สังวรชาดก
ว่าด้วยพระราชาผู้มีศีลาจารวัตรที่ดีงาม
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๕๗๗ · บรรทัด ๖๓๐๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภภิกษุทอดทิ้งความเพียรเสียแล้วรูปหนึ่ง ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า ชานนฺโต โน มหาราชา ดังนี้.
เรื่องมีว่า ภิกษุนั้นเป็นกุลบุตรชาวพระนครสาวัตถี ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา บรรพชาได้อุปสมบทแล้ว บำเพ็ญอาจาริยวัตร และอุปัชฌายวัตร ท่องพระปาฏิโมกข์ทั้งสองจนคล่อง มีพรรษาครบ ๕ เรียนกรรมฐาน ลาอาจารย์และอุปัชฌาย์ว่า ผมจักอยู่ในป่า ไปถึงบ้านชายแดนตำบลหนึ่ง พวกคนต่างเลื่อมใสในอิริยาบถ พากันสร้างบรรณศาลาบำรุงอยู่ในบ้านนั้น ครั้นเข้าพรรษา ก็บำเพ็ญสืบสร้างพยายามจำเริญกรรมฐานตลอดไตรมาส ด้วยความเพียรอันปรารภแล้ว ไม่สามารถให้คุณแม้เพียงโอภาสบังเกิดได้ ดำริว่า ในบุคคลสี่เหล่า ที่พระศาสดาทรงแสดงแล้ว เราคงเป็นประเภทปทปรมะเสียแน่แล้ว เราจะอยู่ป่าทำไม ไปพระเชตวัน คอยดูพระรูปพระโฉมของพระตถาคตเจ้า สดับธรรมเทศนาอันไพเราะ ยับยั้งอยู่เถอะ. เธอทอดทิ้งความเพียรออกจากบ้านนั้น ไปถึงพระเชตวันโดยลำดับ ถูกอาจารย์และอุปัชฌาย์ทั้งภิกษุที่เคยรู้จักมักคุ้น รุมถามถึงเหตุที่บังคับให้มา ก็บอกเรื่องนั้น ถูกภิกษุเหล่านั้นติเตียนว่า เหตุไรคุณจึงทำอย่างนี้ นำตัวไปสู่สำนักพระศาสดา เมื่อตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอพาภิกษุผู้ไม่ปรารถนามากันหรือ กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้ทอดทิ้งความเพียรมาแล้วพระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถามว่า ที่เขาว่าน่ะจริงหรือ เมื่อกราบทูลว่าจริงพระเจ้าข้า ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เหตุไรจึงทอดทิ้งความเพียรเสียล่ะ ที่จริงผลอันเลิศในพระศาสนานี้ ที่มีนามว่าอรหัตผล ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้เกียจคร้านผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว จึงจะชื่นชมอธิคมธรรมได้ ก็แลในปางก่อนเธอก็เป็นคนมีความเพียรทนต่อโอวาท ด้วยเหตุนั้นแล แม้เป็นน้องสุดท้องแห่งโอรส ๑๐๐ ของพระเจ้าพาราณสี ตั้งอยู่ในโอวาทของบัณฑิตทั้งหลาย ก็ถึงเศวตฉัตรได้ ทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล พระโอรสสุดท้องนี้ ได้ทรงยึดเหนี่ยวผูกน้ำใจฝูงชนผู้ถึงพระนครพาราณสีทั่วหน้า ด้วยสังคหวัตถุนั้น ๆ ได้เป็นที่รักที่เจริญใจของคนทั้งปวง. กาลต่อมา พวกอำมาตย์พากันกราบทูลถามพระราชาผู้ประทับนั่งเหนือพระแท่นที่สวรรคตว่า ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้า ฯ เมื่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทสวรรคตไป พวกข้าพระพุทธเจ้าจักถวายเศวตฉัตรให้แก่ใคร พระเจ้าข้า พระองค์ตรัสสั่งว่า พ่อเอ๋ย ลูกของฉันแม้ทั้งหมด เป็นเจ้าของเศวตฉัตรทั้งนั้น แต่ผู้ใดจับใจพวกเธอ พวกเธอก็ให้เศวตฉัตรแก่ผู้นั้นก็แล้วกัน ครั้นพระองค์สวรรคต พวกอำมาตย์นั้น จัดการถวายพระเพลิงพระศพของพระองค์เสร็จ ประชุมกันในวันที่ ๗ ตกลงกันว่า พระราชารับสั่งไว้ว่า ผู้ใดจับใจเธอได้ พวกเธอพึงยกเศวตฉัตรให้แก่ผู้นั้น ก็แลพระสังวรกุมารพระองค์นี้จับใจพวกเราไว้ได้ แล้วพากันยกเศวตฉัตรกาญจนมาลา แด่พระกุมารสังวรพระองค์นั้น พระเจ้าสังวรมหาราช ดำรงในโอวาทของพระโพธิสัตว์ ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม พระกุมาร ๙๙ พระองค์นอกนั้นเล่า ต่างตรัสว่าข่าวว่า พระราชบิดาของพวกเราสวรรคตแล้วได้ยินว่า พวกอำมาตย์ยกเศวตฉัตรถวายแก่เจ้าสังวรกุมาร เธอเป็นน้องสุดท้อง ยังไม่ถึงเศวตฉัตรของพระบิดานั้นพวกเราต้องยกเศวตฉัตรถวายพระพี่ใหญ่ทุกองค์มาร่วมกัน ส่งหนังสือถึงพระเจ้าสังวรมหาราชว่า จงให้ฉัตรแก่พวกเรา หรือไม่ก็รบกัน แล้วพากันล้อมพระนครไว้. พระราชาตรัสบอกเรื่องนั้นแก่พระโพธิสัตว์ แล้วตรัสถามว่าคราวนี้พวกเราจะทำอย่างไร. กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์ไม่ต้องทำการรบกับพระเจ้าพี่เหล่านั้นดอก พระเจ้าข้า พระองค์ทรงแบ่งพระราชทรัพย์ของพระบิดาออกเป็น ๙๙ ส่วน ส่งถวายแด่พระพี่เจ้า ๙๙ พระองค์ ทรงส่งสาสน์ไปด้วยว่า เชิญเจ้าพี่ทั้งหลายรับส่วนพระราชทรัพย์ของพระราชบิดาของเจ้าพี่นี้เถิด หม่อมฉันไม่ขอรบกับเจ้าพี่ดอก. พระองค์ทรงกระทำอย่างนั้น.
