ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. จตุทวารชาดก
ชาดกที่ ๔๓๙ · ทสกนิบาตชาดก

จตุทวารชาดก

ว่าด้วยจักรกรดพัดบนศีรษะ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๓๑๙ · บรรทัด ๕๔๕๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากจตุทวารชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุว่ายากรูปหนึ่ง. จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า จตุทฺวารมิทํ นครํ ดังนี้ ก็แหละ เรื่องปัจจุบัน บัณฑิตพึงให้พิสดารในชาดกเรื่องที่ ๑ในนวกนิบาต.

สำหรับในที่นี้มีความว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุรูปนั้นว่าดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นผู้ว่ายากจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่าจริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ แม้ในกาลก่อนเธอก็ไม่เชื่อฟังคำของบัณฑิตไปยินดีจักรกรด เพราะที่เป็นผู้ว่ายากดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล ครั้งศาสนาพระกัสสปทศพล ในเมืองพาราณสีเศรษฐีมีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ มีบุตรคน ๑ ชื่อมิตตวินทุกะ มารดาบิดาของมิตตวินทุกะ เป็นพระโสดาบัน. แต่มิตตวินทุกะเป็นคนทุศีลไม่มีศรัทธา.

ต่อมาเมื่อบิดาตายแล้วมารดาตรวจตราดูแลทรัพย์สมบัติ วันหนึ่งกล่าวกะเขาว่า ลูกรัก ความเป็นมนุษย์เป็นของที่ได้ยาก เจ้าก็ได้แล้วเจ้าจงให้ทานรักษาศีล กระทำอุโบสถกรรม ฟังธรรมเถิด มิตตวินทุกะกล่าวว่า แม่ ทานเป็นต้นไม่เป็นประโยชน์แก่ฉัน แม่อย่าได้กล่าวอะไร ๆกะฉัน ฉันจะไปตามยถากรรม ถึงแม้เขาจะกล่าวอยู่อย่างนี้ วันหนึ่งเป็นวันบูรณมีอุโบสถ มารดาได้กล่าวกะเขาว่า ลูกรักวันนี้เป็นวันอภิลักขิตสมัยมหาอุโบสถ วันนี้เจ้าจงสมาทานอุโบสถ ไปวิหารฟังธรรมอยู่ตลอดคืนแล้วจงมา แม่จะให้ทรัพย์แก่เจ้าพันหนึ่ง เขารับคำว่า ดีแล้วสมาทานอุโบสถเพราะอยากได้ทรัพย์ พอบริโภคอาหารเช้าแล้วไปวิหารอยู่ที่วิหารตลอดวัน แล้วนอนหลับอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งตลอดคืน โดยอาการที่บทแห่งธรรมแม้บท ๑ ก็ไม่กระทบ วันรุ่งขึ้นเขาล้างหน้าไปนั่งอยู่ที่เรือนแต่เช้าทีเดียว.

ฝ่ายมารดาของเขาคิดว่า วันนี้ลูกของเราฟังธรรมแล้ว จักพาพระเถระผู้ธรรมกถึกมาแต่เช้าทีเดียว จึงตกแต่งข้าวยาคูเป็นต้น แล้วปูลาดอาสนะไว้คอยท่าอยู่ ครั้นเห็นเขามาคนเดียว จึงถามว่า ลูกรักเจ้าไม่ได้นำพระธรรมกถึกมาหรือ ? เมื่อเขากล่าวว่า ฉันไม่ต้องการพระธรรมกถึก จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นลูกจงดื่มข้าวยาคูเถิด เขากล่าวว่าแม่รับว่าจะให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ฉัน แม่จะให้ทรัพย์แก่ฉันก่อน ฉันจักดื่มภายหลัง มารดากล่าวว่า ดื่มเถิดลูกรัก แล้วแม่จักให้ทีหลังเขากล่าวว่า ฉันต้องได้รับทรัพย์ก่อนจึงจะดื่ม ลำดับนั้น มารดาได้เอาห่อทรัพย์พันหนึ่งวางไว้ต่อหน้าเขา เขาดื่มข้าวยาคูแล้วถือเอาห่อทรัพย์พันหนึ่งไปทำการค้าขาย ในไม่ช้านักก็เกิดทรัพย์ขึ้นถึงแสนสองหมื่น. ลำดับนั้น เขาได้มีความคิดดังนี้ว่า เราจักต่อเรือทำการค้าขาย ครั้นเขาต่อเรือแล้วได้กล่าวกะมารดาว่า แม่ ฉันจักทำการค้าขายทางเรือ ครั้งนั้น มารดาได้ห้ามเขาว่า ลูกรัก เจ้าเป็นลูกคนเดียวของแม่ แม้ในเรือนนี้ก็มีทรัพย์อยู่มาก ทะเลมีโทษไม่น้อยเจ้าอย่าไปเลย เขากล่าวว่า ฉันจักไปให้ได้ แม่ไม่มีอำนาจที่จะห้ามฉัน แม้เมื่อมารดากล่าวว่า ลูกรัก แม่ต้องห้ามเจ้า แล้วจับมือเอาไว้ ก็สลัดมือผลักมารดาให้ล้มลง แล้วข้ามไปลงเรือแล่นไปในทะเล.

