ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อุทยชาดก
ชาดกที่ ๔๕๘ · เอกาทสกนิบาตชาดก

อุทยชาดก

ว่าด้วยบารมี ๑๐ ทัศ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๕๒๖ · บรรทัด ๖๑๔๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอุทยชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๒ จาก ๒

เรื่องเล่า

หมู่ชนเป็นอันมากในโลกนี้ กลัวอะไรเล่า จึง ไม่ไปเทวโลกกัน ก็หนทางไปยังเทวโลก บัณฑิต ทั้งหลายกล่าวไว้หลายด้าน ดูก่อนเทพบุตรผู้มีอานุภาพ มาก ข้าพเจ้าขอถามท่าน บุคคลตั้งอยู่ในหนทางไหน จึงไม่กลัวปรโลก.

บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า กีสูธ ภีตา นี้ พระราชธิดาตรัสถามว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ข้าพเจ้าขอถามท่าน หมู่ชนต่างโดยกษัตริย์เป็นต้นนี้มิใช่เล็กน้อยเลย พากันกลัวอะไรเสียเล่า คือ เพราะหวาดกลัวอะไรกันเล่าจึงไม่พากันไปสู่เทวโลก จากมนุษยโลกอันมีแต่สิ่งที่จะพึงเสื่อมถอยเป็นสภาวะ. บทว่า มคฺโค ได้แก่ หนทางที่จะไปยังเทวโลก. ก็ในข้อนี้ ใคร ๆ พึงตั้งปัญหาว่า ใครนำอะไรมา บัณฑิตทั้งหลายกล่าวจำแนกความนี้ไว้ ด้วยอำนาจเป็นแดนต่อคือลัทธิมิใช่น้อย ทางแห่งเทวโลกที่แน่นอน ท่านกล่าวอธิบายว่าเป็นทางอะไร. บทว่า กตฺถ ิโต ความว่า ผู้จะไปยังปรโลก ดำรงอยู่ในทางไหน จึงจะไม่หวาดกลัว.

ลำดับนั้น เมื่อท้าวสักกเทวราชจะตรัสบอกแก่พระนาง จึงได้ตรัสพระคาถาต่อไปว่า

บุคคลผู้ตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบ ไม่ทำบาป ด้วยกาย อยู่ครองเรือนอันมีข้าวและน้ำมาก เป็นผู้มี ศรัทธา อ่อนโยน จำแนกแจกทาน รู้ความประสงค์ ชอบสงเคราะห์ มีวาจาน่าคบเป็นสหาย มีวาจาอ่อนหวาน ผู้ตั้งอยู่ในคุณธรรมดังกล่าวมานี้ ไม่พึง หวาดกลัวปรโลกเลย.

คำเป็นคาถานั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ ดูก่อนพระนางผู้ทรงพระเจริญบุคคลใดตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบ แม้ด้วยทั้งกายก็มิได้กระทำบาปต่าง ๆ คือมาประพฤติยึดมั่นซึ่งกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการเหล่านี้ เมื่ออยู่ครองเรือนอันมีข้าวและน้ำมากมาย คือ มีไทยธรรมเพียงพอ ประกอบด้วยความเชื่อมั่นว่าวิบากแห่งทานมีอยู่ มีจิตอ่อนโยน ได้นามว่า ผู้จำแนกแจกจ่าย เพราะการจำแนกทานได้นามว่าผู้รู้ถ้อยคำ เพราะทราบถึงการให้ปัจจัย แก่เหล่าบรรพชิตผู้ท่องเที่ยวไปเพื่อภิกษาพากันกล่าวไว้ หมายความว่า เพราะทราบวาทะนี้ชอบสงเคราะห์กันด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการ ได้นามว่าผู้มีวาจาน่าคบหาเป็นสหาย เพราะเป็นผู้พูดแต่วาจาที่น่ารัก ได้นามว่า ผู้พูดอ่อนหวาน เพราะกล่าววาจาที่เป็นประโยชน์ บุคคลนั้นดำรงอยู่ในกองแห่งคุณธรรมนี้ คือนี้ประมาณเท่านี้ เมื่อจะไปยังปรโลก ก็ไม่ต้องหวาดกลัวเลย.

ลำดับนั้น พระราชธิดาได้ทรงสดับถ้อยคำของท้าวเธอแล้ว เมื่อจะทรงทำการชมเชย จึงตรัสพระคาถาสืบไปว่า

ข้าแต่เทพบุตร ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้าเหมือนดัง มารดาบิดา ข้าแต่ท่านผู้มีผิวพรรณงดงามยิ่ง ข้าพเจ้า ขอถาม ท่านเป็นใครกันหนอ จึงมีร่างกายสง่างามนัก.

คำเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า มารดาบิดาพร่ำสอนลูกน้อย ฉันใดท่านก็พร่ำสอนข้าพเจ้า ฉันนั้น. ข้าแต่ท่านผู้มีผิวพรรณงดงามยิ่งนัก คือผู้ทรงรูปโฉมอันถึงความเป็นผู้งดงาม ท่านเป็นใครกันเล่าหนอ จึงมีร่างกายสง่างามอย่างนี้.

ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า

ดูก่อนพระนางเจ้าผู้เลอโฉม ข้าพเจ้าเป็นพระเจ้า อุทัยมายังที่นี่ เพื่อต้องการจะเปลื้องข้อผูกพัน ข้าพเจ้า บอกพระนางแล้ว จะขอลาไป ข้าพเจ้าพ้นจากข้อ ผูกพันของพระนางแล้ว.

คำเป็นคาถานั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ ดูก่อนพระนางผู้พิศดูน่างดงามข้าพเจ้าในภพก่อนนั้นได้เป็นสามีของเธอ นามว่าอุทัย บังเกิดเป็นท้าวสักกเทวราชในดาวดึงส์พิภพ มาในที่นี้ มิใช่มาด้วยอำนาจกิเลส แต่ดำริว่าจักทดลองเธอดู แล้วจักเปลื้องข้อผูกพัน เป็นอันมาตามข้อผูกพัน คือ ตามข้อตกลงที่ทำกันไว้ในกาลก่อน บัดนี้ข้าพเจ้าได้บอกเธอแล้ว จะขอลาไป ข้าพเจ้าพ้นจากข้อผูกพันของท่านแล้ว.

