จตุทวารชาดก
ว่าด้วยจักรกรดพัดบนศีรษะ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๓๑๙ · บรรทัด ๕๔๕๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุว่ายากรูปหนึ่ง. จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า จตุทฺวารมิทํ นครํ ดังนี้ ก็แหละ เรื่องปัจจุบัน บัณฑิตพึงให้พิสดารในชาดกเรื่องที่ ๑ในนวกนิบาต.
สำหรับในที่นี้มีความว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุรูปนั้นว่าดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นผู้ว่ายากจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่าจริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ แม้ในกาลก่อนเธอก็ไม่เชื่อฟังคำของบัณฑิตไปยินดีจักรกรด เพราะที่เป็นผู้ว่ายากดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ครั้งศาสนาพระกัสสปทศพล ในเมืองพาราณสีเศรษฐีมีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ มีบุตรคน ๑ ชื่อมิตตวินทุกะ มารดาบิดาของมิตตวินทุกะ เป็นพระโสดาบัน. แต่มิตตวินทุกะเป็นคนทุศีลไม่มีศรัทธา.
ต่อมาเมื่อบิดาตายแล้วมารดาตรวจตราดูแลทรัพย์สมบัติ วันหนึ่งกล่าวกะเขาว่า ลูกรัก ความเป็นมนุษย์เป็นของที่ได้ยาก เจ้าก็ได้แล้วเจ้าจงให้ทานรักษาศีล กระทำอุโบสถกรรม ฟังธรรมเถิด มิตตวินทุกะกล่าวว่า แม่ ทานเป็นต้นไม่เป็นประโยชน์แก่ฉัน แม่อย่าได้กล่าวอะไร ๆกะฉัน ฉันจะไปตามยถากรรม ถึงแม้เขาจะกล่าวอยู่อย่างนี้ วันหนึ่งเป็นวันบูรณมีอุโบสถ มารดาได้กล่าวกะเขาว่า ลูกรักวันนี้เป็นวันอภิลักขิตสมัยมหาอุโบสถ วันนี้เจ้าจงสมาทานอุโบสถ ไปวิหารฟังธรรมอยู่ตลอดคืนแล้วจงมา แม่จะให้ทรัพย์แก่เจ้าพันหนึ่ง เขารับคำว่า ดีแล้วสมาทานอุโบสถเพราะอยากได้ทรัพย์ พอบริโภคอาหารเช้าแล้วไปวิหารอยู่ที่วิหารตลอดวัน แล้วนอนหลับอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งตลอดคืน โดยอาการที่บทแห่งธรรมแม้บท ๑ ก็ไม่กระทบ วันรุ่งขึ้นเขาล้างหน้าไปนั่งอยู่ที่เรือนแต่เช้าทีเดียว.
ฝ่ายมารดาของเขาคิดว่า วันนี้ลูกของเราฟังธรรมแล้ว จักพาพระเถระผู้ธรรมกถึกมาแต่เช้าทีเดียว จึงตกแต่งข้าวยาคูเป็นต้น แล้วปูลาดอาสนะไว้คอยท่าอยู่ ครั้นเห็นเขามาคนเดียว จึงถามว่า ลูกรักเจ้าไม่ได้นำพระธรรมกถึกมาหรือ ? เมื่อเขากล่าวว่า ฉันไม่ต้องการพระธรรมกถึก จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นลูกจงดื่มข้าวยาคูเถิด เขากล่าวว่าแม่รับว่าจะให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ฉัน แม่จะให้ทรัพย์แก่ฉันก่อน ฉันจักดื่มภายหลัง มารดากล่าวว่า ดื่มเถิดลูกรัก แล้วแม่จักให้ทีหลังเขากล่าวว่า ฉันต้องได้รับทรัพย์ก่อนจึงจะดื่ม ลำดับนั้น มารดาได้เอาห่อทรัพย์พันหนึ่งวางไว้ต่อหน้าเขา เขาดื่มข้าวยาคูแล้วถือเอาห่อทรัพย์พันหนึ่งไปทำการค้าขาย ในไม่ช้านักก็เกิดทรัพย์ขึ้นถึงแสนสองหมื่น. ลำดับนั้น เขาได้มีความคิดดังนี้ว่า เราจักต่อเรือทำการค้าขาย ครั้นเขาต่อเรือแล้วได้กล่าวกะมารดาว่า แม่ ฉันจักทำการค้าขายทางเรือ ครั้งนั้น มารดาได้ห้ามเขาว่า ลูกรัก เจ้าเป็นลูกคนเดียวของแม่ แม้ในเรือนนี้ก็มีทรัพย์อยู่มาก ทะเลมีโทษไม่น้อยเจ้าอย่าไปเลย เขากล่าวว่า ฉันจักไปให้ได้ แม่ไม่มีอำนาจที่จะห้ามฉัน แม้เมื่อมารดากล่าวว่า ลูกรัก แม่ต้องห้ามเจ้า แล้วจับมือเอาไว้ ก็สลัดมือผลักมารดาให้ล้มลง แล้วข้ามไปลงเรือแล่นไปในทะเล.
