นดินก็ไม่สามารถจะให้บุคคลเห็นปานนี้ยินดีได้เลย จะป่วยกล่าวไปใยถึงเราที่ให้เพียงภัตตาหาร.
เหี้ยกล่าวอย่างนี้แล้ว คิดว่า บุรุษนี้ตื่นขึ้นคงกินเรา เมื่อจะรักษาชีวิตของตน จึงได้หนีไป แม้ราชสีห์และเสือโคร่งก็เป็นเพื่อนของนกกระทา บางครั้งสัตว์เหล่านั้นก็พากัน มาเยี่ยมนกกระทา บางครั้งนกกระทานั้นก็ไปแสดงธรรมแก่สัตว์ทั้งสองแล้วกลับมา ก็ในวันนั้นราชสีห์กล่าวกะเสือโคร่งว่า แน่ะเพื่อน เราไม่ได้ไปเยี่ยมนกกระทานาน ถึงวันนี้ก็เจ็ดแปดวันแล้ว ท่านจงไปฟังข่าวของนกระทานั้นก่อนแล้วจงมา เสือโคร่งรับคำว่า ดีแล้ว ไปถึงที่นั้นในเวลาที่เหี้ยหนีไปแล้ว เห็นบุรุษชั่วนั้นหลับอยู่ ขนของนกกระทาผู้เป็นบัณฑิตยังติดอยู่ในระหว่างชฎาของบุรุษนั้น กระดูกแม่โคและลูกโคก็ยังปรากฏอยู่พระยาเสือโคร่งเห็นเหตุการณ์นั้นทั้งหมด ไม่เห็นนกกระทาบัณฑิตในกรงทอง คิดว่า บุรุษชั่วนี้คงฆ่าสัตว์เหล่านั้น จงได้ถีบบุรุษชั่วนั้นให้ลุกขึ้น ดาบสชั่วเห็นดังนั้นแล้ว มีความสะดุ้งกลัวเป็นอย่างยิ่ง ลำดับนั้นเสือโคร่งถามดาบสชั่วนั้นว่า ท่านฆ่าสัตว์เหล่านี้กินหรือ ? เมื่อได้รับคำตอบว่า เราไม่ได้ฆ่า เราไม่ได้เคี้ยวกิน ดังนี้ จึงกล่าวว่า แน่ะคนลามก เมื่อท่านไม่ฆ่า คนอื่นใครเล่าจักฆ่า จงบอกมาเถิด เมื่อไม่บอก ท่านต้องตาย ดาบสนั้นกลัวมรณภัย จึงกล่าวว่า ถูกแล้วนายเราฆ่าลูกเหี้ย ลูกโคและแม่โคกินแล้ว แต่ไม่ได้ฆ่านกกระทา ถึงดาบสนั้นจะพูดอยู่มากมาย เสือโคร่งก็ไม่เชื่อ จึงถามว่า ท่านมาแต่ไหน ? เมื่อดาบสนั้นบอกกรรมที่ตนทำทั้งหมดว่า ข้าแต่นาย ฉันนำสินค้าของพวกพ่อค้าชาวกลิงครัฐ ไปทำงานอย่างนี้บ้าง อย่างนั้นบ้าง เพื่อเลี้ยงชีพ บัดนี้มาถึงที่นี้ ดังนี้ จึงกล่าวว่า คนลามก เมื่อท่านไม่ฆ่านกกระทา คนอื่นใครเล่าจักฆ่า มาเถิด เราจักนำท่านไปสู่สำนักของราชสีห์ผู้เป็นพระยาเนื้อ แล้วให้ดาบสนั้นเดินหน้า เดินไปพลางขู่ไปพลาง.
พระยาราชสีห์เห็นพระยาเสือโคร่งนำดาบสนั้นมา เมื่อจะถามพระยาเสือโคร่ง ได้กล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
ดูก่อนเสือโคร่ง ชื่อว่า สุพาหุ เพราะ เหตุไรหนอ ท่านจงรีบด่วนกลับมาพร้อมกับ มาณพ กิจที่เป็นประโยชน์ของท่านมีอยู่ในที่นี้ หรือ เราขอถามถึงกิจอันเป็นประโยชน์นั้น ? ขอท่านจงบอกแก่เรา.
