ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สังวรชาดก
ชาดกที่ ๔๖๒ · เอกาทสกนิบาตชาดก

สังวรชาดก

ว่าด้วยพระราชาผู้มีศีลาจารวัตรที่ดีงาม

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๕๗๗ · บรรทัด ๖๓๐๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสังวรชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภภิกษุทอดทิ้งความเพียรเสียแล้วรูปหนึ่ง ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า ชานนฺโต โน มหาราชา ดังนี้.

เรื่องมีว่า ภิกษุนั้นเป็นกุลบุตรชาวพระนครสาวัตถี ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา บรรพชาได้อุปสมบทแล้ว บำเพ็ญอาจาริยวัตร และอุปัชฌายวัตร ท่องพระปาฏิโมกข์ทั้งสองจนคล่อง มีพรรษาครบ ๕ เรียนกรรมฐาน ลาอาจารย์และอุปัชฌาย์ว่า ผมจักอยู่ในป่า ไปถึงบ้านชายแดนตำบลหนึ่ง พวกคนต่างเลื่อมใสในอิริยาบถ พากันสร้างบรรณศาลาบำรุงอยู่ในบ้านนั้น ครั้นเข้าพรรษา ก็บำเพ็ญสืบสร้างพยายามจำเริญกรรมฐานตลอดไตรมาส ด้วยความเพียรอันปรารภแล้ว ไม่สามารถให้คุณแม้เพียงโอภาสบังเกิดได้ ดำริว่า ในบุคคลสี่เหล่า ที่พระศาสดาทรงแสดงแล้ว เราคงเป็นประเภทปทปรมะเสียแน่แล้ว เราจะอยู่ป่าทำไม ไปพระเชตวัน คอยดูพระรูปพระโฉมของพระตถาคตเจ้า สดับธรรมเทศนาอันไพเราะ ยับยั้งอยู่เถอะ. เธอทอดทิ้งความเพียรออกจากบ้านนั้น ไปถึงพระเชตวันโดยลำดับ ถูกอาจารย์และอุปัชฌาย์ทั้งภิกษุที่เคยรู้จักมักคุ้น รุมถามถึงเหตุที่บังคับให้มา ก็บอกเรื่องนั้น ถูกภิกษุเหล่านั้นติเตียนว่า เหตุไรคุณจึงทำอย่างนี้ นำตัวไปสู่สำนักพระศาสดา เมื่อตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอพาภิกษุผู้ไม่ปรารถนามากันหรือ กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้ทอดทิ้งความเพียรมาแล้วพระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถามว่า ที่เขาว่าน่ะจริงหรือ เมื่อกราบทูลว่าจริงพระเจ้าข้า ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เหตุไรจึงทอดทิ้งความเพียรเสียล่ะ ที่จริงผลอันเลิศในพระศาสนานี้ ที่มีนามว่าอรหัตผล ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้เกียจคร้านผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว จึงจะชื่นชมอธิคมธรรมได้ ก็แลในปางก่อนเธอก็เป็นคนมีความเพียรทนต่อโอวาท ด้วยเหตุนั้นแล แม้เป็นน้องสุดท้องแห่งโอรส ๑๐๐ ของพระเจ้าพาราณสี ตั้งอยู่ในโอวาทของบัณฑิตทั้งหลาย ก็ถึงเศวตฉัตรได้ ทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล พระโอรสสุดท้องนี้ ได้ทรงยึดเหนี่ยวผูกน้ำใจฝูงชนผู้ถึงพระนครพาราณสีทั่วหน้า ด้วยสังคหวัตถุนั้น ๆ ได้เป็นที่รักที่เจริญใจของคนทั้งปวง. กาลต่อมา พวกอำมาตย์พากันกราบทูลถามพระราชาผู้ประทับนั่งเหนือพระแท่นที่สวรรคตว่า ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้า ฯ เมื่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทสวรรคตไป พวกข้าพระพุทธเจ้าจักถวายเศวตฉัตรให้แก่ใคร พระเจ้าข้า พระองค์ตรัสสั่งว่า พ่อเอ๋ย ลูกของฉันแม้ทั้งหมด เป็นเจ้าของเศวตฉัตรทั้งนั้น แต่ผู้ใดจับใจพวกเธอ พวกเธอก็ให้เศวตฉัตรแก่ผู้นั้นก็แล้วกัน ครั้นพระองค์สวรรคต พวกอำมาตย์นั้น จัดการถวายพระเพลิงพระศพของพระองค์เสร็จ ประชุมกันในวันที่ ๗ ตกลงกันว่า พระราชารับสั่งไว้ว่า ผู้ใดจับใจเธอได้ พวกเธอพึงยกเศวตฉัตรให้แก่ผู้นั้น ก็แลพระสังวรกุมารพระองค์นี้จับใจพวกเราไว้ได้ แล้วพากันยกเศวตฉัตรกาญจนมาลา แด่พระกุมารสังวรพระองค์นั้น พระเจ้าสังวรมหาราช ดำรงในโอวาทของพระโพธิสัตว์ ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม พระกุมาร ๙๙ พระองค์นอกนั้นเล่า ต่างตรัสว่าข่าวว่า พระราชบิดาของพวกเราสวรรคตแล้วได้ยินว่า พวกอำมาตย์ยกเศวตฉัตรถวายแก่เจ้าสังวรกุมาร เธอเป็นน้องสุดท้อง ยังไม่ถึงเศวตฉัตรของพระบิดานั้นพวกเราต้องยกเศวตฉัตรถวายพระพี่ใหญ่ทุกองค์มาร่วมกัน ส่งหนังสือถึงพระเจ้าสังวรมหาราชว่า จงให้ฉัตรแก่พวกเรา หรือไม่ก็รบกัน แล้วพากันล้อมพระนครไว้. พระราชาตรัสบอกเรื่องนั้นแก่พระโพธิสัตว์ แล้วตรัสถามว่าคราวนี้พวกเราจะทำอย่างไร. กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์ไม่ต้องทำการรบกับพระเจ้าพี่เหล่านั้นดอก พระเจ้าข้า พระองค์ทรงแบ่งพระราชทรัพย์ของพระบิดาออกเป็น ๙๙ ส่วน ส่งถวายแด่พระพี่เจ้า ๙๙ พระองค์ ทรงส่งสาสน์ไปด้วยว่า เชิญเจ้าพี่ทั้งหลายรับส่วนพระราชทรัพย์ของพระราชบิดาของเจ้าพี่นี้เถิด หม่อมฉันไม่ขอรบกับเจ้าพี่ดอก. พระองค์ทรงกระทำอย่างนั้น.