ครั้นถึงวันที่ ๗ เรือได้หยุดนิ่งอยู่บนหลังน้ำกลางทะเล เพราะมิตตวินทุกะเป็นเหตุ สลากกาลกัณณีที่แจกไปได้ตกในมือของมิตตวินทุกะคนเดียวถึงสามครั้ง ครั้งนั้น พวกที่ไปด้วยกันได้ผูกแพให้เขาแล้วโยนเขาลงทะเล โดยที่คิดเห็นร่วมกันว่า คนเป็นจำนวนมากอย่ามาพินาศเสีย เพราะอาศัยนายมิตตวินทุกะนี้คนเดียวเลย ทันใดนั้นเรือได้แล่นไปในมหาสมุทรโดยเร็ว มิตตวินทุกะนอนไปในแพลอยไปถึงเกาะน้อยแห่งหนึ่ง บนเกาะน้อยนั้นเขาได้พบนางชนี คือนางเวมานิกเปรต๔ นาง อยู่ในวิมานแก้วผลึก นางเปรตเหล่านั้นเสวยทุกข์ ๗ วันเสวยสุข ๗ วัน มิตตวินทุกะได้เสวยทิพยสมบัติอยู่กับนางเปรตเหล่านั้น๗ วันในสาระสุข ครั้นถึงวาระที่จะเปลี่ยนไปทนทุกข์ นางทั้ง ๒ ได้สั่งว่า นาย พวกฉันจักมาในวันที่ ๗ ท่านอย่ากระสันไปเลย จงอยู่ในที่นี้จนกว่าพวกฉันจะมา ดังนี้แล้วพากันไป มิตตวินทุกะเป็นคนตกอยู่ในอำนาจของตัณหา ลงนอนบนแพนั้นลอยไปตามหลังสมุทรอีก ถึงเกาะน้อยอีกแห่งหนึ่ง ได้พบนางเปรต ๘ นาง ในวิมานเงินบนเกาะนั้นได้พบนางเปรต ๑๖ นาง ในวิมานแก้วมณีบนเกาะอีกแห่งหนึ่ง ได้พบนางเปรต ๓๒ นาง ในวิมานทองบนเกาะอีกแห่งหนึ่ง โดยอุบายนี้แหละได้เสวยทิพยสมบัติ อยู่กับนางเปรตเหล่านั้นทุก ๆ เกาะ ดังกล่าวแล้วเมื่อถึงเวลาที่นางเปรตแม้เหล่านั้นไปทนทุกข์ ได้นอนบนหลังแพลอยไปตามห้วงสมุทรอีก ได้พบเมือง ๆ หนึ่งมีกำแพงล้อมรอบ มีประตู๔ ด้าน ได้ยินว่าที่นี่เป็นอุสสทนรกเป็นที่เสวยกรรมกรณ์ของเหล่าสัตว์นรกเป็นจำนวนมาก แต่ได้ปรากฏแก่มิตตวินทุกะเหมือนเป็นเมืองที่ประดับตกแต่งไว้ เขาคิดว่า เราจักเข้าไปเป็นพระราชาในเมืองนี้ แล้วเข้าไปได้เห็นสัตว์นรกตน ๑ ทูนจักรกรดหมุนเผาผลาญอยู่บนศีรษะขณะนั้นจักรกรดบนศีรษะสัตว์นรกนั้น ได้ปรากฏแก่มิตตวินทุกะเป็นเหมือนดอกบัว เครื่องจองจำ ๕ ประการที่อก ปรากฏเหมือนเป็นสังวาลย์เครื่องประดับทรวง โลหิตที่ไหลจากศีรษะเหมือนเป็นจันทน์แดงที่ชะโลมทา เสียงครวญครางเหมือนเป็นเสียงเพลงขับที่ไพเราะ มิตตวิน ทุกะเข้าไปใกล้สัตว์นรกนั้น แล้วกล่าวขอว่า ข้าแต่บุรุษผู้เจริญ ท่านได้ทัดทรงดอกบัวมานานแล้ว จงได้แก่ข้าพเจ้าเถิด สัตว์นรกกล่าวว่าแน่ะสหาย นี้ไม่ใช่ดอกบัวมันคือจักรกรด มิตตวินทุกะกล่าวว่า ท่านพูดอย่างนี้เพราะไม่อยากจะให้แก่เรา สัตว์นรกคิดว่า บาปของเราคงสิ้นแล้ว แม้บุรุษผู้นี้ก็คงจะทุบตีมารดามาแล้วเหมือนเรา เราจักให้จักรกรดแก่มัน ครานั้นสัตว์นรกได้กล่าวกะมิตตวินทุกะว่า มาเถิดท่านผู้เจริญ ท่านจงรับดอกบัวนี้เถิด แล้วขว้างจักรกรดไปบนศีรษะของมิตตวินทุกะ จักรกรดได้ตกลงพัดผันบนศีรษะเขาขณะนั้น มิตตวินทุกะจึงรู้ว่าดอกบัวนั้นคือจักรกรด ได้รับทุกขเวทนาเป็นกำลัง คร่ำครวญว่าท่านจงเอวจักรกรดของท่านไปเถิด ๆ สัตว์นรกตนนั้นได้หายไปแล้ว.

คราวนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดา พร้อมด้วยบริวารใหญ่เที่ยวจาริกไปในอุสสทนรกได้ไปถึงที่นั้น มิตตวินทุกะแลเห็นรุกขเทวดา เมื่อจะถามว่า ข้าแต่เทวราชเจ้าจักรนี้ลงบดศีรษะประหนึ่งว่าจะทำให้แหลกเหมือนเมล็ดงา ข้าพเจ้าได้กระทำบาปอะไรไว้หนอ ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-

เมืองนี้มีประตู ๔ ประตู. มีกำแพงมั่นคง ล้วนแล้วไปด้วยเหล็กแดง ข้าพเจ้าถูกล้อมไว้ ด้วยกำแพง ข้าพเจ้าได้ทำบาปอะไรไว้. ประตูทั้งหมดจึงปิดแน่น ข้าพเจ้าถูกขัง เหมือนนก ข้าแต่เทวดา เหตุเป็นมาอย่างไร ข้าพเจ้าจึงถูกจักรกรดพัดศีรษะ ?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทฬฺหปาการํ คือมีกำแพงมั่นคงบาลีว่า ทฬฺหโตรณํ ดังนี้ก็มี ความว่า มีประตูมั่นคง. บทว่า โอรุทฺธปฏิ รุทฺโธสฺมิ ความว่า ข้าพเจ้าถูกล้อมด้วยกำแพงโดยรอบติดขังอยู่ข้างในสถานที่สำหรับหนีไปไม่ปรากฏ. บทว่า กึ ปาปํ ปกตํ ความว่า ข้าพเจ้าได้ทำบาปอะไรไว้หนอ. บทว่า อปิหิตา เท่ากับถกิตา แปลว่า อันเขาปิดไว้แล้ว. บทว่า ยถา ทิโช คือเหมือนนกที่ถูกขังไว้ในกรง. บทว่า กิมา ธิกรณํ ความว่า มูลเหตุเป็นอย่างไร ? คือมูลเค้าเป็นอย่างไร ? บทว่า จกฺกาภินิหโต คือถูกจักรกรดพัดผันแล้ว.

ลำดับนั้น เทวราชเมื่อจะบอกเหตุแก่เขา จึงได้กล่าวคาถา ๖คาถาว่า :-

ท่านได้ทรัพย์มากมายแสนสองหมื่นแล้ว ยังไม่เชื่อคำของญาติผู้เอ็นดู. ท่านแล่นเรือไปสู่สมุทรอันอาจทำให้ เรือโลดขึ้นได้ เงินสาครที่มีสิทธิ์น้อย ได้ ประสบนางเวมานิกเปรต ๔ นาง จาก ๔ นาง เป็น ๘ นาง จาก ๘ นาง เป็น ๑๖ นาง. ถึงจะได้ประสบนางเวมานิกเปรตจาก ๑๖ นาง เป็น ๓๒ นาง ก็ยังปรารถนายิ่งไปกว่านั้น จึงได้ประสบจักรนี้ จักรกรดย่อมพัดพันบน ศีรษะของคนผู้ถูกความอยากครอบงำ. ความอยากเป็นของสูงใหญ่ไพศาล ยาก ที่จะให้เต็ม มักให้ถึงความวิบัติ ชนเหล่าใด ย่อมยินดีไปตามความอยาก ชนเหล่านั้นย่อม เป็นผู้ทรงจักรกรดไว้. ชนเหล่าใดละสิ่งของที่มีมากเสียด้วย ไม่พิจารณาหนทางด้วย แล้วไม่คิดอ่านเหตุ การณ์นั้นให้ถ่องแท้ ชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ ทรงจักรกรดไว้. ผู้ใดพึงเพ่งพินิจถึงการงานและโภคะอัน ไพบูลย์ ไม่ซ่องเสพความอยากอันประกอบ ด้วยความฉิบหาย ทำตามถ้อยคำของผู้เอ็นดู ทั้งหลาย ผู้เช่นนั้น จะไม่ถูกจักรกรดพัดผัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลทฺธา สตสหสฺสานิ อติเรกานิวีสติ ความว่า ท่านทำอุโบสถได้รับทรัพย์พันหนึ่งจากสำนักของมารดาเมื่อทำการค้าขายจึงได้ทรัพย์ คือที่เป็นทุนพันหนึ่งและทรัพย์ที่เป็นกำไรตั้งหนึ่งแสนสองหมื่นแล้ว. ด้วยบทว่า นากริ นี้ เทวราชแสดงไว้ว่า ท่านไม่ยินดีด้วยทรัพย์นั้น แล่นเรือไปสู่สมุทรแม้ถูกมารดากล่าวถึงโทษในสมุทรแล้วห้ามอยู่ ก็ยังไม่เชื่อคำเตือนโดยชอบของญาติผู้เอ็นดูกลับทำร้ายมารดาผู้โสดาบัน แล้วฉวยโอกาสหนีออกไป. บทว่า ลงฺฆึ คืออันสามารถทำให้เรือโลดขึ้นได้. บทว่า ปกฺขนฺทิ เท่ากับ ปกฺขนฺโตสิ แปลว่า ท่านเป็นผู้แล่นเรือไปแล้ว. บทว่า อปฺปสิทฺธิกํ คือที่มีสิทธิน้อย มากด้วยความพินาศ. บทว่า จตุพฺภิ อฏฺ เป็นต้นความว่า ครั้นเรือหยุดนิ่งแล้วเพราะอาศัยท่านเป็นเหตุ แม้ถูกพวกที่ไปด้วยกันผูกแพให้แล้วโยนลงทะเล ท่านยังได้หญิง ๔ คน ในวิมานแก้วผลึก เพราะอานิสงส์แห่งอุโบสถกรรมที่ตนได้กระทำในวันหนึ่งเพราะอาศัยมารดา ต่อจากนั้นก็ได้ให้หญิงอีก ๘ คน ในวิมานเงิน๖ คน ในวิมานแก้วมณี และ ๓๒ คน ในวิมานทอง. บทว่า อติจฺฉํ จกฺกมาสโท ความว่า ถึงกะนั้น ท่านก็ยังไม่ยินดีด้วยปัจจัยตามที่ได้ ชื่อว่าเป็นผู้ปรารถนามากเกินไป เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยความปรารถนาเกินความจำเป็น กล่าวคือ ความอยากยิ่งอันเป็นเครื่องเกินเลยสิ่งที่ตนได้มาแล้ว ๆ อย่างนี้ว่า เราจักได้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้ในสิ่งนี้ ดังนี้จักว่าเป็นบุคคลเลวทราม เพราะความที่อุโบสถกรรมนั้นสิ้นแล้ว จึงได้ผ่านพ้นหญิง ๓๒ คน แล้วมาสู่เปรตนครนี้ เพราะวิบากแห่งอกุศลกรรมคือการทำร้ายมารดานั้น จึงได้ประสบจักรนี้ บาลีว่า อตฺริจฺฉํ ดังนี้ก็มี ความว่าปรารถนาอยู่ในสิ่งนี้บ้างสิ่งนั้นบ้าง บาลีว่า อตฺริจฺฉา ดังนี้ก็มี ความว่าเพราะปรารถนาเกินเลยไป. บทว่า ภมติ ความว่า บัดนี้ จักรนี้บดศีรษะของท่านนั้นอยู่ ชื่อว่า พัดผันบนศีรษะของคนที่ถูกความอยากครอบงำแล้ว ดุจจักรของนายช่างหม้อฉะนั้น. บทคาถาว่า เย จ ตํ อนุคิชฺฌนฺติ ความว่า ขึ้นชื่อว่าความอยากนั้น เมื่อแผ่ไปย่อมเป็นของสูงใหญ่ไพศาล ยากที่จะเต็มได้ดุจทะเล ชื่อว่า มักให้ถึงความวิบัติเพราะความปรารถนาอันเป็นเครื่องปรารถนาอารมณ์นั้น ๆ ในบรรดาอารมณ์มีรูปเป็นต้น ชนเหล่าใดย่อมยินดีไปตามความอยากเห็นปานนี้นั้น คือเป็นผู้กำหนัดยินดีติดอยู่บ่อย ๆ. บทว่า เต โหนฺติ จกฺกธาริโน ความว่า ชนเหล่านั้นไปอยู่อย่างนี้ ชื่อว่า ย่อมทรงไว้ซึ่งจักรกรด. บทว่า พหุภณฺฑํ คือละทรัพย์เป็นอันมาก อันเป็นของมารดาบิดา. บทว่า มคฺคํ ความว่า ชนแม้เหล่าอื่นเหล่าใดไม่ใคร่ครวญ คือไม่คิดอ่านเหตุการณ์นั้นให้ถ่องแท้ เหมือนท่านไม่พิจารณาหนทางสมุทรอันมีสิทธิน้อยที่ตนจะต้องไปแล้วเดินทางไป ชนเหล่านั้นเป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจของความอยาก ละทรัพย์แล้วไม่พิจารณาทางที่จะไป แล้วดำเนินไป ย่อมเป็นผู้ทรงจักรไว้เหมือนท่าน บทว่า กมฺมํ สเมกฺเขยฺย ความว่า เพราะเหตุนั้น บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงเพ่งพินิจ คือพึงพิจารณาถึงกิจการงานที่ตนจะต้องทำว่ามีโทษหรือไม่หนอ. บทว่า วิปุลญฺจ โภคํ คือพึงเพ่งพินิจแม้กองแห่งทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบธรรมของตน. บทว่า นาติวเตยฺย ความว่า บุคคลผู้เช่นนั้นจะไม่ถูกจักรนี้พัดผันคือทับยีบาลีว่า นาติวตฺเตติ ดังนี้ก็มี ความว่า ย่อมไม่ทับยี.

