ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อุทยชาดก
ชาดกที่ ๔๕๘ · เอกาทสกนิบาตชาดก

อุทยชาดก

ว่าด้วยบารมี ๑๐ ทัศ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๕๒๖ · บรรทัด ๖๑๔๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอุทยชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภภิกษุผู้เบื่อหน่าย ได้ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า เอกา นิสินฺนา ดังนี้. เรื่องจักมีแจ้งในกุสชาดกข้างหน้า.

ก็พระศาสดา ตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ จริงหรือที่ว่าเธอเป็นผู้เบื่อหน่ายแล้ว เมื่อเธอกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุเหตุไรเล่า เธอบรรพชาในพระศาสนา อันเป็นที่นำสัตว์ออกจากทุกข์เห็นปานนี้ยังเป็นผู้เบื่อหน่ายด้วยอำนาจกิเลส แม้แต่บัณฑิตในปางก่อน เสวยราชสมบัติณ สุรุนธนนคร มีบริเวณได้ ๑๒ โยชน์ อันมั่งคั่ง ถึงจะอยู่ร่วมห้องกับหญิงผู้เทียบเท่านางเทพอัปสร ตลอด ๗๐๐ ปี ก็ยังมิได้ทำลายอินทรีย์ แลดูด้วยอำนาจความโลภเลย ดังนี้แล้ว จึงทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้ากาสีเสวยราชสมบัติ ณ สุรุนธนนครแคว้นกาสี. พระองค์ไม่เคยมีพระโอรสหรือพระธิดาเลย. พระองค์ตรัสกับพระเทวีทั้งหลายของพระองค์ว่า พวกเธอจงพากันปรารถนาบุตรเถิด. พระราชเทวี รับพระราชดำรัสแล้ว ได้ทรงกระทำเช่นนั้น. ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์จุติจากพรหมโลก ถือปฏิสนธิในพระอุทรแห่งพระอัครมเหสีของพระราชา. ลำดับนั้น พระประยูรญาติ ทรงขนานพระนามพระราชกุมารนั้นว่าอุทัยภัทรเพราะทรงบังเกิดทำให้หทัยของมหาชนจำเริญ. ในกาลที่พระราชกุมารทรงย่างพระบาทไปได้ สัตว์ผู้อื่นจุติจากพรหมโลก บังเกิดเป็นกุมาริกา ในพระอุทรของพระเทวี พระองค์ใดพระองค์หนึ่งของพระราชาพระองค์นั้นแล. พระประยูรญาติ ทรงขนานพระนามพระราชกุมารีนั้นว่า อุทัยภัทรา. พระราชกุมารทรงจำเริญวัย จบการศึกษาศิลปศาสตร์ทั้งหมด แต่ทรงเป็นพรหมจารีโดยกำเนิด ไม่ทรงทราบเรื่องเมถุนธรรมแม้ด้วยความฝัน. พระทัยของพระองค์ มิได้พัวพันในกิเลสทั้งหลายเลย. พระราชาทรงพระประสงค์จะอภิเษกพระราชโอรส ทรงส่งข่าวสาสน์ไปว่า พ่อลูกชาย บัดนี้เป็นกาลที่จะเสวยความสุขในราชสมบัติของลูกละ พ่อจักให้ราชสมบัติทั้งหมดแก่ลูก พระโพธิสัตว์เจ้ากราบทูลห้ามเสียว่า ข้าพระองค์ มิได้มีความต้องการด้วยราชสมบัติเลยจิตของข้าพระองค์ มิได้พัวพันในกองกิเลสเลย เมื่อได้รับพระราชดำรัสเตือนบ่อย ๆ เข้า จึงให้ช่างสร้างรูปสตรี สำเร็จด้วยทองคำชมพูนุทอันเปล่งปลั่งแล้วทรงส่งข่าวสาสน์ถวายแด่พระราชบิดาและพระราชมารดาว่า ถ้าข้าพระองค์ได้พบเห็นผู้หญิงงามเห็นปานนี้ไซร้ ก็จักขอรับมอบราชสมบัติ. พระราชบิดาและพระราชมารดาให้อำมาตย์พาเอารูปทองคำนั้น ตระเวนไปทั่วชมพูทวีปเมื่อไม่ได้ผู้หญิงงามเช่นนั้น จึงตบแต่งพระนางอุทัยภัทรา ให้ประทับอยู่ในวังของพระราชกุมารนั้น . พระนางทรงข่มรูปทองคำนั้นเสียหมดสิ้น. ครั้งนั้นพระราชบิดาและพระราชมารดา ทรงอภิเษกพระโพธิสัตว์เจ้า กระทำพระน้องนางต่างพระชนนีอุทัยภัทราราชกุมารี ให้เป็นอัครมเหสี ทั้ง ๆ ที่พระราชกุมาร และพระราชกุมารี ทั้ง ๒ พระองค์นั้นมิได้ปรารถนาเลย. แต่ทั้ง ๒พระองค์นั้น ก็ทรงประทับอยู่ด้วยการอยู่อย่างพระพฤติพรหมจรรย์นั่นแล. ครั้นกาลต่อมา พระราชบิดาและพระราชมารดาล่วงลับไป พระโพธิสัตว์จึงครอบครองราชสมบัติ. แม้ทั้ง ๒ พระองค์ จะประทับร่วมห้องกัน ก็มิได้ทรงทำลายอินทรีย์ ทอดพระเนตรกันด้วยอำนาจความโลภเลย ก็แต่ว่า ทรงกระทำข้อผูกพันกันไว้ว่า ในเราทั้ง ๒ ผู้ใดสิ้นพระชนม์ไปก่อน ผู้นั้นต้องมาจากที่ที่เกิดแล้วบอกว่า ฉันเกิดในสถานที่โน้นดังนี้ เท่านั้น. ต่อมาล่วงได้๗๐๐ ปี นับแต่เวลาได้อภิเษก พระโพธิสัตว์เจ้าก็สวรรคต. ผู้อื่นที่จะเป็นพระราชาหามีไม่ พระนางอุทัยภัทรา พระองค์เดียวทรงสำเร็จราชการแทน. หมู่อำมาตย์ร่วมกันปกครองราชสมบัติ ฝ่ายพระโพธิสัตว์เจ้านั้น ในขณะที่ทรงจุติ ทรงถึงความเป็นท้าวสักกะในดาวดึงส์พิภพ เพราะทรงมียศใหญ่ยิ่ง ไม่สามารถจะทรงอนุสรณ์ได้ตลอดสัปดาห์. ดังนั้นเป็นอันล่วงไปถึง ๗๐๐ ปีด้วยการนับปีของมนุษย์ ท้าวเธอจึงทรงระลึกได้ ทรงพระดำริว่า เราจักทดลองพระราชธิดาอุทัยภัทรา ด้วยทรัพย์ แล้วเปล่งสีหนาทแสดงธรรม เปลื้องข้อผูกพันแล้ว จึงมา. ได้ยินว่า ครั้งนั้นเป็นเวลาที่มนุษย์มีอายุได้ ๑๐,๐๐๐ ปีคืนวันนั้นเอง พระราชธิดาพระองค์เดียวเท่านั้น ประทับนั่งมิได้ทรงไหวติงทรงนึกถึงศีลของพระองค์อยู่ ในห้องอันทรงพระสิริ อันอลงกต ณ พื้นชั้นสูงสุดแห่งพระมหาปราสาท ๗ ชั้น ในเมื่อราชบุรุษ ปิดพระทวารแล้ววางพระองค์เรียบร้อยแล้ว. ครั้งนั้นท้าวสักกเทวราช ทรงถือเอาถาดทองคำ๑ ใบ บรรจุเหรียญมาสกทองคำจนเต็ม ไปปรากฏพระกาย ในห้องพระบรรทมทีเดียว ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. เมื่อพระโพธิสัตว์จะตรัสปราศรัยกับพระนาง จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า