ครั้งนั้นเจ้าพี่องค์ใหญ่ของพระองค์ พระนามว่าอุโบสถกุมาร ตรัสเรียกพระเจ้าน้องที่เหลือมาตรัสว่า พ่อทั้งหลาย ผู้เป็นพระราชาก็ไม่มีผู้สามารถจะย่ำยีได้ อนึ่งเล่า เจ้าน้องของพวกเราองค์นี้ มิได้ตั้งตน แม้แต่จะเป็นศัตรูตอบส่งพระราชสมบัติของบิดาให้พวกเรา ส่งสาส์นมาด้วยว่า ฉันไม่ขอต่อรบกับเจ้าพี่ ก็แลพวกเราเล่าจักยกเศวตฉัตรขึ้นในขณะเดียวกันทุกคนไม่ได้ พวกเราให้เศวตฉัตรแก่เธอองค์เดียวก็แล้วกัน เจ้าน้องนี้เท่านั้นจงเป็นพระราชามาเถิด เธอทั้งหลาย พวกเราพากันไปพบเธอมอบราชทรัพย์ แล้วพากันไปสู่ชนบทของพวกเราดังเดิม. ครั้งนั้นพระกุมารแม้ทั้งหมดนั้น ก็ให้เปิดประตูเมือง มิได้เป็นศัตรูเลย พากันเข้าสู่พระนคร ฝ่ายพระราชาตรัสสั่งให้พวกอำมาตย์คุมสักการะ เพื่อพระกุมารเหล่านั้น ทรงส่งสวนทางไป พระกุมารทรงพระดำเนินมาด้วยบริวารเป็นอันมาก ขึ้นสู่พระราชวังแสดงอาการนอบน้อมแด่พระเจ้าสังวรมหาราช พากันประทับนั่งเหนืออาสนะต่ำ พระเจ้าสังวรมหาราช ทรงประทับนั่งเหนือสีหาสนะภายได้เศวตฉัตร พระยศใหญ่ พระสิริโสภาคอันใหญ่ได้ปรากฏแล้ว สถานที่ที่ทอดพระเนตรแล้ว ๆ ระยิบระยับไป. พระอุโบสถกุมารทอดพระเนตรเห็นสิริสมบัติของพระเจ้าสังวรมหาราชแล้วทรงพระดำริว่า พระราชบิดาของพวกเรา ทรงทราบความที่สังวรกุมารได้เป็นพระราชา เมื่อพระองค์ล่วงลับไป จึงประทานชนบทอื่น ๆ แก่พวกเรามิได้ประทานแก่สังวรกุมารนี้ เมื่อจะทรงปราศรัยกับพระเจ้าสังวรมหาราชนั้นได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถาว่า

