ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กามชาดก
ชาดกที่ ๔๖๗ · ทวาทสนิบาตชาดก

กามชาดก

ว่าด้วยกามและโทษของกาม

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๖๓๗ · บรรทัด ๖๔๘๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกามชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภพราหมณ์ผู้ใดผู้หนึ่ง ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า กามํ กามยมานสฺส ดังนี้.

เรื่องมีว่า พราหมณ์ชาวเมืองสาวัตถีผู้หนึ่ง หักร้างป่าเพื่อต้องการทำเป็นไร่ พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยของเขา เมื่อเสด็จเข้าไปโปรดสัตว์ในพระนครสาวัตถี ทรงแวะลงจากทาง กระทำปฏิสันถารกับเขา ตรัสว่า เธอทำอะไรเล่าพราหมณ์ ครั้นกราบทูลว่า ข้าแด่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์หักร้างที่ไร่พระเจ้าข้า ตรัสว่า ดีละพราหมณ์ กระทำการงานไปเถิด แล้วเสด็จเลยไปพระองค์ได้เสด็จไปทำปฏิสันถารกับเขาบ่อย ๆ คือในเวลาที่เขาขนต้นไม้ที่ตัดแล้วและชำระที่ไร่ ในเวลาก่อคัน ในเวลาหว่าน โดยอุบายอย่างนี้นั้นแลวันรุ่งขึ้นพราหมณ์นั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ วันนี้เป็นมงคลในการหว่านข้าวของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จักถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธองค์เป็นประมุขในเมื่อข้าวกล้านี้สำเร็จแล้ว พระศาสดาทรงรับด้วยทรงดุษณีภาพ เสด็จหลีกไป รุ่งขึ้นวันหนึ่งพราหมณ์ยืนดูข้าวกล้าอยู่ พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า พราหมณ์ เธอกำลังทำอะไรอยู่ตรงนั้น เมื่อเขากราบทูลว่าข้าแต่พระสมณโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์กำลังดูข้าวกล้า ตรัสว่าดี พราหมณ์แล้วเสด็จหลีกไป ในครั้งนั้นพราหมณ์คิดว่า พระสมณโคดมมาเนือง ๆ คงมีความต้องการภัตรอย่างไม่ต้องสงสัย เราจักถวายภัตรแก่ท่าน ในวันที่พราหมณ์คิดอย่างนี้แล้วไปสู่เรือน ถึงพระศาสดาก็ได้เสด็จไป ณ ที่นั้น ครั้งนั้นความพิศวาสเกิดขึ้นแก่พราหมณ์ล้นเหลือ ต่อมาครั้นข้าวกล้าแก่แล้ว เมื่อพราหมณ์ตกลงใจว่า พรุ่งนี้เราจักเกี่ยวไร่แล้วนอน ฝนลูกเห็บตกตลอดคืน ทางเหนือของแม่น้ำอจิรวดี ห้วงน้ำใหญ่ไหลมาพัดเอาข้าวกล้าทั้งหมดเข้าไปสู่ทะเล ไม่เหลือไว้ให้ แม้มาตรว่าทะนานเดียว เมื่อห้วงน้ำเหือดแห้งลงแล้ว พราหมณ์มองดูความย่อยยับแห่งข้าวแล้ว ไม่สามารถจะดำรงอยู่โดยภาวะของตนได้ถูกความเสียใจอย่างแรงครอบงำ ยกมือตีอกคร่ำครวญไปถึงเรือน แล้วลงนอนบ่นพร่ำ.

