มหาธรรมปาลชาดก
ว่าด้วยเหตุที่ไม่ตายในวัยหนุ่ม
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๔๑๐ · บรรทัด ๕๗๔๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จพระนครกบิลพัสดุ์ครั้งแรก ประทับอยู่ ณนิโครธาราม ทรงปรารภความไม่ทรงเชื่อของพระพุทธบิดา ในพระราชนิเวศน์ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า กินฺเต วตํ ดังนี้.
ความย่อว่า ครั้งนั้นพระเจ้าสุทโธทนมหาราชถวายข้าวยาคูและของเคี้ยว แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุ ๒๐,๐๐๐ เป็นบริวารในพระราชนิเวศน์ของพระองค์ เมื่อทรงกระทำสัมโมทนียกถาในระหว่างภัต ได้ตรัสว่า พระเจ้าข้า เวลาที่พระองค์ทำความเพียรอยู่ มีหมู่เทวดามายืนอยู่ในอากาศบอกแก่หม่อมฉันว่า สิทธัตถกุมารโอรสของพระองค์สิ้นพระชนม์เสียแล้ว เพราะเสวยพระกระยาหารน้อย เมื่อพระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร พระองค์ทรงเชื่อหรือ ? จึงตรัสว่าหม่อมฉันไม่เชื่อดอก พระเจ้าข้า ยังห้ามเทวดาที่ยืนกล่าวอยู่ในอากาศเสียอีกว่า พระโอรสของเรายังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าที่โคนต้นโพธิ์แล้วจะยังไม่ปรินิพพาน พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร ในบัดนี้ พระองค์จักทรงเชื่อได้อย่างไร แม้ในครั้งก่อน ครั้งหม่อมฉันเกิดเป็นมหาธรรมปาลกุมาร เมื่ออาจารย์ทิศาปาโมกข์เอากระดูกแพะมาแสดงบอกว่า บุตรของท่านตายเสียแล้ว นี่กระดูกบุตรของท่าน พระองค์ก็มิได้ทรงเชื่อกล่าวกับอาจารย์ว่า ในตระกูลของเรานี่จะตายกำลังหนุ่มนั้นเป็นไม่มีก็เหตุไร ในบัดนี้ พระองค์จักทรงเชื่อเล่า ? พระพุทธบิดาทูลอารารนาให้ตรัสเรื่องราว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ อยู่ในพระ นครพาราณสี ได้มีบ้านธรรมปาลคามในแคว้นกาสี บ้านนั้นที่ได้ชื่ออย่างนั้น เพราะเป็นที่อยู่ของตระกูลธรรมบาลพราหมณ์ที่อยู่อาศัยในบ้านนั้น ปรากฏชื่อว่าธรรมบาล เพราะเหตุที่รักษาธรรม คือกุศลกรรมบถ ๑๐ ในตระกูลของเขาชั้นทาสและกรรมกรก็ให้ทานรักษาศีลทำอุโบสถกรรม.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลนั้น ได้นามว่า ธรรมปาลกุมาร ครั้นเจริญวัยแล้ว บิดาได้ให้ทรัพย์พันหนึ่ง ส่งไปเรียนศิลปะ ณ เมืองตักกศิลา ธรรมปาลกุมารไป ณ ที่นั้นแล้ว เรียนศิลปะในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ได้เป็นหัวหน้ามาณพพวกอันเตวาสิก๕๐๐ คน ครั้งนั้นบุตรคนโตของอาจารย์ตายลง อาจารย์มีศิษย์มาณพแวดล้อม พร้อมด้วยหมู่ญาติร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ทำฌาปนกิจศพบุตรในป่าช้า ทั้งอาจารย์ทั้งศิษย์และหมู่ญาติต่างร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ณ ที่นั้นธรรมปาลบุตรคนเดียวเท่านั้น ไม่ร้องไห้ ไม่คร่ำครวญ เมื่อมาณพ๕๐๐ คนนั้นมาจากป่าช้าแล้ว ได้พากันไปนั่งรำพันอยู่ในสำนักอาจารย์ว่า น่าเสียดาย มาณพหนุ่มสมบูรณ์ด้วยมารยาทเห็นปานนี้พลัดพรากจากมารดาบิดา ตายเสียแต่ยังหนุ่มทีเดียว ธรรมปาลกุมารกล่าวว่า เพื่อน ท่านทั้งหลายกล่าวว่ายังหนุ่ม ก็เหตุไรเล่าจึงได้ตายกันเสียแต่ยังหนุ่ม เวลาหนุ่มยังไม่ควรตายมิใช่หรือ ? มาณพเหล่านั้นกล่าวกะธรรมปาลกุมารว่า แน่ะเพื่อน ท่านไม่รู้จักความตายของสัตว์เหล่านี้ดอกหรือ ?
