ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มหาธรรมปาลชาดก
ชาดกที่ ๔๔๗ · ทสกนิบาตชาดก

มหาธรรมปาลชาดก

ว่าด้วยเหตุที่ไม่ตายในวัยหนุ่ม

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๔๑๐ · บรรทัด ๕๗๔๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมหาธรรมปาลชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จพระนครกบิลพัสดุ์ครั้งแรก ประทับอยู่ ณนิโครธาราม ทรงปรารภความไม่ทรงเชื่อของพระพุทธบิดา ในพระราชนิเวศน์ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า กินฺเต วตํ ดังนี้.

ความย่อว่า ครั้งนั้นพระเจ้าสุทโธทนมหาราชถวายข้าวยาคูและของเคี้ยว แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุ ๒๐,๐๐๐ เป็นบริวารในพระราชนิเวศน์ของพระองค์ เมื่อทรงกระทำสัมโมทนียกถาในระหว่างภัต ได้ตรัสว่า พระเจ้าข้า เวลาที่พระองค์ทำความเพียรอยู่ มีหมู่เทวดามายืนอยู่ในอากาศบอกแก่หม่อมฉันว่า สิทธัตถกุมารโอรสของพระองค์สิ้นพระชนม์เสียแล้ว เพราะเสวยพระกระยาหารน้อย เมื่อพระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร พระองค์ทรงเชื่อหรือ ? จึงตรัสว่าหม่อมฉันไม่เชื่อดอก พระเจ้าข้า ยังห้ามเทวดาที่ยืนกล่าวอยู่ในอากาศเสียอีกว่า พระโอรสของเรายังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าที่โคนต้นโพธิ์แล้วจะยังไม่ปรินิพพาน พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร ในบัดนี้ พระองค์จักทรงเชื่อได้อย่างไร แม้ในครั้งก่อน ครั้งหม่อมฉันเกิดเป็นมหาธรรมปาลกุมาร เมื่ออาจารย์ทิศาปาโมกข์เอากระดูกแพะมาแสดงบอกว่า บุตรของท่านตายเสียแล้ว นี่กระดูกบุตรของท่าน พระองค์ก็มิได้ทรงเชื่อกล่าวกับอาจารย์ว่า ในตระกูลของเรานี่จะตายกำลังหนุ่มนั้นเป็นไม่มีก็เหตุไร ในบัดนี้ พระองค์จักทรงเชื่อเล่า ? พระพุทธบิดาทูลอารารนาให้ตรัสเรื่องราว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ อยู่ในพระ นครพาราณสี ได้มีบ้านธรรมปาลคามในแคว้นกาสี บ้านนั้นที่ได้ชื่ออย่างนั้น เพราะเป็นที่อยู่ของตระกูลธรรมบาลพราหมณ์ที่อยู่อาศัยในบ้านนั้น ปรากฏชื่อว่าธรรมบาล เพราะเหตุที่รักษาธรรม คือกุศลกรรมบถ ๑๐ ในตระกูลของเขาชั้นทาสและกรรมกรก็ให้ทานรักษาศีลทำอุโบสถกรรม.

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลนั้น ได้นามว่า ธรรมปาลกุมาร ครั้นเจริญวัยแล้ว บิดาได้ให้ทรัพย์พันหนึ่ง ส่งไปเรียนศิลปะ ณ เมืองตักกศิลา ธรรมปาลกุมารไป ณ ที่นั้นแล้ว เรียนศิลปะในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ได้เป็นหัวหน้ามาณพพวกอันเตวาสิก๕๐๐ คน ครั้งนั้นบุตรคนโตของอาจารย์ตายลง อาจารย์มีศิษย์มาณพแวดล้อม พร้อมด้วยหมู่ญาติร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ทำฌาปนกิจศพบุตรในป่าช้า ทั้งอาจารย์ทั้งศิษย์และหมู่ญาติต่างร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ณ ที่นั้นธรรมปาลบุตรคนเดียวเท่านั้น ไม่ร้องไห้ ไม่คร่ำครวญ เมื่อมาณพ๕๐๐ คนนั้นมาจากป่าช้าแล้ว ได้พากันไปนั่งรำพันอยู่ในสำนักอาจารย์ว่า น่าเสียดาย มาณพหนุ่มสมบูรณ์ด้วยมารยาทเห็นปานนี้พลัดพรากจากมารดาบิดา ตายเสียแต่ยังหนุ่มทีเดียว ธรรมปาลกุมารกล่าวว่า เพื่อน ท่านทั้งหลายกล่าวว่ายังหนุ่ม ก็เหตุไรเล่าจึงได้ตายกันเสียแต่ยังหนุ่ม เวลาหนุ่มยังไม่ควรตายมิใช่หรือ ? มาณพเหล่านั้นกล่าวกะธรรมปาลกุมารว่า แน่ะเพื่อน ท่านไม่รู้จักความตายของสัตว์เหล่านี้ดอกหรือ ?

ธรรมปาลกุมาร เรารู้ แต่ไม่มีใครตายแต่ยังหนุ่ม ตายกันเมื่อแก่แล้วทั้งนั้น.

มาณพทั้งหลาย สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง มีแล้วกลับไม่มี มิใช่หรือ ?