ครั้งนั้นเจ้าพี่องค์ใหญ่ของพระองค์ พระนามว่าอุโบสถกุมาร ตรัสเรียกพระเจ้าน้องที่เหลือมาตรัสว่า พ่อทั้งหลาย ผู้เป็นพระราชาก็ไม่มีผู้สามารถจะย่ำยีได้ อนึ่งเล่า เจ้าน้องของพวกเราองค์นี้ มิได้ตั้งตน แม้แต่จะเป็นศัตรูตอบส่งพระราชสมบัติของบิดาให้พวกเรา ส่งสาส์นมาด้วยว่า ฉันไม่ขอต่อรบกับเจ้าพี่ ก็แลพวกเราเล่าจักยกเศวตฉัตรขึ้นในขณะเดียวกันทุกคนไม่ได้ พวกเราให้เศวตฉัตรแก่เธอองค์เดียวก็แล้วกัน เจ้าน้องนี้เท่านั้นจงเป็นพระราชามาเถิด เธอทั้งหลาย พวกเราพากันไปพบเธอมอบราชทรัพย์ แล้วพากันไปสู่ชนบทของพวกเราดังเดิม. ครั้งนั้นพระกุมารแม้ทั้งหมดนั้น ก็ให้เปิดประตูเมือง มิได้เป็นศัตรูเลย พากันเข้าสู่พระนคร ฝ่ายพระราชาตรัสสั่งให้พวกอำมาตย์คุมสักการะ เพื่อพระกุมารเหล่านั้น ทรงส่งสวนทางไป พระกุมารทรงพระดำเนินมาด้วยบริวารเป็นอันมาก ขึ้นสู่พระราชวังแสดงอาการนอบน้อมแด่พระเจ้าสังวรมหาราช พากันประทับนั่งเหนืออาสนะต่ำ พระเจ้าสังวรมหาราช ทรงประทับนั่งเหนือสีหาสนะภายได้เศวตฉัตร พระยศใหญ่ พระสิริโสภาคอันใหญ่ได้ปรากฏแล้ว สถานที่ที่ทอดพระเนตรแล้ว ๆ ระยิบระยับไป. พระอุโบสถกุมารทอดพระเนตรเห็นสิริสมบัติของพระเจ้าสังวรมหาราชแล้วทรงพระดำริว่า พระราชบิดาของพวกเรา ทรงทราบความที่สังวรกุมารได้เป็นพระราชา เมื่อพระองค์ล่วงลับไป จึงประทานชนบทอื่น ๆ แก่พวกเรามิได้ประทานแก่สังวรกุมารนี้ เมื่อจะทรงปราศรัยกับพระเจ้าสังวรมหาราชนั้นได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถาว่า
มหาราชาผู้เป็นจอมแห่งชน ทรงทราบถึงพระศีลาจารวัตรของพระองค์ ทรงยกย่องพระกุมารเหล่านี้ มิได้สำคัญพระองค์ด้วยชนบทอะไรเลย. เมื่อพระมหาราชาผู้สมมติเทพ ยังทรงพระชนม์ อยู่ หรือทิวงคตแล้วก็ตาม พระประยูรญาติผู้เห็น ประโยชน์ตนเป็นสำคัญ พากันยอมรับนับถือพระองค์. ข้าแต่พระเจ้าสังวรราช ด้วยพระศีลาจารวัตร ข้อไหน พระองค์จึงสถิตอยู่เหนือพระเชษฐภาดาผู้ทรง ร่วมกำเนิดได้ ด้วยพระศีลาจารวัตรข้อไหน หมู่ พระญาติที่ประชุมกันแล้ว จึงไม่ย่ำยีพระองค์ได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชานนฺโต โน แปลว่า ทรงทราบแน่นอนอยู่. บทว่า ชนาธิโป ความว่า พระจอมนรชนผู้พระราชบิดาของพวกหม่อมฉัน. บทว่า อิเม ได้แก่ ซึ่งพระกุมาร ๙๙ พระองค์เหล่านี้. แต่ในคัมภีร์พระบาลีทั้งหลาย ท่านเขียนไว้ว่า กุมารเหล่าอื่น. บทว่า ปูเชนฺโต ความว่า ทรงยกย่องด้วยชนบทนั้น ๆ. บทว่า น ตํ เกนจิ ความว่า แต่มิได้ทรงสำคัญพระองค์ว่า ควรจะทรงเชิดชู แม้ด้วยชนบทน้อย ๆ เลย ชะรอยจะทรงทราบถึงพระองค์ว่า ผู้นี้เมื่อเราล่วงลับไป จักได้เป็นพระราชา จึงให้ประทับอยู่แทบบาทมูลของตน. บทว่า ติฏฺนฺเต โน ความว่า ไม่ว่าจะเป็นเมื่อพระมหาราชผู้สมมติเทพยังทรงพระชนม์อยู่. พระองค์ตรัสถามด้วย