ดูก่อนพระนาง ผู้มีพระวรกายอันงดงามหาที่ติมิ ได้ มีช่วงพระเพลากลมกลึงผึ่งผาย ทรงวัตถาภรณ์อัน สะอาด เสด็จสู่ปราสาท ประทับนั่งอยู่เพียงพระองค์เดียว ดูก่อนพระนางผู้มีพระเนตรอันงดงาม ดังเนตร กินนร หม่อมฉันขอวิงวอนพระนางเจ้า เราทั้ง ๒ ควร อยู่ร่วมกัน ตลอดคืน ๑ นี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุจิ แปลว่า ทรงผ้าอันสะอาด. บทว่า สฺตูรุ ท่านอธิบายว่า มีพระเพลาทั้ง ๒ ข้าง ประดิษฐานอยู่ด้วยดีพระนางทรงหยุดการเคลื่อนไหว ทรงพระภูษาอันสะอาด ประทับนั่งลำพังเพียงพระองค์เดียว. บทว่า อนินฺทิตงฺคี ความว่า พระนางมีพระวรกายหาที่ตำหนิมิได้ ตั้งแต่ปลายพระบาทจรดปลายพระเกศา คือมีพระสรีระอันทรงพระเสาวภาคย์เป็นเยี่ยม. บทว่า กินฺนรเนตฺตจกฺขุ ความว่า พระนางทรงมีพระเนตรทั้งคู่ เปรียบได้กับดวงเนตรของกินนร เพราะงดงามด้วยมณฑลทั้ง ๓ และประสาททั้ง ๕. บทว่า อิเมกรตฺตึ ความว่า หม่อมฉันขอวิงวอนตลอดราตรี ๑ นี้ คือคืนวันนี้ เราทั้งสองพึงอยู่ร่วมกันในห้องพระบรรทมอันอลงกตนี้.

ลำดับนั้น พระราชธิดา ได้ตรัสพระคาถา ๒ พระคาถาว่า

พระนครนี้ มีคูรายรอบ มีป้อมและซุ้มประตู มั่นคง มีหมู่ทหารถือกระบี่รักษา ยากที่ใคร ๆ จะเข้า มาได้ ทหารนักรบหนุ่ม ก็ไม่ได้มีมาเลย เมื่อเป็น เช่นนี้ ท่านปรารถนามาพบข้าพเจ้าด้วยเหตุอะไรหนอ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอกิณฺณนฺตรปริกฺขํ ความว่า บุรีอันมีนามว่า สุรุนธนะนี้ มีบริเวณกว้าง ๑๒ โยชน์ มีคูรายรอบคั่นเป็นระหว่างเพราะเรียงรายด้วยคูเป็นชั้น ๆ คือคูน้ำ คูตม และคูแห้ง. บทว่า ทฬฺหมณฺฑาลโกฏฺกํ ความว่า ประกอบด้วยป้อมและซุ้มประตู อย่างแข็งแรงครบครัน. บทว่า ขคฺคหตฺเถหิ ความว่า มีทหารนับหมื่น ล้วนถืออาวุธเฝ้าล้อมแน่นหนา. บทว่า ทุปฺปเวสมิทํ ปุรํ ความว่า บุรีทั้งสิ้นนี้ก็ดี พระราชวังอันเป็นที่อยู่ของข้าพเจ้า ที่สร้างไว้ภายในบุรีนั้นก็ดี ทั้ง ๒ แห่ง ใคร ๆ ไม่อาจที่จะเข้าไปได้. บทว่า อาคโม จ ความว่า อนึ่งเล่า ในพระนครนี้ ในเวลานี้ขึ้นชื่อว่า การมาถึงของผู้เป็นนักรบผู้สมบูรณ์ด้วยกำลัง ผู้หนุ่ม หรือผู้กำลังรุ่นหนุ่ม หรือของผู้อื่น ที่น้อมนำบรรณาการดังมากมายมา ก็มิได้มี. บทว่า สงฺคมํ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านแอบเข้ามาพบข้าพเจ้าได้ ในเวลานี้ด้วยเหตุอะไรเล่า.

ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราช จึงตรัสพระคาถาที่ ๔ ว่า

ดูก่อนพระนางผู้เลอโฉม หม่อมฉันเป็นเทพบุตร มาในตำหนักของพระนาง ดูก่อนพระนางผู้เจริญ เชิญพระนางชื่นชมกับหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันจัก ถวายถาดทองคำ อันเต็มเปี่ยมด้วยเหรียญทองคำแด่ พระนาง.

คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า ดูก่อนพระนางผู้เลอโฉม คือจะพิศไหนก็งามพร้อม หม่อมฉันเป็นเทพบุตรผู้หนึ่ง มาถึงพระตำหนักนี้ได้ด้วยเทวตานุภาพ วันนี้ เชิญพระองค์ทรงชื่นชมยินดีกับกระหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันจะถวายถาดทองคำ อันเต็มเปี่ยมด้วยเหรียญมาสกทองคำนี้แด่พระนาง.

พระราชธิดาทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสพระคาถาที่ ๕ ว่า

นอกจากเจ้าชายอุทัยแล้ว ข้าพเจ้าไม่พึงปรารถนา เทวดา ยักษ์ หรือมนุษย์ผู้อื่นเลย ดูก่อนเทพบุตรผู้มี อานุภาพมาก ท่านจงไปเสียเถิด อย่ากลับมาอีกเลย.

คำแห่งคาถานั้นมีอธิบายว่า ดูก่อนเทวราช พ้นเสียจากพระอุทัยแล้วข้าพเจ้าไม่ต้องการผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเทวดา เป็นยักษ์ หรือเป็นมนุษย์เชิญท่านนั้นไปเสียเถิด อย่าขืนอยู่ที่นี่เลย ข้าพเจ้าไม่ต้องการบรรณาการที่ท่านนำมาดอกนะ ครั้นท่านไปแล้วอย่าได้กลับมาที่นี่อีกเลย.