ธรรมปาลกุมาร จริง สังขารไม่เที่ยง แต่สัตว์ทั้งหลาย ไม่ตายแต่ยังหนุ่ม ตายกันเมื่อแก่แล้ว ถึงซึ่งความไม่เที่ยง.

มาณพทั้งหลาย แน่ะเพื่อนธรรมปาละ ในเรือนของท่านไม่มีใครตายหรือ ?

ธรรมปาลกุมาร ที่ตายแต่ยังหนุ่มไม่มี มีแต่ตายกันเมื่อแก่แล้วทั้งนั้น.

มาณพทั้งหลาย ข้อนี้เป็นประเพณีแห่งตระกูลของท่านหรือ ? ธรรมปาลกุมาร ถูกแล้ว เป็นประเพณีแห่งตระกูลของเรา.

มาณพทั้งหลาย ได้ฟังถ้อยคำของธรรมปาลกุมารดังนั้นแล้ว จึงพากันบอกแก่อาจารย์ อาจารย์เรียกธรรมปาลกุมารมาถามว่า พ่อธรรมปาละ. ได้ยินว่า ในตระกูลของท่าน คนไม่ตายกันแต่ยังหนุ่ม จริงหรือ ? ธรรมปาลกุมารตอบว่า จริง ท่านอาจารย์ อาจารย์ฟังคำของเขา แล้วคิดว่า กุมารนี้พูดอัศจรรย์เหลือเกิน เราจักไปสำนักบิดาของกุมารนี้ถามดู ถ้าเป็นจริง เราจักบำเพ็ญธรรมเช่นนั้นบ้าง อาจารย์นั้นครั้นทำฌาปนกิจศพบุตรเสร็จแล้ว ล่วงมาได้ ๗ , ๘ วัน ได้เรียกธรรมปาลกุมารมาสั่งว่า แน่ะพ่อ เราจักจากไป เจ้าจงบอกศิลปะแก่มาณพเหล่านี้ จนกว่าเราจะกลับมา สั่งแล้วก็เก็บกระดูกแพะตัว ๑มาล้างเอาใส่กระสอบ ให้คนรับใช้ผู้ ๑ ถือตามไป ออกจากเมืองตักกศิลาไปโดยลำดับ ถึงบ้านนั้น เที่ยวถามถึงเรือนของมหาธรรมปาละว่าหลังไหน รู้แห่งแล้วก็ไปยืนอยู่ที่ประตู.

พวกทาสของพราหมณ์ที่เห็นก่อน ต่างก็รับร่มรับรองเท้าจากมือของอาจารย์ และรับกระสอบจากมือของคนรับใช้ เมื่ออาจารย์กล่าวว่าพวกท่านจงไปบอกบิดาของกุมารว่า อาจารย์ของธรรมปาลกุมารบุตรของท่านมายืนอยู่ที่ประตู พวกทาสรับคำว่า ดีแล้ว แล้วก็พากันไปบอกพราหมณ์รีบไปที่ใกล้ประตู เชื้อเชิญว่า มาข้างนี้เถิดท่าน แล้วนำอาจารย์ขึ้นเรือน ให้นั่งบนบัลลังก์ ทำกิจทุกอย่างมีล้างเท้าเป็นต้นอาจารย์บริโภคอาหารแล้ว เวลานั่งสนทนากันอยู่ตามสบาย จึงแสร้งกล่าวว่า ท่านพราหมณ์ ธรรมปาลกุมารบุตรของท่านเป็นคนมีสติปัญญาเรียนจบไตรเพทและศิลปะ ๑๘ ประการแล้ว แต่ได้ตายเสียแล้วด้วยโรคอย่าง ๑ สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ท่านอย่าเศร้าโศกไปเลย.

พราหมณ์ตบมือหัวเราะดังลั่น เมื่ออาจารย์ถามว่า ท่านพราหมณ์ท่านหัวเราะอะไร ? ก็ตอบว่า ลูกฉันยังไม่ตาย ที่ตายนั้นจักเป็นคนอื่นอาจารย์กล่าวว่า ท่านพราหมณ์ ท่านได้เห็นกระดูกบุตรของท่านแล้วจงเชื่อเถิด แล้วนำกระดูกออกกล่าวว่า นี่กระดูกบุตรของท่าน พราหมณ์กล่าวว่า นี้จักเป็นกระดูกแพะหรือกระดูกสุนัข แต่ลูกฉันยังไม่ตายเพราะในตระกูลของเรา ๗ ชั่วโคตรมาแล้ว ไม่มีใครเคยตายแต่ยังหนุ่มเลย ท่านพูดปด ขณะนั้น คนทั้งหมดได้ตบมือหัวเราะกันยกใหญ่อาจารย์เห็นความอัศจรรย์นั้น แล้วมีความโสมนัส เมื่อจะถามว่า ท่านพราหมณ์ ในประเพณีตระกูลของท่านที่คนหนุ่ม ๆไม่ตาย ถ้าไม่มีเหตุคงไม่อาจเป็นไปได้ เพราะเหตุไร คนหนุ่ม ๆ จึงไม่ตาย ? ดังนี้ ได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

อะไรเป็นวัตรของท่าน อะไรเป็นพรหมจรรย์ของท่าน การที่คนหนุ่ม ๆ ไม่ตายนี้ เป็น ผลแห่กรรมอะไรที่ท่านประพฤติดีแล้ว ดูก่อน พราหมณ์ ขอท่านจงบอกเนื้อความนี้แก่เรา เหตุไรหนอ คนหนุ่ม ๆ ของพวกท่านจึงไม่ ตาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วตํ คือเป็นวัตตสมาทาน. บทว่า พฺรหฺมจริยํ คือเป็นพรหมจรรย์อันประเสริฐสุด. บทว่า กิสฺส สุจิณฺณสฺส ความว่า การที่คนหนุ่ม ๆ ในตระกูลของพวกท่านไม่ตายเป็นผลแห่งสุจริตอย่างไหน ?

พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อจะพรรณนาคุณานุภาพที่เห็นเหตุให้คนหนุ่มในตระกูลนั้นไม่ตาย จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-

พวกเราประพฤติธรรม ไม่กล่าวมุสา งดเว้นธรรมชั่ว งดเว้นกรรมอันไม่ประเสริฐ ทั้งหมด เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของ พวกเราจึงไม่ตาย. พวกเราฟังธรรมของอสัตบุรุษและของ สัตบุรุษแล้ว เราไม่ชอบใจธรรมของอสัตบุรุษ เลย ละอสัตบุรุษเสีย ไม่ละสัตบุรุษ เพราะเหตุ นั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. ก่อนที่เริ่มจะให้ทาน พวกเราเป็นผู้ตั้งใจ ดี แม้กำลังให้ก็มีใจผ่องแผ้ว ครั้นให้แล้วก็ ไม่เดือดร้อนภายหลัง เพราะเหตุนั้นแหละ คน หนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. พวกเราเลี้ยงดูสมณะ พราหมณ์ คน เดินทาง วณิพก ยาจก และคนขัดสนทั้งหลาย ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำ เพราะเหตุนั้น แหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. พวกเราไม่นอกใจภรรยา ถึงภรรยาก็ไม่ นอกใจพวกเรา พวกเราประพฤติพรหมจรรย์ นอกจากภรรยาของตน เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. พวกเราทั้งหมดงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นสิ่งของที่เขาไม่ให้ในโลก ไม่ดื่มของเมา ไม่กล่าวปด เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. บุตรที่เกิดในภรรยาผู้มีศีลดีเหล่านั้น เป็น ผู้ฉลาด มีปัญญา เป็นพหูสูต เรียนจบไตรเพท เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเรา จึงไม่ตาย. มารดาบิดา พี่น้องหญิงชาย บุตร ภรรยา และเราทุกคนประพฤติธรรมมุ่งประโยชน์ใน โลกหน้า เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. ทาส ทาสี คนที่อาศัยเลี้ยงชีวิต คนรับใช้ คนทำงานทั้งหมด ล้วนแต่ประพฤติธรรมมุ่ง ประโยชน์ในโลกหน้า เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมญฺจราม ได้แก่ ประพฤติธรรม คือกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ กุศลกรรมทุกอย่างเป็นต้นว่าพวกเราไม่ปลงสัตว์โดยที่สุดแม้มดดำจากชีวิต เพราะเหตุแห่งชีวิตตนและไม่มองดูสิ่งของของผู้อื่นด้วยโลภจิต อันบัณฑิตพึงพรรณนาให้พิสดาร ก็ในคาถานี้ พราหมณ์กล่าวถึงการพูดมุสา แต่กล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งอกุศลกรรมที่สูงขึ้นว่า ขึ้นชื่อว่าบาปที่บุคคลผู้มักพูดเท็จจะไม่ทำย่อมไม่มี ได้ยินว่า บุคคลเหล่านั้น ไม่พูดเท็จ แม้ด้วยประสงค์จะให้หัวเราะ.

บทว่า ปาปานิ ได้แก่ กรรมอันลามกที่เป็นเหตุให้เข้าถึงนรกแม้ทุกอย่าง. บทว่า อนริยํ ได้แก่ งดเว้นกรรมที่เว้นจากความเป็นกรรมอันประเสริฐ คือที่ไม่ดี ได้แก่ ไม่บริสุทธิ์ทั้งหมด. หิ อักษรในคำว่า ตสฺมา หิ อมฺหํ นี้เป็นเพียงนิบาต อธิบายว่า เพราะเหตุนี้คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย คือขึ้นชื่อว่า อกาลมรณะในระหว่างย่อมไม่มีแก่พวกเรา บาลีว่า ตสฺมา หิ อมฺหํ ดังนี้ก็มี. บทว่า สุโณมเป็นต้น ความว่า ได้ยินว่า พวกเรา ธรรมอันแสดงกุศลของสัตบุรุษก็ฟัง. ธรรมอันแสดงอกุศลของอสัตบุรุษก็ฟังทั้งนั้น แต่พวกเราก็เป็นสักแต่ว่าฟังธรรมนั้นแล้วเท่านั้น ไม่ชอบใจธรรมของอสัตบุรุษนั้นเลยแต่ไม่ให้มีการทะเลาะหรือวิวาทกับอสัตบุรุษเหล่านั้น แม้ฟังแล้ว ได้แล้วก็ประพฤติตามสัตบุรุษ ไม่ละสัตบุรุษแม้สักขณะเดียว ละอสัตบุรุษคือบาปมิตรเสียแล้ว เป็นผู้ซ่องเสพแก่กัลยาณมิตรเท่านั้น.