ครั้นถึงวันที่ ๗ เรือได้หยุดนิ่งอยู่บนหลังน้ำกลางทะเล เพราะมิตตวินทุกะเป็นเหตุ สลากกาลกัณณีที่แจกไปได้ตกในมือของมิตตวินทุกะคนเดียวถึงสามครั้ง ครั้งนั้น พวกที่ไปด้วยกันได้ผูกแพให้เขาแล้วโยนเขาลงทะเล โดยที่คิดเห็นร่วมกันว่า คนเป็นจำนวนมากอย่ามาพินาศเสีย เพราะอาศัยนายมิตตวินทุกะนี้คนเดียวเลย ทันใดนั้นเรือได้แล่นไปในมหาสมุทรโดยเร็ว มิตตวินทุกะนอนไปในแพลอยไปถึงเกาะน้อยแห่งหนึ่ง บนเกาะน้อยนั้นเขาได้พบนางชนี คือนางเวมานิกเปรต๔ นาง อยู่ในวิมานแก้วผลึก นางเปรตเหล่านั้นเสวยทุกข์ ๗ วันเสวยสุข ๗ วัน มิตตวินทุกะได้เสวยทิพยสมบัติอยู่กับนางเปรตเหล่านั้น๗ วันในสาระสุข ครั้นถึงวาระที่จะเปลี่ยนไปทนทุกข์ นางทั้ง ๒ ได้สั่งว่า นาย พวกฉันจักมาในวันที่ ๗ ท่านอย่ากระสันไปเลย จงอยู่ในที่นี้จนกว่าพวกฉันจะมา ดังนี้แล้วพากันไป มิตตวินทุกะเป็นคนตกอยู่ในอำนาจของตัณหา ลงนอนบนแพนั้นลอยไปตามหลังสมุทรอีก ถึงเกาะน้อยอีกแห่งหนึ่ง ได้พบนางเปรต ๘ นาง ในวิมานเงินบนเกาะนั้นได้พบนางเปรต ๑๖ นาง ในวิมานแก้วมณีบนเกาะอีกแห่งหนึ่ง ได้พบนางเปรต ๓๒ นาง ในวิมานทองบนเกาะอีกแห่งหนึ่ง โดยอุบายนี้แหละได้เสวยทิพยสมบัติ อยู่กับนางเปรตเหล่านั้นทุก ๆ เกาะ ดังกล่าวแล้วเมื่อถึงเวลาที่นางเปรตแม้เหล่านั้นไปทนทุกข์ ได้นอนบนหลังแพลอยไปตามห้วงสมุทรอีก ได้พบเมือง ๆ หนึ่งมีกำแพงล้อมรอบ มีประตู๔ ด้าน ได้ยินว่าที่นี่เป็นอุสสทนรกเป็นที่เสวยกรรมกรณ์ของเหล่าสัตว์นรกเป็นจำนวนมาก แต่ได้ปรากฏแก่มิตตวินทุกะเหมือนเป็นเมืองที่ประดับตกแต่งไว้ เขาคิดว่า เราจักเข้าไปเป็นพระราชาในเมืองนี้ แล้วเข้าไปได้เห็นสัตว์นรกตน ๑ ทูนจักรกรดหมุนเผาผลาญอยู่บนศีรษะขณะนั้นจักรกรดบนศีรษะสัตว์นรกนั้น ได้ปรากฏแก่มิตตวินทุกะเป็นเหมือนดอกบัว เครื่องจองจำ ๕ ประการที่อก ปรากฏเหมือนเป็นสังวาลย์เครื่องประดับทรวง โลหิตที่ไหลจากศีรษะเหมือนเป็นจันทน์แดงที่ชะโลมทา เสียงครวญครางเหมือนเป็นเสียงเพลงขับที่ไพเราะ มิตตวิน ทุกะเข้าไปใกล้สัตว์นรกนั้น แล้วกล่าวขอว่า ข้าแต่บุรุษผู้เจริญ ท่านได้ทัดทรงดอกบัวมานานแล้ว จงได้แก่ข้าพเจ้าเถิด สัตว์นรกกล่าวว่าแน่ะสหาย นี้ไม่ใช่ดอกบัวมันคือจักรกรด มิตตวินทุกะกล่าวว่า ท่านพูดอย่างนี้เพราะไม่อยากจะให้แก่เรา สัตว์นรกคิดว่า บาปของเราคงสิ้นแล้ว แม้บุรุษผู้นี้ก็คงจะทุบตีมารดามาแล้วเหมือนเรา เราจักให้จักรกรดแก่มัน ครานั้นสัตว์นรกได้กล่าวกะมิตตวินทุกะว่า มาเถิดท่านผู้เจริญ ท่านจงรับดอกบัวนี้เถิด แล้วขว้างจักรกรดไปบนศีรษะของมิตตวินทุกะ จักรกรดได้ตกลงพัดผันบนศีรษะเขาขณะนั้น มิตตวินทุกะจึงรู้ว่าดอกบัวนั้นคือจักรกรด ได้รับทุกขเวทนาเป็นกำลัง คร่ำครวญว่าท่านจงเอวจักรกรดของท่านไปเถิด ๆ สัตว์นรกตนนั้นได้หายไปแล้ว.
คราวนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดา พร้อมด้วยบริวารใหญ่เที่ยวจาริกไปในอุสสทนรกได้ไปถึงที่นั้น มิตตวินทุกะแลเห็นรุกขเทวดา เมื่อจะถามว่า ข้าแต่เทวราชเจ้าจักรนี้ลงบดศีรษะประหนึ่งว่าจะทำให้แหลกเหมือนเมล็ดงา ข้าพเจ้าได้กระทำบาปอะไรไว้หนอ ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
เมืองนี้มีประตู ๔ ประตู. มีกำแพงมั่นคง ล้วนแล้วไปด้วยเหล็กแดง ข้าพเจ้าถูกล้อมไว้ ด้วยกำแพง ข้าพเจ้าได้ทำบาปอะไรไว้. ประตูทั้งหมดจึงปิดแน่น ข้าพเจ้าถูกขัง เหมือนนก ข้าแต่เทวดา เหตุเป็นมาอย่างไร ข้าพเจ้าจึงถูกจักรกรดพัดศีรษะ ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทฬฺหปาการํ คือมีกำแพงมั่นคงบาลีว่า ทฬฺหโตรณํ ดังนี้ก็มี ความว่า มีประตูมั่นคง. บทว่า โอรุทฺธปฏิ รุทฺโธสฺมิ ความว่า ข้าพเจ้าถูกล้อมด้วยกำแพงโดยรอบติดขังอยู่ข้างในสถานที่สำหรับหนีไปไม่ปรากฏ. บทว่า กึ ปาปํ ปกตํ ความว่า ข้าพเจ้าได้ทำบาปอะไรไว้หนอ. บทว่า อปิหิตา เท่ากับถกิตา แปลว่า อันเขาปิดไว้แล้ว. บทว่า ยถา ทิโช คือเหมือนนกที่ถูกขังไว้ในกรง. บทว่า กิมา ธิกรณํ ความว่า มูลเหตุเป็นอย่างไร ? คือมูลเค้าเป็นอย่างไร ? บทว่า จกฺกาภินิหโต คือถูกจักรกรดพัดผันแล้ว.
ลำดับนั้น เทวราชเมื่อจะบอกเหตุแก่เขา จึงได้กล่าวคาถา ๖คาถาว่า :-
ท่านได้ทรัพย์มากมายแสนสองหมื่นแล้ว ยังไม่เชื่อคำของญาติผู้เอ็นดู. ท่านแล่นเรือไปสู่สมุทรอันอาจทำให้ เรือโลดขึ้นได้ เงินสาครที่มีสิทธิ์น้อย ได้ ประสบนางเวมานิกเปรต ๔ นาง จาก ๔ นาง เป็น ๘ นาง จาก ๘ นาง เป็น ๑๖ นาง. ถึงจะได้ประสบนางเวมานิกเปรตจาก ๑๖ นาง เป็น ๓๒ นาง ก็ยังปรารถนายิ่งไปกว่านั้น จึงได้ประสบจักรนี้ จักรกรดย่อมพัดพันบน ศีรษะของคนผู้ถูกความอยากครอบงำ. ความอยากเป็นของสูงใหญ่ไพศาล ยาก ที่จะให้เต็ม มักให้ถึงความวิบัติ ชนเหล่าใด ย่อมยินดีไปตามความอยาก ชนเหล่านั้นย่อม เป็นผู้ทรงจักรกรดไว้. ชนเหล่าใดละสิ่งของที่มีมากเสียด้วย ไม่พิจารณาหนทางด้วย แล้วไม่คิดอ่านเหตุ การณ์นั้นให้ถ่องแท้ ชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ ทรงจักรกรดไว้. ผู้ใดพึงเพ่งพินิจถึงการงานและโภคะอัน ไพบูลย์ ไม่ซ่องเสพความอยากอันประกอบ ด้วยความฉิบหาย ทำตามถ้อยคำของผู้เอ็นดู ทั้งหลาย ผู้เช่นนั้น จะไม่ถูกจักรกรดพัดผัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลทฺธา สตสหสฺสานิ อติเรกานิวีสติ ความว่า ท่านทำอุโบสถได้รับทรัพย์พันหนึ่งจากสำนักของมารดาเมื่อทำการค้าขายจึงได้ทรัพย์ คือที่เป็นทุนพันหนึ่งและทรัพย์ที่เป็นกำไรตั้งหนึ่งแสนสองหมื่นแล้ว. ด้วยบทว่า นากริ นี้ เทวราชแสดงไว้ว่า ท่านไม่ยินดีด้วยทรัพย์นั้น แล่นเรือไปสู่สมุทรแม้ถูกมารดากล่าวถึงโทษในสมุทรแล้วห้ามอยู่ ก็ยังไม่เชื่อคำเตือนโดยชอบของญาติผู้เอ็นดูกลับทำร้ายมารดาผู้โสดาบัน แล้วฉวยโอกาสหนีออกไป. บทว่า ลงฺฆึ คืออันสามารถทำให้เรือโลดขึ้นได้. บทว่า ปกฺขนฺทิ เท่ากับ ปกฺขนฺโตสิ แปลว่า ท่านเป็นผู้แล่นเรือไปแล้ว. บทว่า อปฺปสิทฺธิกํ คือที่มีสิทธิน้อย มากด้วยความพินาศ. บทว่า จตุพฺภิ อฏฺ เป็นต้นความว่า ครั้นเรือหยุดนิ่งแล้วเพราะอาศัยท่านเป็นเหตุ แม้ถูกพวกที่ไปด้วยกันผูกแพให้แล้วโยนลงทะเล ท่านยังได้หญิง ๔ คน ในวิมานแก้วผลึก เพราะอานิสงส์แห่งอุโบสถกรรมที่ตนได้กระทำในวันหนึ่งเพราะอาศัยมารดา ต่อจากนั้นก็ได้ให้หญิงอีก ๘ คน ในวิมานเงิน๖ คน ในวิมานแก้วมณี และ ๓๒ คน ในวิมานทอง. บทว่า อติจฺฉํ จกฺกมาสโท ความว่า ถึงกะนั้น ท่านก็ยังไม่ยินดีด้วยปัจจัยตามที่ได้ ชื่อว่าเป็นผู้ปรารถนามากเกินไป เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยความปรารถนาเกินความจำเป็น กล่าวคือ ความอยากยิ่งอันเป็นเครื่องเกินเลยสิ่งที่ตนได้มาแล้ว ๆ อย่างนี้ว่า เราจักได้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้ในสิ่งนี้ ดังนี้จักว่าเป็นบุคคลเลวทราม เพราะความที่อุโบสถกรรมนั้นสิ้นแล้ว จึงได้ผ่านพ้นหญิง ๓๒ คน แล้วมาสู่เปรตนครนี้ เพราะวิบากแห่งอกุศลกรรมคือการทำร้ายมารดานั้น จึงได้ประสบจักรนี้ บาลีว่า อตฺริจฺฉํ ดังนี้ก็มี ความว่าปรารถนาอยู่ในสิ่งนี้บ้างสิ่งนั้นบ้าง บาลีว่า อตฺริจฺฉา ดังนี้ก็มี ความว่าเพราะปรารถนาเกินเลยไป. บทว่า ภมติ ความว่า บัดนี้ จักรนี้บดศีรษะของท่านนั้นอยู่ ชื่อว่า พัดผันบนศีรษะของคนที่ถูกความอยากครอบงำแล้ว ดุจจักรของนายช่างหม้อฉะนั้น. บทคาถาว่า เย จ ตํ อนุคิชฺฌนฺติ ความว่า ขึ้นชื่อว่าความอยากนั้น เมื่อแผ่ไปย่อมเป็นของสูงใหญ่ไพศาล ยากที่จะเต็มได้ดุจทะเล ชื่อว่า มักให้ถึงความวิบัติเพราะความปรารถนาอันเป็นเครื่องปรารถนาอารมณ์นั้น ๆ ในบรรดาอารมณ์มีรูปเป็นต้น ชนเหล่าใดย่อมยินดีไปตามความอยากเห็นปานนี้นั้น คือเป็นผู้กำหนัดยินดีติดอยู่บ่อย ๆ. บทว่า เต โหนฺติ จกฺกธาริโน ความว่า ชนเหล่านั้นไปอยู่อย่างนี้ ชื่อว่า ย่อมทรงไว้ซึ่งจักรกรด. บทว่า พหุภณฺฑํ คือละทรัพย์เป็นอันมาก อันเป็นของมารดาบิดา. บทว่า มคฺคํ ความว่า ชนแม้เหล่าอื่นเหล่าใดไม่ใคร่ครวญ คือไม่คิดอ่านเหตุการณ์นั้นให้ถ่องแท้ เหมือนท่านไม่พิจารณาหนทางสมุทรอันมีสิทธิน้อยที่ตนจะต้องไปแล้วเดินทางไป ชนเหล่านั้นเป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจของความอยาก ละทรัพย์แล้วไม่พิจารณาทางที่จะไป แล้วดำเนินไป ย่อมเป็นผู้ทรงจักรไว้เหมือนท่าน บทว่า กมฺมํ สเมกฺเขยฺย ความว่า เพราะเหตุนั้น บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงเพ่งพินิจ คือพึงพิจารณาถึงกิจการงานที่ตนจะต้องทำว่ามีโทษหรือไม่หนอ. บทว่า วิปุลญฺจ โภคํ คือพึงเพ่งพินิจแม้กองแห่งทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบธรรมของตน. บทว่า นาติวเตยฺย ความว่า บุคคลผู้เช่นนั้นจะไม่ถูกจักรนี้พัดผันคือทับยีบาลีว่า นาติวตฺเตติ ดังนี้ก็มี ความว่า ย่อมไม่ทับยี.
มิตตวินทุกะได้ฟังดังนั้นแล้วคิดว่า เทวบุตรนี้รู้กรรมที่เราทำไว้โดยถ่องแท้ เทวบุตรนี้คงจะรู้กำหนดกาลที่เราจะหมกไหม้อยู่ เราจะถามท่านดู ดังนี้แล้ว จึงได้กล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้น่าบูชา จักรกรดจักตั้งอยู่ บนศีรษะของข้าพเจ้านานสักเท่าไรหนอ จะ สักกี่พันปี ข้าพเจ้าขอถามความนั้น ขอท่านได้ โปรดบอกแก่ข้าพเจ้าเถิด.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะบอกแก่มิตตวินทุกะนั้น จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑๐ ว่า :-
ดูก่อนมิตตวินทุกะ ท่านจงฟังเรา ท่าน จะต้องทนทุกข์ทรมานไปอีกนาน จักรกรดจะ พัดผันอยู่บนศีรษะของท่าน เมื่อท่านยังมีชีวิต อยู่จะพ้นไปไม่ได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อติสโร มีวินิจฉัยว่า ชื่อว่าอติสโร เพราะอรรถว่า อติสริ ดังนี้ บ้าง เพราะอรรถว่า อติสริสฺสติ ดังนี้บ้าง. บทว่า อจฺจสโร เป็นไวพจน์ของบทว่า อติสโร นั้นนั่นเอง.
ข้อนี้มีอธิบายว่า ดูก่อนมิตตวินทุกะผู้เจริญ ท่านจงฟังคำของเราก็ท่านชื่อว่าจะต้องทนทุกข์ทรมานไปสิ้นกาลนาน เพราะความที่แห่งกรรมอันทารุณยิ่ง เป็นกรรมอันท่านกระทำแล้ว อนึ่ง ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานไปสิ้นกาลนาน เพราะวิบากแห่งกรรมนั้นใคร ๆ ไม่สามารถจะบอกให้รู้ได้ด้วยการนับเป็นปี และเพราะท่านจักต้องทนคือจักต้องถึงวิบากทุกข์อันใหญ่ยิ่งซึ่งหาประมาณมิได้ เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่สามารถที่จะบอกแก่ท่านได้ว่าเท่านี้พันปี เท่านี้แสนปี ดังนี้.