ในคาถานั้น พระยาราชสีห์ทักทายพระยาเสือโคร่ง โดยชื่อว่าดูก่อนเสือโคร่ง ชื่อว่า สุพาหุ เพราะกายส่วนข้างหน้าของพระยาเสือโคร่งเป็นที่พอใจ ฉะนั้น พระยาราชสีห์จึงกล่าวอย่างนั้น กะพระยาเสือโครงนั้น. บทว่า กึ กิจฺจมตฺถิ อิธมตฺถิ ตุยฺหํ ความว่า กรณียกิจที่ประกอบด้วยประโยชน์มีอยู่กับมาณพนี้ ในที่นี้หรือ ? ปาฐะว่า ตุยฺหํ กึ กิจฺจมตฺถํ เนื้อความก็อย่างนี้เหมือนกัน.
พระยาเสือโคร่งได้ฟังดังนั้น ได้กล่าวคาถาที่ ๕ ว่า:นกกระทาใด ผู้มีรูปงาม ซึ่งเป็นสหาย ของท่าน เราสงสัยว่า นกกระทานั้นจะถูกฆ่า เสียแล้วในวันนี้ เราได้ฟังเหตุทั้งหลายที่ต่อ เนื่องด้วยการกระทำของบุรุษนี้ จึงมิได้สำคัญ ว่า นกกระทาจะมีความสุขในวันนี้.
นกกระทำ ชื่อว่า ททฺทโร ในคาถานั้น. บทว่า ตสฺส วธํ ความว่า เราสงสัยว่า นกกระทาผู้เป็นบัณฑิตนั้นจะถูกบุรุษนี้ฆ่าในวันนี้. บทว่า นาหํ สุขึ ความว่า เรามิได้สำคัญว่า นกกระทาจะมีความสุข คือไม่มีโรค ในวันนี้.
พระยาราชสีห์เมื่อจะถามพระยาเสือโคร่ง ได้กล่าวคาถาที่ ๖ว่า :-
ในการดำรงชีพของบุรุษนี้ ท่านได้ฟัง เหตุการณ์อะไรที่ต่อเนื่องด้วยการกระทำของ เขา หรือท่านได้ฟังคำปฏิญาณอะไรของบุรุษนี้ ? จึงสงสัยว่า นกกระทาถูกมาณพนี้ฆ่าเสียแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺสุ เท่ากับ อสฺโสสิ แปลว่าได้ฟังแล้ว. บทว่า วุตฺติสโมธานตาย คือในความประพฤติเลี้ยงชีพอธิบายว่า บุรุษนี้ ได้บอกการงานอะไรของตนแก่ท่าน. บทว่า มาณเวนความว่า ท่านได้ฟังคำปฏิญาณอะไร จึงสงสัยว่า นกกระทาถูกมาณพนี้ฆ่าเสียแล้ว.
ลำดับนั้น พระยาเสือโคร่ง เมื่อจะกล่าวแก่พระยาราชสีห์ ได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :-
การค้าขายอันเป็นของชาวกลิงครัฐ บุรุษ นี้ก็ได้สั่งสมประพฤติมาแล้ว แม้หนทางที่มี หลังตอควรรังเกียจ บุรุษนี้ก็ได้ประพฤติเที่ยว ไปด้วยการรับจ้าง การฟ้อนรำขับร้องกับคน ฟ้อนทั้งหลาย บุรุษนี้ก็ได้ประพฤติมาถึงการรบ กันด้วยท่อนไม้ในท่ามกลางมหรสพ บุรุษนี้ ก็ได้เคยประพฤติมา. นกทั้งหลาย บุรุษนี้ก็ได้ดักมาแล้ว การ ตวงข้าวเปลือกด้วยเครื่องตวง บุรุษนี้ก็ได้ตวง มาแล้ว การเล่นสกา บุรุษนี้ก็ได้ตั้งให้นักเลง สกาเล่นกัน ความสำรวมระวัง บุรุษนี้ก็ก้าว ล่วงเสีย เลือดที่ไหลออกมาตั้งครึ่งคืน บุรุษนี้ ก็คัดให้หยุดได้ มือทั้งสองของบุรุษนี้มีความ ร้อนในเวลารับก้อนข้าว. เราได้ฟังเหตุทั้งหลาย อันเกี่ยวเนื่องด้วย การกระทำของบุรุษนี้ ในการดำรงชีพของบุรุษ นี้ ดังนี้ กลุ่มขนนกกระทายังปรากฏอยู่ที่ชฎา ของบุรุษนี้ วัวทั้งหลาย บุรุษนี้ก็ได้ฆ่ากินแล้ว ไฉนจะไม่ฆ่านกกระทากินเล่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิณฺณา กลิงฺคา ความว่า ได้ยินว่าแม้การค้าขายในกลิงครัฐ เขาผู้ขนสินค้าของพวกพ่อค้าไปอยู่ ได้สั่งสมประพฤติมาแล้ว คือกระทำมาแล้ว. บทว่า เวตฺตาจโร คือพึงเที่ยวไปด้วยการรับจ้าง. บทว่า สงฺกุปโถปิ จิณฺโณ คือแม้หนทางที่มีหลักตอ เขาก็ได้ใช้มาแล้ว. บทว่า นเฏหิ คือร่วมกับคนฟ้อนทั้งหลายเพื่อเลี้ยงชีพ. บทว่า จิณฺณํ สห วากุเรหิ ความว่า การขับร้องกับนักขับร้องทั้งหลาย อันเขาผู้นำพวกนักขับร้องไปอยู่ ได้ประพฤติมาแล้วบทว่า ทณฺเฑน ยุทฺธํ ความว่า ได้ยินว่า ถึงการรบกันด้วยท่อนไม้เขาก็เคยรบมาแล้ว. บทว่า พนฺธา กุลิกา ความว่า ได้ยินว่า แม้นกทั้งหลาย เขาก็เคยดักมาแล้ว. บทว่า มิตมาฬฺหเกน ความว่า นัยว่าแม้การตวงข้าวเปลือก เขาก็เคยกระทำมาแล้ว. บทว่า. อกฺขา ิตาความว่า แม้การเล่นสกา เขาก็ได้ตั้งให้นักเลงสกาเล่นกัน. บทว่า สญฺโม อพฺภตีโต ความว่า การสำรวมระวังในศีล อันเขาผู้บวชอาศัยเลี้ยงชีพ ก้าวล่วงเสียแล้ว. บทว่า อปฺปหิตํ ได้แก่ คัดไว้แล้วคือกระทำไม่ให้ไหลออก.
โลหิต ชื่อว่า ปุปผกะ.
ข้อนี้มีอธิบายว่า ได้ยินว่า บุรุษนี้ ตัดมือและเท้าของพวกที่มีความผิดต่อพระราชา อาศัยเลี้ยงชีวิต แล้วนำคนเหล่านั้นมาให้นอนอยู่ที่ศาลา พอเวลาเที่ยงคืนจึงไปที่ศาลานั้น แล้วใส่ยาชื่อกัณฑกธูมะคัดเลือกที่ไหลออกให้หยุดได้. บทว่า หตฺถา ทฑฺฒา ความว่า ได้ยินว่าในเวลาที่เขาบวชเป็นอาชีวก แม้มือทั้งสองของเขาก็ร้อน เพราะรับก้อนข้าวที่ร้อน. บทว่า ตานิสฺส กมฺมายตนานิ ได้แก่ เหตุเหล่านั้นที่ต่อเนื่องด้วยการกระทำของเขา. บทว่า อสฺสุ เท่ากับ อสฺโสสึ แปลว่า ได้ฟังแล้ว. บทว่า ยถา อยํ ความว่า แม้กลุ่มขนนกกระทานั้นยังปรากฏอยู่ในระหว่างชฎาของบุรุษนั้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงทราบข้อนั้นว่า บุรุษนี้แหละฆ่านกกระทานั้น. บทว่า คาโว หตา กึ ปน ททฺทรสฺส ความว่า แม้โคทั้งหลาย บุรุษนี้ก็ได้ฆ่าแล้ว การที่นกกระทาจะไม่ถูกบุรุษนี้ฆ่าจะมีได้อย่างไร เพราะฉะนั้น บุรุษนี้ต้องฆ่านกกระทาแน่.
ราชสีห์ถามบุรุษนั้นว่า ท่านฆ่านกกระทาบัณฑิตหรือ ? บุรุษตอบว่า ถูกแล้วท่าน ราชสีห์ได้ฟังดาบสนั้นรับตามจริง ก็อยากจะปล่อยดาบสนั้นไป แต่พระยาเสือโคร่งกล่าวว่า คนเลวเช่นนี้ ควรให้ตายเสีย แล้วก็เข้ากัดดาบสนั้นด้วยเขี้ยวให้ตาย แล้วขุดหลุมฝังไว้ในที่นั้นเอง มาณพทั้งหลายมาไม่เห็นนกกระทาบัณฑิต ก็พากันร้องไห้คร่ำครวญกลับไป.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อนพระเทวทัตก็พยายามฆ่าเราอย่างนี้ดังนี้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า ชฎิล คือดาบสลามกในกาลนั้น ได้มาเป็นพระเทวทัตในบัดนี้ นางเหี้ยได้มาเป็นนางกีสาโคตมี เสือโคร่งได้มาเป็นพระโมคคัลลานะ ราชสีห์ได้มาเป็นพระสารีบุตร อาจารย์ทิศาปาโมกข์ได้มาเป็นพระกัสสปะ นกกระทาบัณฑิตได้มาเป็นเราตถาคตฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาติตติรชาดกที่ ๑๒ รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. คิชฌชาดก ๒. โกสัมพิยชาดก ๓. มหาสวราชชาดก๔. จุลลสุวกราชชาดก ๕. หริตจชาดก ๖. ปทกุสลมาณวชาดก๗. โลมสกัสสปชาดก ๘. จักกวากชาดก ๙. หลิททราคชาดก๑๐. มุคคชาดก ๑๑. ปูติมังสชาดก ๑๒. ทัททรชาดก.
จบ นวกนิบาต ทสกนิบาตชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๗๔๔–๗๕๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
นวกนิบาตชาดก ๕๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Tittirajātakaṃ
yo te puttaketi idaṃ satthā gijjhakūṭe viharanto devadattassa vadhāya parisakkanaṃ ārabbha kathesi.
Tasmiṃ hi samaye dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso devadatto nillajjo anariyo evaṃ uttamaguṇadharassa sammāsambuddhassa ajātasattunā saddhiṃ ekato hutvā dhanuggahappayojanasilāpavijjhana- nāḷāgirivissajjanehi vadhāya upāyaṃ karotīti. Satthā āgantvā kāya nuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva pubbepi devadatto mayhaṃ vadhāya parisakkīti vatvā atītaṃ āhari
atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente eko disāpāmokkho ācariyo bārāṇasiyaṃ pañcasatānaṃ māṇavakānaṃ sippaṃ vācento ekadivasaṃ cintesi mayhaṃ idheva vasantassa palibodho hoti māṇavakānampi sippaṃ na niṭṭhāti himavantappadese araññāyatane pavisitvā tattha vasanto sippaṃ vācessāmīti. So māṇavakānaṃ kathetvā tilataṇḍulatelavatthādīni gāhāpetvā araññaṃ pavisitvā maggato avidūre ṭhāne paṇṇasālaṃ kārāpetvā nivāsaṃ kappesi. Māṇavāpi attano attano paṇṇasālaṃ kariṃsu. Māṇavānaṃ ñātakā telataṇḍulādīni pesenti. Raṭṭhavāsinopi disāpāmokkho ācariyo kira araññe asukaṭṭhāne vasanto sippaṃ uggaṇhāpetīti Tassa taṇḍulādīni abhiharanti kantāraṃ paṭipannāpi denti. Aññataro puriso khīrapānatthāya savacchaṃ dhenumpi adāsi. Ācariyassa pana paṇṇasālāya santike dvīhi potakehi saddhiṃ ekā godhā vasati. Sīhabyagghāpissa upaṭṭhānaṃ āgacchanti. Eko tittiropi tattha nibaddhavāso ahosi. So ācariyassa māṇavānaṃ mante vācentassa saddaṃ sutvā tayopi vede uggaṇhi. Māṇavā tena saddhiṃ ativissāsikā ahesuṃ. Aparabhāge māṇavesu nipphattiṃ appattesuyeva ācariyo kālamakāsi. Māṇavā tassa sarīraṃ jhāpetvā vālukāya thūpaṃ katvā nānāpupphehi pūjetvā rodanti paridevanti. Atha ne tittiro kasmā rodathāti āha. Ācariyo no sippe aniṭṭhiteyeva kālaṃ kato tasmā rodāmāti. Evaṃ sante mā cintayittha ahaṃ vo sippaṃ vācessāmīti. Tvaṃ kathaṃ jānāsīti. Ahaṃ ācariye tumhākaṃ vācente sutvāva tayo vede paguṇe akāsinti. Tenahi attano paguṇabhāvaṃ amhe jānāpehīti. Tittiro tenahi suṇāthāti tesaṃ gaṇṭhigaṇṭhiṭhānameva pabbatamatthakā nadiṃ otaranto viya osāresi. Māṇavā haṭṭhatuṭṭhā hutvā tittirapaṇḍitassa santike sippaṃ paṭṭhapesuṃ. Sopi disāpāmokkhācariyassa ṭhāne ṭhatvā tesaṃ sippaṃ vācesi. Māṇavā tassa suvaṇṇapañjaraṃ katvā upari vitānaṃ bandhitvā suvaṇṇataṭṭake madhulājādīni upasaṃharantā nānāvaṇṇehi pupphehi pūjentā mahantaṃ sakkāraṃ kariṃsu. Tittiro hi araññāyatane pañcasate māṇave mante vācetīti sakalajambudīpe pākaṭo ahosi. Tadā jambudīpe giraggasamajjasadisaṃ mahantaṃ chaṇaṃ ghosayiṃsu. Māṇavānaṃ mātāpitaro chaṇadassanatthāya āgacchantūti pesesuṃ. Māṇavā tittirassa ārocetvā tittirapaṇḍitaṃ sabbañca assamapadaṃ godhaṃ paṭicchādetvā attano attano nagarameva āgamiṃsu. Tadā eko nikkāruṇiko duṭṭhatāpaso tattha tattha vicaranto taṃ ṭhānaṃ sampāpuṇi. Godhā taṃ disvā paṭisanthāraṃ katvā asukaṭṭhāne taṇḍulā asukaṭṭhāne telādīni atthi bhattaṃ pacitvā bhuñjāhīti vatvā gocaratthāya gatā. Tāpaso pātova bhattaṃ pacitvā dve godhaputtake māretvā rasaṃ katvā bhuñji. Divā tittirapaṇḍitañca vacchakañca māretvā khādi. Sāyaṃ dhenuṃ āgataṃ disvā tampi māretvā maṃsaṃ khāditvā rukkhamūle nipajjitvā ghuraghurāyanto niddaṃ okkami. Godhā sāyaṃ āgantvā puttake apassantī upadhāriyamānā vicari. Rukkhadevatā godhaṃ puttake adisvā kampamānaṃ oloketvā khandhavivare dibbānubhāvena ṭhatvā godhe mā kampi iminā pāpapurisena tava puttakā ca tittiro ca vaccho ca dhenu ca māritā gīvāyaṃ naṃ ḍaṃsitvā jīvitakkhayaṃ pāpehīti sallapantī paṭhamaṃ gāthamāha
yo te puttake akhādi dinnabhatto adūsake
tasmiṃ dāṭhe nipātehi mā te muñcittha jīvateti.
Tattha dinnabhattoti bhattaṃ pacitvā bhuñjāti tayā dinnabhatto. Adūsaketi niddose nirāparādhe. Tasmiṃ dāṭheti pāpapurise catassopi dāṭhā nipātehīti adhippāyo. Mā te muñcittha jīvateti jīvanto Sajīvo hutvā tava hatthato esa pāpadhammo mā muñcittha mokkhaṃ mā labhatu jīvitakkhayaṃ pāpehīti attho.
Tato godhā dve gāthā abhāsi
ākiṇṇaluddho puriso dhāticolaṃva makkhito
padesaṃ taṃ na passasāmi yattha dāṭhaṃ nipātaye.
Akataññussa posassa niccaṃ vivaradassino
sabbañce paṭhaviṃ dajjā neva naṃ abhirādhayeti.