มิตตวินทุกะได้ฟังดังนั้นแล้วคิดว่า เทวบุตรนี้รู้กรรมที่เราทำไว้โดยถ่องแท้ เทวบุตรนี้คงจะรู้กำหนดกาลที่เราจะหมกไหม้อยู่ เราจะถามท่านดู ดังนี้แล้ว จึงได้กล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :-

ข้าแต่ท่านผู้น่าบูชา จักรกรดจักตั้งอยู่ บนศีรษะของข้าพเจ้านานสักเท่าไรหนอ จะ สักกี่พันปี ข้าพเจ้าขอถามความนั้น ขอท่านได้ โปรดบอกแก่ข้าพเจ้าเถิด.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะบอกแก่มิตตวินทุกะนั้น จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑๐ ว่า :-

ดูก่อนมิตตวินทุกะ ท่านจงฟังเรา ท่าน จะต้องทนทุกข์ทรมานไปอีกนาน จักรกรดจะ พัดผันอยู่บนศีรษะของท่าน เมื่อท่านยังมีชีวิต อยู่จะพ้นไปไม่ได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อติสโร มีวินิจฉัยว่า ชื่อว่าอติสโร เพราะอรรถว่า อติสริ ดังนี้ บ้าง เพราะอรรถว่า อติสริสฺสติ ดังนี้บ้าง. บทว่า อจฺจสโร เป็นไวพจน์ของบทว่า อติสโร นั้นนั่นเอง.

ข้อนี้มีอธิบายว่า ดูก่อนมิตตวินทุกะผู้เจริญ ท่านจงฟังคำของเราก็ท่านชื่อว่าจะต้องทนทุกข์ทรมานไปสิ้นกาลนาน เพราะความที่แห่งกรรมอันทารุณยิ่ง เป็นกรรมอันท่านกระทำแล้ว อนึ่ง ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานไปสิ้นกาลนาน เพราะวิบากแห่งกรรมนั้นใคร ๆ ไม่สามารถจะบอกให้รู้ได้ด้วยการนับเป็นปี และเพราะท่านจักต้องทนคือจักต้องถึงวิบากทุกข์อันใหญ่ยิ่งซึ่งหาประมาณมิได้ เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่สามารถที่จะบอกแก่ท่านได้ว่าเท่านี้พันปี เท่านี้แสนปี ดังนี้.

บทว่า สิรสฺมิมาวิทธํ ความว่า ก็จักรกรดนี้ใดพัดผัน คือหมุนไปอยู่บนศีรษะของท่านดุจจักรของนายช่างหม้อฉะนั้น. บทว่าน ตฺวํ ชีวํ ปโมกฺขสิ ความว่า ตราบใดที่วิบากกรรมของท่านยังไม่สิ้นไปตราบนั้นเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ จักพ้นจักรกรดนั้นไปไม่ได้แต่เมื่อวิบากกรรมสิ้นไปแล้ว ท่านก็จักละจักรกรดนี้ไปตามยถากรรม.

ครั้นเทวบุตรกล่าวคาถานี้แล้ว ก็ได้ไปเทพวิมานของตน ส่วนมิตตวินทุกะ ก็ได้ดำเนินไปสู่ทุกข์ใหญ่.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก มิตตวินทุกะในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุว่ายากรูปนี้ในบัดนี้ ส่วนเทวราชในครั้งนั้น คือเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาจตุทวารชาดกที่ ๑

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๗๕๙–๗๗๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทสกนิบาตชาดก · ๓๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Dasakanipātajātakaṭṭhakathā

catudvārajātakaṃ

catudvāramidaṃ nagaranti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ dubbacabhikkhuṃ ārabbha kathesi. Paccuppannavatthuṃ pana navanipāte paṭhamajātake vitthāritameva.

Idha pana satthā taṃ bhikkhuṃ saccaṃ kira tvaṃ bhikkhu dubbacosīti pucchitvā saccaṃ bhanteti vutte pubbepi tvaṃ bhikkhu dubbacatāya paṇḍitānaṃ vacanaṃ akatvā khuracakkaṃ āsādesīti vatvā atītaṃ āhari

atīte kassapassa dasabalassa kāle bārāṇasiyaṃ asītikoṭivibhavassa seṭṭhino eko putto mittavinduko nāma ahosi. Tassa mātāpitaro sotāpannā ahesuṃ. So pana dussīlova asaddho ahosi. Atha naṃ aparabhāge pitari kālakate mātā kuṭumbaṃ vicārentī ekadivasaṃ āha tāta tayā dullabhaṃ manussattaṃ laddhaṃ dānaṃ dehi sīlaṃ rakkhāhi uposathakammaṃ karohi dhammaṃ suṇāhīti. Amma na mayhaṃ dānādīhi attho mā maṃ kiñci avacuttha ahaṃ yathākammaṃ gamissāmīti. Evaṃ vadantepi naṃ ekadivasaṃ puṇṇamīuposathadivase mātā āha tāta ajja abhilakkhito mahāuposathadivaso ajja uposathaṃ samādayitvā vihāraṃ gantvā sabbarattiṃ dhammaṃ sutvā ehi Ahaṃ te sahassaṃ dassāmīti. So sādhūti dhanalobhena uposathaṃ samādayitvā bhuttapātarāso vihāraṃ gantvā divasaṃ vītināmetvā rattiṃ yathā ekaṃpi dhammapadaṃ kaṇṇe na paharati tathā ekasmiṃ padese nipajjitvā niddaṃ okkamitvā punadivase pātova mukhaṃ dhovitvā gehaṃ gantvā nisīdi. Mātā panassa ajja me putto dhammaṃ sutvā pātova dhammakathikattheraṃ ādāya āgamissatīti yāguādīni paṭiyādetvā āsanaṃ paññapetvā tassāgamanaṃ paṭimānentī taṃ ekakaṃ āgataṃ disvā tāta dhammakathiko te na ānītoti vatvā na mayhaṃ dhammakathikena atthoti vutte tenahi yāguṃ pivāti āha. So tumhehi mayhaṃ sahassaṃ paṭissutaṃ taṃ tāva me detha pacchā pivissāmīti āha. Piva tāta pacchā dassāmīti. Gahetvāva pivissāmīti. Athassa mātā sahassabhaṇḍikaṃ purato ṭhapesi. So yāguṃ pivitvā sahassabhaṇḍikaṃ gahetvā vohāraṃ karonto na cirasseva vīsasatasahassaṃ appādesi. Athassa etadahosi nāvaṃ upaṭṭhapetvā vohāraṃ karissāmīti. So nāvaṃ upaṭṭhapetvā amma ahaṃ nāvāya vohāraṃ karissāmīti āha. Atha naṃ mātā tāta tvaṃ ekaputtako imasmiṃ ghare dhanaṃpi bahuṃ samuddo anekādīnavo mā gamīti nivāresi. So ahaṃ gamissāmeva na sakkā maṃ nivāretunti vatvā ahantaṃ tāta nivāressāmīti mātarā hatthe gahitepi hatthaṃ vissajjāpetvā mātaraṃ paharitvā pātetvā antaraṃ katvā gantvā nāvāya samuddaṃ pakkhandi. Nāvā sattame Divase mittavindukaṃ nissāya samuddapiṭṭhe niccalāva aṭṭhāsi. Kāḷakaṇṇisalākā viciniyamānā mittavindukasseva hatthe tikkhattuṃ pati. Athassa ulumpaṃ datvā imaṃ ekaṃ nissāya bahū mā vinassantīti taṃ samudde khipiṃsu. Tāvadeva nāvā javena mahāsamuddaṃ pakkhandi. Sopi ulumpe nipajjitvā ekaṃ dīpakaṃ pāpuṇi. Tattha phalikavimāne catasso janiyo addasa. Tā sattāhaṃ dukkhaṃ anubhavanti sattāhaṃ sukhaṃ. So tāhi saddhiṃ sattāhaṃ dibbasampattiṃ anubhavi. Atha naṃ tā dukkhānubhavanatthāya gacchamānā sāmi mayaṃ sattame divase āgamissāma yāva mayaṃ āgacchāma tāva anukkaṇṭha- māno idheva vasāti vatvā agamaṃsu. So taṇhāvasiko hutvā tasmiṃyeva phalake nipajjitvā puna samuddapiṭṭhena gacchanto aparaṃpi dīpakaṃ patvā tattha rajatavimāne aṭṭha petiyo disvā eteneva upāyena aparasmiṃ dīpake maṇivimāne soḷasa aparasmiṃ kanakavimāne dvattiṃsa petiyo disvā tāhi saddhiṃ dibbasampattiṃ anubhavitvā tāsampi dukkhaṃ anubhavituṃ gatakāle puna samuddapiṭaṭhena gacchanto ekaṃ pākāra- parikkhittaṃ catudvāraṃ nagaraṃ addasa. Ussadanirayo kiresa bahūnaṃ nerayikasattānaṃ kammakaraṇānubhavanaṭṭhānaṃ. Mittavindukassa pana alaṅkata- paṭiyattaṃ nagaraṃ viya hutvā upaṭṭhāsi. So imaṃ nagaraṃ pavisitvā rājā bhavissāmīti cintetvā pavisitvā khuracakkaṃ ukkhipitvā sīse paccamānaṃ nerayikasattaṃ addasa. Athassa taṃ tassa sīse khuracakkaṃ padumaṃ viya hutvā upaṭṭhāsi. Ure pañcaṅgikabandhanaṃ uracchadapasādhanaṃ Viya hutvā sīsato paggharantalohitaṃ lohitacandanavilepanaṃ viya hutvā paridevanasaddo madhurasaro gītasaddo viya hutvā upaṭṭhāsi. So tassa santikaṃ gantvā bho purisa ciraṃ tayā padumaṃ dhāritaṃ dehi me etanti āha. Samma na idaṃ padumaṃ khuracakkametanti. Tvaṃ mayhaṃ adātukāmatāya evaṃ vadasīti. Nerayikasatto cintesi mayhaṃ pāpaṃ khīṇaṃ bhavissati imināpi mayā viya mātaraṃ paharitvā āgatena bhavitabbaṃ dassāmissa khuracakkanti. Atha naṃ ehi bho gaṇha imaṃ padumanti vatvā khuracakkaṃ tassa sīse khipi. Tantassa matthakaṃ piṃsamānaṃ bhassi. Tasmiṃ khaṇe mittavinduko tassa khuracakkabhāvaṃ ñatvā tava khuracakkaṃ gaṇha tava khuracakkaṃ gaṇhāti vedanāpatto paridevi. Itaro antaradhāyi. Tadā bodhisatto rukkhadevatā mahantena parivārena ussadacārikañcaramāno taṃ ṭhānaṃ pāpuṇi. Mittavinduko taṃ oloketvā sāmi devarāja idaṃ cakkaṃ saṇhakaraṇīyaṃ viya tilāni piṃsamānaṃ otarati kinnu kho mayā pāpaṃ katanti pucchanto dve gāthā abhāsi