พระราชธิดา ทรงดีพระทัย ทรงเปล่งพระราชเสาวนีย์ว่า ทูลกระหม่อมพระองค์คือพระเจ้าอุทัยภัทร ดังนี้ พลางก็มีพระกระแสพระอัสสุชลหลั่งไหลตรัสว่า หม่อมฉันไม่สามารถจะอยู่ห่างพระองค์ได้ โปรดทรงพร่ำสอนหม่อมฉันตามที่หม่อมฉันจะอยู่ใกล้ชิดพระองค์ได้เถิดเพคะ ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า

ข้าแต่พระราชสวามี ถ้าพระองค์เป็นพระเจ้าอุทัย เสด็จมา ณ ที่นี้ เพื่อต้องการจะปลดเปลื้องข้อผูกพัน แล้วไซร้ ข้าแต่พระราชสวามี ขอเชิญพระองค์จง โปรดพร่ำสอนหม่อมฉัน ด้วยวิธีที่เราทั้ง ๒ จะได้พบ กันใหม่อีกเถิดเพคะ.

ลำดับนั้น เมื่อพระมหาสัตว์เจ้าจะทรงพร่ำสอนพระนาง จึงได้ตรัสพระคาถา ๔ พระคาถาว่า

วัยล่วงไปรวดเร็วยิ่งนัก ขณะก็เช่นนั้นเหมือนกัน ความตั้งอยู่ยั่งยืนไม่มี สัตว์ทั้งหลายย่อมจุติไปแน่แท้ สรีระไม่ยั่งยืน ย่อมเสื่อมถอย ดูก่อนพระนางอุทัยภัทรา เธออย่าประมาท จงประพฤติธรรมเถิด พื้นแผ่นดิน ทั้งหมดเต็มไปด้วยทรัพย์ ถ้าจะพึงเป็นของของ พระราชาแต่เพียงพระองค์เดียว ไม่มีผู้อื่นครอบครอง ถึงกระนั้น ผู้ที่ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ก็ต้อง ทิ้งสมบัตินั้นไป ดูก่อนพระนางอุทัยภัทรา เธอจงอย่า ประมาท จงประพฤติธรรมเถิด มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่สาว น้องสาว ภริยาและสามี พร้อมทั้ง ทรัพย์ แม้เขาเหล่านั้น ต่างก็จะละทิ้งกันไป ดูก่อน พระนางอุทัยภัทรา เธออย่าประมาท จงประพฤติ ธรรมเถิด ดูก่อนพระนางอุทัยภัทรา เธอพึงทราบว่า ร่างกายเป็นอาหารของสัตว์อื่น ๆ พึงทราบว่าสุคติและ ทุคติ ในสงสารเป็นที่พักพิงชั่วคราว ขอเธอจงอย่า ประมาท จงประพฤติธรรมเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธิปตติ ความว่า วัยย่อมล่วงไปรวดเร็วเหลือเกิน คือผ่านไปโดยพลัน. บทว่า วโย ได้แก่ แม้วัยทั้ง ๓ มีปฐมวัยเป็นต้น. บทว่า ขโณ ตเถว ได้แก่ ทั้งอุปปาทขณะ ฐิติขณะ และภังคขณะย่อมพลันล่วงไปเช่นนั้นเหมือนกัน ด้วยบททั้งสองดังว่ามานี้ ท้าวสักกเทวราชแสดงว่า ขึ้นชื่อว่า อายุสังขารของสัตว์เหล่านี้ เป็นสภาวะแตกสลาย ชื่อว่าย่อมล่วงไปโดยพลัน เพราะเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วยิ่งนักประดุจแม่น้ำมีกระแสอันเชี่ยว ฉะนั้น . บทว่า านํ นตฺถิ ความว่า ขึ้นชื่อว่า ความหยุดอยู่แห่งวัยและขณะทั้งสองนั้น ไม่มีเลย แม้ด้วยความปรารถนาว่า สังขารทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่แตกสลาย ดำรงอยู่ดังนี้ ก็ไม่เป็นไปได้ สัตว์แม้ทั้งปวงตั้งต้นแต่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ย่อมเคลื่อนไปแน่นอน คือโดยส่วนเดียวเท่านั้น ท้าวสักกเทวราช ทรงบ่งถึงว่า เธอจงเจริญมรณสติอย่างนี้ว่า ความตายแน่นอน ความเป็นอยู่ไม่แน่นอนเลย. บทว่า ปริชียติ ความว่า สรีระอันมีพรรณะเพียงดังทองคำนี้ คร่ำคร่าทั้งนั้นแล เธอจงรู้อย่างนี้เถิด. บทว่ามา ปมาทํ ความว่า ดูก่อนแม่อุทัยภัทรา เหตุนั้น เธออย่าถึงความประมาทเลย จงเป็นผู้ไม่ประมาท ประพฤติธรรมคือกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการเถิด. บทว่า กสิณา แปลว่า ทั้งสิ้น. บทว่า เอกสฺเสว ความว่า ถ้าว่าเป็นของพระราชาพระองค์เดียวเท่านั้น แม้จะเป็นอดีต อนาคต ก็เป็นอยู่ ในพระราชาพระองค์นั้นพระองค์เดียว. บทว่า ตํ วา วิชหติ อวีตราโค ความว่าบุคคลผู้ตกอยู่ในอำนาจแห่งตัณหา คงไม่อิ่มด้วยยศแม้เพียงเท่านี้เลย จะต้องทอดทิ้งแผ่นดินนั้นไป ทั้ง ๆ ที่ยังไม่หมดรักเลย ในเวลาตาย ท้าวสักกเทวราชระบุถึงว่า เธอจงรู้ว่าตัณหาเป็นธรรมชาติที่ไม่รู้จักเต็ม ด้วยอาการอย่างนี้เถิด. บทว่า เตวาปิ ความว่า บุคคลแม้เหล่านั้น ย่อมทอดทิ้งกันไป คือ ย่อมพลัดพรากจากกันไป มารดาบิดาย่อมทิ้งบุตร บุตรทิ้งมารดาบิดา ภริยาทิ้งสามีสามีทิ้งภริยา ท้าวสักกเทวราชระบุว่า เธอจงทราบว่า หมู่สัตว์ต้องพลัดพรากจากกัน ด้วยประการฉะนี้. บทว่า ปรโภชนํ ความว่า เธอพึงทราบเถิดว่ากายเป็นอาหารของหมู่สัตว์เหล่าอื่น ต่างด้วยชนิดมีกาเป็นต้น. บทว่า อิตรวาโส ความว่า เธอพึงทราบเถิดว่า ในสงสารนี้ สุคติคือที่เกิดของมนุษย์และทุคติคือที่เกิดของสัตว์ดิรัจฉานนี้ใด แม้ทั้งสองนั้น เป็นที่พักชั่วคราวแล้ว จงไปประพฤติธรรม อย่าประมาทเสียนะ การมาจากที่ต่าง ๆ แล้วพบกันในที่แห่งเดียวกันของสัตว์เหล่านั้น เป็นการนิดหน่อย สัตว์เหล่านี้ อยู่ร่วมกันชั่วกาลมีประมาณเล็กน้อยเท่านั้น เพราะฉะนั้น เธอจงเป็นผู้ไม่ประมาทพระมหาสัตว์เจ้า ได้ประทานโอวาทแก่พระนาง ด้วยประการฉะนี้แล.