Tattha ākiṇṇaluddhoti gāḷhaluddho. Vivaradassinoti chiddaṃ otāraṃ pariyesantassa. Neva naṃ abhirādhayeti evarūpaṃ puggalaṃ sakalapaṭhaviṃ dadantoti tosetuṃ na sakkuṇeyya kimaṅga panāhaṃ bhatta- mattadāyikāti dasseti.
Godhā evaṃ vatvā ayaṃ pabujjhitvā mampi khādeyyāti attano jīvitaṃ rakkhamānā palāyi. Tepi pana sīhabyagghā tittirassa sahāyakāva. Kadāci te āgantvā tittiraṃ passanti. Kadāci so gantvā tesaṃ dhammaṃ desetvā āgacchati. Tasmiṃ pana divase sīho byagghaṃ āha samma ciraṃ na diṭṭho no tittiro ajja sattaṭṭhadivasā honti gaccha tāvassa pavattiṃ ñatvā ehīti. Byaggho sādhūti sampaṭicchitvā godhāya palāyitakāle taṃ ṭhānaṃ patvā taṃ pāpapurisaṃ niddāyantaṃ passi. Tassa jaṭantare tittirapaṇḍitassa lomāni paññāyanti. Dhenuyā ca vacchakassa ca aṭṭhīni paññāyanti. Byaggharājā taṃ sabbaṃ disvā suvaṇṇapañjare tittirapaṇḍitaṃ adisvā Iminā pāpapurisene te māritā bhavissantīti taṃ pādena paharitvā uṭṭhāpesi. So taṃ disvāva bhītatasitova ahosi. Atha naṃ byaggho tvaṃ ete māretvā khādīti pucchitvā neva māremi na khādāmīti pāpadhamma tayi amārente añño ko māressati kathehi akathentassa te jīvitaṃ natthīti. So maraṇabhayabhīto āma sāmi godhapotake ca vacchakañca dhenuñca māretvā khādiṃ tittiraṃ pana na māremīti. So tassa bahuṃ kathentassāpi asaddahitvā tvaṃ kuto āgatosīti pucchitvā sāmi kaliṅgaraṭṭhavāsikānaṃ vāṇijakānaṃ bhaṇḍaṃ vahanto jīvitahetu idañcidañca kammaṃ katvā idānamhi idhāgatoti tena sabbasmiṃ attanā katakamme kathite pāpadhamma tayi tittiraṃ amārente añño ko māressati ehi sīhassa migarañño santikaṃ taṃ nessāmīti taṃ purato katvā tāsento agamāsi. Sīho byaggharājānaṃ taṃ ānentaṃ disvā byagghaṃ pucchanto catutthaṃ gāthamāha
kinnu subāhu taramānarūpo
pacchāgatosi saha māṇavena
kiṃ kiccamatthaṃ idhamatthi tuyhaṃ
akkhāhi me pucchito etamatthanti.
Tattha subāhūti byagghaṃ nāmenālapati. Byagghassa hi purimakāyo manāpo hoti tena naṃ evamāha. Kiṃ kiccamatthaṃ idhamatthi tuyhanti kiṃ karaṇīyaṃ atthasaṃhitaṃ iminā māṇavena idha atthi. Tuyhaṃ kiṃ kiccamatthanti pāṭho. Ayameva attho.
Taṃ sutvā byaggho pañcamaṃ gāthamāha
yo te sakhā daddaro sādhurūpo
tassa vadhaṃ parisaṅkāmi ajja
purisassa kammāyatanāni sutvā
nāhaṃ sukhiṃ daddaraṃ ajja maññeti.
Tattha daddaroti tittiro. Tassa vadhanti tassa tittirapaṇḍitassa imamhā purisā ajja vadhaṃ parisaṅkāmi. Nāhaṃ sukhinti ahaṃ ajja daddaraṃ sukhiṃ ārogyaṃ na maññāmi.
Atha naṃ sīho chaṭṭhamaṃ gāthamāha
kānissa kammāyatanāni assu
purisassa vuttisamodhānatāya
kaṃ vā paṭiññaṃ purisassa sutvā
parisaṅkasi daddaraṃ māṇavenāti.
Tattha assūti assosi. Vuttisamodhānatāyāti jīvitavuttisamodhānat- thāya. Kāni nāma iminā attano kammāni tuyhaṃ kathitānīti attho. Māṇavenāti kiṃ sutvā iminā māṇavena māritaṃ parisaṅkamasi.
Athassa kathento byaggharājā sesagāthā abhāsi
ciṇṇā kaliṅgā caritā vaṇijjā
vettācaro saṅkupathopi ciṇṇo
naṭehi ciṇṇaṃ saha vākurehi
daṇḍena yuddhampi samajjamajjhe.
Bandhā kulikā mitamāḷhakena
akkhā ṭhitā saññamo abbhatīto
appahitaṃ pupphakaṃ aḍḍharattaṃ
hatthā daḍḍhā piṇḍapaṭiggahena.
Tānissa kammāyatanāni assu
purisassa vuttisamodhānatāya
yathā ayaṃ dissati lomapiṇḍo
gāvo hatā kiṃ pana daddarassāti.
Tattha ciṇṇā kaliṅgāti vāṇijakānaṃ bhaṇḍaṃ vahantena kira tena kaliṅgaraṭṭhe ciṇṇā caritā vaṇijjāpi tena katā. Vettācaroti vettehi sañcaritabbo. Saṅkupathopi ciṇṇoti khāṇukamaggopi valañjito. Naṭehīti jīvitahetuyeva naṭehipi saddhiṃ. Ciṇṇaṃ saha vākurehīti vākure vahantena vākurāhipi saddhiṃ caritaṃ. Daṇḍena yuddhanti daṇḍayuddhampi kira tena yujjhitaṃ. Bandhā kulikāti sakuṇikāpi kira tena bandhā. Mitamāḷhakenāti dhaññamāpakampi kira tena kataṃ. Akkhā ṭhitāti akkhadhuttānaṃ veyyāvaccaṃ karontena akkhāpi ṭhapitā. Saññamo abbhatītoti jīvitavuttiṃ nissāya pabbajantena sīlasaññamo atikkanto. Appahitanti ṭhapitaṃ appaggharaṇaṃ kataṃ. Pupphakanti lohitaṃ. Idaṃ vuttaṃ hoti iminā kira jīvitaṃ nissāya rājāparādhikānaṃ hatthapāde chinditvā te ānetvā sālāyaṃ nipajjāpetvā vaṇamukhehi paggharantaṃ lohitaṃ aḍḍharattisamaye tattha gantvā kaṇḍakadhūmaṃ nāma Datvā ṭhapitanti. Hatthā daḍḍhāti ājīvakapabbajjaṃ pabbajitakāle uṇhapiṇḍapaṭiggahaṇena hatthāpi kirassa daḍḍhā. Tānissa kammā- yatanānīti tāni assa kammāyatanāni. Assūti assosiṃ. Yathā ayanti yathā esa etassa jaṭantare tittiralomapiṇḍopi dissati iminā kāraṇena veditabbametaṃ eteneva so māritoti. Gāvo hatā kiṃ pana daddarassāti gāvopi etena hatā daddarassa pana kiṃ na māritabbamatthi tasmā esa taṃ māressatīti.
Sīhopi taṃ purisaṃ pucchi mārito te tittirapaṇḍitoti. Āma sāmīti. Athassa saccavacanaṃ sutvā sīho taṃ vissajjetukāmo ahosi. Byaggharājā pana māretabbayuttako esa pāpoti vatvā tattheva naṃ dāṭhāhi paharitvā māretvā āvāṭaṃ khanitvā pakkhipi. Māṇavā āgantvā tittirapaṇḍitaṃ adisvā roditvā paridevitvā nivattiṃsu.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā evaṃ bhikkhave devadatto pubbepi mayhaṃ vadhāya parisakkīti vatvā jātakaṃ samodhānesi tadā jaṭilo devadatto ahosi godhā kisāgotamī byaggho moggallāno sīho sārīputto disāpāmokkho ācariyo kassapo tittirapaṇḍito ahamevāti.
Tittirajātakaṃ dvādasamaṃ.
Navakanipātavaṇṇanā samattā.
@Footnote:
@*** hanṛ´ānīṛ´ā´mḗmīkhṛ´amūla ***
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