ท้าวสักกะ ทรงสดับพระสุรสีหนาทของพระนางแล้ว ทำท่าคล้ายจะไม่อยู่ไปแล้ว ได้หายวับไปทรงที่นั้นนั่นเอง. รุ่งขึ้นในเวลานั้นแหละ ท้าวเธอถือถาดเงินเต็มเปี่ยมด้วยเหรียญมาสกทองคำมา เมื่อจะทรงสนทนากับพระนางจึงตรัสพระคาถาที่ ๖ ว่า

ความยินดีอันใดอันเป็นที่สูงสุดของผู้บริโภคกาม สัตว์ทั้งหลายประพฤติไม่สมควร เพราะเหตุแห่งความ ยินดีอันใด พระนางอย่าพลาดจากความยินดี ในทาง อันสะอาดของพระนางนั้นเลย หม่อมฉันขอถวายถาด เงิน อันเต็มไปด้วยเหรียญเงินแด่พระนาง.๑

คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า ข้าแต่พระราชธิดา ผู้ทรงพระเจริญบรรดาความยินดีของฝูงสัตว์ผู้บริโภคกาม ชื่อว่าความยินดีในกรรมคือเมถุนเป็นสูงสุด ความยินดีอันสูงสุดนี้ใดเล่า เพราะเหตุแห่งความยินดีใดเล่านะฝูงสัตว์จึงพากันประพฤติธรรม อันปราศจากความเหมาะสม มีกายทุจริตเป็นต้นพระนางผู้ทรงพระเจริญ ขอพระนางโปรดอย่าพลาดจากความยินดีนั้น ในทางที่สะอาดของพระนางเสียเลย แม้จะเป็นการเสมอด้วยพระนามก็ตามที. แม้หม่อมฉันเมื่อมา ก็มิได้มามือเปล่า วันวานนำถาดทองคำเต็มด้วยเหรียญมาสกมา วันนี้ก็นำถาดเงินเต็มด้วยเหรียญทองคำมา หม่อมฉันขอถวายถาดเงินเต็มด้วยเหรียญทองนี้แด่พระนาง.

พระราชธิดาทรงพระดำริว่า เทพบุตรนี้ เมื่อได้การสนทนาปราศรัยคงมาบ่อย ๆ คราวนี้เราจะไม่พูดกะเขาละ. พระนางไม่ได้ตรัสคำอะไร ๆ เลย. ท้าวสักกเทวราชทรงทราบความที่พระนางไม่ตรัส ก็เลยหายวับไปตรงที่นั้นนั่นเอง วันรุ่งขึ้น พอถึงเวลานั้น ก็ถือถาดโลหะเต็มด้วยเหรียญกระษาปณ์มาอรรถกถาว่า สุวณฺณมาสกปูรํ เต็มด้วยเหรียญทองคำตรัสว่า พระนางผู้ทรงพระเจริญ เชิญพระนางโปรดปรนปรือหม่อมฉันด้วยความยินดีในกามเถิด หม่อมฉันจะถวายถาดโลหะเต็มด้วยเหรียญกระษาปณ์แด่พระนาง วันนั้นพระราชธิดาตรัสพระคาถาที่ ๗ ว่า

ธรรมดาว่า ชายหมายจะให้หญิงเอออวยด้วย ทรัพย์ ย่อมประมูลราคาขึ้น จนให้ถึงความพอใจ ของท่านตรงกันข้าม ท่านประมูลราคาลดลง ดังที่เห็น ประจักษ์อยู่.

คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า บุรุษผู้เจริญ ท่านช่างโง่ อันธรรมดาชายหมายจะให้หญิงเอออวยปลงใจตกลงด้วยทรัพย์ เพราะเหตุแห่งความยินดีด้วยอำนาจกิเลส ย่อมประมูล พรรณนา ชมเชย ประเล้าประโลมด้วยทรัพย์ที่มากกว่า จนเป็นที่จุใจนาง แต่เทวสภาพนี้ ของท่านตรงกันข้ามเลย เพราะท่านนำทรัพย์มาลดลงเรื่อย ๆ ดังที่ประจักษ์แก่ข้าพเจ้า คือวันก่อนนำถาดทองเต็มด้วยเหรียญทองมา วันที่สองนำถาดเงินเต็มด้วยเหรียญทอง วันที่สามนำถาดโลหะเต็มด้วยเหรียญกระษาปณ์มา.

ท้าวสักกเทวราชได้ทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนพระนางราชกุมารีผู้ทรงพระเจริญ หม่อมฉันเป็นพ่อค้าผู้ฉลาด ย่อมไม่ยังประโยชน์ให้เสื่อมเสียไปโดยไร้ประโยชน์ ถ้าพระนางพึงจำเริญด้วยพระชนมายุ หรือด้วยพระฉวีวรรณไซร้ หม่อมฉันก็พึงนำบรรณาการมาเพิ่มแด่พระนาง แต่พระนางมีแต่จะเสื่อมไปถ่ายเดียว เหตุนั้น หม่อมฉันจำต้องลดจำนวนทรัพย์ลงดังนี้แล้ว ทรงภาษิตคาถา ๓ คาถาว่า

ดูก่อนพระนางผู้มีพระวรกายอันงดงาม อายุและ วรรณะของหมู่มนุษย์ในมนุษยโลก ย่อมเสื่อมลง ด้วย เหตุนั้นแล แม้ทรัพย์สำหรับพระนางก็จำต้องลดลง เพราะวันนี้พระนางชราลงกว่าวันก่อน. ดูก่อนพระราชบุตรีผู้ทรงพระยศ เมื่อหม่อมฉัน กำลังเพ่งมองอยู่อย่างนี้ พระฉวีวรรณของพระนาง ย่อมเสื่อมไป เพราะวันคืนล่วงไป ๆ ดูก่อนพระราชบุตรีผู้มีพระปรีชา เพราะเหตุนั้น พระนางพึงประพฤติ พรหมจรรย์เสียแต่วันนี้ทีเดียว จะได้มีพระฉวีวรรณ งดงามยิ่งขึ้นอีก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิหิยฺยติ ความว่า ก็แลอายุและวรรณะของหมู่มนุษย์ ย่อมเสื่อมถอยไป เหมือนดังน้ำที่ลาดลงในผ้ากรองน้ำ. แท้จริงหมู่สัตว์ในมนุษยโลก พากันเสื่อมอยู่เรื่อย ๆ โดยฐานะมีชีวิตผิวพรรณประสาทจักษุเป็นต้นทุก ๆ วัน. บทว่า ชิณฺณตราสิ ความว่า พระชนมายุของพระนาง ที่เป็นไปในวันที่หม่อมฉันมาครั้งแรก ยังไม่ถึงอายุวันวานพระชนมายุที่เป็นไปในวันที่หม่อมฉันมาคราวแรก ดับไปแล้วในวันนั้นเองเหมือนถูกตัดด้วยจอบ ถึงพระชนมายุที่เป็นไปแล้วในวันวานเล่า ก็ยังไม่ถึงวันนี้ คงดับไปในวันวานนั่นแหละ เหมือนตัดเสียด้วยจอบในวันวานทีเดียวเพราะเหตุนั้น ในวันนี้ พระนางย่อมทรงชราไปกว่าที่เห็นในวันวาน. บทว่า เอวํ เม ความว่า เมื่อหม่อมฉันเห็นอยู่ในวันวาน เพ่งมองดูในวันนี้เล่าพระฉวีวรรณเสื่อมไปกว่าวันนั้นเป็นไหน ๆ. บทว่า อโหรตฺตานมจฺจเย ความว่า ตั้งแต่บัดนี้ไป เมื่อคืนวันล่วงไป เพราะล่วงไปหลายวันหลายคืนพระฉวีวรรณจักต้องเป็นภาวะหาบัญญัติมิได้ทีเดียว. บทว่า อิมินาว ความว่าดูก่อนพระนางผู้ทรงพระเจริญ เหตุนั้น ถ้าพระนางพึงพระพฤติจริยธรรมอันประเสริฐ คือ ทรงถือบวชบำเพ็ญสมณธรรม ด้วยวัยนี้ทีเดียว คือ ในเมื่อพระสรีระอันมีวรรณะเพียงดังทองนี้ ยังไม่ถูกชราปล้นไปเสียก่อน. บทว่า ภิยฺโย วณฺณวตี สิยา ความว่า ก็พระนางพึงมีพระฉวีวรรณยิ่ง ๆ ขึ้นไปเถิด.