ฝ่ายพระนางทรงเลื่อมใส ในธรรมกถาของท้าวเธอ เมื่อจะทำการชมเชย จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า

เทพบุตร ช่างพูดดีจริง ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย น้อยนัก ทั้งลำเค็ญ ทั้งนิดหน่อย ประกอบไปด้วย ความทุกข์ หม่อมฉันจักสละสุรุนธนนคร แคว้นกาสี ออกบวช อยู่โดยลำพังแต่ผู้เดียว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาธุ แปลว่า งามจริง. บทว่า อปฺปํ มจฺจานชีวิตํ ความว่า เทวราชนี้เมื่อจะตรัส ย่อมตรัสว่า ชีวิตของหมู่สัตว์เป็นของน้อยนิด ช่างตรัสดีจริง ๆ เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า ชีวิตนี้ลำเค็ญเป็นทุกข์ ปราศจากความยินดี ทั้งเป็นของนิดหน่อย คือ ไม่มากเป็นของชั่วคราว ก็ถ้าชีวิตทั้ง ๆ ที่ลำเค็ญ จะพึงเป็นไปได้ตลอดกาลนาน ก็เป็นอันว่า ทั้ง ๆ ที่เป็นของนิดหน่อย จะพึงมีความสุขได้ ก็แต่ว่า ชีวิตนี้เป็นทั้งลำเค็ญ ทั้งนิดหน่อยประกอบไว้ คือพร้อมร่วมกันกับด้วยวัฏทุกข์ทั้งสิ้น. บทว่า สาหํ ตัดเป็น สา อหํ. บทว่า สุรุนฺธนํ ความว่า พระนางตรัสว่า หม่อมฉันนั้น จักทิ้งพระนครสุรุนธนะ และแคว้นกาสีไปผนวชแต่โดยลำพังผู้เดียว.

พระโพธิสัตว์เจ้า ประทานพระโอวาทแด่พระนางแล้ว เสด็จไปสู่ที่อยู่ของพระองค์ตามเดิม. ฝ่ายพระนางพอรุ่งขึ้น ก็ทรงมอบราชสมบัติให้พวกอำมาตย์รับไว้ ทรงผนวชเป็นฤาษิณี ในพระราชอุทยานอันน่ารื่นรมย์ ภายในพระนครนั่นเอง ทรงประพฤติธรรม ในที่สุดพระชนมายุ ก็บังเกิดเป็นบาทบริจาริกา ของพระโพธิสัตว์เจ้าในดาวดึงส์พิภพ.

พระศาสดา ทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้เบื่อหน่ายได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ทรงประชุมชาดกว่า พระราชธิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระมารดาของพระราหุล ส่วนท้าวสักกเทวราช ก็คือเราตถาคตนั่นแล.

จบอรรถกถาอุทยชาดก

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๒ / ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๓๕–๕๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกาทสกนิบาตชาดก · ๑๐๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๔ อุทยชาตกํ ฯ

เอกา นิสินฺนาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุํ กุสชาตเก อาวีภวิสฺสติ ฯ