บทว่า สิรสฺมิมาวิทธํ ความว่า ก็จักรกรดนี้ใดพัดผัน คือหมุนไปอยู่บนศีรษะของท่านดุจจักรของนายช่างหม้อฉะนั้น. บทว่าน ตฺวํ ชีวํ ปโมกฺขสิ ความว่า ตราบใดที่วิบากกรรมของท่านยังไม่สิ้นไปตราบนั้นเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ จักพ้นจักรกรดนั้นไปไม่ได้แต่เมื่อวิบากกรรมสิ้นไปแล้ว ท่านก็จักละจักรกรดนี้ไปตามยถากรรม.
ครั้นเทวบุตรกล่าวคาถานี้แล้ว ก็ได้ไปเทพวิมานของตน ส่วนมิตตวินทุกะ ก็ได้ดำเนินไปสู่ทุกข์ใหญ่.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก มิตตวินทุกะในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุว่ายากรูปนี้ในบัดนี้ ส่วนเทวราชในครั้งนั้น คือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาจตุทวารชาดกที่ ๑
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๗๕๙–๗๗๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทสกนิบาตชาดก ๓๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ทสกนิปาตชาตกฏฺฐกถา
จตุทฺวารชาตกํ
จตุทฺวารมิทํ นครนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ ทุพฺพจภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ ปจฺจุปฺปนฺนวตฺถุํ ปน นวนิปาเต ปฐมชาตเก วิตฺถาริตเมว ฯ
อิธ ปน สตฺถา ตํ ภิกฺขุํ สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ ทุพฺพโจสีติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจํ ภนฺเตติ วุตฺเต ปุพฺเพปิ ตฺวํ ภิกฺขุ ทุพฺพจตาย ปณฺฑิตานํ วจนํ อกตฺวา ขุรจกฺกํ อาสาเทสีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ
อตีเต กสฺสปสฺส ทสพลสฺส กาเล พาราณสิยํ อสีติโกฏิวิภวสฺส เสฏฺฐิโน เอโก ปุตฺโต มิตฺตวินฺทุโก นาม อโหสิ ฯ ตสฺส มาตาปิตโร โสตาปนฺนา อเหสุํ ฯ โส ปน ทุสฺสีโลว อสทฺโธ อโหสิ ฯ อถ นํ อปรภาเค ปิตริ กาลกเต มาตา กุฏุมฺพํ วิจาเรนฺตี เอกทิวสํ อาห ตาต ตยา ทุลฺลภํ มนุสฺสตฺตํ ลทฺธํ ทานํ เทหิ สีลํ รกฺขาหิ อุโปสถกมฺมํ กโรหิ ธมฺมํ สุณาหีติ ฯ อมฺม น มยฺหํ ทานาทีหิ อตฺโถ มา มํ กิญฺจิ อวจุตฺถ อหํ ยถากมฺมํ คมิสฺสามีติ ฯ เอวํ วทนฺเตปิ นํ เอกทิวสํ ปุณฺณมีอุโปสถทิวเส มาตา อาห ตาต อชฺช อภิลกฺขิโต มหาอุโปสถทิวโส อชฺช อุโปสถํ สมาทยิตฺวา วิหารํ คนฺตฺวา สพฺพรตฺตึ ธมฺมํ สุตฺวา เอหิ อหํ เต สหสฺสํ ทสฺสามีติ ฯ โส สาธูติ ธนโลเภน อุโปสถํ สมาทยิตฺวา ภุตฺตปาตราโส วิหารํ คนฺตฺวา ทิวสํ วีตินาเมตฺวา รตฺตึ ยถา เอกํปิ ธมฺมปทํ กณฺเณ น ปหรติ ตถา เอกสฺมึ ปเทเส นิปชฺชิตฺวา นิทฺทํ โอกฺกมิตฺวา ปุนทิวเส ปาโตว มุขํ โธวิตฺวา เคหํ คนฺตฺวา นิสีทิ ฯ มาตา ปนสฺส อชฺช เม ปุตฺโต ธมฺมํ สุตฺวา ปาโตว ธมฺมกถิกตฺเถรํ อาทาย อาคมิสฺสตีติ ยาคุอาทีนิ ปฏิยาเทตฺวา อาสนํ ปญฺญเปตฺวา ตสฺสาคมนํ ปฏิมาเนนฺตี ตํ เอกกํ อาคตํ ทิสฺวา ตาต ธมฺมกถิโก เต น อานีโตติ วตฺวา น มยฺหํ ธมฺมกถิเกน อตฺโถติ วุตฺเต เตนหิ ยาคุํ ปิวาติ อาห ฯ โส ตุมฺเหหิ มยฺหํ สหสฺสํ ปฏิสฺสุตํ ตํ ตาว เม เทถ ปจฺฉา ปิวิสฺสามีติ อาห ฯ ปิว ตาต ปจฺฉา ทสฺสามีติ ฯ คเหตฺวาว ปิวิสฺสามีติ ฯ อถสฺส มาตา สหสฺสภณฺฑิกํ ปุรโต ฐเปสิ ฯ โส ยาคุํ ปิวิตฺวา สหสฺสภณฺฑิกํ คเหตฺวา โวหารํ กโรนฺโต น จิรสฺเสว วีสสตสหสฺสํ อปฺปาเทสิ ฯ อถสฺส เอตทโหสิ นาวํ อุปฏฺฐเปตฺวา โวหารํ กริสฺสามีติ ฯ โส นาวํ อุปฏฺฐเปตฺวา อมฺม อหํ นาวาย โวหารํ กริสฺสามีติ อาห ฯ อถ นํ มาตา ตาต ตฺวํ เอกปุตฺตโก อิมสฺมึ ฆเร ธนํปิ พหุํ สมุทฺโท อเนกาทีนโว มา คมีติ นิวาเรสิ ฯ โส อหํ คมิสฺสาเมว น สกฺกา มํ นิวาเรตุนฺติ วตฺวา อหนฺตํ ตาต นิวาเรสฺสามีติ มาตรา หตฺเถ คหิเตปิ หตฺถํ วิสฺสชฺชาเปตฺวา มาตรํ ปหริตฺวา ปาเตตฺวา อนฺตรํ กตฺวา คนฺตฺวา นาวาย สมุทฺทํ ปกฺขนฺทิ ฯ นาวา สตฺตเม ทิวเส มิตฺตวินฺทุกํ นิสฺสาย สมุทฺทปิฏฺเฐ นิจฺจลาว อฏฺฐาสิ ฯ กาฬกณฺณิสลากา วิจินิยมานา มิตฺตวินฺทุกสฺเสว หตฺเถ ติกฺขตฺตุํ ปติ ฯ อถสฺส อุลุมฺปํ ทตฺวา อิมํ เอกํ นิสฺสาย พหู มา วินสฺสนฺตีติ ตํ สมุทฺเท ขิปึสุ ฯ ตาวเทว นาวา ชเวน มหาสมุทฺทํ ปกฺขนฺทิ ฯ โสปิ อุลุมฺเป นิปชฺชิตฺวา เอกํ ทีปกํ ปาปุณิ ฯ ตตฺถ ผลิกวิมาเน จตสฺโส ชนิโย อทฺทส ฯ ตา สตฺตาหํ ทุกฺขํ อนุภวนฺติ สตฺตาหํ สุขํ ฯ โส ตาหิ สทฺธึ สตฺตาหํ ทิพฺพสมฺปตฺตึ อนุภวิ ฯ อถ นํ ตา ทุกฺขานุภวนตฺถาย คจฺฉมานา สามิ มยํ สตฺตเม ทิวเส อาคมิสฺสาม ยาว มยํ อาคจฺฉาม ตาว อนุกฺกณฺฐ- มาโน อิเธว วสาติ วตฺวา อคมํสุ ฯ โส ตณฺหาวสิโก หุตฺวา ตสฺมึเยว ผลเก นิปชฺชิตฺวา ปุน สมุทฺทปิฏฺเฐน คจฺฉนฺโต อปรํปิ ทีปกํ ปตฺวา ตตฺถ รชตวิมาเน อฏฺฐ เปติโย ทิสฺวา เอเตเนว อุปาเยน อปรสฺมึ ทีปเก มณิวิมาเน โสฬส อปรสฺมึ กนกวิมาเน ทฺวตฺตึส เปติโย ทิสฺวา ตาหิ สทฺธึ ทิพฺพสมฺปตฺตึ อนุภวิตฺวา ตาสมฺปิ ทุกฺขํ อนุภวิตุํ คตกาเล ปุน สมุทฺทปิฏเฐน คจฺฉนฺโต เอกํ ปาการ- ปริกฺขิตฺตํ จตุทฺวารํ นครํ อทฺทส ฯ อุสฺสทนิรโย กิเรส พหูนํ เนรยิกสตฺตานํ กมฺมกรณานุภวนฏฺฐานํ ฯ มิตฺตวินฺทุกสฺส ปน อลงฺกต- ปฏิยตฺตํ นครํ วิย หุตฺวา อุปฏฺฐาสิ ฯ โส อิมํ นครํ ปวิสิตฺวา ราชา ภวิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ปวิสิตฺวา ขุรจกฺกํ อุกฺขิปิตฺวา สีเส ปจฺจมานํ เนรยิกสตฺตํ อทฺทส ฯ อถสฺส ตํ ตสฺส สีเส ขุรจกฺกํ ปทุมํ วิย หุตฺวา อุปฏฺฐาสิ ฯ อุเร ปญฺจงฺคิกพนฺธนํ อุรจฺฉทปสาธนํ วิย หุตฺวา สีสโต ปคฺฆรนฺตโลหิตํ โลหิตจนฺทนวิเลปนํ วิย หุตฺวา ปริเทวนสทฺโท มธุรสโร คีตสทฺโท วิย หุตฺวา อุปฏฺฐาสิ ฯ โส ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา โภ ปุริส จิรํ ตยา ปทุมํ ธาริตํ เทหิ เม เอตนฺติ อาห ฯ สมฺม น อิทํ ปทุมํ ขุรจกฺกเมตนฺติ ฯ ตฺวํ มยฺหํ อทาตุกามตาย เอวํ วทสีติ ฯ เนรยิกสตฺโต จินฺเตสิ มยฺหํ ปาปํ ขีณํ ภวิสฺสติ อิมินาปิ มยา วิย มาตรํ ปหริตฺวา อาคเตน ภวิตพฺพํ ทสฺสามิสฺส ขุรจกฺกนฺติ ฯ อถ นํ เอหิ โภ คณฺห อิมํ ปทุมนฺติ วตฺวา ขุรจกฺกํ ตสฺส สีเส ขิปิ ฯ ตนฺตสฺส มตฺถกํ ปึสมานํ ภสฺสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ มิตฺตวินฺทุโก ตสฺส ขุรจกฺกภาวํ ญตฺวา ตว ขุรจกฺกํ คณฺห ตว ขุรจกฺกํ คณฺหาติ เวทนาปตฺโต ปริเทวิ ฯ อิตโร อนฺตรธายิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต รุกฺขเทวตา มหนฺเตน ปริวาเรน อุสฺสทจาริกญฺจรมาโน ตํ ฐานํ ปาปุณิ ฯ มิตฺตวินฺทุโก ตํ โอโลเกตฺวา สามิ เทวราช อิทํ จกฺกํ สณฺหกรณียํ วิย ติลานิ ปึสมานํ โอตรติ กินฺนุ โข มยา ปาปํ กตนฺติ ปุจฺฉนฺโต เทฺว คาถา อภาสิ
จตุทฺวารมิทํ นครํ อยสํ ทฬฺหปาการํ
โอรุทฺธปฏิรุทฺโธสฺมิ กึ ปาปํ ปกตํ มยา ฯ
สพฺเพ อปิหิตา ทฺวารา โอรุทฺโธสฺมิ ยถา ทิโช
กิมาทิกรณํ ยกฺข จกฺกาภินิหโต อหนฺติ ฯ
ตตฺถ ทฬฺหปาการนฺติ ถิรปาการํ ฯ ทฬฺหโตรณนฺติปิ ปาโฐ ฯ ถิรทฺวารนฺติ อตฺโถ ฯ โอรุทฺธปฏิรุทฺโธสฺมีติ อนฺโต กตฺวา สมนฺตา ปากาเรน รุทฺโธ ปลายนฐานํ น ปญฺญายติ ฯ กึ ปาปํ ปกตนฺติ กินฺนุ โข มยา ปาปกมฺมํ ปกตํ ฯ อปิหิตาติ ถกิตา ฯ ยถา ทิโชติ ปญฺชรปกฺขิตฺโต สกุโณ วิย ฯ กิมาทิกรณนฺติ กึ อธิกรณํ กึ การณํ ฯ จกฺกาภินิหโตติ จกฺเกน อภินิหโต ฯ
อถสฺส เทวราชา การณํ กเถตุํ ฉ คาถา อภาสิ
ลทฺธา สตสหสฺสานิ อติเรกานิ วีสติ
อนุกมฺปกานํ ญาตีนํ วจนํ สมฺม นากริ ฯ
ลงฺฆึ สมุทฺทํ ปกฺขนฺทิ สาครํ อปฺปสิทฺธิกํ
จตุพฺภิ อฏฺฐชฺฌคมา อฏฺฐาภิปิ จ โสฬส ฯ
โสฬสาภิ จ พตฺตึส อติจฺฉํ จกฺกมาสโท
อิจฺฉาหตสฺส โปสสฺส จกฺกํ ภมติ มตฺถเก ฯ
อุปริวิสาลา ทุปฺปูรา อิจฺฉาวิปตฺติคามินี
เย จ ตํ อนุคิชฺฌนฺติ เต โหนฺติ จกฺกธาริโน ฯ
พหุภณฺฑญฺจ โอหาย มคฺคํ อปฺปฏิเวกฺขิย
เยสํ เจตํ อสงฺขาตํ เต โหนฺติ จกฺกธาริโน ฯ
กมฺมํ สเมกฺเขยฺย วิปุลญฺจ โภคํ
อิจฺฉํ น เสเวยฺย อนตฺถสณฺหิตํ
กเรยฺย วากฺยํ อนุกมฺปกานํ
ตํ ตาทิสํ นาติวเตยฺย จกฺกนฺติ ฯ
ตตฺถ ลทฺธา สตสหสฺสานิ อติเรกานิ วิสตีติ ตฺวํ อุโปสถํ กริตฺวา มาตุ สนฺติกา สหสฺสํ คเหตฺวา โวหารํ กโรนฺโต สหสฺสญฺจ สตสหสฺสานิ จ อติเรกานิ วีสติสหสฺสานิ ลภิตฺวา ฯ นากรีติ เตน ธเนน อสนฺตุฏฺโฐ นาวาย สมุทฺทํ ปวิสนฺโต สมุทฺเท อาทีนวํ กเถตฺวา มาตรา วาริยมาโนปิ อนุกมฺปกานํ ญาตีนํ สมฺมาวจนํ นากริ โสตาปนฺนํ มาตรํ ปหริตฺวา อนฺตรํ กตฺวา นิกฺขนฺโตเยวาสีติ ทีเปติ ฯ ลงฺฆินฺติ นาวํ อุลฺลงฺฆนสมตฺถํ ฯ ปกฺขนฺทีติ ปกฺขนฺโตสิ ฯ อปฺปสิทฺธิกนฺติ มนฺทสิทฺธึ วินาสพหุลํ ฯ จตุพฺภิ อฏฺฐาติ อถ ตํ นิสฺสาย เอกทิวสํ กตสฺส อุโปสถกมฺมสฺส นิสฺสนฺเทน ผลิกวิมาเน จตสฺโส อิตฺถิโย ลภิตฺวา ตโต รชตวิมาเน อฏฺฐ มณิวิมาเน โสฬส กนกวิมาเน ทฺวตฺตึส อธิคโตสีติ ฯ อติจฺฉํ จกฺกมาสโทติ อถ ตฺวํ ยถา ลทฺเธน อสนฺตุฏฺโฐ อตฺร อุตฺตริตรํ ลภิสฺสามีติ เอวํ ลทฺธํ ลทฺธํ อติกฺกมนโลลสงฺขาตาย อติจฺฉาย สมนฺนาคตตฺตา อติจฺโฉ ปาปปุคฺคโล ตสฺส อุโปสถกมฺมสฺส ขีณตฺตา ทฺวตฺตึส อิตฺถิโย อติกฺกมิตฺวา