ลำดับนั้น พระราชธิดาตรัสพระคาถาต่อไปว่า

เทวดาทั้งหลาย ไม่แก่เหมือนมนุษย์หรือไร เส้นเอ็นในร่างกายของเทวดาเหล่านั้นไม่มีหรือไร ดูก่อนเทพบุตร ข้าพเจ้าขอถามท่านผู้มีอานุภาพมาก ร่างกายของเทวดาเป็นอย่างไรเล่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สรีรเทโห ความว่า ร่างกายคือสรีระพระราชธิดาตรัสว่า สรีระของทวยเทพย่อมไม่แก่ชราได้อย่างไร ข้าพเจ้าขอถามท่านในข้อนี้.

ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะตรัสบอกแก่พระนาง จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า

เทวดาทั้งหลาย ไม่แก่ชราเหมือนพวกมนุษย์ เส้นเอ็นในร่างกายของเทวดาเหล่านั้นไม่มี ฉวีวรรณ อันเป็นทิพย์ของเทวดาเหล่านั้น ผุดผ่องยิ่งขึ้นทุก ๆ วัน และโภคสมบัติก็ไพบูลย์ขึ้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา มนุสฺสา ความว่า หมู่มนุษย์พากันแก่ชราเสื่อมทรุดโทรมด้วยรูป ด้วยผิวพรรณ ด้วยโภคะ ด้วยประสาทมีจักษุประสาทเป็นต้น ฉันใด ทวยเทพไม่เสื่อมไปฉันนั้น เพราะว่า ในตัวของทวยเทพเหล่านั้น แม้แต่เส้นเอ็นก็ไม่มีเลย สรีระจึงมีวรรณะเพียงดังแท่งทองที่มีแต่เกลี้ยงเกลาถ่ายเดียว. บทว่า สุเว สุเว คือ ทุก ๆ วัน. บทว่า ภิยฺยตโรว ความว่า ผิวพรรณอันเป็นทิพย์ และโภคะทั้งหลายของทวยเทพเหล่านั้น นับวันแต่จะยิ่งเปล่งปลั่งและไพบูลย์ถ่ายเดียว. แท้จริงในหมู่มนุษย์ความเสื่อมถอยทางรูป เป็นประจักษ์พยานว่าเกิดแล้วมานาน ในหมู่ทวยเทพรูปสมบัติที่ยิ่งขึ้น และบริวารสมบัติที่มากขึ้น เป็นประจักษ์พยานว่าเกิดแล้วมานาน. เทวโลกนั้นได้นามว่า มีความไม่เสื่อมถอยเป็นธรรมดา ด้วยประการฉะนี้ เหตุนั้น พระนางจึงยังไม่ถึงความชราทีเดียว จงเสด็จออกผนวชเสียเถิดครั้นจุติจากมนุษยโลก อันมีแต่ความเสื่อมถอยเป็นสภาวะเช่นนี้แล้ว จักเสด็จไปสู่เทวโลก อันมีแต่สิ่งที่ไม่รู้จักเสื่อมถอยเป็นสภาวะ เห็นปานฉะนี้.

พระนางได้ทรงสดับพระดำรัสพรรณนาถึงเทวโลก ดังนี้แล้ว เมื่อจะตรัสถามถึงทางไปเทวโลกนั้น จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๓๕–๕๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกาทสกนิบาตชาดก · ๑๐๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๔ อุทยชาตกํ ฯ

เอกา นิสินฺนาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุํ กุสชาตเก อาวีภวิสฺสติ ฯ

สตฺถา ปน ตํ ภิกฺขุํ สจฺจํ กิร ตฺวํ อุกฺกณฺฐิโตสีติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจํ ภนฺเตติ วุตฺเต ภิกฺขุ กสฺมา กิเลสวเสน เอวรูเป นิยฺยานิกสาสเน ปพฺพชิตฺวา อุกฺกณฺฐิโตสิ โปราณกปณฺฑิตาปิ สมิทฺเธ ทฺวาทสโยชนิเก สุรุนฺธนนคเร รชฺชํ กาเรนฺตา เทวจฺฉรปฏิภาคาย อิตฺถิยา สทฺธึ สตฺต วสฺสสตานิ เอกคพฺเภ วสนฺตาปิ อินฺทฺริยานิ ภินฺทิตฺวา โลภวเสน น โอโลเกสุนฺติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต กาสิกรฏฺเฐ สุรุนฺธนนคเร กาสิกราชา รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตสฺส เนว ปุตฺโต น ธีตา อโหสิ ฯ โส อตฺตโน เทวิโย ปุตฺเต ปฏฺเฐถาติ อาห ฯ เทวีปิ รญฺโญ วจนํ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตถา อกาสิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต พฺรหฺมโลกา จวิตฺวา รญฺโญ อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ ปฏิสนฺธึ คณฺหิตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ อถ มหาชนสฺส หทยํ วฑฺเฒตฺวา ชาตภาเวน ตสฺส อุทยภทฺโทติ นามํ กรึสุ ฯ กุมารสฺส ปาทจรณกาเล อญฺโญ สตฺโต พฺรหฺมโลกโต จวิตฺวา ตสฺเสว รญฺโญ อญฺญตราย เทวิยา กุจฺฉิมฺหิ กุมาริกา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ ตสฺสาปิ อุทยภทฺทาติ นามํ กรึสุ ฯ กุมาโร วยปฺปตฺโต สพฺพสิปฺปานํ นิปฺผตฺตึ ปาปุณิ ชาติพฺรหฺมจารี ปน อโหสิ สุปินนฺเตนปิ เมถุนธมฺมํ น ชานาติ ฯ นาสฺส กิเลเสสุ จิตฺตํ อลฺลียิ ฯ ราชา ปุตฺตํ อภิสิญฺจิตุกาโม กุมาร อิทานิสฺส รชฺชสุขเสวนกาโล ตเมวสฺส ทสฺสามีติ สาสนํ เปเสสิ ฯ โพธิสตฺโต น มยฺหํ รชฺเชนตฺโถ กิเลเสสุ เม จิตฺตํ น อลฺลียีติ ปฏิกฺขิปิตฺวา ปุนปฺปุนํ วุจฺจมาโน รตฺตชมฺพูนุทมยํ อิตฺถีรูปํ กาเรตฺวา สเจ เอวรูปํ อิตฺถึ ลภมาโน รชฺชํ สมฺปฏิจฺฉิสฺสามีติ มาตาปิตูนํ เปเสสิ ฯ เต ตํ สุวณฺณรูปกํ สกลชมฺพูทีปํ ปริหราเปตฺวา ตถารูปํ อิตฺถึ อลภนฺตา อุทยภทฺทํ อลงฺกริตฺวา ตสฺส สนฺติเก วสาเปสุํ ฯ สา ตํ สุวณฺณรูปกํ อภิภวิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ อถ เนสํ อนิจฺฉมานานญฺเญว เวมาติกภคินึ อุทยภทฺทกุมารึ อคฺคมเหสึ กตฺวา โพธิสตฺตํ อภิสิญฺจึสุ ฯ เต ปน เทฺวปิ พฺรหฺมจริยวาสเมว วสึสุ ฯ อปรภาเค มาตาปิตูนํ อจฺจเยน โพธิสตฺโต รชฺชํ กาเรสิ ฯ อุโภปิ เอกคพฺเภ วสมานา จ โลภวเสน อินฺทฺริยานิ ภินฺทิตฺวา อญฺญมญฺญํ น โอโลเกสุํ อปิจ โข ปน โย อมฺเหสุ ปฐมตรํ กาลํ กโรติ โส นิพฺพตฺตฏฺฐานโต อาคนฺตฺวา อสุกฏฺฐาเน นิพฺพตฺโตสฺมีติ อาโรเจตูติ สงฺกรมกํสุ ฯ อถ โพธิสตฺโต อภิเสกโต สตฺตวสฺสสตจฺจเยน กาลมกาสิ ฯ อญฺโญ ราชา นาโหสิ ฯ อุทยภทฺทาเยว อาณา ปวตฺตติ ฯ อมจฺจา รชฺชํ อนุสาสึสุ ฯ โส โพธิสตฺโตปิ จุติกฺขเณ ตาวตึสภวเน สกฺกตฺตํ ปตฺวา ยสมหนฺตตาย สตฺตาหํ อนุสฺสริตุํ นาสกฺขิ ฯ อิติ โส มนุสฺสคณนาย สตฺตวสฺสสตจฺจเยน อาวชฺชิตฺวา อุทยภทฺทํ ราชธีตรํ ธเนน วิมํสิตฺวา สีหนาทํ นทาเปตฺวา ธมฺมํ เทเสตฺวา สงฺกรํ โมเจตฺวา อาคมิสฺสามีติ จินฺเตสิ ฯ ตทา กิร มนุสฺสานํ ทสวสฺสสหสฺสายุกกาโล โหติ ฯ ราชธีตาปิ ตํ ทิวสํ รตฺติภาเค ปิทหิเตสุ ทฺวาเรสุ ฐปิเต อารกฺเข สตฺตภูมิกปาสาทวรตเล อลงฺกตสิริคพฺเภ เอกิกาว นิจฺจลา อตฺตโน สีลํ อาวชฺชมานา นิสีทิ ฯ อถ สกฺโก สุวณฺณมาสกปูรํ เอกํ สุวณฺณปาตึ อาทาย คนฺตฺวา สยนคพฺเภเยว ปาตุภวิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ โพธิสตฺโต ตาย สทฺธึ สลฺลปนฺโต ปฐมํ คาถมาห