ธรรมปาลกุมาร เรารู้ แต่ไม่มีใครตายแต่ยังหนุ่ม ตายกันเมื่อแก่แล้วทั้งนั้น.
มาณพทั้งหลาย สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง มีแล้วกลับไม่มี มิใช่หรือ ?
ธรรมปาลกุมาร จริง สังขารไม่เที่ยง แต่สัตว์ทั้งหลาย ไม่ตายแต่ยังหนุ่ม ตายกันเมื่อแก่แล้ว ถึงซึ่งความไม่เที่ยง.
มาณพทั้งหลาย แน่ะเพื่อนธรรมปาละ ในเรือนของท่านไม่มีใครตายหรือ ?
ธรรมปาลกุมาร ที่ตายแต่ยังหนุ่มไม่มี มีแต่ตายกันเมื่อแก่แล้วทั้งนั้น.
มาณพทั้งหลาย ข้อนี้เป็นประเพณีแห่งตระกูลของท่านหรือ ? ธรรมปาลกุมาร ถูกแล้ว เป็นประเพณีแห่งตระกูลของเรา.
มาณพทั้งหลาย ได้ฟังถ้อยคำของธรรมปาลกุมารดังนั้นแล้ว จึงพากันบอกแก่อาจารย์ อาจารย์เรียกธรรมปาลกุมารมาถามว่า พ่อธรรมปาละ. ได้ยินว่า ในตระกูลของท่าน คนไม่ตายกันแต่ยังหนุ่ม จริงหรือ ? ธรรมปาลกุมารตอบว่า จริง ท่านอาจารย์ อาจารย์ฟังคำของเขา แล้วคิดว่า กุมารนี้พูดอัศจรรย์เหลือเกิน เราจักไปสำนักบิดาของกุมารนี้ถามดู ถ้าเป็นจริง เราจักบำเพ็ญธรรมเช่นนั้นบ้าง อาจารย์นั้นครั้นทำฌาปนกิจศพบุตรเสร็จแล้ว ล่วงมาได้ ๗ , ๘ วัน ได้เรียกธรรมปาลกุมารมาสั่งว่า แน่ะพ่อ เราจักจากไป เจ้าจงบอกศิลปะแก่มาณพเหล่านี้ จนกว่าเราจะกลับมา สั่งแล้วก็เก็บกระดูกแพะตัว ๑มาล้างเอาใส่กระสอบ ให้คนรับใช้ผู้ ๑ ถือตามไป ออกจากเมืองตักกศิลาไปโดยลำดับ ถึงบ้านนั้น เที่ยวถามถึงเรือนของมหาธรรมปาละว่าหลังไหน รู้แห่งแล้วก็ไปยืนอยู่ที่ประตู.
พวกทาสของพราหมณ์ที่เห็นก่อน ต่างก็รับร่มรับรองเท้าจากมือของอาจารย์ และรับกระสอบจากมือของคนรับใช้ เมื่ออาจารย์กล่าวว่าพวกท่านจงไปบอกบิดาของกุมารว่า อาจารย์ของธรรมปาลกุมารบุตรของท่านมายืนอยู่ที่ประตู พวกทาสรับคำว่า ดีแล้ว แล้วก็พากันไปบอกพราหมณ์รีบไปที่ใกล้ประตู เชื้อเชิญว่า มาข้างนี้เถิดท่าน แล้วนำอาจารย์ขึ้นเรือน ให้นั่งบนบัลลังก์ ทำกิจทุกอย่างมีล้างเท้าเป็นต้นอาจารย์บริโภคอาหารแล้ว เวลานั่งสนทนากันอยู่ตามสบาย จึงแสร้งกล่าวว่า ท่านพราหมณ์ ธรรมปาลกุมารบุตรของท่านเป็นคนมีสติปัญญาเรียนจบไตรเพทและศิลปะ ๑๘ ประการแล้ว แต่ได้ตายเสียแล้วด้วยโรคอย่าง ๑ สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ท่านอย่าเศร้าโศกไปเลย.