catudvāramidaṃ nagaraṃ ayasaṃ daḷhapākāraṃ

oruddhapaṭiruddhosmi kiṃ pāpaṃ pakataṃ mayā.

Sabbe apihitā dvārā oruddhosmi yathā dijo

kimādikaraṇaṃ yakkha cakkābhinihato ahanti.

Tattha daḷhapākāranti thirapākāraṃ. Daḷhatoraṇantipi pāṭho. Thiradvāranti attho. Oruddhapaṭiruddhosmīti anto katvā samantā Pākārena ruddho palāyanaṭhānaṃ na paññāyati. Kiṃ pāpaṃ pakatanti kinnu kho mayā pāpakammaṃ pakataṃ. Apihitāti thakitā. Yathā dijoti pañjarapakkhitto sakuṇo viya. Kimādikaraṇanti kiṃ adhikaraṇaṃ kiṃ kāraṇaṃ. Cakkābhinihatoti cakkena abhinihato.

Athassa devarājā kāraṇaṃ kathetuṃ cha gāthā abhāsi

laddhā satasahassāni atirekāni vīsati

anukampakānaṃ ñātīnaṃ vacanaṃ samma nākari.

Laṅghiṃ samuddaṃ pakkhandi sāgaraṃ appasiddhikaṃ

catubbhi aṭṭhajjhagamā aṭṭhābhipi ca soḷasa.

Soḷasābhi ca battiṃsa aticchaṃ cakkamāsado

icchāhatassa posassa cakkaṃ bhamati matthake.

Uparivisālā duppūrā icchāvipattigāminī

ye ca taṃ anugijjhanti te honti cakkadhārino.

Bahubhaṇḍañca ohāya maggaṃ appaṭivekkhiya

yesaṃ cetaṃ asaṅkhātaṃ te honti cakkadhārino.

Kammaṃ samekkheyya vipulañca bhogaṃ

icchaṃ na seveyya anatthasaṇhitaṃ

kareyya vākyaṃ anukampakānaṃ

taṃ tādisaṃ nātivateyya cakkanti.