เอกา นิสินฺนา สุจิ สญฺญตูรุ

ปาสาทมารุยฺห อนินฺทิตงฺคี

ยาจามิ ตํ กินฺนรเนตฺตจกฺขุ

อิเมกรตฺตึ อุภโย วเสมาติ ฯ

ตตฺถ สุจีติ สุจิวตฺถนิวตฺถา ฯ สญฺญตูรูติ สุฏฺฐุ ฐปิตอูรุ อิริยาปถํ สณฺฐเปตฺวา สุจิวตฺถา เอกิกาว นิสินฺนาสีติ วุตฺตํ โหติ ฯ อนินฺทิตงฺคีติ ปาทนฺตโต ยาว เกสคฺคา อนินฺทิตสรีรา ปรมโสภคฺคปฺปตฺตสรีรา ฯ กินฺนรเนตฺตจกฺขูติ ตีหิ มณฺฑเลหิ ปญฺจหิ จ ปสาเทหิ อุปโสภิตตฺตา กินฺนรานํ เนตฺตสทิเสหิ จกฺขูหิ สมนฺนาคเต ฯ อิเมกรตฺตินฺติ อิทํ เอกรตฺตึ อชฺช อิมสฺมึ อลงฺกตสยนคพฺเภ เอกโต วเสยฺยามาติ ยาจติ ฯ

ตโต ราชธีตา เทฺว คาถา อภาสิ

โอกิณฺณนฺตรปริกฺขํ ทฬฺหมณฺฑาลโกฏฺฐกํ

รกฺขิตํ ขคฺคหตฺเถหิ ทุปฺปเวสมิทํ ปุรํ ฯ

ทหรสฺส ยุวิโน จาปิ อาคโม จ น วิชฺชติ

อถ เกน นุ วณฺเณน สงฺคมํ อิจฺฉเส มยาติ ฯ

ตตฺถ โอกิณฺณนฺตรปริกฺขนฺติ อิทํ ทฺวาทสโยชนิกํ สุรุนฺธนปุรํ อนฺตรนฺตรา อุทกปริกฺขานํ กทฺทมปริกฺขานํ สุกฺขปริกฺขานญฺจ โอกิณฺณตฺตา โอกิณฺณนฺตรปริกฺขํ ฯ ทฬฺหมณฺฑาลโกฏฺฐกนฺติ ถิเรหิ อทฺทาลเกหิ ทฺวารโกฏฺฐเกหิ จ สมนฺนาคตํ ฯ ขคฺคหตฺเถหีติ อาวุธหตฺเถหิ ทสหิ โยธสหสฺเสหิ รกฺขิตํ ฯ ทุปฺปเวสมิทํ ปุรนฺติ อิทํ สกลปุรํปิ ตสฺส อนฺโต มาปิตํ มยฺหํ นิวาสนปุรํปิ อุภยํ กสฺสจิ ปวิสิตุํ น สกฺกา ฯ อาคโม จาติ อิธ อิมาย เวลาย ตรุณสฺส วา โยพฺพนปฺปตฺตสฺส วา ถามสมฺปนฺนโยธสฺส วา อญฺญสฺส วา มหนฺตํปิ ปณฺณาการํ คเหตฺวา อาคจฺฉนฺตสฺส อาคโมนาม นตฺถิ ฯ สงฺคมนฺติ อถ ตฺวํ เกน การเณน อิมาย เวลาย มยา สมาคมํ อิจฺฉสีติ ฯ

อถ สกฺโก จตุตฺถํ คาถมาห

ยกฺโขหมสฺมิ กลฺยาณิ อาคโตสฺมิ ตวนฺติเก

ตฺวํ มํ นนฺทสฺสุ ภทฺทนฺเต ปุณฺณกํสํ ททามิ เตติ ฯ

ตสฺสตฺโถ กลฺยาณิ สุนฺทรทสฺสเน อหเมโก เทวปุตฺโต เทวตานุภาเวน อิธาคโต ตฺวํ อชฺช มํ นนฺทสฺสุ โตเสหิ อหํ เต อิมํ สุวณฺณมาสกปุณฺณํ สุวณฺณปาตึ ททามีติ ฯ