พราหมณ์ตบมือหัวเราะดังลั่น เมื่ออาจารย์ถามว่า ท่านพราหมณ์ท่านหัวเราะอะไร ? ก็ตอบว่า ลูกฉันยังไม่ตาย ที่ตายนั้นจักเป็นคนอื่นอาจารย์กล่าวว่า ท่านพราหมณ์ ท่านได้เห็นกระดูกบุตรของท่านแล้วจงเชื่อเถิด แล้วนำกระดูกออกกล่าวว่า นี่กระดูกบุตรของท่าน พราหมณ์กล่าวว่า นี้จักเป็นกระดูกแพะหรือกระดูกสุนัข แต่ลูกฉันยังไม่ตายเพราะในตระกูลของเรา ๗ ชั่วโคตรมาแล้ว ไม่มีใครเคยตายแต่ยังหนุ่มเลย ท่านพูดปด ขณะนั้น คนทั้งหมดได้ตบมือหัวเราะกันยกใหญ่อาจารย์เห็นความอัศจรรย์นั้น แล้วมีความโสมนัส เมื่อจะถามว่า ท่านพราหมณ์ ในประเพณีตระกูลของท่านที่คนหนุ่ม ๆไม่ตาย ถ้าไม่มีเหตุคงไม่อาจเป็นไปได้ เพราะเหตุไร คนหนุ่ม ๆ จึงไม่ตาย ? ดังนี้ ได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
อะไรเป็นวัตรของท่าน อะไรเป็นพรหมจรรย์ของท่าน การที่คนหนุ่ม ๆ ไม่ตายนี้ เป็น ผลแห่กรรมอะไรที่ท่านประพฤติดีแล้ว ดูก่อน พราหมณ์ ขอท่านจงบอกเนื้อความนี้แก่เรา เหตุไรหนอ คนหนุ่ม ๆ ของพวกท่านจึงไม่ ตาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วตํ คือเป็นวัตตสมาทาน. บทว่า พฺรหฺมจริยํ คือเป็นพรหมจรรย์อันประเสริฐสุด. บทว่า กิสฺส สุจิณฺณสฺส ความว่า การที่คนหนุ่ม ๆ ในตระกูลของพวกท่านไม่ตายเป็นผลแห่งสุจริตอย่างไหน ?
พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อจะพรรณนาคุณานุภาพที่เห็นเหตุให้คนหนุ่มในตระกูลนั้นไม่ตาย จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
พวกเราประพฤติธรรม ไม่กล่าวมุสา งดเว้นธรรมชั่ว งดเว้นกรรมอันไม่ประเสริฐ ทั้งหมด เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของ พวกเราจึงไม่ตาย. พวกเราฟังธรรมของอสัตบุรุษและของ สัตบุรุษแล้ว เราไม่ชอบใจธรรมของอสัตบุรุษ เลย ละอสัตบุรุษเสีย ไม่ละสัตบุรุษ เพราะเหตุ นั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. ก่อนที่เริ่มจะให้ทาน พวกเราเป็นผู้ตั้งใจ ดี แม้กำลังให้ก็มีใจผ่องแผ้ว ครั้นให้แล้วก็ ไม่เดือดร้อนภายหลัง เพราะเหตุนั้นแหละ คน หนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. พวกเราเลี้ยงดูสมณะ พราหมณ์ คน เดินทาง วณิพก ยาจก และคนขัดสนทั้งหลาย ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำ เพราะเหตุนั้น แหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. พวกเราไม่นอกใจภรรยา ถึงภรรยาก็ไม่ นอกใจพวกเรา พวกเราประพฤติพรหมจรรย์ นอกจากภรรยาของตน เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. พวกเราทั้งหมดงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นสิ่งของที่เขาไม่ให้ในโลก ไม่ดื่มของเมา ไม่กล่าวปด เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. บุตรที่เกิดในภรรยาผู้มีศีลดีเหล่านั้น เป็น ผู้ฉลาด มีปัญญา เป็นพหูสูต เรียนจบไตรเพท เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเรา จึงไม่ตาย. มารดาบิดา พี่น้องหญิงชาย บุตร ภรรยา และเราทุกคนประพฤติธรรมมุ่งประโยชน์ใน โลกหน้า เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. ทาส ทาสี คนที่อาศัยเลี้ยงชีวิต คนรับใช้ คนทำงานทั้งหมด ล้วนแต่ประพฤติธรรมมุ่ง ประโยชน์ในโลกหน้า เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมญฺจราม ได้แก่ ประพฤติธรรม คือกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ กุศลกรรมทุกอย่างเป็นต้นว่าพวกเราไม่ปลงสัตว์โดยที่สุดแม้มดดำจากชีวิต เพราะเหตุแห่งชีวิตตนและไม่มองดูสิ่งของของผู้อื่นด้วยโลภจิต อันบัณฑิตพึงพรรณนาให้พิสดาร ก็ในคาถานี้ พราหมณ์กล่าวถึงการพูดมุสา แต่กล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งอกุศลกรรมที่สูงขึ้นว่า ขึ้นชื่อว่าบาปที่บุคคลผู้มักพูดเท็จจะไม่ทำย่อมไม่มี ได้ยินว่า บุคคลเหล่านั้น ไม่พูดเท็จ แม้ด้วยประสงค์จะให้หัวเราะ.