บทว่านุ แปลว่า มิใช่หรือ. บทว่า อาทู เทเว ความว่า หรือว่า เมื่อพระบิดาของพวกเราเสด็จทิวงคต หมู่พระญาติกับชาวนิคมชาวชนบทที่เป็นข้าราชการเห็นประโยชน์คือความเจริญของตน ต่างยอมรับนับถือพระองค์ว่า เป็นพระราชาเถิด ด้วยพระศีลาจารวัตรไรเล่า. บทว่า สญฺชาเต อภิติฏฺสิ ความว่าพระองค์ทรงครอบงำพระญาติผู้มีกำเนิดเสมอกัน คือพระภาดา ๙๙ พระองค์เสีย ประทับอยู่ได้. บทว่า นาติวตฺตนฺติ ความว่า พระญาติเหล่านั้นพากันครอบงำพระองค์มิได้.
พระเจ้าสังวรมหาราช ทรงสดับพระดำรัสนั้น เมื่อทรงแถลงพระคุณของพระองค์ ได้ตรัสคาถา ๖ คาถาว่า
ข้าแต่พระราชบุตร หม่อมฉันมิได้ริษยาสมณะ ทั้งหลายผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง หม่อมฉันนอบ น้อมท่านเหล่านั้นโดยเคารพไหว้เท้าของท่านผู้คงที่. สมณะเหล่านั้น ยินดีแล้วในธรรมของผู้แสวงหา คุณ ย่อมพร่ำสอนหม่อมฉันผู้ประกอบในคุณธรรม ผู้พอใจฟัง ไม่มีความริษยา. หม่อมฉันได้ฟังคำของสมณะ ผู้แสวงหาคุณอัน ใหญ่หลวงเหล่านั้นแล้ว มิได้ดูหมิ่นสักน้อยหนึ่งเลย ใจของหม่อมฉันยินดีแล้วในธรรม. กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกอง พลเดินเท้า หม่อมฉันไม่ตัดเบี้ยเลี้ยงและบำเหน็จบำนาญของจตุรงคเสนาเหล่านั้นให้ลดน้อยลง. อำมาตย์ผู้ใหญ่ และข้าราชการผู้มีปรีชาของฉัน มีอยู่ ช่วยกันบำรุงพระนครพาราณสีให้มีเนื้อมาก มี น้ำดี. อนึ่ง พวกพ่อค้าผู้มั่งคั่งมาแล้วจากรัฐต่าง ๆ หม่อมฉันช่วยจัดอารักขาให้พ่อค้าเหล่านั้น ขอได้โปรด ทราบอย่างนี้เถิด เจ้าพี่อุโบสถ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ราชปุตฺต ความว่า ข้าแต่พระราชบุตรหม่อมฉันมิได้กีดกันใคร ๆ เลยว่า สมบัติอย่างนี้ จงอย่ามีแก่ผู้นี้. บทว่า ตาทินํ ความว่า หม่อมฉันกราบไหว้บาทยุคลแห่งหมู่สมณะผู้ทรงธรรม ผู้ประกอบด้วยลักษณะอันคงที่ ได้นามว่าสมณะ เพราะท่านสงบบาปได้แล้วได้นามว่า ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง เพราะท่านแสดงคุณมีศีลขันธ์เป็นต้นอันใหญ่ ด้วยเบญจางประดิษฐ์ เมื่อจะให้ทาน และเมื่อจะจัดการคุ้มครองป้องกันอันชอบธรรมแด่ท่านเหล่านั้น ก็นอบน้อมท่านเหล่านั้นโดยเคารพคือบูชาอย่างใจรักใคร่ทีเดียว. บทว่า เต มํ ความว่าสมณะเหล่านั้น รู้จักหม่อมฉันโดยถ่องแท้ว่า กุมารนี้ขวนขวายในส่วนแห่งธรรม รับฟังด้วยดี มิได้มีความริษยาก็พากันพร่ำสอนหม่อมฉัน ผู้ประกอบด้วยธรรมคุณรับฟังด้วยดี ไม่ริษยาคือพากันให้โอวาทว่า กระทำข้อนี้ อย่ากระทำข้อนี้. บทว่า เตสาหํ ตัดบทเป็น เตสํ อหํ. บทว่า หตฺถาโรหา ความว่า พวกพลช้าง คือนักรบที่ขึ้นช้างรบ. บทว่า อนีกฏฺา ความว่า ตั้งอยู่ในกองทัพช้างเป็นต้น. บทว่า รถิกาได้พลรถ (นักรบขี่รถ). บทว่า ปตฺติการกา ได้แก่ พวกพลรบเดินเท้า. บทว่า นิพฺพิตฺถํ ความว่า สินจ้างรางวัลอันใดที่พวกเหล่านั้นจัดเตรียมไว้หม่อมฉันมิได้ลดหย่อนสิ้นจ้างรางวัลนั้น คือให้อย่างไม่ต้องลดเลย. บทว่า มหามตฺตา ความว่า ข้าแต่พี่ชาย หมู่มหาอำมาตย์ ผู้มีปัญญามาก คือ ผู้ฉลาดในมนต์ทั้งหลาย และผู้บำรุงอันมีความคิดอ่านที่เหลือ ของหม่อมฉันมีอยู่ หม่อมพี่ไม่ได้อาจารย์ผู้สมบูรณ์ด้วยความคิดเป็นบัณฑิต แต่อาจารย์ของหม่อมฉันเป็นบัณฑิต ฉลาดในอุบาย ท่านเหล่านั้นเกี่ยวโยงหม่อมฉันไว้ด้วยเศวตฉัตร. บทว่า พาราณสี ความว่า ข้าแต่พี่ จำเดิมแต่กาลที่ยกฉัตรถวายแก่หม่อมฉันแล้ว ท่านพวกนั้น ต่างรู้ถึงมัจฉมังสาหารที่ควรเคี้ยวกิน และน้ำดี ๆ ก็ควรดื่ม อันจะมีในพระนครพาราณสีว่า พระราชาของพวกเราทรงธรรม ฝนย่อมตกทุก ๆ กึ่งเดือน ข้าวกล้าต่าง ๆ ย่อมสมบูรณ์. ด้วยอาการอย่างนี้ ชาวพระนครก็พากันอยู่กระทำพระนครพาราณสีให้มีมัจฉมังสาหารและน้ำท่ามากมาย. บทว่า ผีตา ความว่า พวกพ่อค้าผู้ไม่ถูกประทุษร้าย นำช้างแก้ว ม้าแก้ว และแก้วมุกดาเป็นต้นมาทำการค้า พากันมั่งคั่งร่ำรวยไปตามกัน. บทว่า เอวํ ชานาหิ ความว่า ข้าแต่พี่อุโปสถ ด้วยเหตุเหล่านี้ เพียงเท่านี้ หม่อมฉันถึงจะเป็นน้องสุดท้อง ก็ครอบงำพี่ทั้งหลายของหม่อมฉัน ถึงเศวตฉัตรได้ โปรดทรงทราบด้วยประการฉะนี้.
ครั้นพระอุโบสถกุมารทรงสดับพระคุณของพระองค์แล้ว ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถาว่า
ข้าแต่พระเจ้าสังวรราช ได้ยินว่า พระองค์ทรง ครอบครองราชสมบัติแห่งหมู่พระญาติโดยธรรม พระองค์เป็นผู้มีพระปรีชาด้วย เป็นบัณฑิตด้วย ทั้งทรงเกื้อ กูลพระประยูรญาติด้วย. ศัตรูทั้งหลายย่อมไม่เบียดเบียนพระองค์ ผู้แวด ล้อมไปด้วยพระประยูรญาติ ทรงพร้อมมูลด้วยรัตนะ ต่าง ๆ เหมือนจอมอสูรไม่เบียดเบียนพระอินทร์ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน กิร ความว่า ข้าแต่พระสังวรมหาราช ได้ยินว่า พระองค์ทรงครอบงำอานุภาพแห่งญาติคือพระเชษฐภาดาทั้งหลายของพระองค์ ทั้ง ๙๙ คนเสีย จำเดิมแต่นี้ เชิญพระองค์นั้นแลทรงครองราชสมบัติโดยธรรมเถิด พระองค์เล่า ก็ทรงหลักแหลมทั้งเป็นบัณฑิตและยังเกื้อกูลแก่หมู่ญาติ. บทว่า ตํ ตํ ได้แก่ ซึ่งพระองค์ผู้ทรงสมบูรณ์ด้วยคุณต่าง ๆ อย่างนี้. บทว่า าติปริพฺยุฬฺหํ ความว่า ผู้อันหม่อมฉันผู้เป็นญาติ๙๙ คน แวดล้อม. บทว่า นานารตนโมจิตํ ความว่า ทรงพร้อมมูลมั่งคั่งด้วยนานารัตนะ คือทรงสั่งสมรัตนะไว้มากมาย. บทว่า อสุราธิโป ความว่าเปรียบเหมือนอสุรราชไม่ย่ำยีพระอินทร์ ผู้อันเทพเจ้าชั้นดาวดึงส์แวดล้อมแล้วฉันใด หมู่มิตรจะไม่ย่ำยีพระองค์ ผู้อันพวกหม่อมฉันคอยป้องกันแวดล้อมแล้ว ทรงครองราชสมบัติ ณ พระนครพาราณสี มีบริเวณ ๑๒ โยชน์ในแคว้นกาสีอันมีอาณาเขต ๓๐๐ โยชน์ ฉันนั้น.