บทว่า สมเณ มยํ พฺราหฺมเณ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์พวกเราเลี้ยงดู สมณพราหมณ์ คือพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มีบาปอันสงบแล้วแล มีบาปอันลอยแล้วบ้าง สมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรมที่เหลือบ้าง ชนที่เหลือมีมารเดินทางเป็นต้นบ้าง ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำ ก็ในพระบาลีคาถานี้ก็มาตามหลังคาถาว่า ปุพฺเพว ทานา เหมือนกัน. บทว่า นาติกฺกมาม ความว่า พวกเราไม่นอกใจภรรยาของตนกระทำมิจฉาจารในหญิงอื่นในภายนอก. บทว่า อญฺตฺร ตาหิ ความว่าพวกเราประพฤติพรหมจรรย์ในหญิงที่เหลือ นอกจากภรรยาของตนแม้ภรรยาของพวกเราก็เป็นไปในชายที่เหลืออย่างนี้เหมือนกัน บทว่าชายเร แปลว่า ย่อมเกิด. บทว่า สุตฺตมาสุ คือในหญิงผู้สูงสุด ผู้มีศีลดีทั้งหลาย.

ข้อนี้มีอธิบายว่า บุตรเหล่าใดของพวกเราเกิดในหญิงผู้สูงสุดผู้มีศีลสมบูรณ์เหล่านั้น บุตรเหล่านั้นย่อมเป็นผู้มีประการอย่างนี้ คือเป็นผู้ฉลาดเป็นต้น ความตายในระหว่างจักมีแก่บุตรเหล่านั้น แต่ที่ไหนเล่า แม้เพราะเหตุนั้น คนหนุ่ม ๆ ในตระกูลของพวกเราจึงไม่ตาย. บทว่า ธมฺมญฺจราม ได้แก่ ประพฤติสุจริตธรรม ๓ ประการ เพื่อประโยชน์แก่ปรโลก. หญิงรับใช้ทั้งหลาย ชื่อว่า ทาสี.

ในที่สุด พราหมณ์ก็ได้แสดงคุณของผู้ประพฤติธรรม ด้วยคาถา๒ คาถาเหล่านี้ ว่า :-

ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรม ที่บุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ นี้ เป็นอานิสงส์ ในธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ผู้ ประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ทุคติ. ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม เหมือนร่มใหญ่ในฤดูฝน ฉะนั้น ธรรมปาละบุตรของเรา อันธรรมคุ้มครองแล้ว กระดูกที่ ท่านนำเอามานี้ เป็นกระดูกสัตว์อื่น บุตรของ เรายังมีความสุข.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รกฺขติ ความว่า ธรรมดาว่า ธรรมที่บุคคลรักษาแล้วนี้ ย่อมกลับรักษาซึ่งบุคคลผู้มีธรรมอันตนรักษาแล้ว. บทว่า สุขมาวหาติ คือ ย่อมนำสุขในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายกับนิพพานสุขมาให้. บทว่า น ทุคฺคตึ คือย่อมไม่ไปสู่ทุคติ อันต่างด้วยทุคติมีนรกเป็นต้น.

พราหมณ์นั้นแสดงว่า ดูก่อนพราหมณ์ พวกเรารักษาธรรมอย่างนี้ แม้ธรรมก็รักษาพวกเราเหมือนกัน. บทว่า ธมฺเมน คุตฺโต คืออันธรรมที่ตนรักษาอันเช่นกับด้วยร่มใหญ่คุ้มครองแล้ว. บทว่า อสฺญสฺส อฏีนิ ความว่า ก็กระดูกที่ท่านนำมานี้ จักเป็นกระดูกของสัตว์อื่น คือของแพะก็ตามของสุนัขก็ตาม ท่านจงทิ้งกระดูกเหล่านั้นเสีย บุตรของเรายังมีความสุข.

อาจารย์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า การมาของข้าพเจ้าเป็นการมาดี มีผล ไม่ไร้ผล แล้วมีความยินดี ขอขมาโทษกะบิดาธรรมปาละแล้วกล่าวว่า นี้เป็นกระดูกแพะ. ข้าพเจ้านำมาเพื่อจะลองท่าน บุตรของท่านสบายดี ท่านจงให้ธรรมที่ท่านรักษาแก่ข้าพเจ้าบ้าง ดังนี้แล้วเขียนข้อความลงในสมุด อยู่ในที่นั้น ๒,๓ วันแล้ว ไปเมืองตักกศิลาให้ธรรมปาลกุมารศึกษาศิลปะทุกอย่าง แล้วส่งไปด้วยบริวารใหญ่.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแก่ พระเจ้าสุทโธทนมหาราชแล้ว ทรงประกาศสัจธรรมในเวลาจบสัจจะ พระเจ้าสุทโธทนมหาราชได้ดำรงอยู่ในอนาคามิผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า มารดาบิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธมารดาพุทธบิดาในบัดนี้อาจารย์ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระสารีบุตรในบัดนี้ บริษัทในครั้งนั้นได้มาเป็นพุทธบริษัทในบัดนี้ ส่วนธรรมปาลกุมาร ได้มาเป็นเราตถาคตฉะนี้แล.