บทว่า ปาปานิ ได้แก่ กรรมอันลามกที่เป็นเหตุให้เข้าถึงนรกแม้ทุกอย่าง. บทว่า อนริยํ ได้แก่ งดเว้นกรรมที่เว้นจากความเป็นกรรมอันประเสริฐ คือที่ไม่ดี ได้แก่ ไม่บริสุทธิ์ทั้งหมด. หิ อักษรในคำว่า ตสฺมา หิ อมฺหํ นี้เป็นเพียงนิบาต อธิบายว่า เพราะเหตุนี้คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย คือขึ้นชื่อว่า อกาลมรณะในระหว่างย่อมไม่มีแก่พวกเรา บาลีว่า ตสฺมา หิ อมฺหํ ดังนี้ก็มี. บทว่า สุโณมเป็นต้น ความว่า ได้ยินว่า พวกเรา ธรรมอันแสดงกุศลของสัตบุรุษก็ฟัง. ธรรมอันแสดงอกุศลของอสัตบุรุษก็ฟังทั้งนั้น แต่พวกเราก็เป็นสักแต่ว่าฟังธรรมนั้นแล้วเท่านั้น ไม่ชอบใจธรรมของอสัตบุรุษนั้นเลยแต่ไม่ให้มีการทะเลาะหรือวิวาทกับอสัตบุรุษเหล่านั้น แม้ฟังแล้ว ได้แล้วก็ประพฤติตามสัตบุรุษ ไม่ละสัตบุรุษแม้สักขณะเดียว ละอสัตบุรุษคือบาปมิตรเสียแล้ว เป็นผู้ซ่องเสพแก่กัลยาณมิตรเท่านั้น.
บทว่า สมเณ มยํ พฺราหฺมเณ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์พวกเราเลี้ยงดู สมณพราหมณ์ คือพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มีบาปอันสงบแล้วแล มีบาปอันลอยแล้วบ้าง สมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรมที่เหลือบ้าง ชนที่เหลือมีมารเดินทางเป็นต้นบ้าง ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำ ก็ในพระบาลีคาถานี้ก็มาตามหลังคาถาว่า ปุพฺเพว ทานา เหมือนกัน. บทว่า นาติกฺกมาม ความว่า พวกเราไม่นอกใจภรรยาของตนกระทำมิจฉาจารในหญิงอื่นในภายนอก. บทว่า อญฺตฺร ตาหิ ความว่าพวกเราประพฤติพรหมจรรย์ในหญิงที่เหลือ นอกจากภรรยาของตนแม้ภรรยาของพวกเราก็เป็นไปในชายที่เหลืออย่างนี้เหมือนกัน บทว่าชายเร แปลว่า ย่อมเกิด. บทว่า สุตฺตมาสุ คือในหญิงผู้สูงสุด ผู้มีศีลดีทั้งหลาย.
ข้อนี้มีอธิบายว่า บุตรเหล่าใดของพวกเราเกิดในหญิงผู้สูงสุดผู้มีศีลสมบูรณ์เหล่านั้น บุตรเหล่านั้นย่อมเป็นผู้มีประการอย่างนี้ คือเป็นผู้ฉลาดเป็นต้น ความตายในระหว่างจักมีแก่บุตรเหล่านั้น แต่ที่ไหนเล่า แม้เพราะเหตุนั้น คนหนุ่ม ๆ ในตระกูลของพวกเราจึงไม่ตาย. บทว่า ธมฺมญฺจราม ได้แก่ ประพฤติสุจริตธรรม ๓ ประการ เพื่อประโยชน์แก่ปรโลก. หญิงรับใช้ทั้งหลาย ชื่อว่า ทาสี.