สตฺถา ปน ตํ ภิกฺขุํ สจฺจํ กิร ตฺวํ อุกฺกณฺฐิโตสีติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจํ ภนฺเตติ วุตฺเต ภิกฺขุ กสฺมา กิเลสวเสน เอวรูเป นิยฺยานิกสาสเน ปพฺพชิตฺวา อุกฺกณฺฐิโตสิ โปราณกปณฺฑิตาปิ สมิทฺเธ ทฺวาทสโยชนิเก สุรุนฺธนนคเร รชฺชํ กาเรนฺตา เทวจฺฉรปฏิภาคาย อิตฺถิยา สทฺธึ สตฺต วสฺสสตานิ เอกคพฺเภ วสนฺตาปิ อินฺทฺริยานิ ภินฺทิตฺวา โลภวเสน น โอโลเกสุนฺติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต กาสิกรฏฺเฐ สุรุนฺธนนคเร กาสิกราชา รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตสฺส เนว ปุตฺโต น ธีตา อโหสิ ฯ โส อตฺตโน เทวิโย ปุตฺเต ปฏฺเฐถาติ อาห ฯ เทวีปิ รญฺโญ วจนํ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตถา อกาสิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต พฺรหฺมโลกา จวิตฺวา รญฺโญ อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ ปฏิสนฺธึ คณฺหิตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ อถ มหาชนสฺส หทยํ วฑฺเฒตฺวา ชาตภาเวน ตสฺส อุทยภทฺโทติ นามํ กรึสุ ฯ กุมารสฺส ปาทจรณกาเล อญฺโญ สตฺโต พฺรหฺมโลกโต จวิตฺวา ตสฺเสว รญฺโญ อญฺญตราย เทวิยา กุจฺฉิมฺหิ กุมาริกา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ ตสฺสาปิ อุทยภทฺทาติ นามํ กรึสุ ฯ กุมาโร วยปฺปตฺโต สพฺพสิปฺปานํ นิปฺผตฺตึ ปาปุณิ ชาติพฺรหฺมจารี ปน อโหสิ สุปินนฺเตนปิ เมถุนธมฺมํ น ชานาติ ฯ นาสฺส กิเลเสสุ จิตฺตํ อลฺลียิ ฯ ราชา ปุตฺตํ อภิสิญฺจิตุกาโม กุมาร อิทานิสฺส รชฺชสุขเสวนกาโล ตเมวสฺส ทสฺสามีติ สาสนํ เปเสสิ ฯ โพธิสตฺโต น มยฺหํ รชฺเชนตฺโถ กิเลเสสุ เม จิตฺตํ น อลฺลียีติ ปฏิกฺขิปิตฺวา ปุนปฺปุนํ วุจฺจมาโน รตฺตชมฺพูนุทมยํ อิตฺถีรูปํ กาเรตฺวา สเจ เอวรูปํ อิตฺถึ ลภมาโน รชฺชํ สมฺปฏิจฺฉิสฺสามีติ มาตาปิตูนํ เปเสสิ ฯ เต ตํ สุวณฺณรูปกํ สกลชมฺพูทีปํ ปริหราเปตฺวา ตถารูปํ อิตฺถึ อลภนฺตา อุทยภทฺทํ อลงฺกริตฺวา ตสฺส สนฺติเก วสาเปสุํ ฯ สา ตํ สุวณฺณรูปกํ อภิภวิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ อถ เนสํ อนิจฺฉมานานญฺเญว เวมาติกภคินึ อุทยภทฺทกุมารึ อคฺคมเหสึ กตฺวา โพธิสตฺตํ อภิสิญฺจึสุ ฯ เต ปน เทฺวปิ พฺรหฺมจริยวาสเมว วสึสุ ฯ อปรภาเค มาตาปิตูนํ อจฺจเยน โพธิสตฺโต รชฺชํ กาเรสิ ฯ อุโภปิ เอกคพฺเภ วสมานา จ โลภวเสน อินฺทฺริยานิ ภินฺทิตฺวา อญฺญมญฺญํ น โอโลเกสุํ อปิจ โข ปน โย อมฺเหสุ ปฐมตรํ กาลํ กโรติ โส นิพฺพตฺตฏฺฐานโต อาคนฺตฺวา อสุกฏฺฐาเน นิพฺพตฺโตสฺมีติ อาโรเจตูติ สงฺกรมกํสุ ฯ อถ โพธิสตฺโต อภิเสกโต สตฺตวสฺสสตจฺจเยน กาลมกาสิ ฯ อญฺโญ ราชา นาโหสิ ฯ อุทยภทฺทาเยว อาณา ปวตฺตติ ฯ อมจฺจา รชฺชํ อนุสาสึสุ ฯ โส โพธิสตฺโตปิ จุติกฺขเณ ตาวตึสภวเน สกฺกตฺตํ ปตฺวา ยสมหนฺตตาย สตฺตาหํ อนุสฺสริตุํ นาสกฺขิ ฯ อิติ โส มนุสฺสคณนาย สตฺตวสฺสสตจฺจเยน อาวชฺชิตฺวา อุทยภทฺทํ ราชธีตรํ ธเนน วิมํสิตฺวา สีหนาทํ นทาเปตฺวา ธมฺมํ เทเสตฺวา สงฺกรํ โมเจตฺวา อาคมิสฺสามีติ จินฺเตสิ ฯ ตทา กิร มนุสฺสานํ ทสวสฺสสหสฺสายุกกาโล โหติ ฯ ราชธีตาปิ ตํ ทิวสํ รตฺติภาเค ปิทหิเตสุ ทฺวาเรสุ ฐปิเต อารกฺเข สตฺตภูมิกปาสาทวรตเล อลงฺกตสิริคพฺเภ เอกิกาว นิจฺจลา อตฺตโน สีลํ อาวชฺชมานา นิสีทิ ฯ อถ สกฺโก สุวณฺณมาสกปูรํ เอกํ สุวณฺณปาตึ อาทาย คนฺตฺวา สยนคพฺเภเยว ปาตุภวิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ โพธิสตฺโต ตาย สทฺธึ สลฺลปนฺโต ปฐมํ คาถมาห

เอกา นิสินฺนา สุจิ สญฺญตูรุ

ปาสาทมารุยฺห อนินฺทิตงฺคี

ยาจามิ ตํ กินฺนรเนตฺตจกฺขุ

อิเมกรตฺตึ อุภโย วเสมาติ ฯ

ตตฺถ สุจีติ สุจิวตฺถนิวตฺถา ฯ สญฺญตูรูติ สุฏฺฐุ ฐปิตอูรุ อิริยาปถํ สณฺฐเปตฺวา สุจิวตฺถา เอกิกาว นิสินฺนาสีติ วุตฺตํ โหติ ฯ อนินฺทิตงฺคีติ ปาทนฺตโต ยาว เกสคฺคา อนินฺทิตสรีรา ปรมโสภคฺคปฺปตฺตสรีรา ฯ กินฺนรเนตฺตจกฺขูติ ตีหิ มณฺฑเลหิ ปญฺจหิ จ ปสาเทหิ อุปโสภิตตฺตา กินฺนรานํ เนตฺตสทิเสหิ จกฺขูหิ สมนฺนาคเต ฯ อิเมกรตฺตินฺติ อิทํ เอกรตฺตึ อชฺช อิมสฺมึ อลงฺกตสยนคพฺเภ เอกโต วเสยฺยามาติ ยาจติ ฯ

ตโต ราชธีตา เทฺว คาถา อภาสิ

โอกิณฺณนฺตรปริกฺขํ ทฬฺหมณฺฑาลโกฏฺฐกํ

รกฺขิตํ ขคฺคหตฺเถหิ ทุปฺปเวสมิทํ ปุรํ ฯ

ทหรสฺส ยุวิโน จาปิ อาคโม จ น วิชฺชติ

อถ เกน นุ วณฺเณน สงฺคมํ อิจฺฉเส มยาติ ฯ

ตตฺถ โอกิณฺณนฺตรปริกฺขนฺติ อิทํ ทฺวาทสโยชนิกํ สุรุนฺธนปุรํ อนฺตรนฺตรา อุทกปริกฺขานํ กทฺทมปริกฺขานํ สุกฺขปริกฺขานญฺจ โอกิณฺณตฺตา โอกิณฺณนฺตรปริกฺขํ ฯ ทฬฺหมณฺฑาลโกฏฺฐกนฺติ ถิเรหิ อทฺทาลเกหิ ทฺวารโกฏฺฐเกหิ จ สมนฺนาคตํ ฯ ขคฺคหตฺเถหีติ อาวุธหตฺเถหิ ทสหิ โยธสหสฺเสหิ รกฺขิตํ ฯ ทุปฺปเวสมิทํ ปุรนฺติ อิทํ สกลปุรํปิ ตสฺส อนฺโต มาปิตํ มยฺหํ นิวาสนปุรํปิ อุภยํ กสฺสจิ ปวิสิตุํ น สกฺกา ฯ อาคโม จาติ อิธ อิมาย เวลาย ตรุณสฺส วา โยพฺพนปฺปตฺตสฺส วา ถามสมฺปนฺนโยธสฺส วา อญฺญสฺส วา มหนฺตํปิ ปณฺณาการํ คเหตฺวา อาคจฺฉนฺตสฺส อาคโมนาม นตฺถิ ฯ สงฺคมนฺติ อถ ตฺวํ เกน การเณน อิมาย เวลาย มยา สมาคมํ อิจฺฉสีติ ฯ

อถ สกฺโก จตุตฺถํ คาถมาห

ยกฺโขหมสฺมิ กลฺยาณิ อาคโตสฺมิ ตวนฺติเก

ตฺวํ มํ นนฺทสฺสุ ภทฺทนฺเต ปุณฺณกํสํ ททามิ เตติ ฯ

ตสฺสตฺโถ กลฺยาณิ สุนฺทรทสฺสเน อหเมโก เทวปุตฺโต เทวตานุภาเวน อิธาคโต ตฺวํ อชฺช มํ นนฺทสฺสุ โตเสหิ อหํ เต อิมํ สุวณฺณมาสกปุณฺณํ สุวณฺณปาตึ ททามีติ ฯ

ตํ สุตฺวา ราชธีตา ปญฺจมํ คาถมาห

เทวํ วา ยกฺขํ อถวา มนุสฺสํ

น ปฏฺฐเย อุทยํ ปฏิจฺจ อญฺญํ

คจฺเฉว ตฺวํ ยกฺข มหานุภาว

มา จสฺสุ คนฺตฺวา ปุนราวชิตฺถาติ ฯ

ตสฺสตฺโถ อหํ เทวราช เทวํ วา ยกฺขํ วา มนุสฺสํ วา อุทยํ อติกฺกมิตฺวา อญฺญํ น ปฏฺเฐมิ โส ตฺวํ คจฺเฉว มา อิธ อฏฺฐาสิ น เม ตยา อาภเฏน ปณฺณากาเรน อตฺโถ คนฺตฺวาว มา อิมํ ฐานํ ปุนราวชิตฺถาติ ฯ

โส ตสฺสา สีหนาทํ สุตฺวา อฐตฺวา คตสทิโส หุตฺวา ตตฺเถว อนฺตรหิโต อฏฺฐาสิ ฯ โส ปุนทิวเส ตายเมว เวลายํ สุวณฺณมาสกปูรํ รชฏปาตึ อาทาย ตาย สทฺธึ สลฺลปนฺโต ฉฏฺฐํ คาถมาห

ยา สา รตี อุตฺตมา กามโภคินํ

รตีสุ สตฺตา วิสมํ จรนฺติ

มา ตํ รตึ ชียิ ตุวํ สุจิมฺหิ เต

ททามิ เต รูปิยกํสปูรนฺติ ฯ

ตสฺสตฺโถ ภทฺเท ราชธีเต ยา เอสา กามโภคีนํ สตฺตานํ รตีสุ เมถุนกามรตินาม อุตฺตมา อุตฺตมรติ ยสฺสา รติยา การณา สตฺตา กายทุจฺจริตาทิวิสมํ จรนฺติ ตํ รตึ ตฺวํ ภทฺเท สุจิมฺหิ เต นามสมาปิ มา ชียิ ฯ อหํปิ อาคจฺฉนฺโต น ตุจฺฉหตฺโถ อาคโต หีโย สุวณฺณมาสกปูรํ สุวณฺณปาตึ อาหรึ อชฺช รูปิยปาฏึ สุวณฺณปูรํ อิมํ เต อหํ รูปิยปาตึ สุวณฺณปูรํ ททามีติ ฯ

ราชธีตา จินฺเตสิ อยํ กถาสลฺลาปํ ลภนฺโต ปุนปฺปุนํ อาคมิสฺสติ นทานิ เตน สทฺธึ กเถสฺสามีติ ฯ สา กิญฺจิ น กเถสิ ฯ สกฺโก ตสฺสา อกถิตภาวํ ญตฺวา ตตฺเถว อนฺตรหิโต หุตฺวา ปุนทิวเส ตาย เวลาย โลหปาตึ กหาปณปูรํ อาทาย ภทฺทํ ตฺวํ มํ กามรติยา สนฺตปฺเปหิ อิมํ เต กหาปณปูรํ โลหปาตึ ทสฺสามีติ อาห ฯ ตํ ทิวสํ ราชธีตา สตฺตมํ คาถมาห