อิมํ เปตนครํ อาคนฺตฺวา ตสฺส มาตุปฺปหารทานอกุสลสฺส นิสฺสนฺเทน อิทํ จกฺกํ สมฺปตฺโตสิ ฯ อตฺริจฺฉนฺติปิ ปาโฐ ฯ อตฺร อตฺร อิจฺฉมาโนติ อตฺโถ ฯ อตฺริจฺฉาติปิ ปาโฐ ฯ อตฺริจฺฉายาติ อตฺโถ ฯ ภมตีติ ตสฺส เต อิจฺฉาหตสฺส โปสสฺส อิทํ จกฺกํ มตฺถกํ ปึสมานํ อิทานิ กุมฺภการจกฺกํ วิย มตฺถเก ภมตีติ อตฺโถ ฯ เย จ ตํ อนุคิชฺฌนฺตีติ ตณฺหา นาเมสา คจฺฉนฺตี อุปรุปริ วิสาลา โหติ สมุทฺโท วิย ทุปฺปูรา รูปาทีสุ ตสฺส ตสฺส อิจฺฉนอิจฺฉาย วิปตฺติคามินี ตํ เอวรูปํ ตณฺหํ เย อนุคิชฺฌนฺติ คิทฺธา คธิตา หุตฺวา ปุนปฺปุนํ อลฺลียนฺติ ฯ เต โหนฺติ จกฺกธาริโนติ เต เอวํ คจฺฉนฺตา ขุรจกฺกํ ธาเรนฺติ ฯ พหุภณฺฑนฺติ มาตาปิตูนํ สนฺตกํ พหุธนํ โอหาย ฯ มคฺคนฺติ คนฺตพฺพํ อปฺปสิทฺธิกํ สมุทฺทมคฺคํ อปจฺจเวกฺขิตฺวา ยถา ตฺวํ ปฏิปนฺโน เอวเมว อญฺเญสํปิ เยสํ เอตํ อสงฺขาตํ อวีมํสิตํ เต ยถา ตฺวํ ตเถว ตณฺหาวสิกา หุตฺวา ธนํ โอหาย คมนมคฺคํ อนเปกฺขิตฺวา ปฏิปนฺนา จกฺกธาริโน โหนฺติ ฯ กมฺมํ สเมกฺเขยฺยาติ ตสฺมา ปณฺฑิโต ปุริโส อตฺตนา กตฺตพฺพํ กมฺมํ สโทสํ นุ โข นิทฺโทสนฺติ สเมกฺเขยฺย ปจฺจเวกฺเขยฺย ฯ วิปุลญฺจ โภคนฺติ อตฺตโน ธมฺมลทฺธธนราสึปิ สเมกฺเขยฺย ฯ นาติวเตยฺยาติ ตํ ตาทิสํ ปุคฺคลํ อิทํ จกฺกํ น อติวตฺเตยฺย น อวตฺถเรยฺย ฯ นาติวตฺเตตีติปิ ปาโฐ ฯ นาวตฺถรตีติ อตฺโถ ฯ
ตํ สุตฺวา มิตฺตวินฺทุโก อิมินา เทวปุตฺเตน มยา กตกมฺมํ ตตฺตโต ญาตํ อยํ มยฺหํ ปจฺจนปฺปมาณํปิ ชานิสฺสติ ปุจฺฉามิ นนฺติ จินฺเตตฺวา นวมํ คาถมาห
กีว จิรํ นุ เม ยกฺข จกฺกํ สิรสิ ฐสฺสติ
กติ วสฺสสหสฺสานิ ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโตติ ฯ
อถสฺส กเถนฺโต มหาสตฺโต ทสมํ คาถมาห
อติสโร อจฺจสโร มิตฺตวินฺทุ สุโณหิ เม
จกฺกนฺเต สิรสฺมิมาวิทฺธํ น ตฺวํ ชีวํ ปโมกฺขสีติ ฯ
ตตฺถ อติสโรติ อติสรีติปิ อติสโร อติสริสฺสตีติปิ อติสโร ฯ อจฺจสโรติ ตสฺเสว เววจนํ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ อมฺโภ มิตฺตวินฺทุก สุโณหิ เม วจนํ ตฺวํ หิ อติทารุณสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อติสโร ตสฺส ปน น สกฺกา วสฺสคฺคณนาย วิปากํ สญฺญาเปตุนฺติ อปริมาณํ อติมหนฺตํ วิปากทุกฺขํ สริสฺสสิ ปฏิปชฺชิสฺสสีติ จ อติสโร ฯ เตน เต เอตฺตกานิ วสฺสสหสฺสานิ วสฺสสตสหสฺสานีติ วตฺตุํ น สกฺโกมิ ฯ สิรสฺมิมาวิทฺธนฺติ ยํ ปน เต อิทํ จกฺกํ สิรสฺมึ อาวิทฺธํ กุมฺภการจกฺกมิว ภมติ ฯ น ตฺวํ ชีวํ ปโมกฺขสีติ ตํ ตฺวํ ยาว เต กมฺมวิปากํ น ขียติ ตาว ชีวมาโน น โมกฺขสิ กมฺมวิปาเก ปน ขีเณ อิทํ จกฺกํ ปหาย ยถากมฺมํ คมิสฺสสีติ ฯ
อิทํ วตฺวา เทวปุตฺโต อตฺตโนเทววิมานเมว คโต ฯ อิตโรปิ มหาทุกฺขํ ปฏิปชฺชิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มิตฺตวินฺทุโก อยํ ทุพฺพจภิกฺขุ อโหสิ เทวราชา ปน อหเมวาติ ฯ
จตุทฺวารชาตกํ ปฐมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