มหาราชาผู้เป็นจอมแห่งชน ทรงทราบถึงพระศีลาจารวัตรของพระองค์ ทรงยกย่องพระกุมารเหล่านี้ มิได้สำคัญพระองค์ด้วยชนบทอะไรเลย. เมื่อพระมหาราชาผู้สมมติเทพ ยังทรงพระชนม์ อยู่ หรือทิวงคตแล้วก็ตาม พระประยูรญาติผู้เห็น ประโยชน์ตนเป็นสำคัญ พากันยอมรับนับถือพระองค์. ข้าแต่พระเจ้าสังวรราช ด้วยพระศีลาจารวัตร ข้อไหน พระองค์จึงสถิตอยู่เหนือพระเชษฐภาดาผู้ทรง ร่วมกำเนิดได้ ด้วยพระศีลาจารวัตรข้อไหน หมู่ พระญาติที่ประชุมกันแล้ว จึงไม่ย่ำยีพระองค์ได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชานนฺโต โน แปลว่า ทรงทราบแน่นอนอยู่. บทว่า ชนาธิโป ความว่า พระจอมนรชนผู้พระราชบิดาของพวกหม่อมฉัน. บทว่า อิเม ได้แก่ ซึ่งพระกุมาร ๙๙ พระองค์เหล่านี้. แต่ในคัมภีร์พระบาลีทั้งหลาย ท่านเขียนไว้ว่า กุมารเหล่าอื่น. บทว่า ปูเชนฺโต ความว่า ทรงยกย่องด้วยชนบทนั้น ๆ. บทว่า น ตํ เกนจิ ความว่า แต่มิได้ทรงสำคัญพระองค์ว่า ควรจะทรงเชิดชู แม้ด้วยชนบทน้อย ๆ เลย ชะรอยจะทรงทราบถึงพระองค์ว่า ผู้นี้เมื่อเราล่วงลับไป จักได้เป็นพระราชา จึงให้ประทับอยู่แทบบาทมูลของตน. บทว่า ติฏฺนฺเต โน ความว่า ไม่ว่าจะเป็นเมื่อพระมหาราชผู้สมมติเทพยังทรงพระชนม์อยู่. พระองค์ตรัสถามด้วย บทว่านุ แปลว่า มิใช่หรือ. บทว่า อาทู เทเว ความว่า หรือว่า เมื่อพระบิดาของพวกเราเสด็จทิวงคต หมู่พระญาติกับชาวนิคมชาวชนบทที่เป็นข้าราชการเห็นประโยชน์คือความเจริญของตน ต่างยอมรับนับถือพระองค์ว่า เป็นพระราชาเถิด ด้วยพระศีลาจารวัตรไรเล่า. บทว่า สญฺชาเต อภิติฏฺสิ ความว่าพระองค์ทรงครอบงำพระญาติผู้มีกำเนิดเสมอกัน คือพระภาดา ๙๙ พระองค์เสีย ประทับอยู่ได้. บทว่า นาติวตฺตนฺติ ความว่า พระญาติเหล่านั้นพากันครอบงำพระองค์มิได้.

พระเจ้าสังวรมหาราช ทรงสดับพระดำรัสนั้น เมื่อทรงแถลงพระคุณของพระองค์ ได้ตรัสคาถา ๖ คาถาว่า