พระเจ้าสังวรมหาราช ทรงประทานยศใหญ่ แด่พระเจ้าพี่ทุกพระองค์. พระเจ้าพี่เหล่านั้น ประทับอยู่ในสำนักของพระองค์ตลอดกึ่งเดือน กราบทูลว่าข้าแต่พระมหาราช พวกหม่อมฉัน จักคอยระวังพวกโจรที่กำเริบขึ้นในชนบททั้งหลาย เชิญพระองค์ทรงเสวยสุขในราชสมบัติเถิด แล้วเสด็จไปสู่ชนบทของตน ๆ. พระราชาทรงดำรงในโอวาทของพระโพธิสัตว์ ในที่สุดแห่งพระชนมายุได้ไปเพิ่มเทพนครให้เต็ม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสย้ำว่า ดูก่อนภิกษุครั้งก่อน เธอทนต่อโอวาทเช่นนี้ บัดนี้ เหตุไรไม่กระทำความเพียร ทรงประกาศสัจจะ ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ทรงประชุมชาดกว่า สังวรกุมารผู้เป็นพระราชาในครั้งนั้นได้มาเป็นภิกษุนี้ อุโบสถกุมาร ได้มาเป็นสารีบุตร เจ้าพี่ที่เหลือได้เป็นเถรานุเถระ และบริษัท ได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนอำมาตย์ผู้ถวายโอวาทได้มาเป็นเราตถาคตแล.
จบอรรถกถาสังวรมหาราชชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๘๗–๙๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกาทสกนิบาตชาดก ๓๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๘ สํวรมหาราชชาตกํ ฯ
ชานนฺโต โน มหาราชาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ โอสฏฺฐวิริยํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส กิร สาวตฺถิวาสี กุลปุตฺโต สตฺถุ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา ปพฺพชิตฺวา ลทฺธุปสมฺปโท อาจริยุปชฺฌายวตฺตํ ปูเรนฺโต อุภยานิ ปาฏิโมกฺขานิ ปคุณานิ กตฺวา ปริปุณฺณปญฺจวสฺโส กมฺมฏฺฐานํ คเหตฺวา อรญฺเญ วสิสฺสามีติ อาจริยุปชฺฌาเย อาปุจฺฉิตฺวา โกสลรฏฺเฐ เอกํ ปจฺจนฺตคามํ คนฺตฺวา ตตฺถ อิริยาปเก ปสนฺเนหิ มนุสฺเสหิ ปณฺณสาลํ กตฺวา อุปฏฺฐยมาโน วสฺสํ อุปคนฺตฺวา ยุญฺชนฺโต ฆเฏนฺโต วายมนฺโต อารทฺเธน วิริเยน เตมาสํ กมฺมฏฺฐานํ ภาเวตฺวา โอภาสมตฺตมฺปิ อุปฺปาเทตุํ อสกฺโกนฺโต จินฺเตสิ อทฺธา อหํ สตฺถารา เทสิเตสุ จตูสุ ปุคฺคเลสุ ปทปรโม กึ เม อรญฺญวาเสน เชตวนํ คนฺตฺวา ตถาคตสฺส รูปสิรึ ปสฺสนฺโต มธุรธมฺมเทสนํ สุณนฺโต วีตินาเมสฺสามีติ ฯ โส วิริยํ โอสชฺชิตฺวา ตโต นิกฺขมนฺโต อนุปุพฺเพน เชตวนํ คนฺตฺวา อาจริยุปชฺฌาเยหิ เจว สนฺทิฏฺฐสมฺภตฺเตหิ จ อาคมนการณํ ปุฏฺโฐ ตมตฺถํ กเถตฺวา เตหิ กสฺมา เอวมกาสีติ ครหิตฺวา สตฺถุ สนฺติกํ เนตฺวา กึ ภิกฺขเว อนิจฺฉมานํ ภิกฺขุํ อานยิตฺถาติ วุตฺเต อยํ ภนฺเต วิริยํ โอสชฺชิตฺวา อาคโตติ อาโรจิเต ฯ สตฺถา สจฺจํ กิราติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจนฺติ วุตฺเต กสฺมา ภิกฺขุ วิริยํ โอสชฺชิ อิมสฺมึ หิ สาสเน