ในเวลาใกล้รุ่ง พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ถูกความเสียใจครอบงำ ทรงดำริว่า เราต้องเป็นที่พึ่งของพราหมณ์ รุ่งขึ้นเสด็จเที่ยวโปรดสัตว์ในพระนครสาวัตถี ภายหลังจากเสวยเสร็จเสด็จกลับจากบิณฑบาต ทรงส่งพวกภิกษุไปสู่พระวิหาร เสด็จไปสู่ประตูเรือนของเขากับด้วยสมณะติดตามพราหมณ์ได้ยินความที่พระศาสดาเสด็จมา กล่าวว่า สหายของเราคงมาเยี่ยมเยียนค่อยได้ความโปร่งใจ จัดแจงอาสนะไว้ พระศาสดาเสด็จเข้าไป ประทับนั่งเหนืออาสนะที่จัดไว้ ตรัสถามว่า ดูก่อนพราหมณ์ เหตุไรจึงเศร้าหมองไปล่ะท่านไม่สบายอะไรเล่า กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระองค์ย่อมทรงทราบการงานที่ข้าพระองค์กระทำ จำเดิมแต่ตัดต้นไม้ที่ฝั่งแม่น้ำอจิรวดีข้าพระองค์เคยกราบทูลไว้ว่า เมื่อข้าวกล้านี้สำเร็จแล้ว ข้าพระองค์จักถวายทานแด่พระองค์ บัดนี้ห้วงน้ำใหญ่พัดข้าวกล้าของข้าพระองค์ไปสู่ทะเลเสียหมดเกลี้ยงทีเดียว ข้าวกล้าไม่มีเหลือสักหน่อย ข้าวเปลือกประมาณ ๑๐๐ เกวียนเสียหายหมด เหตุนั้นความโศกอย่างใหญ่โตจึงเกิดแก่ข้าพระองค์ ตรัสว่าดูก่อนพราหมณ์ ก็เมื่อท่านเศร้าโศกอยู่ สิ่งที่เสียหายไปแล้วจะกลับคืนมาได้หรือ กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้แน่นอนพระเจ้าข้า ตรัสว่า แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านเศร้าโศกเพราะเหตุไร ขึ้นชื่อว่าทรัพย์และข้าวเปลือกของสัตว์เหล่านี้ ถึงคราวเกิดก็บังเกิด ถึงคราวเสียหายก็เสียหาย สิ่งไร ๆ ที่ถึงการปรุงแต่ง จะชื่อว่าไม่มีความเสียหายเป็นธรรมดาน่ะไม่มีดอก ท่านอย่าคิดไปเลย พระศาสดาทรงปลอบเขาด้วยประการฉะนี้ เมื่อทรงแสดงธรรมอันเป็นที่สบายแก่เขา ตรัสกามสูตร เมื่อพระสูตรถึงปริโยสานพราหมณ์ดำรงในโสดาปัตติผล พระศาสดาทรงทำให้เขาสร่างโศก เสด็จลุกจากอาสนะไปสู่พระวิหาร.

ชาวพระนครทั้งสิ้นรู้ทั่วกันว่า พระศาสดาทรงกระทำพราหมณ์ผู้โน้นผู้เพียบแปล้ด้วยโศกศัลย์ ให้สร่างโศก ให้ดำรงในโสดาปัตติผลได้ พวกภิกษุพากันยกเรื่องขึ้นสนทนากันในธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระทศพลทรงทำไมตรีกับพราหมณ์จนคุ้นเคยกัน ทรงแสดงธรรมแก่เขาผู้เพียบแปล้ไปด้วยความโศก ด้วยอุบายครั้งเดียว ทรงทำให้เขาสร่างโศกได้ ให้ประดิษฐานในโสดาปัตติผลได้ พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า เมื่อกี้พวกเธอกำลังสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อพากันกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน เราก็ได้กระทำให้พราหมณ์นี้สร่างโศกแล้วเหมือนกัน ทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล พระเจ้าพรหมทัต ณ พระนครพาราณสี มีพระโอรส ๒ พระองค์ ท้าวเธอประทานที่อุปราชแก่พระโอรสองค์ใหญ่ พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่พระโอรสองค์เล็ก ครั้นต่อมาพระเจ้าพรหมทัตสิ้นพระชนม์พวกอำมาตย์พากันตั้งการอภิเษกแก่พระองค์ใหญ่ ท้าวเธอตรัสว่า ฉันไม่ต้องการครองราชสมบัติ พวกท่านจงพากันให้แก่น้องชายของฉันเถิด แม้ได้รับคำทูลวิงวอนบ่อย ๆ ก็ทรงห้ามเสีย ครั้นพวกอำมาตย์ทำการอภิเษกถวายพระเจ้าน้องแล้ว ทรงดำริว่า เราไม่ต้องการความเป็นเจ้าเป็นใหญ่ ไม่ทรงปรารถนาแม้แต่ตำแหน่งอุปราชเป็นอาทิ ถึงเมื่อพระราชา ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เชิญเสวยโภชนะที่มีรสดี ๆ ประทับอยู่ในพระนครนี้เถิด ตรัสว่า ฉันไม่มีเรื่องที่ต้องกระทำในพระนครนี้ เสด็จออกจากพระนครพาราณสี ไปสู่ชนบทปลายแดนอาศัยสกุลเศรษฐีตระกูลหนึ่ง ทรงกระทำการงานด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เองประทับอยู่.