ข้าแต่พระราชบุตร หม่อมฉันมิได้ริษยาสมณะ ทั้งหลายผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง หม่อมฉันนอบ น้อมท่านเหล่านั้นโดยเคารพไหว้เท้าของท่านผู้คงที่. สมณะเหล่านั้น ยินดีแล้วในธรรมของผู้แสวงหา คุณ ย่อมพร่ำสอนหม่อมฉันผู้ประกอบในคุณธรรม ผู้พอใจฟัง ไม่มีความริษยา. หม่อมฉันได้ฟังคำของสมณะ ผู้แสวงหาคุณอัน ใหญ่หลวงเหล่านั้นแล้ว มิได้ดูหมิ่นสักน้อยหนึ่งเลย ใจของหม่อมฉันยินดีแล้วในธรรม. กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกอง พลเดินเท้า หม่อมฉันไม่ตัดเบี้ยเลี้ยงและบำเหน็จบำนาญของจตุรงคเสนาเหล่านั้นให้ลดน้อยลง. อำมาตย์ผู้ใหญ่ และข้าราชการผู้มีปรีชาของฉัน มีอยู่ ช่วยกันบำรุงพระนครพาราณสีให้มีเนื้อมาก มี น้ำดี. อนึ่ง พวกพ่อค้าผู้มั่งคั่งมาแล้วจากรัฐต่าง ๆ หม่อมฉันช่วยจัดอารักขาให้พ่อค้าเหล่านั้น ขอได้โปรด ทราบอย่างนี้เถิด เจ้าพี่อุโบสถ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ราชปุตฺต ความว่า ข้าแต่พระราชบุตรหม่อมฉันมิได้กีดกันใคร ๆ เลยว่า สมบัติอย่างนี้ จงอย่ามีแก่ผู้นี้. บทว่า ตาทินํ ความว่า หม่อมฉันกราบไหว้บาทยุคลแห่งหมู่สมณะผู้ทรงธรรม ผู้ประกอบด้วยลักษณะอันคงที่ ได้นามว่าสมณะ เพราะท่านสงบบาปได้แล้วได้นามว่า ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง เพราะท่านแสดงคุณมีศีลขันธ์เป็นต้นอันใหญ่ ด้วยเบญจางประดิษฐ์ เมื่อจะให้ทาน และเมื่อจะจัดการคุ้มครองป้องกันอันชอบธรรมแด่ท่านเหล่านั้น ก็นอบน้อมท่านเหล่านั้นโดยเคารพคือบูชาอย่างใจรักใคร่ทีเดียว. บทว่า เต มํ ความว่าสมณะเหล่านั้น รู้จักหม่อมฉันโดยถ่องแท้ว่า กุมารนี้ขวนขวายในส่วนแห่งธรรม รับฟังด้วยดี มิได้มีความริษยาก็พากันพร่ำสอนหม่อมฉัน ผู้ประกอบด้วยธรรมคุณรับฟังด้วยดี ไม่ริษยาคือพากันให้โอวาทว่า กระทำข้อนี้ อย่ากระทำข้อนี้. บทว่า เตสาหํ ตัดบทเป็น เตสํ อหํ. บทว่า หตฺถาโรหา ความว่า พวกพลช้าง คือนักรบที่ขึ้นช้างรบ. บทว่า อนีกฏฺา ความว่า ตั้งอยู่ในกองทัพช้างเป็นต้น. บทว่า รถิกาได้พลรถ (นักรบขี่รถ). บทว่า ปตฺติการกา ได้แก่ พวกพลรบเดินเท้า. บทว่า นิพฺพิตฺถํ ความว่า สินจ้างรางวัลอันใดที่พวกเหล่านั้นจัดเตรียมไว้หม่อมฉันมิได้ลดหย่อนสิ้นจ้างรางวัลนั้น คือให้อย่างไม่ต้องลดเลย. บทว่า มหามตฺตา ความว่า ข้าแต่พี่ชาย หมู่มหาอำมาตย์ ผู้มีปัญญามาก คือ ผู้ฉลาดในมนต์ทั้งหลาย และผู้บำรุงอันมีความคิดอ่านที่เหลือ ของหม่อมฉันมีอยู่ หม่อมพี่ไม่ได้อาจารย์ผู้สมบูรณ์ด้วยความคิดเป็นบัณฑิต แต่อาจารย์ของหม่อมฉันเป็นบัณฑิต ฉลาดในอุบาย ท่านเหล่านั้นเกี่ยวโยงหม่อมฉันไว้ด้วยเศวตฉัตร. บทว่า พาราณสี ความว่า ข้าแต่พี่ จำเดิมแต่กาลที่ยกฉัตรถวายแก่หม่อมฉันแล้ว ท่านพวกนั้น ต่างรู้ถึงมัจฉมังสาหารที่ควรเคี้ยวกิน และน้ำดี ๆ ก็ควรดื่ม อันจะมีในพระนครพาราณสีว่า พระราชาของพวกเราทรงธรรม ฝนย่อมตกทุก ๆ กึ่งเดือน ข้าวกล้าต่าง ๆ ย่อมสมบูรณ์. ด้วยอาการอย่างนี้ ชาวพระนครก็พากันอยู่กระทำพระนครพาราณสีให้มีมัจฉมังสาหารและน้ำท่ามากมาย. บทว่า ผีตา ความว่า พวกพ่อค้าผู้ไม่ถูกประทุษร้าย นำช้างแก้ว ม้าแก้ว และแก้วมุกดาเป็นต้นมาทำการค้า พากันมั่งคั่งร่ำรวยไปตามกัน. บทว่า เอวํ ชานาหิ ความว่า ข้าแต่พี่อุโปสถ ด้วยเหตุเหล่านี้ เพียงเท่านี้ หม่อมฉันถึงจะเป็นน้องสุดท้อง ก็ครอบงำพี่ทั้งหลายของหม่อมฉัน ถึงเศวตฉัตรได้ โปรดทรงทราบด้วยประการฉะนี้.