กุสิตปุคฺคลสฺส อคฺคผลํ อรหตฺตผลํนาม นตฺถิ อารทฺธวิริยา อธิคมธมฺมํ อาราเธนฺติ ตฺวํ โข ปน ปุพฺเพ วิริยํ วา โอวาทกฺขโม เตเนว การเณน พาราณสิรญฺโญ ปุตฺตสตสฺส สพฺพกนิฏฺโฐ หุตฺวาปิ ปณฺฑิตานํ โอวาเท ฐตฺวา เสตจฺฉตฺตํ ปตฺโตสีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสึ ปตฺเตเนว เตน เตน สงฺคหวตฺถุนา อาพนฺธิตฺวา สงฺคณฺหิ ฯ สพฺเพสํ ปิโย อโหสิ มนาโป ฯ อปรภาเค ราชานํ มรณมญฺเจ นิสินฺนํ อมจฺจา ปุจฺฉึสุ เทว ตุมฺหากํ อจฺจเยน เสตจฺฉตฺตํ กสฺส ทสฺสามาติ ฯ ตาต มม ปุตฺตา สพฺเพปิ เสตจฺฉตฺตสฺส สามิโน โย ปน ตุมฺหากํ มนํ คณฺหติ ตสฺเสว เสตจฺฉตฺตํ ทเทยฺยาถาติ ฯ เต ตสฺมึ กาลกเต ตสฺส สรีรปริหารํ กตฺวา สตฺตเม ทิวเส สนฺนิปติตฺวา รญฺญา โย ตุมฺหากํ มนํ คณฺหติ ตสฺส ฉตฺตํ อุสฺสาเปยฺยาถาติ วุตฺตํ อมฺหากญฺจ อยํ สํวรกุมาโร มนํ คณฺหตีติ ตสฺส กาญฺจนมาลํ เสตจฺฉตฺตํ อุสฺสาปยึสุ ฯ สํวรมหาราชา โพธิสตฺตสฺส โอวาเท ฐตฺวา ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ ฯ อิตเร เอกูนสตกุมารา ปิตา กิร โน กาลกโต สํวรกุมารสฺส กิร ฉตฺตํ อุสฺสาเปสุํ โส สพฺพกนิฏฺโฐ ตสฺส ฉตฺตํ น ปาปุณาติ สพฺพเชฏฺฐสฺส ฉตฺตํ อุสฺสาเปสฺสามาติ สพฺเพ เอกโต อาคนฺตฺวา ฉตฺตํ วา โน เทตุ ยุทฺธํ วาติ สํวรมหาราชสฺส ปณฺณํ เปเสตฺวา นครํ อุปฺปรุนฺธึสุ ฯ ราชา โพธิสตฺตสฺส ตํ ปวุตฺตึ อาโรเจตฺวา อิทานิ กึ กโรมาติ ปุจฺฉิ ฯ มหาราช ตว ภาติเกหิ สทฺธึ ยุชฺฌนกิจฺจํ นตฺถิ ตฺวํ ปิตุ สนฺตกํ ธนํ เอกูนสตโกฏฺฐาเส กตฺวา เอกูนสตภาติกานํ เปเสตฺวา อิมํ ตุมฺหากํ ปิตุ สนฺตกํ โกฏฺฐาสํ คณฺหถ นาหํ ตุมฺเหหิ สทฺธึ ยุชฺฌามีติ สาสนํ ปหิณาหีติ ฯ โส ตถา อกาสิ ฯ อถสฺส สพฺพเชฏฺฐกภาติโก อุโปสถกุมาโรนาม เสเส อามนฺเตตฺวา ตาตา ราชานํนาม อภิภวิตุํ สมตฺโถ นตฺถิ อยญฺจ โน กนิฏฺฐภาติโก ปฏิสตฺตุปิ หุตฺวา น ติฏฺฐติ อมฺหากํ ปิตุ สนฺตกํ เปเสตฺวา นาหํ ตุมฺเหหิ สทฺธึ ยุชฺฌามีติ เปเสสิ น โข ปน มยํ สพฺเพ เอกกฺขเณ ฉตฺตํ อุสฺสาเปม เอกสฺเสว ฉตฺตํ ทสฺสาม อยเมว ราชา โหตุ เอถ นํ ปสฺสิตฺวา ราชกุฏุมฺพํ ปฏิจฺฉาเปตฺวา อมฺหากํ ชนปทเมว คจฺฉามาติ อาห ฯ อถ เต สพฺเพปิ กุมารา นครทฺวารํ วิวราเปตฺวา ปฏิสตฺตุโน อหุตฺวา นครํ ปวิสึสุ ฯ ราชาปิ เตสํ อมจฺเจหิ สกฺการํ คาหาเปตฺวา ปฏิมคฺคํ เปเสสิ ฯ กุมารา มหนฺเตน ปริวาเรน ปตฺติกาว อาคนฺตฺวา ราชนิเวสนํ อภิรุยฺหิตฺวา สํวรมหาราชสฺส นิปจฺจนาการํ ทสฺเสตฺวา นีจาสเน นิสีทึสุ ฯ สํวรมหาราชา เสตจฺฉตฺตสฺส เหฏฺฐา สีหาสเน นิสีทิ ฯ มหนฺโต ยโส มหนฺตํ สิริโสภคฺคํ อโหสิ ฯ โอโลกิโตโลกิตฏฺฐานํ กมฺปติ ฯ อุโปสถกุมาโร สํวรมหาราชสฺส สิริวิภวํ โอโลเกตฺวา อมฺหากํ ปิตา อตฺตโน อจฺจเยน สํวรกุมารสฺส ราชภาวํ ญตฺวา อญฺเญ อมฺหากํ ชนปเท ทตฺวา อิมสฺส น อทาสีติ จินฺเตตฺวา เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ติสฺโส คาถา อภาสิ