จบ อรรถกถามหาธัมมปาลชาดกที่ ๙

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๘๘๒–๘๙๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทสกนิบาตชาดก · ๖๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๖๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

มหาธมฺมปาลชาตกํ

กินฺเต วตนฺติ อิทํ สตฺถา ปฐมาคมเนน กปิลวตฺถุนครํ คนฺตฺวา นิโคฺรธาราเม วิหรนฺโต ปิตุ นิเวสเน รญฺโญ อสทฺทหนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตทา หิ สุทฺโธทนมหาราชา วีสติสหสฺสภิกฺขุปริวารสฺส ภควโต อตฺตโน นิเวสเน ยาคุขชฺชกํ ทตฺวา อนฺตราภตฺเต จ สมฺโมทนียํ กโรนฺโต ภนฺเต ตุมฺหากํ ปธานกาเล เทวตา อาคนฺตฺวา อากาเส ฐตฺวา ปุตฺโต เต สิทฺธตฺถกุมาโร อปฺปาหารตาย มโตติ มยฺหํ อาโรจยึสูติ อาห สตฺถารา จ สทฺทหสิ มหาราชาติ วุตฺเต น สทฺทหามิ ภนฺเต อากาเส ฐตฺวา กเถนฺติยาปิ เทวตาย มม ปุตฺตสฺส โพธิตเล พุทฺธตฺตํ อปตฺวา ปรินิพฺพานํ นาม นตฺถีติ ปฏิกฺขิปินฺติ อาห ฯ กึ มหาราช อิทาเนว สทฺทหสิ ปุพฺเพปิ ตฺวํ มหาธมฺมปาลกาเล ปุตฺโต เต มโต อิมานิสฺส อฏฺฐีนีติ เอฬกสฺส อฏฺฐีนิ ทสฺเสตฺวา วทนฺตสฺสาปิ ทิสาปาโมกฺขาจริยสฺส อมฺหากํ กุเล ตรุณกาเล กาลกิริยา นาม นตฺถีติ น สทฺทหิ อิทานิ ปน กสฺมา สทฺทหิสฺสสีติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต กาสิกรฏฺเฐ ธมฺมปาลคาโม นาม อโหสิ ฯ โส ธมฺมปาลกุลสฺส วสนตาย เอวํ นามํ ลภิ ฯ ตตฺถ ทสนฺนํ กุสลกมฺมปถธมฺมานํ ปาลนโต ธมฺมปาโล เตฺวว ปญฺญาโต พฺราหฺมโณ ปฏิวสติ ฯ ตสฺส กุเล อนฺตมโส ทาสกมฺมกราปิ ทานํ เทนฺติ สีลํ รกฺขนฺติ อุโปสถกมฺมํ กโรนฺติ ฯ ตทา โพธิสตฺโต ตสฺมึ กุเล นิพฺพตฺติ ฯ ธมฺมปาลกุมาโร เตฺววสฺส นามํ กรึสุ ฯ อถ นํ วยปฺปตฺตํ ปิตา สหสฺสํ ทตฺวา สิปฺปุคฺ- คหณตฺถาย ตกฺกสิลํ เปเสสิ ฯ โส ธมฺมปาโล ตตฺถ คนฺตฺวา ทิสาปาโมกฺขาจริยสฺส สนฺติเก สิปฺปํ อุคฺคณฺหิ ฯ ปญฺจนฺนํ มาณวกสตานํ เชฏฺฐนฺเตวาสิโก อโหสิ ฯ ตทา อาจริยสฺส เชฏฺฐปุตฺโต กาลมกาสิ ฯ อาจริโย มาณวกปริวุโต ญาติคเณน สทฺธึ โรทนฺโต กนฺทนฺโต สุสาเน ตสฺส สรีรกิจฺจํ กาเรสิ ฯ ตตฺถ อาจริโย จ ญาติวคฺโค จ ตสฺส อนฺเตวาสิโก จ โรทนฺติ ปริเทวนฺติ ฯ ธมฺมปาโลเยเวโก น โรทติ น ปริเทวติ อปิจ โข ปน เตสุ ปญฺจสเตสุ มาณเวสุ สุสานา อาคมฺม อาจริยสฺส สนฺติเก นสีทิตฺวา อโห เอวรูโป นาม อาจารสมฺปนฺโน ตรุณมาณโว ตรุณกาเลเยว มาตาปิตูหิ วิปฺปยุตฺโต มรณํ ปตฺโตติ วทนฺเตสุ สมฺม ตุมฺเห ตรุโณติ ภณถ อถ กสฺมา ตรุณกาเลเยว มรนฺติ นนุ อยุตฺตํ ตรุณกาเล มริตุนฺติ อาห ฯ อถ นํ เต อาหํสุ กึ ปน สมฺม ตฺวํ อิเมสํ สตฺตานํ มรณภาวํ น ชานาสีติ ฯ ชานามิ ตรุณกาเล ปน น มรนฺติ มหลฺลกกาเลเยว มรนฺตีติ ฯ นนุ อนิจฺจา สพฺเพ สงฺขารา หุตฺวา อภาวิโนติ ฯ สจฺจํ อนิจฺจา ทหรกาเล ปน สตฺตา น มรนฺติ มหลฺลกกาเล มรนฺติ อนิจฺจตํ ปาปุณนฺตีติ ฯ กึ สมฺม ธมฺมปาล ตุมฺหากํ เคเห น เกจิ มรนฺตีติ ฯ ทหรกาเล ปน สตฺตา น มรนฺติ มหลฺลกกาเลเยว มรนฺตีติ ฯ กึ ปเนสา ตุมฺหากํ กุลปฺปเวณีติ ฯ อาม กุลปฺปเวณีติ ฯ มาณวา ตํ ตสฺส กถํ สุตฺวา อาจริยสฺส อาโรเจสุํ ฯ อถ นํ โส ปกฺโกสาเปตฺวา ปุจฺฉิ สจฺจํ กิร ตาต ธมฺมปาล ตุมฺหากํ กุเล ทหรกาเล น มิยฺยนฺตีติ ฯ สจฺจํ อาจริยาติ ฯ โส ตสฺส วจนํ สุตฺวา จินฺเตสิ อยํ อติวิย อจฺฉริยํ วทติ อิมสฺส ปิตุ สนฺติกํ คนฺตฺวา ปุจฺฉิตฺวา สเจ เอตํ สจฺจํ อหํปิ ตเมว ธมฺมํ ปริปูเรสฺสามีติ ฯ โส ปุตฺตสฺส กตฺตพฺพกิจฺจํ กตฺวา สตฺตฏฺฐทิวสจฺจเยน ธมฺมปาลํ ปกฺโกสาเปตฺวา ตาต อหํ วิปฺปวสิสฺสามิ ตฺวํ ยาว มมาคมนา อิเม มาณเว สิปฺปํ วาเจหีติ วตฺวา เอกสฺส เอฬกสฺส อฏฺฐีนิ คเหตฺวา โธวิตฺวา ปสิพฺพเก กตฺวา เอกํ จุลฺลุปฏฺฐากํ อาทาย ตกฺกสิลโต นิกฺขมิตฺวา อนุปุพฺเพน ตํ คามํ ปตฺวา กตรํ มหาธมฺมปาลสฺส เคหนฺติ ปุจฺฉิตฺวา คนฺตฺวา ทฺวาเร อฏฺฐาสิ ฯ พฺราหฺมณสฺส ทาสมนุสฺเสสุ โย โย ปฐมํ อทฺทส โส โส อาจริยสฺส หตฺถโต ฉตฺตํ คณฺหิ อุปาหนํ คณฺหิ อุปฏฺฐากสฺสปิ หตฺถโต ปสิพฺพกํ คณฺหิ ปุตฺตสฺส เต ธมฺมปาลกุมารสฺส อาจริโย ทฺวาเร ฐิโตติ กุมารสฺส ปิตุ อาโรเจถาติ วุตฺเต เต สาธูติ วตฺวา อาโรจยึสุ ฯ โส เวเคน ทฺวารมูลํ คนฺตฺวา อิโต เอถาติ ตํ ฆรํ อาเนตฺวา ปลฺลงฺเก นิสีทาเปตฺวา สพฺพํ ปาทโธวนาทิกิจฺจํ อกาสิ ฯ อาจริโย ภุตฺตโภชโน สุขกถาย นิสินฺนกาเล พฺราหฺมณ ปุตฺโต เต ธมฺมปาลกุมาโร ปญฺญวา ติณฺณํ เวทานํ อฏฺฐารสนฺนญฺจ สิปฺปานํ นิปฺผตฺตึ ปตฺโต อปิจ โข ปเนเกน อผาสุเกน ชีวิตกฺขยํ ปตฺโต สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา มา โสจิตฺถาติ อาห ฯ พฺราหฺมโณ ปาณึ ปหริตฺวา มหาหสิตํ หสิ ฯ กินฺนุ โข พฺราหฺมณ หสีติ จ วุตฺเต มยฺหํ ปุตฺโต น มรติ อญฺโญ โกจิ มโต ภวิสฺสตีติ อาห ฯ พฺราหฺมณ ปุตฺตสฺเสว เต อฏฺฐีนิ ทิสฺวา สทฺทหาติ อฏฺฐีนิ นีหริตฺวา อิมานิ เต ปุตฺตสฺส อฏฺฐีนีติ อาห ฯ เอตานิ เอฬกสฺส วา สุนขสฺส วา ภวิสฺสนฺติ มยฺหํ ปน ปุตฺโต น มรติ อมฺหากํ หิ กุเล ยาว สตฺตมา กุลปริวฏฺฏา ตรุณกาเล มตปุพฺโพ นาม นตฺถิ ตฺวํ มุสา ภณสีติ ฯ ตสฺมึ ขเณ สพฺเพปิ ปาณึ ปหริตฺวา มหาหสิตํ หสึสุ ฯ อาจริโย ตํ อจฺฉริยํ ทิสฺวา โสมนสฺสปฺปตฺโต หุตฺวา พฺราหฺมณ ตุมฺหากํ กุลปฺปเวณิยํ ทหรานํ อมรเณน น สกฺกา อเหตุเกน ภวิตุํ เกน การเณน ทหรา น มิยฺยนฺตีติ ปุจฺฉนฺโต ปฐมํ คาถมาห