ครั้นพระอุโบสถกุมารทรงสดับพระคุณของพระองค์แล้ว ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถาว่า

ข้าแต่พระเจ้าสังวรราช ได้ยินว่า พระองค์ทรง ครอบครองราชสมบัติแห่งหมู่พระญาติโดยธรรม พระองค์เป็นผู้มีพระปรีชาด้วย เป็นบัณฑิตด้วย ทั้งทรงเกื้อ กูลพระประยูรญาติด้วย. ศัตรูทั้งหลายย่อมไม่เบียดเบียนพระองค์ ผู้แวด ล้อมไปด้วยพระประยูรญาติ ทรงพร้อมมูลด้วยรัตนะ ต่าง ๆ เหมือนจอมอสูรไม่เบียดเบียนพระอินทร์ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน กิร ความว่า ข้าแต่พระสังวรมหาราช ได้ยินว่า พระองค์ทรงครอบงำอานุภาพแห่งญาติคือพระเชษฐภาดาทั้งหลายของพระองค์ ทั้ง ๙๙ คนเสีย จำเดิมแต่นี้ เชิญพระองค์นั้นแลทรงครองราชสมบัติโดยธรรมเถิด พระองค์เล่า ก็ทรงหลักแหลมทั้งเป็นบัณฑิตและยังเกื้อกูลแก่หมู่ญาติ. บทว่า ตํ ตํ ได้แก่ ซึ่งพระองค์ผู้ทรงสมบูรณ์ด้วยคุณต่าง ๆ อย่างนี้. บทว่า าติปริพฺยุฬฺหํ ความว่า ผู้อันหม่อมฉันผู้เป็นญาติ๙๙ คน แวดล้อม. บทว่า นานารตนโมจิตํ ความว่า ทรงพร้อมมูลมั่งคั่งด้วยนานารัตนะ คือทรงสั่งสมรัตนะไว้มากมาย. บทว่า อสุราธิโป ความว่าเปรียบเหมือนอสุรราชไม่ย่ำยีพระอินทร์ ผู้อันเทพเจ้าชั้นดาวดึงส์แวดล้อมแล้วฉันใด หมู่มิตรจะไม่ย่ำยีพระองค์ ผู้อันพวกหม่อมฉันคอยป้องกันแวดล้อมแล้ว ทรงครองราชสมบัติ ณ พระนครพาราณสี มีบริเวณ ๑๒ โยชน์ในแคว้นกาสีอันมีอาณาเขต ๓๐๐ โยชน์ ฉันนั้น.

พระเจ้าสังวรมหาราช ทรงประทานยศใหญ่ แด่พระเจ้าพี่ทุกพระองค์. พระเจ้าพี่เหล่านั้น ประทับอยู่ในสำนักของพระองค์ตลอดกึ่งเดือน กราบทูลว่าข้าแต่พระมหาราช พวกหม่อมฉัน จักคอยระวังพวกโจรที่กำเริบขึ้นในชนบททั้งหลาย เชิญพระองค์ทรงเสวยสุขในราชสมบัติเถิด แล้วเสด็จไปสู่ชนบทของตน ๆ. พระราชาทรงดำรงในโอวาทของพระโพธิสัตว์ ในที่สุดแห่งพระชนมายุได้ไปเพิ่มเทพนครให้เต็ม.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสย้ำว่า ดูก่อนภิกษุครั้งก่อน เธอทนต่อโอวาทเช่นนี้ บัดนี้ เหตุไรไม่กระทำความเพียร ทรงประกาศสัจจะ ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ทรงประชุมชาดกว่า สังวรกุมารผู้เป็นพระราชาในครั้งนั้นได้มาเป็นภิกษุนี้ อุโบสถกุมาร ได้มาเป็นสารีบุตร เจ้าพี่ที่เหลือได้เป็นเถรานุเถระ และบริษัท ได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนอำมาตย์ผู้ถวายโอวาทได้มาเป็นเราตถาคตแล.

จบอรรถกถาสังวรมหาราชชาดก

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๘๗–๙๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกาทสกนิบาตชาดก · ๓๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

8 Saṃvaramahārājajātakaṃ.

Jānanto no mahārājāti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ osaṭṭhaviriyaṃ bhikkhuṃ ārabbha kathesi.