ในที่สุด พราหมณ์ก็ได้แสดงคุณของผู้ประพฤติธรรม ด้วยคาถา๒ คาถาเหล่านี้ ว่า :-
ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรม ที่บุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ นี้ เป็นอานิสงส์ ในธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ผู้ ประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ทุคติ. ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม เหมือนร่มใหญ่ในฤดูฝน ฉะนั้น ธรรมปาละบุตรของเรา อันธรรมคุ้มครองแล้ว กระดูกที่ ท่านนำเอามานี้ เป็นกระดูกสัตว์อื่น บุตรของ เรายังมีความสุข.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รกฺขติ ความว่า ธรรมดาว่า ธรรมที่บุคคลรักษาแล้วนี้ ย่อมกลับรักษาซึ่งบุคคลผู้มีธรรมอันตนรักษาแล้ว. บทว่า สุขมาวหาติ คือ ย่อมนำสุขในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายกับนิพพานสุขมาให้. บทว่า น ทุคฺคตึ คือย่อมไม่ไปสู่ทุคติ อันต่างด้วยทุคติมีนรกเป็นต้น.
พราหมณ์นั้นแสดงว่า ดูก่อนพราหมณ์ พวกเรารักษาธรรมอย่างนี้ แม้ธรรมก็รักษาพวกเราเหมือนกัน. บทว่า ธมฺเมน คุตฺโต คืออันธรรมที่ตนรักษาอันเช่นกับด้วยร่มใหญ่คุ้มครองแล้ว. บทว่า อสฺญสฺส อฏีนิ ความว่า ก็กระดูกที่ท่านนำมานี้ จักเป็นกระดูกของสัตว์อื่น คือของแพะก็ตามของสุนัขก็ตาม ท่านจงทิ้งกระดูกเหล่านั้นเสีย บุตรของเรายังมีความสุข.
อาจารย์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า การมาของข้าพเจ้าเป็นการมาดี มีผล ไม่ไร้ผล แล้วมีความยินดี ขอขมาโทษกะบิดาธรรมปาละแล้วกล่าวว่า นี้เป็นกระดูกแพะ. ข้าพเจ้านำมาเพื่อจะลองท่าน บุตรของท่านสบายดี ท่านจงให้ธรรมที่ท่านรักษาแก่ข้าพเจ้าบ้าง ดังนี้แล้วเขียนข้อความลงในสมุด อยู่ในที่นั้น ๒,๓ วันแล้ว ไปเมืองตักกศิลาให้ธรรมปาลกุมารศึกษาศิลปะทุกอย่าง แล้วส่งไปด้วยบริวารใหญ่.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแก่ พระเจ้าสุทโธทนมหาราชแล้ว ทรงประกาศสัจธรรมในเวลาจบสัจจะ พระเจ้าสุทโธทนมหาราชได้ดำรงอยู่ในอนาคามิผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า มารดาบิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธมารดาพุทธบิดาในบัดนี้อาจารย์ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระสารีบุตรในบัดนี้ บริษัทในครั้งนั้นได้มาเป็นพุทธบริษัทในบัดนี้ ส่วนธรรมปาลกุมาร ได้มาเป็นเราตถาคตฉะนี้แล.
จบ อรรถกถามหาธัมมปาลชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๘๘๒–๘๙๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทสกนิบาตชาดก ๖๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๖๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Mahādhammapālajātakaṃ
kinte vatanti idaṃ satthā paṭhamāgamanena kapilavatthunagaraṃ gantvā nigrodhārāme viharanto pitu nivesane rañño asaddahanaṃ ārabbha kathesi.
Tadā hi suddhodanamahārājā vīsatisahassabhikkhuparivārassa bhagavato attano nivesane yāgukhajjakaṃ datvā antarābhatte ca sammodanīyaṃ karonto bhante tumhākaṃ padhānakāle devatā āgantvā ākāse ṭhatvā putto te siddhatthakumāro appāhāratāya matoti mayhaṃ ārocayiṃsūti āha satthārā ca saddahasi mahārājāti vutte na saddahāmi bhante ākāse ṭhatvā kathentiyāpi devatāya mama puttassa bodhitale buddhattaṃ apatvā parinibbānaṃ nāma natthīti paṭikkhipinti āha. Kiṃ mahārāja idāneva saddahasi pubbepi tvaṃ mahādhammapālakāle putto te mato imānissa aṭṭhīnīti eḷakassa aṭṭhīni dassetvā vadantassāpi disāpāmokkhācariyassa amhākaṃ kule taruṇakāle kālakiriyā nāma natthīti na saddahi idāni pana kasmā saddahissasīti vatvā tena yācito atītaṃ āhari
atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente kāsikaraṭṭhe dhammapālagāmo nāma ahosi. So dhammapālakulassa vasanatāya evaṃ nāmaṃ labhi. Tattha dasannaṃ kusalakammapathadhammānaṃ pālanato dhammapālo Tveva paññāto brāhmaṇo paṭivasati. Tassa kule antamaso dāsakammakarāpi dānaṃ denti sīlaṃ rakkhanti uposathakammaṃ karonti. Tadā bodhisatto tasmiṃ kule nibbatti. Dhammapālakumāro tvevassa nāmaṃ kariṃsu. Atha naṃ vayappattaṃ pitā sahassaṃ datvā sippug- gahaṇatthāya takkasilaṃ pesesi. So dhammapālo tattha gantvā disāpāmokkhācariyassa santike sippaṃ uggaṇhi. Pañcannaṃ māṇavakasatānaṃ jeṭṭhantevāsiko ahosi. Tadā ācariyassa jeṭṭhaputto kālamakāsi. Ācariyo māṇavakaparivuto ñātigaṇena saddhiṃ rodanto kandanto susāne tassa sarīrakiccaṃ kāresi. Tattha ācariyo ca ñātivaggo ca tassa antevāsiko ca rodanti paridevanti. Dhammapāloyeveko na rodati na paridevati apica kho pana tesu pañcasatesu māṇavesu susānā āgamma ācariyassa santike nasīditvā aho evarūpo nāma ācārasampanno taruṇamāṇavo taruṇakāleyeva mātāpitūhi vippayutto maraṇaṃ pattoti vadantesu samma tumhe taruṇoti bhaṇatha atha kasmā taruṇakāleyeva maranti nanu ayuttaṃ taruṇakāle maritunti āha. Atha naṃ te āhaṃsu kiṃ pana samma tvaṃ imesaṃ sattānaṃ maraṇabhāvaṃ na jānāsīti. Jānāmi taruṇakāle pana na maranti mahallakakāleyeva marantīti. Nanu aniccā sabbe saṅkhārā hutvā abhāvinoti. Saccaṃ aniccā daharakāle pana sattā na maranti mahallakakāle maranti aniccataṃ pāpuṇantīti. Kiṃ samma dhammapāla tumhākaṃ gehe na keci marantīti. Daharakāle Pana sattā na maranti mahallakakāleyeva marantīti. Kiṃ panesā tumhākaṃ kulappaveṇīti. Āma kulappaveṇīti. Māṇavā taṃ tassa kathaṃ sutvā ācariyassa ārocesuṃ. Atha naṃ so pakkosāpetvā pucchi saccaṃ kira tāta dhammapāla tumhākaṃ kule daharakāle na miyyantīti. Saccaṃ ācariyāti. So tassa vacanaṃ sutvā cintesi ayaṃ ativiya acchariyaṃ vadati imassa pitu santikaṃ gantvā pucchitvā sace etaṃ saccaṃ ahaṃpi tameva dhammaṃ paripūressāmīti. So puttassa kattabbakiccaṃ katvā sattaṭṭhadivasaccayena dhammapālaṃ pakkosāpetvā tāta ahaṃ vippavasissāmi tvaṃ yāva mamāgamanā ime māṇave sippaṃ vācehīti vatvā ekassa eḷakassa aṭṭhīni gahetvā dhovitvā pasibbake katvā