นารึ นโร นิชฺฌปยํ ธเนน

อุกฺกํสตี ยตฺถ กโรติ ฉนฺนํ

วิปจฺจนีโก ตว เทวธมฺโม

ปจฺจกฺขโต โถกตเรน เอสีติ ฯ

ตสฺสตฺโถ โภ ปุริส ตฺวํ ชโฬ นโร หิ นาม นารึ กิเลสรติการณา ธเนน นิชฺฌาปยํ นิชฺฌาเปนฺโต สญฺญาเปนฺโต ยตฺถ นาริยา ฉนฺทํ กโรติ ตํ อุกฺกํสติ วณฺเณตฺวา โถเมตฺวา พหุตเรน ธเนน ปโลเภติ ตุยฺหํ ปเนโส เทวสภาโว วิปจฺจนิโก ตฺวํ หิ มยา ปจฺจกฺขโต โถกตเรน เอสิ ปฐมทิวเส สุวณฺณปูรํ สุวณฺณปาตึ อาหริตฺวา ทุติยทิวเส สุวณฺณปูรํ รชฏปาตึ ตติยทิวเส กหาปณปูรํ โลหปาตึ อาหรสีติ ฯ

ตํ สุตฺวา สกฺโก ภทฺเท ราชกุมาริ อหํ เฉกวาณิโช นิรตฺถเกน อตฺถํ น นาเสมิ สเจ ตฺวํ อายุนา วา วณฺเณน วา วฑฺเฒยฺยาสิ อหํ เต ปณฺณาการํ วฑฺเฒตฺวา อาหเรยฺยํ ตฺวํ ปน ปริหาเปเสว เตนาหํปิ ธนํ ปริหาเปมีติ วตฺวา ติสฺโส คาถา อภาสิ

อายุ จ วณฺโณ จ มนุสฺสโลเก

นิหิยฺยติ มนุชานํ สุคตฺเต

เตเนว วณฺเณน ธนํปิ ตุยฺหํ

นิหิยฺยติ ชิณฺณตราสิ อชฺช ฯ

เอวํ เม เปกฺขมานสฺส ราชปุตฺติ ยสสฺสินิ

หายเตว ตโต วณฺโณ อโหรตฺตานมจฺจเย ฯ

อิมินาว ตฺวํ วยสา ราชปุตฺติ สุเมธเส

พฺรหฺมจริยํ จเรยฺยาสิ ภิยฺโย วณฺณวตี สิยาติ ฯ ตตฺถ นิหิยฺยตีติ มนุสฺสานํ ปน ปริสฺสาวเน อาสิตฺตอุทกํ วิย ปริหายติ ฯ มนุสฺสโลกสฺมิมฺหิ สตฺตา ชีวิเตน วณฺเณน จกฺขุปสาทาทีหิ ทิเน ทิเน ปริหายนฺเตว ฯ ชิณฺณตราสีติ มม ปฐมํ อาคตทิวเส ปวตฺตํ หิ เต อายุ หีโยทิวสํ น ปาปุณิ กุธาริยา ฉินฺนํ วิย ตตฺเถว นิรุชฺฌิ หีโย ปวตฺตํปี อชฺชทิวสํ น ปาปุณิ หีโยว กุธาริยา ฉินฺนํ วิย ตตฺเถว นิรุชฺฌิ ตสฺมา อชฺช ชิณฺณตราสิ ราชา ฯ เอวํ เมติ หีโยว ปสฺสโต อชฺเชว ปน มยฺหํ เอวํ เปกฺขมานสฺเสว หายเตว ตโต วณฺโณ ฯ อโหรตฺตานมจฺจเยติ อิโต ปฏฺฐาย รตฺตินฺทิเวสุ วีติวตฺเตสุ อโหรตฺตานํ อจฺจเย อปณฺณตฺติกภาวเมว ภวิสฺสตีติ ทสฺเสติ ฯ อิมินาวาติ ตสฺมา ภทฺเท สเจ ตฺวํ อิมินาว วเยน อิมสฺมึ สุวณฺณวณฺเณ สรีเร ชราย อวิลุตฺเตเยว เสฏฺฐจริยํ จเรยฺยาสิ ปพฺพชิตฺวา สมณธมฺมํ กเรยฺยาสีติ ฯ ภิยฺโย วณฺณวตี สิยาติ อติเรกตรวณฺณึ ภเวยฺยาสีติ ฯ

ตโต ราชธีตา อิตรํ คาถมาห

เทวา น ชีรนฺติ ยถา มนุสฺสา

คตฺเตสุ เตสํ วลิโย น โหนฺติ

ปุจฺฉามิ ตํ ยกฺข มหานุภาวํ

กถนฺนุ เทวาน สรีรเทโหติ ฯ

ตตฺถ สรีรเทโหติ สรีรสงฺขาโต เทโห เทวานํ สรีรํ กถํ น ชีรติ อิทํ อหํ ตํ ปุจฺฉามีติ วทติ ฯ

อถสฺสา กเถนฺโต สกฺโก อิตรํ คาถมาห

เทวา น ชีรนฺติ ยถา มนุสฺสา

คตฺเตสุ เตสํ วลิโย น โหนฺติ

สุเว สุเว ภิยฺยตโรว เตสํ

ทิพฺโพ จ วณฺโณ วิปุลา จ โภคาติ ฯ

ตตฺถ ยถา มนุสฺสาติ ยถา มนุสฺสา ชีรนฺตา รูเปน วณฺเณน โภเคน จกฺขุปสาทาทีหิ ชีรนฺติ น เอวํ เทวา เตสํ หิ คตฺเตสุ วลฺลิโยปิ น สนฺติ มฏฺฐกาญฺจนมตฺตวณฺณเมว สรีรํ โหติ ฯ สุเว สุเวติ ทิวเส ทิวเส ฯ ภิยฺยตโรวาติ อติเรกตโรว เตสํ ทิพฺโพ จ วณฺโณ วิปุลา จ โภคา โหนฺติ ฯ มนุสฺเสสุ หิ รูปปริหานิ จิรํ ชาตภาวสฺส สกฺขิ เทเวสุ อติเรกรูปสมฺปตฺติ จ อติเรกปริวารสมฺปตฺติ จ ฯ เอวํ อปริหานธมฺโมนาเมส เทวโลโก ตสฺมา ตฺวํ ชรํ อปฺปตฺวาว นิกฺขมิตฺวา ปพฺพช เอวํ ปริหานิยสภาวา มนุสฺสโลกา จวิตฺวา อปริหานิยสภาวํ เอวรูปํ เทวโลกํ คมิสฺสสีติ ฯ