So kira sāvatthivāsī kulaputto satthu dhammadesanaṃ sutvā pabbajitvā laddhupasampado ācariyupajjhāyavattaṃ pūrento ubhayāni pāṭimokkhāni paguṇāni katvā paripuṇṇapañcavasso kammaṭṭhānaṃ gahetvā araññe vasissāmīti ācariyupajjhāye āpucchitvā kosalaraṭṭhe ekaṃ paccantagāmaṃ gantvā tattha iriyāpake pasannehi manussehi paṇṇasālaṃ katvā upaṭṭhayamāno vassaṃ upagantvā yuñjanto ghaṭento vāyamanto āraddhena viriyena temāsaṃ kammaṭṭhānaṃ bhāvetvā obhāsamattampi uppādetuṃ asakkonto cintesi addhā ahaṃ satthārā desitesu catūsu puggalesu padaparamo kiṃ me araññavāsena jetavanaṃ gantvā tathāgatassa rūpasiriṃ passanto madhuradhammadesanaṃ suṇanto vītināmessāmīti. So viriyaṃ osajjitvā tato nikkhamanto anupubbena jetavanaṃ gantvā ācariyupajjhāyehi ceva sandiṭṭhasambhattehi ca āgamanakāraṇaṃ puṭṭho tamatthaṃ kathetvā tehi kasmā evamakāsīti garahitvā satthu santikaṃ netvā kiṃ bhikkhave anicchamānaṃ bhikkhuṃ ānayitthāti vutte ayaṃ bhante viriyaṃ osajjitvā āgatoti ārocite. Satthā saccaṃ kirāti pucchitvā saccanti vutte kasmā bhikkhu viriyaṃ osajji imasmiṃ hi sāsane Kusitapuggalassa aggaphalaṃ arahattaphalaṃnāma natthi āraddhaviriyā adhigamadhammaṃ ārādhenti tvaṃ kho pana pubbe viriyaṃ vā ovādakkhamo teneva kāraṇena bārāṇasirañño puttasatassa sabbakaniṭṭho hutvāpi paṇḍitānaṃ ovāde ṭhatvā setacchattaṃ pattosīti vatvā atītaṃ āhari

atīte bārāṇasiṃ patteneva tena tena saṅgahavatthunā ābandhitvā saṅgaṇhi. Sabbesaṃ piyo ahosi manāpo. Aparabhāge rājānaṃ maraṇamañce nisinnaṃ amaccā pucchiṃsu deva tumhākaṃ accayena setacchattaṃ kassa dassāmāti. Tāta mama puttā sabbepi setacchattassa sāmino yo pana tumhākaṃ manaṃ gaṇhati tasseva setacchattaṃ dadeyyāthāti. Te tasmiṃ kālakate tassa sarīraparihāraṃ katvā sattame divase sannipatitvā raññā yo tumhākaṃ manaṃ gaṇhati tassa chattaṃ ussāpeyyāthāti vuttaṃ amhākañca ayaṃ saṃvarakumāro manaṃ gaṇhatīti tassa kāñcanamālaṃ setacchattaṃ ussāpayiṃsu. Saṃvaramahārājā bodhisattassa ovāde ṭhatvā dhammena rajjaṃ kāresi. Itare ekūnasatakumārā pitā kira no kālakato saṃvarakumārassa kira chattaṃ ussāpesuṃ so sabbakaniṭṭho tassa chattaṃ na pāpuṇāti sabbajeṭṭhassa chattaṃ ussāpessāmāti sabbe ekato āgantvā chattaṃ vā no detu yuddhaṃ vāti saṃvaramahārājassa paṇṇaṃ pesetvā nagaraṃ upparundhiṃsu. Rājā bodhisattassa taṃ pavuttiṃ ārocetvā idāni kiṃ karomāti pucchi. Mahārāja tava bhātikehi saddhiṃ Yujjhanakiccaṃ natthi tvaṃ pitu santakaṃ dhanaṃ ekūnasatakoṭṭhāse katvā ekūnasatabhātikānaṃ pesetvā imaṃ tumhākaṃ pitu santakaṃ koṭṭhāsaṃ gaṇhatha nāhaṃ tumhehi saddhiṃ yujjhāmīti sāsanaṃ pahiṇāhīti . So tathā akāsi. Athassa sabbajeṭṭhakabhātiko uposathakumāronāma sese āmantetvā tātā rājānaṃnāma abhibhavituṃ samattho natthi ayañca no kaniṭṭhabhātiko paṭisattupi hutvā na tiṭṭhati amhākaṃ pitu santakaṃ pesetvā nāhaṃ tumhehi saddhiṃ yujjhāmīti pesesi na kho pana mayaṃ sabbe ekakkhaṇe chattaṃ ussāpema ekasseva chattaṃ dassāma ayameva rājā hotu etha naṃ passitvā rājakuṭumbaṃ paṭicchāpetvā amhākaṃ janapadameva gacchāmāti āha. Atha te sabbepi kumārā nagaradvāraṃ vivarāpetvā paṭisattuno ahutvā nagaraṃ pavisiṃsu. Rājāpi tesaṃ amaccehi sakkāraṃ gāhāpetvā paṭimaggaṃ pesesi. Kumārā mahantena parivārena pattikāva āgantvā rājanivesanaṃ abhiruyhitvā saṃvaramahārājassa nipaccanākāraṃ dassetvā nīcāsane nisīdiṃsu. Saṃvaramahārājā setacchattassa heṭṭhā sīhāsane nisīdi. Mahanto yaso mahantaṃ sirisobhaggaṃ ahosi. Olokitolokitaṭṭhānaṃ kampati. Uposathakumāro saṃvaramahārājassa sirivibhavaṃ oloketvā amhākaṃ pitā attano accayena saṃvarakumārassa rājabhāvaṃ ñatvā aññe amhākaṃ janapade datvā imassa na adāsīti cintetvā tena saddhiṃ sallapanto tisso gāthā abhāsi