Tattha laddhā satasahassāni atirekāni visatīti tvaṃ uposathaṃ karitvā mātu santikā sahassaṃ gahetvā vohāraṃ karonto sahassañca Satasahassāni ca atirekāni vīsatisahassāni labhitvā. Nākarīti tena dhanena asantuṭṭho nāvāya samuddaṃ pavisanto samudde ādīnavaṃ kathetvā mātarā vāriyamānopi anukampakānaṃ ñātīnaṃ sammāvacanaṃ nākari sotāpannaṃ mātaraṃ paharitvā antaraṃ katvā nikkhantoyevāsīti dīpeti. Laṅghinti nāvaṃ ullaṅghanasamatthaṃ. Pakkhandīti pakkhantosi. Appasiddhikanti mandasiddhiṃ vināsabahulaṃ. Catubbhi aṭṭhāti atha taṃ nissāya ekadivasaṃ katassa uposathakammassa nissandena phalikavimāne catasso itthiyo labhitvā tato rajatavimāne aṭṭha maṇivimāne soḷasa kanakavimāne dvattiṃsa adhigatosīti. Aticchaṃ cakkamāsadoti atha tvaṃ yathā laddhena asantuṭṭho atra uttaritaraṃ labhissāmīti evaṃ laddhaṃ laddhaṃ atikkamanalolasaṅkhātāya aticchāya samannāgatattā aticcho pāpapuggalo tassa uposathakammassa khīṇattā dvattiṃsa itthiyo atikkamitvā imaṃ petanagaraṃ āgantvā tassa mātuppahāradānaakusalassa nissandena idaṃ cakkaṃ sampattosi. Atricchantipi pāṭho. Atra atra icchamānoti attho. Atricchātipi pāṭho. Atricchāyāti attho. Bhamatīti tassa te icchāhatassa posassa idaṃ cakkaṃ matthakaṃ piṃsamānaṃ idāni kumbhakāracakkaṃ viya matthake bhamatīti attho. Ye ca taṃ anugijjhantīti taṇhā nāmesā gacchantī uparupari visālā hoti samuddo viya duppūrā rūpādīsu tassa tassa icchanaicchāya vipattigāminī taṃ evarūpaṃ taṇhaṃ ye anugijjhanti giddhā gadhitā hutvā Punappunaṃ allīyanti. Te honti cakkadhārinoti te evaṃ gacchantā khuracakkaṃ dhārenti. Bahubhaṇḍanti mātāpitūnaṃ santakaṃ bahudhanaṃ ohāya. Magganti gantabbaṃ appasiddhikaṃ samuddamaggaṃ apaccavekkhitvā yathā tvaṃ paṭipanno evameva aññesaṃpi yesaṃ etaṃ asaṅkhātaṃ avīmaṃsitaṃ te yathā tvaṃ tatheva taṇhāvasikā hutvā dhanaṃ ohāya gamanamaggaṃ anapekkhitvā paṭipannā cakkadhārino honti. Kammaṃ samekkheyyāti tasmā paṇḍito puriso attanā kattabbaṃ kammaṃ sadosaṃ nu kho niddosanti samekkheyya paccavekkheyya. Vipulañca bhoganti attano dhammaladdhadhanarāsiṃpi samekkheyya. Nātivateyyāti taṃ tādisaṃ puggalaṃ idaṃ cakkaṃ na ativatteyya na avatthareyya. Nātivattetītipi pāṭho. Nāvattharatīti attho.

Taṃ sutvā mittavinduko iminā devaputtena mayā katakammaṃ tattato ñātaṃ ayaṃ mayhaṃ paccanappamāṇaṃpi jānissati pucchāmi nanti cintetvā navamaṃ gāthamāha

kīva ciraṃ nu me yakkha cakkaṃ sirasi ṭhassati

kati vassasahassāni taṃ me akkhāhi pucchitoti.

Athassa kathento mahāsatto dasamaṃ gāthamāha

atisaro accasaro mittavindu suṇohi me

cakkante sirasmimāviddhaṃ na tvaṃ jīvaṃ pamokkhasīti.

Tattha atisaroti atisarītipi atisaro atisarissatītipi atisaro. Accasaroti tasseva vevacanaṃ. Idaṃ vuttaṃ hoti ambho mittavinduka suṇohi me vacanaṃ tvaṃ hi atidāruṇassa kammassa katattā atisaro tassa pana na sakkā vassaggaṇanāya vipākaṃ saññāpetunti aparimāṇaṃ atimahantaṃ vipākadukkhaṃ sarissasi paṭipajjissasīti ca atisaro. Tena te ettakāni vassasahassāni vassasatasahassānīti vattuṃ na sakkomi. Sirasmimāviddhanti yaṃ pana te idaṃ cakkaṃ sirasmiṃ āviddhaṃ kumbhakāracakkamiva bhamati. Na tvaṃ jīvaṃ pamokkhasīti taṃ tvaṃ yāva te kammavipākaṃ na khīyati tāva jīvamāno na mokkhasi kammavipāke pana khīṇe idaṃ cakkaṃ pahāya yathākammaṃ gamissasīti.

Idaṃ vatvā devaputto attanodevavimānameva gato. Itaropi mahādukkhaṃ paṭipajji.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā mittavinduko ayaṃ dubbacabhikkhu ahosi devarājā pana ahamevāti.

Catudvārajātakaṃ paṭhamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๓๘. ทัททรชาดกชาดกถัดไป๔๔๐. กัณหชาดก