สา เทวโลกสฺส วณฺณํ สุตฺวา ตสฺส คมนมคฺคํ ปุจฺฉนฺตี อิตรํ คาถมาห

กึสูธ ภีตา ชนตา อเนกา

มคฺโค จ เนกายตนปฺปวุตฺโต

ปุจฺฉามิ ตํ ยกฺข มหานุภาว

กตฺถ ฐิโต ปรโลกํ น ภาเยติ ฯ

ตตฺถ กึสูธ ภีตาติ เทวราช อยํ ขตฺติยาทิเภทา ชนตา อเนกา กึ ภีตา กสฺส ภเยน ปริหานิยสภาวา มนุสฺสโลกา เทวโลกํ น คจฺฉาตีติ ปุจฺฉติ ฯ มคฺโคติ เทวโลกคามิมคฺโค ฯ อิธ ปน กินฺติ อาหริตฺวา โกติ ปุจฺฉา กตฺตพฺพา ฯ อยํ เหตฺถตฺโถ อเนกติตฺถายตน- วเสน ปณฺฑิเตหิ ปวุตฺโต เทวโลกมคฺโคว โก กตโรติ วุตฺโต โหติ ฯ กตฺถ ฐิโตติ ปรโลกํ คจฺฉนฺโต กตรสฺมึ มคฺเค ฐิโต น ภายตีติ ฯ

อถสฺสา กเถนฺโต สกฺโก อิตรํ คาถมาห

วาจํ มนญฺจ ปณิธาย สมฺมา

กาเยน ปาปานิ อกุพฺพมาโน

พหุนฺนปานํ ฆรมาวสนฺโต

สทฺโธ มุทู สํวิภาคี วทญฺญู

สงฺคาหโก สขิโล สณฺหวาโจ

เอตฺถ ฐิโต ปรโลกํ น ภาเยติ ฯ

ตสฺสตฺโถ ภทฺเท โย วาจํ มนญฺจ สมฺมา ฐเปตฺวา กาเยนปิ ปาปานิ อกโรนฺโต อิเม ทส กุสลกมฺมปเถ สมาทาย ปวตฺตนฺโต พหุอนฺนปาเน ปหุตเทยฺยธมฺเม ฆเร วสนฺโต ทานสฺส วิปาโก อตฺถีติ สทฺธาย สมนฺนาคโต มุทุจิตฺโต ทานสํวิภาคตาย สํวิภาคี ปพฺพชิตา ภิกฺขาย จรมานา วทนฺติ เตสํ ปจฺจยทานชานนโต อิมสฺส วาทสฺส ชานนโต วทญฺญู จตูหิ สงฺคหวตฺถูหิ สงฺคาหโก ปิยภาณิตาย สขิโล อตฺถวจนตาย สณฺหวาโจ เอตฺถ เอตฺตเก คุณราสิมฺหิ ฐิโต ปรโลกํ คจฺฉนฺโต น ภายตีติ ฯ

ตโต ราชธีตา ตสฺส วจนํ สุตฺวา ถุตึ กโรนฺตี อิตรํ คาถมาห

อนุสฺสาสสิ มํ ยกฺข ยถา มาตา ยถา ปิตา

อุฬารวณฺณ ปุจฺฉามิ โกนุ ตฺวมสิ สุพฺรหาติ ฯ

ตสฺสตฺโถ ยถา มาตาปิตโร ปุตฺตเก อนุสาเสนฺติ ตถา มํ อนุสาสติ ฯ อุฬารวณฺณ โสภคฺคปฺปตฺตรูปาธารก โกนุสิ ตฺวํ เอวํ อจฺจุคฺคตสรีโรติ ฯ

ตโต โพธิสตฺโต อิตรํ คาถมาห

อุทโยหมสฺมิ กลฺยาณิ สงฺกรตฺถายิธาคโต

อามนฺต โข ตํ คจฺฉามิ มุตฺโตสฺมิ ตว สงฺกราติ ฯ

ตสฺสตฺโถ กลฺยาณทสฺสเน อหํ ปุริมภเว ตว สามิโก อุทโยนาม ตาวตึสภวเน สกฺโก หุตฺวา นิพฺพตฺโต อิธาคจฺฉนฺโต น กิเลสวเสนาคโต ตํ วิมํสิตฺวา ปน สงฺกรํ โมเจสฺสามีติ สงฺกรตฺถาย ปุพฺเพ สงฺกรสฺส กตตฺตา อาคโตสฺมิ อิทานิ ตํ อามนฺเตตฺวา คจฺฉามิ มุตฺโตสฺมิ ตว สงฺกราติ ฯ

ราชธีตา อสฺสาเสตฺวา สามิ ตฺวํ อุทยภทฺทราชาติ อสฺสุธาราย ปวตฺตมานาย อหํ ตุมฺเหหิ วินา วสิตุํ น สกฺโกมิ ยถา ตุมฺหากํ สนฺติเก วสามิ ตถา มํ อนุสาสถาติ วตฺวา อิตรํ คาถมาห