Jānanto no mahārājā tava sīlaṃ janādhipo

ime kumāre pūjento na taṃ kenaci maññatha.

Tiṭṭhante no mahārāje ādū deve divaṅgate

ñātī taṃ samanumaññiṃsu sampassaṃ atthamattano .

Kena saṃvaravattena sañjāte abhitiṭṭhasi

kena taṃ nātivattanti ñātisaṅghā samāgatāti.

Tattha jānanto noti jānanto nu. Janādhipoti amhākaṃ pitā narindo. Imeti ime ekūnasate kumāre. Pālipoṭṭhakesu pana aññe kumāreti likkhitaṃ. Pūjentoti tena tena janapadena mānento. Na taṃ kenacīti khuddakenapi janapadena taṃ pūjetabbaṃ na maññittha taṃ ayaṃ mama accayena rājā bhavissatīti ñatvā maññe attano pādamūleyeva vāsesīti. Tiṭṭhante noti na dharamāneyeva. Nūti pucchati. Ādū deveti udāhu amhākaṃ pitari divaṅgate attano atthaṃ vuḍḍhiṃ passantā saddhiṃ rājakārakehi negamajanapadehi ñātiyo taṃ rājāno hotūti samanumaññiṃsu vattenāti sīlācārena. Sañjāte abhitiṭṭhasīti samānajātike ekūnasatabhātaro abhibhavitvā tiṭṭhasi. Nātivattantīti nābhibhavanti.

Taṃ sutvā saṃvaramahārājā attano guṇaṃ kathento cha gāthā abhāsi

na rājaputta ussuyyāmi samaṇānaṃ mahesinaṃ

sakkaccante namassāmi pāde vandāmi tādinaṃ.

Te maṃ dhammaguṇe yuttaṃ sussūsamanussuyyakaṃ

samaṇā samanussāsanti isidhammaguṇe ratā.

Tesāhaṃ vacanaṃ sutvā samaṇānaṃ mahesinaṃ na kiñci atimaññāmi dhamme me ramatī mano.

Hatthārohā anīkaṭṭhā rathikā pattikārakā

tesaṃ nappaṭibandhāmi nibbatthaṃ bhattavettanaṃ.

Mahāmattā ca me atthi mantino paricārikā

bārāṇasiṃ viharanti bahū maṃsaṃ surodakaṃ.

Athopi vāṇijā phītā nānāraṭṭhehi āgatā

tesu me vihitā rakkhā evaṃ jānāhuposathāti.