ekaṃ cullupaṭṭhākaṃ ādāya takkasilato nikkhamitvā anupubbena taṃ gāmaṃ patvā kataraṃ mahādhammapālassa gehanti pucchitvā gantvā dvāre aṭṭhāsi. Brāhmaṇassa dāsamanussesu yo yo paṭhamaṃ addasa so so ācariyassa hatthato chattaṃ gaṇhi upāhanaṃ gaṇhi upaṭṭhākassapi hatthato pasibbakaṃ gaṇhi puttassa te dhammapālakumārassa ācariyo dvāre ṭhitoti kumārassa pitu ārocethāti vutte te sādhūti vatvā ārocayiṃsu. So vegena dvāramūlaṃ gantvā ito ethāti taṃ gharaṃ ānetvā pallaṅke nisīdāpetvā sabbaṃ pādadhovanādikiccaṃ akāsi. Ācariyo bhuttabhojano sukhakathāya nisinnakāle brāhmaṇa putto te dhammapālakumāro paññavā tiṇṇaṃ vedānaṃ aṭṭhārasannañca sippānaṃ nipphattiṃ patto apica kho Panekena aphāsukena jīvitakkhayaṃ patto sabbe saṅkhārā aniccā mā socitthāti āha. Brāhmaṇo pāṇiṃ paharitvā mahāhasitaṃ hasi. Kinnu kho brāhmaṇa hasīti ca vutte mayhaṃ putto na marati añño koci mato bhavissatīti āha. Brāhmaṇa puttasseva te aṭṭhīni disvā saddahāti aṭṭhīni nīharitvā imāni te puttassa aṭṭhīnīti āha. Etāni eḷakassa vā sunakhassa vā bhavissanti mayhaṃ pana putto na marati amhākaṃ hi kule yāva sattamā kulaparivaṭṭā taruṇakāle matapubbo nāma natthi tvaṃ musā bhaṇasīti. Tasmiṃ khaṇe sabbepi pāṇiṃ paharitvā mahāhasitaṃ hasiṃsu. Ācariyo taṃ acchariyaṃ disvā somanassappatto hutvā brāhmaṇa tumhākaṃ kulappaveṇiyaṃ daharānaṃ amaraṇena na sakkā ahetukena bhavituṃ kena kāraṇena daharā na miyyantīti pucchanto paṭhamaṃ gāthamāha
kinte vataṃ kiṃ pana brahmacariyaṃ
kissa suciṇṇassa ayaṃ vipāko
akkhāhi me brāhmaṇa etamatthaṃ
kasmā nu tumhaṃ daharā na miyyareti.
Tattha vatanti vattasamādānaṃ. Brahmacariyanti seṭṭhacariyaṃ. Kissa suciṇṇassāti tumhākaṃ kule daharānaṃ amaraṇaṃ nāma katarasucaritassa vipākoti.
Taṃ sutvā brāhmaṇo yesaṃ guṇānaṃ ānubhāvena tasmiṃ kule daharā na miyyanti te vaṇṇayanto
Dhammaṃ carāma na musā bhaṇāma
pāpāni kammāni parivajjayāma
anariyaṃ parivajjema sabbaṃ
tasmā hi amhaṃ daharā na miyyare.
Suṇoma dhammaṃ asataṃ satañca
na cāpi dhammaṃ asataṃ rocayāma
hitvā asante na jahāma sante
tasmā hi amhaṃ daharā na miyyare.
Pubbe padhānā sumanā bhavāma
dadaṃpi ve attamanā bhavāma
datvāpi ve nānutappāma pacchā
tasmā hi amhaṃ daharā na miyyare.
Samaṇe mayaṃ brāhmaṇe addhike ca
vaṇibbake yācanake dalidde
annena pānena abhitappayāma
tasmā hi amhaṃ daharā na miyyare.
Mayañca bhariyaṃ nātikkamāma
amhe ca bhariyā nātikkamanti
aññatra tāhi brahmacariyaṃ carāma
tasmā hi amhaṃ daharā na miyyare.
Pāṇātipātā viramāma sabbe
loke adinnaṃ parivajjayāma
amajjapāṇepi musā bhaṇāma
tasmā hi amhaṃ daharā na miyyare.
Etāsu ve jāyare suttamāsu
medhāvino honti bahuttapaññā
bahussutā vedagunā ca honti
tasmā hi amhaṃ daharā na miyyare.
Mātā pitā bhaginī bhātaro ca
puttā ca dārā ca mayañca sabbe
dhammaṃ carāma paralokahetu
tasmā hi amhaṃ daharā na miyyare.
Dāsā ca dāsī anujīvino ca
paricārikā kammakarā ca sabbe
dhammaṃ caranti paralokahetu
tasmā hi amhaṃ daharā na miyyareti imā gāthā āha.