ครั้นกาลต่อมา พวกเหล่านั้นรู้ความที่ท้าวเธอเป็นพระราชกุมารก็พากันไม่ยอมให้ทำการงาน พากันห้อมล้อมท้าวเธอด้วยการบริหารในฐานเป็นพระราชกุมารทีเดียว จำเนียรกาลนานมา พวกข้าราชการพากันไปสู่ชนบทปลายแดน ได้ไปถึงบ้านนั้นเพื่อรังวัดเขต ท่านเศรษฐีเข้าไปเฝ้าพระราชกุมารกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้านาย พวกข้าพระองค์พากันบำรุงเลี้ยงพระองค์ ขอพระองค์ทรงส่งหนังสือถึงพระเจ้าน้องให้ทรงลดส่วยแก่พวกข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า ท้าวเธอทรงรับว่าได้ซี ทรงส่งหนังสือไปว่าฉันอาศัยสกุลเศรษฐีชื่อโน้นพำนักอยู่ โปรดเห็นแก่ฉันยกเว้นส่วยแก่พวกเหล่านั้นเถิด พระราชารับสั่งว่า ดีแล้ว ทรงโปรดให้กระทำอย่างนั้น ครั้งนั้นพวกชาวบ้านหมดบ้าง ชาวชนบทบ้าง ชาวบ้านอื่น ๆ บ้าง พากันเข้าไปเฝ้าท้าวเธอ ทูลว่า พวกข้าพระองค์จักถวายส่วยแด่พระองค์เท่านั้น โปรดให้พระราชาทรงยกเว้นแก่พวกข้าพระองค์บ้างเถิด ท้าวเธอทรงส่งหนังสือไปเพื่อช่วยเหลือพวกเหล่านั้น ให้พระราชาทรงยกเว้นส่วยให้ ตั้งแต่บัดนั้น พวกเหล่านั้นก็พากันถวายส่วยแก่ท้าวเธอ จึงบังเกิดลาภสักการะใหญ่แก่ท้าวเธอด้วยเหตุนั้น ความอยากของท้าวเธอก็พลอยเติบใหญ่ไปด้วย กาลต่อมา ท้าวเธอทูลขอชนบทนั้นแม้ทั้งหมด แล้วทูลขอราชสมบัติกึ่งหนึ่ง แม้พระเจ้าน้องก็ได้ประทานแก่ท้าวเธอทั้งนั้น ท้าวเธอเมื่อความอยากพอกพูน ไม่ทรงพอพระทัยด้วยราชสมบัติเพียงกึ่งนั้น ทรงดำริจะยึดราชสมบัติแวดล้อมด้วยชาวชนบทเสด็จไปสู่พระนครนั้น หยุดทัพอยู่ภายนอกพระนคร ทรงส่งหนังสือแก่พระเจ้าน้องว่า จงให้ราชสมบัติแก่เรา หรือจะรบกันก็ได้.

พระเจ้าน้องทรงดำริว่าพระพี่นี้เป็นพาล เมื่อก่อนทรงห้ามราชสมบัติแม้กระทั่งตำแหน่งอุปราชก็ทรงห้าม คราวนี้ตรัสว่า จักยึดเอาด้วยการรบก็ถ้าว่าเราจักฆ่าพระพี่นี้ให้ตาย ด้วยการรบ ความครหาจักมีแก่เราได้เราจะต้องการอะไร ด้วยราชสมบัติ จึงทรงส่งสาส์นแด่ท้าวเธอว่า ไม่ต้องรบดอก เชิญทรงครองราชสมบัติเถิดพระเจ้าข้า ท้าวเธอทรงครองราชสมบัติประทานที่อุปราชแก่พระเจ้าน้อง จำเดิมแต่นั้น ทรงครองราชสมบัติทรงตกอยู่ในอำนาจแห่งตัณหา มิได้ทรงพอพระหทัยด้วยราชสมบัติพระนครเดียว ทรงปรารถนาราชสมบัติ ๒-๓ นคร ไม่ทรงเห็นที่สุดแห่งความอยากเลย ครั้งนั้นท้าวสักกเทวราชทรงตรวจดูว่า ในโลก ชนเหล่าไหนบ้างล่ะที่บำรุงมารดาบิดา เหล่าไหนทำบุญต่าง ๆ มีให้ทานเป็นต้น เหล่าไหนตกอยู่ในอำนาจตัณหา ทรงทราบความที่ท้าวเธอเป็นไปในอำนาจตัณหาทรงดำริว่า พระราชาองค์นี้เป็นพาล ไม่ทรงพอพระหทัยแม้ด้วยราชสมบัติในพระนครพาราณสี เราต้องให้ท้าวเธอศึกษาบ้าง จำแลงเพศเป็นมาณพประทับยืนที่พระทวารหลวง ให้กราบทูลว่า มาณพผู้ฉลาดในอุบายผู้หนึ่ง ยืนอยู่ที่พระทวารหลวง ครั้นรับสั่งว่า เข้ามาเถิด ก็เสด็จเข้าไปกราบทูลถวายชัยพระราชา เมื่อตรัสว่าเจ้ามาด้วยเหตุไร กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้อที่ข้าพระองค์กราบทูลมีอยู่หน่อย ข้าพระองค์ต้องการที่รโหฐานพระเจ้าข้า ด้วยอานุภาพท้าวสักกะ ฝูงคนพากันหลบไปหมด ทันใดนั้นเอง ครั้งนั้นมาณพกราบทูลท้าวเธอว่า ข้าแต่พระมหาราช ข้าพระองค์เห็นพระนคร ๓ แห่ง มั่งคั่งมีฝูงคนแออัด สมบูรณ์ด้วยพลและพาหนะ ข้าพระองค์จักยึดราชสมบัติทั้งสามด้วยอานุภาพของตนถวายแด่พระองค์ ควรที่พระองค์จะไม่ทรงชักช้ารีบเสด็จไปเถอะพระเจ้าข้า พระราชานั้นทรงตกอยู่ในอำนาจแห่งความโลภ ทรงรับว่า ดีละ แต่ด้วยอานุภาพแห่งท้าวสักกะ มิได้ทรงถามว่า เจ้าเป็นใคร หรือเจ้ามาจากไหน หรือว่าควรที่เจ้าจะได้สิ่งไรท้าวสักกะนั้นเล่าตรัสเพียงเท่านี้แล้ว ก็ได้เสด็จไปดาวดึงส์พิภพทีเดียว.