กินฺเต วตํ กึ ปน พฺรหฺมจริยํ

กิสฺส สุจิณฺณสฺส อยํ วิปาโก

อกฺขาหิ เม พฺราหฺมณ เอตมตฺถํ

กสฺมา นุ ตุมฺหํ ทหรา น มิยฺยเรติ ฯ

ตตฺถ วตนฺติ วตฺตสมาทานํ ฯ พฺรหฺมจริยนฺติ เสฏฺฐจริยํ ฯ กิสฺส สุจิณฺณสฺสาติ ตุมฺหากํ กุเล ทหรานํ อมรณํ นาม กตรสุจริตสฺส วิปาโกติ ฯ

ตํ สุตฺวา พฺราหฺมโณ เยสํ คุณานํ อานุภาเวน ตสฺมึ กุเล ทหรา น มิยฺยนฺติ เต วณฺณยนฺโต

ธมฺมํ จราม น มุสา ภณาม

ปาปานิ กมฺมานิ ปริวชฺชยาม

อนริยํ ปริวชฺเชม สพฺพํ

ตสฺมา หิ อมฺหํ ทหรา น มิยฺยเร ฯ

สุโณม ธมฺมํ อสตํ สตญฺจ

น จาปิ ธมฺมํ อสตํ โรจยาม

หิตฺวา อสนฺเต น ชหาม สนฺเต

ตสฺมา หิ อมฺหํ ทหรา น มิยฺยเร ฯ

ปุพฺเพ ปธานา สุมนา ภวาม

ททํปิ เว อตฺตมนา ภวาม

ทตฺวาปิ เว นานุตปฺปาม ปจฺฉา

ตสฺมา หิ อมฺหํ ทหรา น มิยฺยเร ฯ

สมเณ มยํ พฺราหฺมเณ อทฺธิเก จ

วณิพฺพเก ยาจนเก ทลิทฺเท

อนฺเนน ปาเนน อภิตปฺปยาม

ตสฺมา หิ อมฺหํ ทหรา น มิยฺยเร ฯ

มยญฺจ ภริยํ นาติกฺกมาม

อมฺเห จ ภริยา นาติกฺกมนฺติ

อญฺญตฺร ตาหิ พฺรหฺมจริยํ จราม

ตสฺมา หิ อมฺหํ ทหรา น มิยฺยเร ฯ

ปาณาติปาตา วิรมาม สพฺเพ

โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยาม

อมชฺชปาเณปิ มุสา ภณาม

ตสฺมา หิ อมฺหํ ทหรา น มิยฺยเร ฯ

เอตาสุ เว ชายเร สุตฺตมาสุ

เมธาวิโน โหนฺติ พหุตฺตปญฺญา

พหุสฺสุตา เวทคุนา จ โหนฺติ

ตสฺมา หิ อมฺหํ ทหรา น มิยฺยเร ฯ

มาตา ปิตา ภคินี ภาตโร จ

ปุตฺตา จ ทารา จ มยญฺจ สพฺเพ

ธมฺมํ จราม ปรโลกเหตุ

ตสฺมา หิ อมฺหํ ทหรา น มิยฺยเร ฯ

ทาสา จ ทาสี อนุชีวิโน จ

ปริจาริกา กมฺมกรา จ สพฺเพ

ธมฺมํ จรนฺติ ปรโลกเหตุ

ตสฺมา หิ อมฺหํ ทหรา น มิยฺยเรติ อิมา คาถา อาห ฯ

ตตฺถ ธมฺมญฺจรามาติ ทสกุสลกมฺมปถธมฺมํ จราม ฯ อตฺตโน ชีวิตเหตุ อนฺตมโส กุนฺถกิปิลฺลิกมฺปิ ชีวิตา น โวโรเปม ปรภณฺฑญฺจ โลภจิตฺเตน น โอโลเกมาติ สพฺพํ วิตฺถาเรตพฺพํ ฯ มุสาวาโท เจตฺถ มุสาวาทิสฺส อกรณํ ปาปํ นาม นตฺถีติ อุสฺสนฺนวเสน ปน วุตฺโต ฯ เต กิร หสฺสาธิปฺปาเยนปิ มุสา น ภณนฺติ ฯ ปาปานีติ สพฺพานิปิ นิรยคามินิ ลามกกมฺมานิ ฯ อนริยนฺติ อริยวิรหิตํ สพฺพํ อสุนฺทรํ อปริสุทฺธํ กมฺมํ ปริวชฺชยาม ฯ ตสฺมา หิ อมฺหนฺติ เอตฺถ หิกาโร นิปาตมตฺโต ฯ อิมินา การเณน อมฺหากํ ทหรา น มิยฺยนฺติ อนฺตรา จ อกาลมรณํ นาม โน นตฺถีติ อตฺโถ ฯ ตสฺมา หิ อมฺหนฺติปิ ปาโฐ ฯ สุโณมาติ มยํ กิร ยถา นาม สปฺปุริสานํ กุสลทีปนํปิ อสปฺปุริสานํ อกุสลทีปนํ ธมฺมํ สุโณม ฯ โส ปน โน สุตมตฺตโกว โหติ ตํ น โรจยาม เตหิ ปน โน สทฺธึ วิคฺคโห วา วิวาโท วา มา โหตุ ธมฺมํ สุโณม สุตฺวาปิ ลภิตฺวา สนฺเต วตฺตาม เอกมฺปิ ขณํ น ชหาม อสนฺเต ปาปมิตฺเต ปหาย กลฺยาณมิตฺตเสวิโนว โหมาติ ฯ สมเณ มยํ พฺราหฺมเณติ พฺราหฺมณ มยํ สมิตปาปพาหิตปาเป ปจฺเจกพุทฺธสมณ- พฺราหฺมเณปิ อวเสสธมฺมิกสมณพฺราหฺมเณปิ อทฺธิกาทโย เสสชเนปิ อนฺเนน ปาเนน อภิตปฺเปมาติ อตฺโถ ฯ ปาลิยํ ปน อยํ คาถา ปุพฺเพว ทานาติ คาถาย ปจฺฉโต อาคจฺฉติ ฯ นาติกฺกมามาติ อตฺตโน ภริยํ อติกฺกมิตฺวา พหิ อญฺญมิจฺฉาจารํ น กโรม ฯ อญฺญตฺร ตาหีติ อตฺตโน ภริยํ ฐเปตฺวา เสสอิตฺถีสุ พฺรหฺมจริยญฺจ จราม ฯ อมฺหากํ ภริยาปิ เสสปุริเสสุ เอวเมว ปวตฺตนฺติ ฯ ชายเรติ ชายนฺติ ฯ สุตฺตมาสูติ สุสีลาสุ อุตฺตมิตฺถีสุ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ เย เอตาสุ สมฺปนฺนสีลาสุ ปุตฺตมิตฺถีสุ อมฺหากํ ปุตฺตา ชายนฺติ เต เมธาวิโนติ เอวํปการา โหนฺติ กุโต เตสํ อนฺตรา มรณํ ตสฺมาปิ อมฺหากํ กุเล ทหรา น มิยฺยนฺตีติ ฯ ธมฺมญฺจรามาติ ปรโลกตฺถาย ติวิธํ สุจริตธมฺมํ จราม ฯ ทาสีติ ทาสิโย ฯ

อวสาเน

ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ

ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ

เอสานิสํโส ธมฺเม สุจิณฺเณ

น ทุคฺคตึ คจฺฉติ ธมฺมจารี ฯ

ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ

ฉตฺตํ มหนฺตํ วิย วสฺสกาเล

ธมฺเมน คุตฺโต มม ธมฺมปาโล

อญฺญสฺส อฏฺฐีนิ สุขี กุมาโรติ อิมาหิ ทฺวีหิ คาถาหิ ธมฺมจารีนํ คุณํ กเถสิ ฯ

ตตฺถ รกฺขตีติ ธมฺโม นาเมส รกฺขิโต อตฺตโน รกฺขิตํ ปฏิรกฺขติ ฯ สุขมาวหาตีติ เทวมนุสฺเสสุ สุขญฺเจว นิพฺพานสุขญฺจ อาวหาติ ฯ น ทุคฺคตินฺติ นิรยาทิเภทํ ทุคฺคตึ น คจฺฉติ ฯ เอวํ พฺราหฺมณ มยํ ธมฺมํ รกฺขาม ธมฺโมปิ อมฺเห รกฺขตีติ ทสฺเสติ ฯ ธมฺเมน คุตฺโตติ มหาฉตฺตสทิเสน อตฺตนา โคปิตธมฺเมน คุตฺโต ฯ อญฺญสฺส อฏฺฐีนีติ ตยา อานีตานิ ปน อฏฺฐีนิ อญฺญสฺส เอฬกสฺส วา สุนขสฺส วา อฏฺฐีนิ ภวิสฺสนฺติ ฉฑฺเฑหิ ตานิ มม ปุตฺโต สุขี กุมาโรติ ฯ

ตํ สุตฺวา อาจริโย อาห มยฺหํ อาคมนํ สุอาคมนํ สผลํ โน นิปฺผลนฺติ สญฺชาตโสมนสฺโส ธมฺมปาลสฺส ปิตรํ ขมาเปตฺวา มยา อาคจฺฉนฺเตน ตุมฺหากํ วีมํสนตฺถาย อิมานิ เอฬกฏฺฐีนิ อาภตานิ ปุตฺโต เต อโรโคเยว ตุมฺหากํ รกฺขิตธมฺเม มยฺหํปิ เทถาติ ปณฺเณ ลิขิตฺวา กติปาหํ ตตฺถ วสิตฺวา ตกฺกสิลํ คนฺตฺวา ธมฺมปาลสฺส สพฺพสิปฺปานิ สิกฺขาเปตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน เปเสสิ ฯ

สตฺถา สุทฺโธทนมหาราชสฺส อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน ราชา อนาคามิผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา มาตาปิตโร มหาราชกุลานิ อเหสุํ อาจริโย สารีปุตฺโต ปริสา พุทฺธปริสา อเหสุํ ธมฺมปาลกุมาโร ปน อหเมวาติ ฯ

มหาธมฺมปาลชาตกํ นวมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๔๖. ตักกลชาดกชาดกถัดไป๔๔๘. กุกกุฏชาดก