ตํ สุตฺวา ราชธีตา ปญฺจมํ คาถมาห

เทวํ วา ยกฺขํ อถวา มนุสฺสํ

น ปฏฺฐเย อุทยํ ปฏิจฺจ อญฺญํ

คจฺเฉว ตฺวํ ยกฺข มหานุภาว

มา จสฺสุ คนฺตฺวา ปุนราวชิตฺถาติ ฯ

ตสฺสตฺโถ อหํ เทวราช เทวํ วา ยกฺขํ วา มนุสฺสํ วา อุทยํ อติกฺกมิตฺวา อญฺญํ น ปฏฺเฐมิ โส ตฺวํ คจฺเฉว มา อิธ อฏฺฐาสิ น เม ตยา อาภเฏน ปณฺณากาเรน อตฺโถ คนฺตฺวาว มา อิมํ ฐานํ ปุนราวชิตฺถาติ ฯ

โส ตสฺสา สีหนาทํ สุตฺวา อฐตฺวา คตสทิโส หุตฺวา ตตฺเถว อนฺตรหิโต อฏฺฐาสิ ฯ โส ปุนทิวเส ตายเมว เวลายํ สุวณฺณมาสกปูรํ รชฏปาตึ อาทาย ตาย สทฺธึ สลฺลปนฺโต ฉฏฺฐํ คาถมาห

ยา สา รตี อุตฺตมา กามโภคินํ

รตีสุ สตฺตา วิสมํ จรนฺติ

มา ตํ รตึ ชียิ ตุวํ สุจิมฺหิ เต

ททามิ เต รูปิยกํสปูรนฺติ ฯ

ตสฺสตฺโถ ภทฺเท ราชธีเต ยา เอสา กามโภคีนํ สตฺตานํ รตีสุ เมถุนกามรตินาม อุตฺตมา อุตฺตมรติ ยสฺสา รติยา การณา สตฺตา กายทุจฺจริตาทิวิสมํ จรนฺติ ตํ รตึ ตฺวํ ภทฺเท สุจิมฺหิ เต นามสมาปิ มา ชียิ ฯ อหํปิ อาคจฺฉนฺโต น ตุจฺฉหตฺโถ อาคโต หีโย สุวณฺณมาสกปูรํ สุวณฺณปาตึ อาหรึ อชฺช รูปิยปาฏึ สุวณฺณปูรํ อิมํ เต อหํ รูปิยปาตึ สุวณฺณปูรํ ททามีติ ฯ

ราชธีตา จินฺเตสิ อยํ กถาสลฺลาปํ ลภนฺโต ปุนปฺปุนํ อาคมิสฺสติ นทานิ เตน สทฺธึ กเถสฺสามีติ ฯ สา กิญฺจิ น กเถสิ ฯ สกฺโก ตสฺสา อกถิตภาวํ ญตฺวา ตตฺเถว อนฺตรหิโต หุตฺวา ปุนทิวเส ตาย เวลาย โลหปาตึ กหาปณปูรํ อาทาย ภทฺทํ ตฺวํ มํ กามรติยา สนฺตปฺเปหิ อิมํ เต กหาปณปูรํ โลหปาตึ ทสฺสามีติ อาห ฯ ตํ ทิวสํ ราชธีตา สตฺตมํ คาถมาห

นารึ นโร นิชฺฌปยํ ธเนน

อุกฺกํสตี ยตฺถ กโรติ ฉนฺนํ

วิปจฺจนีโก ตว เทวธมฺโม

ปจฺจกฺขโต โถกตเรน เอสีติ ฯ

ตสฺสตฺโถ โภ ปุริส ตฺวํ ชโฬ นโร หิ นาม นารึ กิเลสรติการณา ธเนน นิชฺฌาปยํ นิชฺฌาเปนฺโต สญฺญาเปนฺโต ยตฺถ นาริยา ฉนฺทํ กโรติ ตํ อุกฺกํสติ วณฺเณตฺวา โถเมตฺวา พหุตเรน ธเนน ปโลเภติ ตุยฺหํ ปเนโส เทวสภาโว วิปจฺจนิโก ตฺวํ หิ มยา ปจฺจกฺขโต โถกตเรน เอสิ ปฐมทิวเส สุวณฺณปูรํ สุวณฺณปาตึ อาหริตฺวา ทุติยทิวเส สุวณฺณปูรํ รชฏปาตึ ตติยทิวเส กหาปณปูรํ โลหปาตึ อาหรสีติ ฯ

ตํ สุตฺวา สกฺโก ภทฺเท ราชกุมาริ อหํ เฉกวาณิโช นิรตฺถเกน อตฺถํ น นาเสมิ สเจ ตฺวํ อายุนา วา วณฺเณน วา วฑฺเฒยฺยาสิ อหํ เต ปณฺณาการํ วฑฺเฒตฺวา อาหเรยฺยํ ตฺวํ ปน ปริหาเปเสว เตนาหํปิ ธนํ ปริหาเปมีติ วตฺวา ติสฺโส คาถา อภาสิ

อายุ จ วณฺโณ จ มนุสฺสโลเก

นิหิยฺยติ มนุชานํ สุคตฺเต

เตเนว วณฺเณน ธนํปิ ตุยฺหํ

นิหิยฺยติ ชิณฺณตราสิ อชฺช ฯ

เอวํ เม เปกฺขมานสฺส ราชปุตฺติ ยสสฺสินิ

หายเตว ตโต วณฺโณ อโหรตฺตานมจฺจเย ฯ

อิมินาว ตฺวํ วยสา ราชปุตฺติ สุเมธเส

พฺรหฺมจริยํ จเรยฺยาสิ ภิยฺโย วณฺณวตี สิยาติ ฯ ตตฺถ นิหิยฺยตีติ มนุสฺสานํ ปน ปริสฺสาวเน อาสิตฺตอุทกํ วิย ปริหายติ ฯ มนุสฺสโลกสฺมิมฺหิ สตฺตา ชีวิเตน วณฺเณน จกฺขุปสาทาทีหิ ทิเน ทิเน ปริหายนฺเตว ฯ ชิณฺณตราสีติ มม ปฐมํ อาคตทิวเส ปวตฺตํ หิ เต อายุ หีโยทิวสํ น ปาปุณิ กุธาริยา ฉินฺนํ วิย ตตฺเถว นิรุชฺฌิ หีโย ปวตฺตํปี อชฺชทิวสํ น ปาปุณิ หีโยว กุธาริยา ฉินฺนํ วิย ตตฺเถว นิรุชฺฌิ ตสฺมา อชฺช ชิณฺณตราสิ ราชา ฯ เอวํ เมติ หีโยว ปสฺสโต อชฺเชว ปน มยฺหํ เอวํ เปกฺขมานสฺเสว หายเตว ตโต วณฺโณ ฯ อโหรตฺตานมจฺจเยติ อิโต ปฏฺฐาย รตฺตินฺทิเวสุ วีติวตฺเตสุ อโหรตฺตานํ อจฺจเย อปณฺณตฺติกภาวเมว ภวิสฺสตีติ ทสฺเสติ ฯ อิมินาวาติ ตสฺมา ภทฺเท สเจ ตฺวํ อิมินาว วเยน อิมสฺมึ สุวณฺณวณฺเณ สรีเร ชราย อวิลุตฺเตเยว เสฏฺฐจริยํ จเรยฺยาสิ ปพฺพชิตฺวา สมณธมฺมํ กเรยฺยาสีติ ฯ ภิยฺโย วณฺณวตี สิยาติ อติเรกตรวณฺณึ ภเวยฺยาสีติ ฯ