พระราชาตรัสให้พวกอำมาตย์มาเฝ้า ตรัสว่า มาณพผู้หนึ่งกล่าวว่าจักยึดราชสมบัติ ๓ นครให้พวกเรา พวกเธอจงเรียกมาณพนั้นมาทีเถิด จงนำกลองไปเที่ยวตีประกาศในพระนคร เรียกประชุมพลกาย พวกเราต้องยึดครองราชสมบัติ๓ นคร ไม่ต้องชักช้า เมื่อพวกอำมาตย์พากันกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้าก็พระองค์ทรงกระทำสักการะแก่มาณพนั้นอย่างไร หรือทรงถามที่อยู่อาศัยของมาณพนั้นไว้อย่างไร ตรัสว่า เราไม่ได้ทำสักการะเลย ไม่ได้ถามที่พักอาศัยไว้เลย พวกเธอจงพากันไปค้นหาเขาเถิด พวกอำมาตย์พากันค้น ไม่เห็นเขา กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พวกข้าพระองค์ไม่เห็นมาณพนั้นทั่วพระนครพระเจ้าข้า ทรงสดับคำนั้นแล้ว พระราชาทรงเกิดโทมนัส ทรงพระดำริเรื่อย ๆว่า ราชสมบัติในพระนครทั้ง ๓ เสื่อมหายแล้ว เราเสื่อมเสียจากยศอันใหญ่มาณพคงโกรธเราว่า ไม่ให้เสบียงแก่เรา แล้วก็ไม่ให้ที่อยู่อาศัยด้วย เลยไม่มาครั้งนั้นความร้อนบังเกิดขึ้นในพระกายแห่งพระองค์ผู้ทรงตกอยู่ในอำนาจตัณหาเมื่อสรีระทุกส่วน เร่าร้อนอยู่ กริยาที่วิ่งพล่านแห่งโลหิต ก็ทำท้องให้กำเริบแล้วพลุ่งขึ้น ภาชนะอันหนึ่งเข้าอันหนึ่งออก พวกแพทย์สุดฝีมือที่จะถวายการรักษาได้ครั้งนั้นการที่ท้าวเธอ ถูกความเจ็บป่วยเบียดเบียนได้เลื่องลือไปทั้งพระนคร.