Tattha na rājaputtāti ahaṃ rājaputta kiñci janaṃ ayaṃnāma sampatti imassa mā hotūti na ussuyyāmi. Tādinanti tādilakkhaṇayuttānaṃ samitapāpatāya samaṇānaṃ mahantānaṃ sīlakhandhādīnaṃ guṇānaṃ esitatāya mahesinaṃ dhammikasamaṇānaṃ pañcapatiṭṭhitena pāde vandāmi dānaṃ dadanto dhammikañca nesaṃ rakkhāvaraṇaguttiṃ paccupaṭṭhāpento sakkaccante namassāmi manena sampiyāyantova pūjemīti attho. Te manti te samaṇā maṃ ayaṃ dhammikakoṭṭhāse yuttapayutto sussūsamanussuyyakoti tatthuto ñatvā maṃ dhammaguṇasaṃyuttaṃ sussusaṃ anussuyyakaṃ anusāsanti idaṃ kari idaṃ mā karīti ovadantīti attho. Tesāhanti tesaṃ ahaṃ. Hatthārohāti hatthiṃ āruyha yujjhanayodhā. Anīkaṭṭhāti hatthānīkādīsu ṭhitā. Rathikāti rathayodhā. Pattikārakāti pattinova. Nibbitthanti yaṃ tehi sajjitaṃ bhattañca vettanañca ahaṃ taṃ nappaṭibandhāmi aparihāpetvā dadāmīti attho. Mahāmattāti bhātika mayhaṃ mahāpaññā mantesu kusalā mahāamaccāceva avasesamantino ca paricārikā atthi. Iminā idaṃ dasseti tumhe mantasampanne paṇḍite ācariye na labhittha amhākaṃ pana ācariyo paṇḍito upāyakusalo te no setacchattena yojesunti. Bārāṇasinti bhātika mama chattaṃ ussāpitakālato paṭṭhāya amhākaṃ rājā dhammiko aḍḍhamāsaṃ devo vassati nānāsassāni sampajjantīti bārāṇasiyaṃ bahuṃ khāditabbayuttakaṃ macchamaṃsaṃ pātabbayuttakaṃ surodakaṃ jānanti. Evaṃ nagaravāsino bahuṃ macchamaṃsaṃ surodakaṃ katvā bārāṇasiṃ viharanti. Phītāti hatthiratanaassaratanamuttāratanādīni āharitvā nirupaddavā vohāraṃ karontā phītā samiddhā. Evaṃ jānāhīti bhātika uposatha ahaṃ imehi ettakehi kāraṇehi sabbakaniṭṭhopi hutvā mama bhātike abhibhavitvā setacchattaṃ patto evaṃ jānāhīti.

Athassa guṇaṃ sutvā uposatho kumāro dve gāthā abhāsi

dhammena kira ñātīnaṃ rajjaṃ kārehi saṃvara

medhāvī paṇḍito cāsi athopi ñātinaṃ hito

taṃtaṃ ñātiparibyuḷhaṃ nānāratanamocitaṃ

amittā nappasahanti inadaṃva asurādhipoti.

Tattha dhammena kirāti tāta saṃvara mahārāja dhammena kira tvaṃ ekūnasatānaṃ ñātīnaṃ attano jeṭṭhabhātikānaṃ ānubhāvaṃ abhibhavasi Ito paṭṭhāya tvameva rajjaṃ kārehi tvameva medhāvī ceva paṇḍito ca ñātīnañca hitoti attho. Taṃ tanti evaṃ vividhaguṇasampannaṃ taṃ. Ñātiparibyuḷhanti amhehi ekūnasatañātakehi parivāritaṃ. Nānāratanamocitanti nānāratanehi ocitaṃ sañcitaṃ bahuratanasañcayaṃ. Asurādhipoti yathā tāvatiṃsehi parivutaṃ indaṃ asurarājā nappasahati evaṃ amhehi ārakkhaṃ karontehi parivāritaṃ tiyojanasatike kāsikaraṭṭhe dvādasayojanikāya bārāṇasiyā rajjaṃ kārentaṃ amittā na bādhissantīti dīpeti. Saṃvaramahārājā sabbesaṃ bhātikānaṃ mahantaṃ yasaṃ adāsi. Te tassa santike aḍḍhamāsaṃ vasitvā mahārāja janapadesu coresu uṭṭhahantesu mayaṃ jānissāma tvaṃ rajjasukhaṃ anubhavāti vatvā attano attano janapadaṃ gatā. Rājā bodhisattassa ovāde ṭhatvā āyuhapariyosāne devanagaraṃ pūrento agamāsi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā bhikkhu evaṃ tvaṃ pubbe ovādakkhamo idāni kasmā viriyaṃ na akāsīti vatvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi (saccapariyosāne so bhikkhu sotāpattiphale patiṭṭhahi) tadā saṃvarakumāro rājā ayaṃ bhikkhu ahosi uposathakumāro sārīputto sesabhātikā therānutherā parisā pana buddhaparisā ovādadāyako amacco pana ahamevāti.

Saṃvaramahārājajātakaṃ aṭṭhamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๔๐

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๖๑. ทสรถชาดกชาดกถัดไป๔๖๓. สุปปารกชาดก