ตโต ราชธีตา อิตรํ คาถมาห

เทวา น ชีรนฺติ ยถา มนุสฺสา

คตฺเตสุ เตสํ วลิโย น โหนฺติ

ปุจฺฉามิ ตํ ยกฺข มหานุภาวํ

กถนฺนุ เทวาน สรีรเทโหติ ฯ

ตตฺถ สรีรเทโหติ สรีรสงฺขาโต เทโห เทวานํ สรีรํ กถํ น ชีรติ อิทํ อหํ ตํ ปุจฺฉามีติ วทติ ฯ

อถสฺสา กเถนฺโต สกฺโก อิตรํ คาถมาห

เทวา น ชีรนฺติ ยถา มนุสฺสา

คตฺเตสุ เตสํ วลิโย น โหนฺติ

สุเว สุเว ภิยฺยตโรว เตสํ

ทิพฺโพ จ วณฺโณ วิปุลา จ โภคาติ ฯ

ตตฺถ ยถา มนุสฺสาติ ยถา มนุสฺสา ชีรนฺตา รูเปน วณฺเณน โภเคน จกฺขุปสาทาทีหิ ชีรนฺติ น เอวํ เทวา เตสํ หิ คตฺเตสุ วลฺลิโยปิ น สนฺติ มฏฺฐกาญฺจนมตฺตวณฺณเมว สรีรํ โหติ ฯ สุเว สุเวติ ทิวเส ทิวเส ฯ ภิยฺยตโรวาติ อติเรกตโรว เตสํ ทิพฺโพ จ วณฺโณ วิปุลา จ โภคา โหนฺติ ฯ มนุสฺเสสุ หิ รูปปริหานิ จิรํ ชาตภาวสฺส สกฺขิ เทเวสุ อติเรกรูปสมฺปตฺติ จ อติเรกปริวารสมฺปตฺติ จ ฯ เอวํ อปริหานธมฺโมนาเมส เทวโลโก ตสฺมา ตฺวํ ชรํ อปฺปตฺวาว นิกฺขมิตฺวา ปพฺพช เอวํ ปริหานิยสภาวา มนุสฺสโลกา จวิตฺวา อปริหานิยสภาวํ เอวรูปํ เทวโลกํ คมิสฺสสีติ ฯ

สา เทวโลกสฺส วณฺณํ สุตฺวา ตสฺส คมนมคฺคํ ปุจฺฉนฺตี อิตรํ คาถมาห

กึสูธ ภีตา ชนตา อเนกา

มคฺโค จ เนกายตนปฺปวุตฺโต

ปุจฺฉามิ ตํ ยกฺข มหานุภาว

กตฺถ ฐิโต ปรโลกํ น ภาเยติ ฯ

ตตฺถ กึสูธ ภีตาติ เทวราช อยํ ขตฺติยาทิเภทา ชนตา อเนกา กึ ภีตา กสฺส ภเยน ปริหานิยสภาวา มนุสฺสโลกา เทวโลกํ น คจฺฉาตีติ ปุจฺฉติ ฯ มคฺโคติ เทวโลกคามิมคฺโค ฯ อิธ ปน กินฺติ อาหริตฺวา โกติ ปุจฺฉา กตฺตพฺพา ฯ อยํ เหตฺถตฺโถ อเนกติตฺถายตน- วเสน ปณฺฑิเตหิ ปวุตฺโต เทวโลกมคฺโคว โก กตโรติ วุตฺโต โหติ ฯ กตฺถ ฐิโตติ ปรโลกํ คจฺฉนฺโต กตรสฺมึ มคฺเค ฐิโต น ภายตีติ ฯ

อถสฺสา กเถนฺโต สกฺโก อิตรํ คาถมาห

วาจํ มนญฺจ ปณิธาย สมฺมา

กาเยน ปาปานิ อกุพฺพมาโน

พหุนฺนปานํ ฆรมาวสนฺโต

สทฺโธ มุทู สํวิภาคี วทญฺญู

สงฺคาหโก สขิโล สณฺหวาโจ

เอตฺถ ฐิโต ปรโลกํ น ภาเยติ ฯ

ตสฺสตฺโถ ภทฺเท โย วาจํ มนญฺจ สมฺมา ฐเปตฺวา กาเยนปิ ปาปานิ อกโรนฺโต อิเม ทส กุสลกมฺมปเถ สมาทาย ปวตฺตนฺโต พหุอนฺนปาเน ปหุตเทยฺยธมฺเม ฆเร วสนฺโต ทานสฺส วิปาโก อตฺถีติ สทฺธาย สมนฺนาคโต มุทุจิตฺโต ทานสํวิภาคตาย สํวิภาคี ปพฺพชิตา ภิกฺขาย จรมานา วทนฺติ เตสํ ปจฺจยทานชานนโต อิมสฺส วาทสฺส ชานนโต วทญฺญู จตูหิ สงฺคหวตฺถูหิ สงฺคาหโก ปิยภาณิตาย สขิโล อตฺถวจนตาย สณฺหวาโจ เอตฺถ เอตฺตเก คุณราสิมฺหิ ฐิโต ปรโลกํ คจฺฉนฺโต น ภายตีติ ฯ

ตโต ราชธีตา ตสฺส วจนํ สุตฺวา ถุตึ กโรนฺตี อิตรํ คาถมาห

อนุสฺสาสสิ มํ ยกฺข ยถา มาตา ยถา ปิตา

อุฬารวณฺณ ปุจฺฉามิ โกนุ ตฺวมสิ สุพฺรหาติ ฯ

ตสฺสตฺโถ ยถา มาตาปิตโร ปุตฺตเก อนุสาเสนฺติ ตถา มํ อนุสาสติ ฯ อุฬารวณฺณ โสภคฺคปฺปตฺตรูปาธารก โกนุสิ ตฺวํ เอวํ อจฺจุคฺคตสรีโรติ ฯ

ตโต โพธิสตฺโต อิตรํ คาถมาห

อุทโยหมสฺมิ กลฺยาณิ สงฺกรตฺถายิธาคโต

อามนฺต โข ตํ คจฺฉามิ มุตฺโตสฺมิ ตว สงฺกราติ ฯ

ตสฺสตฺโถ กลฺยาณทสฺสเน อหํ ปุริมภเว ตว สามิโก อุทโยนาม ตาวตึสภวเน สกฺโก หุตฺวา นิพฺพตฺโต อิธาคจฺฉนฺโต น กิเลสวเสนาคโต ตํ วิมํสิตฺวา ปน สงฺกรํ โมเจสฺสามีติ สงฺกรตฺถาย ปุพฺเพ สงฺกรสฺส กตตฺตา อาคโตสฺมิ อิทานิ ตํ อามนฺเตตฺวา คจฺฉามิ มุตฺโตสฺมิ ตว สงฺกราติ ฯ