Tattha dhammañcarāmāti dasakusalakammapathadhammaṃ carāma. Attano jīvitahetu antamaso kunthakipillikampi jīvitā na voropema parabhaṇḍañca lobhacittena na olokemāti sabbaṃ vitthāretabbaṃ. Musāvādo cettha musāvādissa akaraṇaṃ pāpaṃ nāma natthīti ussannavasena pana Vutto. Te kira hassādhippāyenapi musā na bhaṇanti. Pāpānīti sabbānipi nirayagāmini lāmakakammāni. Anariyanti ariyavirahitaṃ sabbaṃ asundaraṃ aparisuddhaṃ kammaṃ parivajjayāma. Tasmā hi amhanti ettha hikāro nipātamatto. Iminā kāraṇena amhākaṃ daharā na miyyanti antarā ca akālamaraṇaṃ nāma no natthīti attho. Tasmā hi amhantipi pāṭho. Suṇomāti mayaṃ kira yathā nāma sappurisānaṃ kusaladīpanaṃpi asappurisānaṃ akusaladīpanaṃ dhammaṃ suṇoma. So pana no sutamattakova hoti taṃ na rocayāma tehi pana no saddhiṃ viggaho vā vivādo vā mā hotu dhammaṃ suṇoma sutvāpi labhitvā sante vattāma ekampi khaṇaṃ na jahāma asante pāpamitte pahāya kalyāṇamittasevinova homāti. Samaṇe mayaṃ brāhmaṇeti brāhmaṇa mayaṃ samitapāpabāhitapāpe paccekabuddhasamaṇa- brāhmaṇepi avasesadhammikasamaṇabrāhmaṇepi addhikādayo sesajanepi annena pānena abhitappemāti attho. Pāliyaṃ pana ayaṃ gāthā pubbeva dānāti gāthāya pacchato āgacchati. Nātikkamāmāti attano bhariyaṃ atikkamitvā bahi aññamicchācāraṃ na karoma. Aññatra tāhīti attano bhariyaṃ ṭhapetvā sesaitthīsu brahmacariyañca carāma. Amhākaṃ bhariyāpi sesapurisesu evameva pavattanti. Jāyareti jāyanti. Suttamāsūti susīlāsu uttamitthīsu. Idaṃ vuttaṃ hoti ye etāsu sampannasīlāsu puttamitthīsu amhākaṃ puttā jāyanti te medhāvinoti evaṃpakārā honti kuto tesaṃ antarā maraṇaṃ Tasmāpi amhākaṃ kule daharā na miyyantīti. Dhammañcarāmāti paralokatthāya tividhaṃ sucaritadhammaṃ carāma. Dāsīti dāsiyo.
Avasāne
dhammo have rakkhati dhammacāriṃ
dhammo suciṇṇo sukhamāvahāti
esānisaṃso dhamme suciṇṇe
na duggatiṃ gacchati dhammacārī.
Dhammo have rakkhati dhammacāriṃ
chattaṃ mahantaṃ viya vassakāle
dhammena gutto mama dhammapālo
aññassa aṭṭhīni sukhī kumāroti imāhi dvīhi gāthāhi dhammacārīnaṃ guṇaṃ kathesi.
Tattha rakkhatīti dhammo nāmesa rakkhito attano rakkhitaṃ paṭirakkhati. Sukhamāvahātīti devamanussesu sukhañceva nibbānasukhañca āvahāti. Na duggatinti nirayādibhedaṃ duggatiṃ na gacchati. Evaṃ brāhmaṇa mayaṃ dhammaṃ rakkhāma dhammopi amhe rakkhatīti dasseti. Dhammena guttoti mahāchattasadisena attanā gopitadhammena gutto. Aññassa aṭṭhīnīti tayā ānītāni pana aṭṭhīni aññassa eḷakassa vā sunakhassa vā aṭṭhīni bhavissanti chaḍḍehi tāni mama putto sukhī kumāroti.
Taṃ sutvā ācariyo āha mayhaṃ āgamanaṃ suāgamanaṃ saphalaṃ no nipphalanti sañjātasomanasso dhammapālassa pitaraṃ khamāpetvā Mayā āgacchantena tumhākaṃ vīmaṃsanatthāya imāni eḷakaṭṭhīni ābhatāni putto te arogoyeva tumhākaṃ rakkhitadhamme mayhaṃpi dethāti paṇṇe likhitvā katipāhaṃ tattha vasitvā takkasilaṃ gantvā dhammapālassa sabbasippāni sikkhāpetvā mahantena parivārena pesesi.
Satthā suddhodanamahārājassa imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne rājā anāgāmiphale patiṭṭhahi. Tadā mātāpitaro mahārājakulāni ahesuṃ ācariyo sārīputto parisā buddhaparisā ahesuṃ dhammapālakumāro pana ahamevāti.
Mahādhammapālajātakaṃ navamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