สเจ โข ตฺวํ อุทโยสิ สงฺกรตฺถายิธาคโต

อนุสาส มํ ราชปุตฺต ยถาสฺสุ ปุน สงฺคโมติ ฯ

อถ นํ อนุสาสนฺโต มหาสตฺโต จตสฺโส คาถา อภาสิ

อธิปตติ วโย ขโณ ตเถว

ฐานํ นตฺถิ ธุวํ จวนฺติ สตฺตา

ปริชียติ อธุวํ สรีรํ

อุทเย มา ปมาทํ จรสฺสุ ธมฺมํ ฯ

กสิณา ปฐวี ธนสฺส ปูรา

เอกสฺเสว สิยา อนญฺญเธยฺยา

ตํ วา วิชหติ อวีตราโค

อุทเย มา ปมาทํ จรสฺสุ ธมฺมํ ฯ

มาตา ปิตา จ ภาตโร

สามิโก สธเนน โหติ

เต วาปิ ชหนฺติ อญฺญมญฺญํ

อุทเย มา ปมาทํ จรสฺสุ ธมฺมํ ฯ

กาโย ปรโภชนนฺติ ญตฺวา

สํสาเร สุคตี จ ทุคฺคตี จ

อิตรวาโสติ ชานิตฺวา

อุทเย มา ปมาทํ จรสฺสุ ธมฺมนฺติ ฯ

ตตฺถ อธิปตตีติ อติวิย ปตติ สิงฺฆํ อติกฺกมติ ฯ วโยติ ปฐมวยาทิติวิโธปิ ฯ ขโณ ตเถวาติ อุปฺปาทฐิติภงฺคกฺขโณปิ ตเถว อธิปตตีติ อุภเยนาปิ ภินฺโน อิเมสํ สตฺตานํ อายุสงฺขาโรนาม สิงฺฆโสตา นที วิย อติวตฺตนฺโต สิงฺฆํ อติกฺกมตีติ ทสฺเสติ ฯ ฐานํ นตฺถีติ อุปฺปนฺนา สงฺขารา อภิชฺชิตฺวา ติฏฺฐนฺตีติ ปตฺถนายปิ เตสํ ฐานํนาม นตฺถิ ธุวํ เอกํเสเนว พุทฺธํ ภควนฺตํ อาทึ กตฺวา สพฺเพปิ สตฺตา จวนฺติ ธุวํ มรณํ อธุวํ ชีวิตนฺติ เอวํ มรณสฺสตึ ภาเวหีติ ทีเปติ ฯ ปริชียตีติ อิทํ สุวณฺณวณฺณํ สรีรํ ชีรเตว เอวํ ชานาหีติ ฯ มา ปมาทนฺติ ตสฺมา ตฺวํ อุทยภทฺเท มา ปมาทํ อาปชฺช อปฺปมตฺตา หุตฺวา ทสกุสลกมฺมปถํ ธมฺมํ จราหีติ ฯ กสิณาติ สกลา ฯ เอกสฺเสวาติ ยทิ เอกสฺเสว รญฺโญ ตสฺมึ เอกสฺมึเยว อตีตานาคตาปิ โหติ ฯ ตํ วา วิชหติ อวีตราโคติ ตณฺหาวสิโก ปุคฺคโล เอตฺตเกนาปิ ยเสน อติตฺโต มรณกาเล อวีตราโคว ตํ วิชหติ เอวํ ตณฺหาย อปูรณียภาวํ ชานาหีติ ทีเปติ ฯ เตวาปีติ มาตา ปุตฺตํ ปุตฺโต มาตรํ ปิตา ปุตฺตํ ปุตฺโต ปิตรํ ภริยา สามิกํ สามิโก ภริยนฺติ เอเต อญฺญมญฺญํ ปชหนฺติ นานา โหนฺติ เอวํ สตฺตานํ วินาภาวํ ชานาหีติ ทีเปติ ฯ ปรโภชนนฺติ วิวิธานํ กากาทีนํ ปรสตฺตานํ โภชนํ ฯ อิตรวาโสติ ยา เอสา อิมสฺมึ สํสาเร มนุสฺสภูตา สุคติ จ ติรจฺฉานภูตา ทุคฺคติ จ เอตํ อุภยํปิ อิตรวาโสติ ชานิตฺวา มา ปมาทํ จรสฺสุ ธมฺมํ อิเมสํ สตฺตานํ นานาฐานโต อาคนฺตฺวา เอกฏฺฐาเน สมาคโม ปริตฺโต อิเม สตฺตา อปฺปกเมว กาลํ เอกโต วสนฺติ ตสฺมา อปฺปมตฺตา โหหีติ เอวํ มหาสตฺโต ตสฺสา โอวาทํ อทาสิ ฯ

สาปิ ตสฺส ธมฺมกถาย ปสีทิตฺวา ถุตึ กโรนฺตี โอสานคาถมาห

สาธุ ภาสติ ยํ ยกฺโข อปฺปํ มจฺจาน ชีวิตํ

กสิรญฺจ ปริตฺตญฺจ ตญฺจ ทุกฺเขน สํยุตํ

สาหํ เอกา ปพฺพชิสฺสามิ หิตฺวา กาสํ สุรุนฺธนนฺติ ฯ

ตตฺถ สาธูติ สุนฺทรํ ฯ อปฺปํ มจฺจานชีวิตนฺติ ภาสมาโน อยํ เทวราชา สาธุ ภาสติ กึการณา อิทญฺจ กสิรญฺจ ทุกฺขํ อสฺสาทรหิตํ ปริตฺตญฺจ น พหุกํ อิตฺตรกาลํ สเจ หิ กสิรมฺปิ สมานํ ทีฆกาลํ ปวตฺเตยฺย ปริตฺตกมฺปิ จ สมานํ สุขํ ภเวยฺย อิทํ ปน กสิรญฺเจว ปริตฺตญฺจ สกเลน วฏฺฏทุกฺเขน สํยุตฺตํ สนฺนิหิตํ ฯ สาหนฺติ สา อหํ ฯ สุรุนฺธนนฺติ สุรุนฺธนนครญฺจ กาสิกรฏฺฐญฺจ ฉฑฺเฑตฺวา เอกิกา ปพฺพชิสฺสามีติ อาห ฯ

โพธิสตฺโต ตสฺสา โอวาทํ ทตฺวา สกฏฺฐานเมว คโต ฯ สาปิ ปุนทิวเส อมจฺเจ รชฺชํ ปฏิจฺฉาเปตฺวา อนฺโตนคเรเยว รมฺมณีเย อุยฺยาเน อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ธมฺมํ จริตฺวา อายุปริโยสาเน ตาวตึสภวเน โพธิสตฺตสฺส ปาทปริจาริกา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ (สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ) ตทา ราชธีตา ราหุลมาตา อโหสิ ฯ สกฺโก ปน อหเมวาติ ฯ

อุทยชาตกํ จตุตฺถํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๕๗. ธรรมเทวปุตตชาดกชาดกถัดไป๔๕๙. ปานียชาดก