ราชธีตา อสฺสาเสตฺวา สามิ ตฺวํ อุทยภทฺทราชาติ อสฺสุธาราย ปวตฺตมานาย อหํ ตุมฺเหหิ วินา วสิตุํ น สกฺโกมิ ยถา ตุมฺหากํ สนฺติเก วสามิ ตถา มํ อนุสาสถาติ วตฺวา อิตรํ คาถมาห

สเจ โข ตฺวํ อุทโยสิ สงฺกรตฺถายิธาคโต

อนุสาส มํ ราชปุตฺต ยถาสฺสุ ปุน สงฺคโมติ ฯ

อถ นํ อนุสาสนฺโต มหาสตฺโต จตสฺโส คาถา อภาสิ

อธิปตติ วโย ขโณ ตเถว

ฐานํ นตฺถิ ธุวํ จวนฺติ สตฺตา

ปริชียติ อธุวํ สรีรํ

อุทเย มา ปมาทํ จรสฺสุ ธมฺมํ ฯ

กสิณา ปฐวี ธนสฺส ปูรา

เอกสฺเสว สิยา อนญฺญเธยฺยา

ตํ วา วิชหติ อวีตราโค

อุทเย มา ปมาทํ จรสฺสุ ธมฺมํ ฯ

มาตา ปิตา จ ภาตโร

สามิโก สธเนน โหติ

เต วาปิ ชหนฺติ อญฺญมญฺญํ

อุทเย มา ปมาทํ จรสฺสุ ธมฺมํ ฯ

กาโย ปรโภชนนฺติ ญตฺวา

สํสาเร สุคตี จ ทุคฺคตี จ

อิตรวาโสติ ชานิตฺวา

อุทเย มา ปมาทํ จรสฺสุ ธมฺมนฺติ ฯ

ตตฺถ อธิปตตีติ อติวิย ปตติ สิงฺฆํ อติกฺกมติ ฯ วโยติ ปฐมวยาทิติวิโธปิ ฯ ขโณ ตเถวาติ อุปฺปาทฐิติภงฺคกฺขโณปิ ตเถว อธิปตตีติ อุภเยนาปิ ภินฺโน อิเมสํ สตฺตานํ อายุสงฺขาโรนาม สิงฺฆโสตา นที วิย อติวตฺตนฺโต สิงฺฆํ อติกฺกมตีติ ทสฺเสติ ฯ ฐานํ นตฺถีติ อุปฺปนฺนา สงฺขารา อภิชฺชิตฺวา ติฏฺฐนฺตีติ ปตฺถนายปิ เตสํ ฐานํนาม นตฺถิ ธุวํ เอกํเสเนว พุทฺธํ ภควนฺตํ อาทึ กตฺวา สพฺเพปิ สตฺตา จวนฺติ ธุวํ มรณํ อธุวํ ชีวิตนฺติ เอวํ มรณสฺสตึ ภาเวหีติ ทีเปติ ฯ ปริชียตีติ อิทํ สุวณฺณวณฺณํ สรีรํ ชีรเตว เอวํ ชานาหีติ ฯ มา ปมาทนฺติ ตสฺมา ตฺวํ อุทยภทฺเท มา ปมาทํ อาปชฺช อปฺปมตฺตา หุตฺวา ทสกุสลกมฺมปถํ ธมฺมํ จราหีติ ฯ กสิณาติ สกลา ฯ เอกสฺเสวาติ ยทิ เอกสฺเสว รญฺโญ ตสฺมึ เอกสฺมึเยว อตีตานาคตาปิ โหติ ฯ ตํ วา วิชหติ อวีตราโคติ ตณฺหาวสิโก ปุคฺคโล เอตฺตเกนาปิ ยเสน อติตฺโต มรณกาเล อวีตราโคว ตํ วิชหติ เอวํ ตณฺหาย อปูรณียภาวํ ชานาหีติ ทีเปติ ฯ เตวาปีติ มาตา ปุตฺตํ ปุตฺโต มาตรํ ปิตา ปุตฺตํ ปุตฺโต ปิตรํ ภริยา สามิกํ สามิโก ภริยนฺติ เอเต อญฺญมญฺญํ ปชหนฺติ นานา โหนฺติ เอวํ สตฺตานํ วินาภาวํ ชานาหีติ ทีเปติ ฯ ปรโภชนนฺติ วิวิธานํ กากาทีนํ ปรสตฺตานํ โภชนํ ฯ อิตรวาโสติ ยา เอสา อิมสฺมึ สํสาเร มนุสฺสภูตา สุคติ จ ติรจฺฉานภูตา ทุคฺคติ จ เอตํ อุภยํปิ อิตรวาโสติ ชานิตฺวา มา ปมาทํ จรสฺสุ ธมฺมํ อิเมสํ สตฺตานํ นานาฐานโต อาคนฺตฺวา เอกฏฺฐาเน สมาคโม ปริตฺโต อิเม สตฺตา อปฺปกเมว กาลํ เอกโต วสนฺติ ตสฺมา อปฺปมตฺตา โหหีติ เอวํ มหาสตฺโต ตสฺสา โอวาทํ อทาสิ ฯ

สาปิ ตสฺส ธมฺมกถาย ปสีทิตฺวา ถุตึ กโรนฺตี โอสานคาถมาห

สาธุ ภาสติ ยํ ยกฺโข อปฺปํ มจฺจาน ชีวิตํ

กสิรญฺจ ปริตฺตญฺจ ตญฺจ ทุกฺเขน สํยุตํ

สาหํ เอกา ปพฺพชิสฺสามิ หิตฺวา กาสํ สุรุนฺธนนฺติ ฯ

ตตฺถ สาธูติ สุนฺทรํ ฯ อปฺปํ มจฺจานชีวิตนฺติ ภาสมาโน อยํ เทวราชา สาธุ ภาสติ กึการณา อิทญฺจ กสิรญฺจ ทุกฺขํ อสฺสาทรหิตํ ปริตฺตญฺจ น พหุกํ อิตฺตรกาลํ สเจ หิ กสิรมฺปิ สมานํ ทีฆกาลํ ปวตฺเตยฺย ปริตฺตกมฺปิ จ สมานํ สุขํ ภเวยฺย อิทํ ปน กสิรญฺเจว ปริตฺตญฺจ สกเลน วฏฺฏทุกฺเขน สํยุตฺตํ สนฺนิหิตํ ฯ สาหนฺติ สา อหํ ฯ สุรุนฺธนนฺติ สุรุนฺธนนครญฺจ กาสิกรฏฺฐญฺจ ฉฑฺเฑตฺวา เอกิกา ปพฺพชิสฺสามีติ อาห ฯ

โพธิสตฺโต ตสฺสา โอวาทํ ทตฺวา สกฏฺฐานเมว คโต ฯ สาปิ ปุนทิวเส อมจฺเจ รชฺชํ ปฏิจฺฉาเปตฺวา อนฺโตนคเรเยว รมฺมณีเย อุยฺยาเน อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ธมฺมํ จริตฺวา อายุปริโยสาเน ตาวตึสภวเน โพธิสตฺตสฺส ปาทปริจาริกา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ (สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ) ตทา ราชธีตา ราหุลมาตา อโหสิ ฯ สกฺโก ปน อหเมวาติ ฯ

อุทยชาตกํ จตุตฺถํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๕๗. ธรรมเทวปุตตชาดกชาดกถัดไป๔๕๙. ปานียชาดก