ชานนฺโต โน มหาราชา ตว สีลํ ชนาธิโป
อิเม กุมาเร ปูเชนฺโต น ตํ เกนจิ มญฺญถ ฯ
ติฏฺฐนฺเต โน มหาราเช อาทู เทเว ทิวงฺคเต
ญาตี ตํ สมนุมญฺญึสุ สมฺปสฺสํ อตฺถมตฺตโน ฯ
เกน สํวรวตฺเตน สญฺชาเต อภิติฏฺฐสิ
เกน ตํ นาติวตฺตนฺติ ญาติสงฺฆา สมาคตาติ ฯ
ตตฺถ ชานนฺโต โนติ ชานนฺโต นุ ฯ ชนาธิโปติ อมฺหากํ ปิตา นรินฺโท ฯ อิเมติ อิเม เอกูนสเต กุมาเร ฯ ปาลิโปฏฺฐเกสุ ปน อญฺเญ กุมาเรติ ลิกฺขิตํ ฯ ปูเชนฺโตติ เตน เตน ชนปเทน มาเนนฺโต ฯ น ตํ เกนจีติ ขุทฺทเกนปิ ชนปเทน ตํ ปูเชตพฺพํ น มญฺญิตฺถ ตํ อยํ มม อจฺจเยน ราชา ภวิสฺสตีติ ญตฺวา มญฺเญ อตฺตโน ปาทมูเลเยว วาเสสีติ ฯ ติฏฺฐนฺเต โนติ น ธรมาเนเยว ฯ นูติ ปุจฺฉติ ฯ อาทู เทเวติ อุทาหุ อมฺหากํ ปิตริ ทิวงฺคเต อตฺตโน อตฺถํ วุฑฺฒึ ปสฺสนฺตา สทฺธึ ราชการเกหิ เนคมชนปเทหิ ญาติโย ตํ ราชาโน โหตูติ สมนุมญฺญึสุ วตฺเตนาติ สีลาจาเรน ฯ สญฺชาเต อภิติฏฺฐสีติ สมานชาติเก เอกูนสตภาตโร อภิภวิตฺวา ติฏฺฐสิ ฯ นาติวตฺตนฺตีติ นาภิภวนฺติ ฯ
ตํ สุตฺวา สํวรมหาราชา อตฺตโน คุณํ กเถนฺโต ฉ คาถา อภาสิ
น ราชปุตฺต อุสฺสุยฺยามิ สมณานํ มเหสินํ
สกฺกจฺจนฺเต นมสฺสามิ ปาเท วนฺทามิ ตาทินํ ฯ
เต มํ ธมฺมคุเณ ยุตฺตํ สุสฺสูสมนุสฺสุยฺยกํ
สมณา สมนุสฺสาสนฺติ อิสิธมฺมคุเณ รตา ฯ
เตสาหํ วจนํ สุตฺวา สมณานํ มเหสินํ น กิญฺจิ อติมญฺญามิ ธมฺเม เม รมตี มโน ฯ
หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา
เตสํ นปฺปฏิพนฺธามิ นิพฺพตฺถํ ภตฺตเวตฺตนํ ฯ
มหามตฺตา จ เม อตฺถิ มนฺติโน ปริจาริกา
พาราณสึ วิหรนฺติ พหู มํสํ สุโรทกํ ฯ
อโถปิ วาณิชา ผีตา นานารฏฺเฐหิ อาคตา
เตสุ เม วิหิตา รกฺขา เอวํ ชานาหุโปสถาติ ฯ
ตตฺถ น ราชปุตฺตาติ อหํ ราชปุตฺต กิญฺจิ ชนํ อยํนาม สมฺปตฺติ อิมสฺส มา โหตูติ น อุสฺสุยฺยามิ ฯ ตาทินนฺติ ตาทิลกฺขณยุตฺตานํ สมิตปาปตาย สมณานํ มหนฺตานํ สีลขนฺธาทีนํ คุณานํ เอสิตตาย มเหสินํ ธมฺมิกสมณานํ ปญฺจปติฏฺฐิเตน ปาเท วนฺทามิ ทานํ ททนฺโต ธมฺมิกญฺจ เนสํ รกฺขาวรณคุตฺตึ ปจฺจุปฏฺฐาเปนฺโต สกฺกจฺจนฺเต นมสฺสามิ มเนน สมฺปิยายนฺโตว ปูเชมีติ อตฺโถ ฯ เต มนฺติ เต สมณา มํ อยํ ธมฺมิกโกฏฺฐาเส ยุตฺตปยุตฺโต สุสฺสูสมนุสฺสุยฺยโกติ ตตฺถุโต ญตฺวา มํ ธมฺมคุณสํยุตฺตํ สุสฺสุสํ อนุสฺสุยฺยกํ อนุสาสนฺติ อิทํ กริ อิทํ มา กรีติ โอวทนฺตีติ อตฺโถ ฯ เตสาหนฺติ เตสํ อหํ ฯ หตฺถาโรหาติ หตฺถึ อารุยฺห ยุชฺฌนโยธา ฯ อนีกฏฺฐาติ หตฺถานีกาทีสุ ฐิตา ฯ รถิกาติ รถโยธา ฯ ปตฺติการกาติ ปตฺติโนว ฯ นิพฺพิตฺถนฺติ ยํ เตหิ สชฺชิตํ ภตฺตญฺจ เวตฺตนญฺจ อหํ ตํ นปฺปฏิพนฺธามิ อปริหาเปตฺวา ททามีติ อตฺโถ ฯ มหามตฺตาติ ภาติก มยฺหํ มหาปญฺญา มนฺเตสุ กุสลา มหาอมจฺจาเจว อวเสสมนฺติโน จ ปริจาริกา อตฺถิ ฯ อิมินา อิทํ ทสฺเสติ ตุมฺเห มนฺตสมฺปนฺเน ปณฺฑิเต อาจริเย น ลภิตฺถ อมฺหากํ ปน อาจริโย ปณฺฑิโต อุปายกุสโล เต โน เสตจฺฉตฺเตน โยเชสุนฺติ ฯ พาราณสินฺติ ภาติก มม ฉตฺตํ อุสฺสาปิตกาลโต ปฏฺฐาย อมฺหากํ ราชา ธมฺมิโก อฑฺฒมาสํ เทโว วสฺสติ นานาสสฺสานิ สมฺปชฺชนฺตีติ พาราณสิยํ พหุํ ขาทิตพฺพยุตฺตกํ มจฺฉมํสํ ปาตพฺพยุตฺตกํ สุโรทกํ ชานนฺติ ฯ เอวํ นครวาสิโน พหุํ มจฺฉมํสํ สุโรทกํ กตฺวา พาราณสึ วิหรนฺติ ฯ ผีตาติ หตฺถิรตนอสฺสรตนมุตฺตารตนาทีนิ อาหริตฺวา นิรุปทฺทวา โวหารํ กโรนฺตา ผีตา สมิทฺธา ฯ เอวํ ชานาหีติ ภาติก อุโปสถ อหํ อิเมหิ เอตฺตเกหิ การเณหิ สพฺพกนิฏฺโฐปิ หุตฺวา มม ภาติเก อภิภวิตฺวา เสตจฺฉตฺตํ ปตฺโต เอวํ ชานาหีติ ฯ
อถสฺส คุณํ สุตฺวา อุโปสโถ กุมาโร เทฺว คาถา อภาสิ
ธมฺเมน กิร ญาตีนํ รชฺชํ กาเรหิ สํวร
เมธาวี ปณฺฑิโต จาสิ อโถปิ ญาตินํ หิโต
ตํตํ ญาติปริพฺยุฬฺหํ นานารตนโมจิตํ
อมิตฺตา นปฺปสหนฺติ อินทํว อสุราธิโปติ ฯ
ตตฺถ ธมฺเมน กิราติ ตาต สํวร มหาราช ธมฺเมน กิร ตฺวํ เอกูนสตานํ ญาตีนํ อตฺตโน เชฏฺฐภาติกานํ อานุภาวํ อภิภวสิ อิโต ปฏฺฐาย ตฺวเมว รชฺชํ กาเรหิ ตฺวเมว เมธาวี เจว ปณฺฑิโต จ ญาตีนญฺจ หิโตติ อตฺโถ ฯ ตํ ตนฺติ เอวํ วิวิธคุณสมฺปนฺนํ ตํ ฯ ญาติปริพฺยุฬฺหนฺติ อมฺเหหิ เอกูนสตญาตเกหิ ปริวาริตํ ฯ นานารตนโมจิตนฺติ นานารตเนหิ โอจิตํ สญฺจิตํ พหุรตนสญฺจยํ ฯ อสุราธิโปติ ยถา ตาวตึเสหิ ปริวุตํ อินฺทํ อสุรราชา นปฺปสหติ เอวํ อมฺเหหิ อารกฺขํ กโรนฺเตหิ ปริวาริตํ ติโยชนสติเก กาสิกรฏฺเฐ ทฺวาทสโยชนิกาย พาราณสิยา รชฺชํ กาเรนฺตํ อมิตฺตา น พาธิสฺสนฺตีติ ทีเปติ ฯ สํวรมหาราชา สพฺเพสํ ภาติกานํ มหนฺตํ ยสํ อทาสิ ฯ เต ตสฺส สนฺติเก อฑฺฒมาสํ วสิตฺวา มหาราช ชนปเทสุ โจเรสุ อุฏฺฐหนฺเตสุ มยํ ชานิสฺสาม ตฺวํ รชฺชสุขํ อนุภวาติ วตฺวา อตฺตโน อตฺตโน ชนปทํ คตา ฯ ราชา โพธิสตฺตสฺส โอวาเท ฐตฺวา อายุหปริโยสาเน เทวนครํ ปูเรนฺโต อคมาสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ภิกฺขุ เอวํ ตฺวํ ปุพฺเพ โอวาทกฺขโม อิทานิ กสฺมา วิริยํ น อกาสีติ วตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ (สจฺจปริโยสาเน โส ภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ) ตทา สํวรกุมาโร ราชา อยํ ภิกฺขุ อโหสิ อุโปสถกุมาโร สารีปุตฺโต เสสภาติกา เถรานุเถรา ปริสา ปน พุทฺธปริสา โอวาททายโก อมจฺโจ ปน อหเมวาติ ฯ
สํวรมหาราชชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