กาลนั้นพระโพธิสัตว์เรียนศิลปะสำเร็จจากเมืองตักกศิลา มาสู่สำนักบิดามารดา ในพระนครพาราณสี ฟังเรื่องของพระราชานั้น คิดว่าเราต้องถวายการรักษา ไปสู่พระราชทวาร ให้กราบทูลว่า ได้ยินว่า มาณพผู้หนึ่งมาจะถวายการรักษาพระองค์ พระราชาตรัสว่า แม้ถึงพวกแพทย์ ผู้ทิศาปาโมกข์ใหญ่ ๆ ยังไม่สามารถรักษาเราได้ มาณพหนุ่มจักสามารถได้อย่างไร พวกท่านพากันให้เสบียง แล้วปล่อยเขาไปเสียเถิด มาณพฟังพระดำรัสนั้นแล้ว กล่าวว่าข้าพเจ้าไม่มีเรื่องที่ต้องทำด้วยค่ากำนัลหมอเลย ข้าพเจ้าจักขอถวายการรักษาโปรดให้เพียงค่ายาเท่านั้นแหละ พระราชาทรงสดับคำนั้น แล้วตรัสว่า ลองดูทีรับสั่งให้เรียกมาณพตรวจดูพระราชาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้าพระองค์อย่าทรงกลัวเลย ข้าพระองค์จักถวายการรักษา ก็แต่ว่าพระองค์ทรงโปรดบอกสมุฏฐานแห่งโรคแก่ข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า พระราชาทรงพอพระหทัยตรัสว่า เจ้าจักเอาสมุฏฐานไปทำไม จงบอกยาเท่านั้นเถิด กราบทูลว่าข้าแต่พระมหาราช ธรรมดาหมอทราบว่า ความเจ็บนี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุนี้ย่อมการทำยาให้ถูกต้องกับความเจ็บนั้นได้พระเจ้าข้า พระราชาตรัสว่า ถูกต้องละพ่อ เมื่อตรัสสมุฏฐานได้ตรัสเรื่องทั้งหมดตั้งต้นแต่ที่มาณพคนหนึ่งมาบอกว่าจักเอาราชสมบัติในสามพระนครมาให้ แล้วตรัสว่า แน่ะพ่อ เราเจ็บคราวนี้เพราะตัณหา ถ้าเจ้าพอจะรักษาได้ ก็จงรักษาเถิด มาณพทูลถามว่า ข้าแต่พระมหาราช พระองค์อาจได้พระนครเหล่านั้นด้วยการเศร้าโศกหรือ ตรัสว่าไม่อาจดอกพ่อ กราบทูลว่า ถ้าเช่นนั้น เหตุไรพระองค์จึงทรงเศร้าโศกพระเจ้าข้า ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายย่อมละร่างกายของตน เป็นต้น ตลอดถึงสวิญญาณกทรัพย์ และอวิญญาณกทรัพย์ทั้งหมดไป แม้พระองค์จะยึดครองราชสมบัติในพระนครทั้งสี่ได้ พระองค์ก็เสวยพระกระยาหารในสุวรรณภาชนะทั้งสี่บรรทมเหนือพระที่ทั้งสี่ ทรงเครื่องประดับทั้งสี่พร้อมกันคราวเดียวไม่ได้ พระองค์ไม่ควรตกอยู่ในอำนาจตัณหา เพราะตัณหานี้ เมื่อเจริญขึ้นย่อมไม่ปล่อยให้พ้นจากอุบายทั้งสี่ไปได้. พระมหาสัตว์ ครั้นถวายโอวาทพระราชาดังนี้แล้วเมื่อจะแสดงธรรมแก่พระราชา ได้กล่าวคาถาทั้งหลายว่า

เมื่อบุคคลปรารถนากาม ถ้าสิ่งที่ปรารถนาของ บุคคลนั้นย่อมสำเร็จได้ สัตว์ปรารถนาสิ่งใดได้สิ่งนั้น แล้ว ย่อมมีใจอิ่มเอิบแท้. เมื่อบุคคลปรารถนากาม ถ้าสิ่งที่ปรารถนาของ บุคคลนั้น ย่อมสำเร็จได้ ครั้นสิ่งที่ปรารถนานั้นสำเร็จ บุคคลยังปรารถนาต่อไปอีก ก็ย่อมได้ประสบกาม ตัณหา เหมือนบุคคลที่ถูกลมแดดแผดเผาในฤดูร้อน ย่อมจะเกิดความกระหายใคร่จะดื่มน้ำฉะนั้น. ตัณหาก็ดี ความกระหายก็ดี ของคนพาลมี ปัญญาน้อย ไม่รู้อะไร ย่อมเจริญยิ่งขึ้นทุกที เหมือน เขาโคย่อมเจริญขึ้นตามตัวฉะนั้น. แม้จะให้สมบัติ ข้าวสาลี ข้าวเหนียว โค ม้า ข้าทาสหญิงชายหมดทั้งแผ่นดิน ก็ยังไม่พอแก่คน คนเดียว รู้อย่างนี้แล้วพึงประพฤติธรรมสม่ำเสมอ. พระราชาทรงปราบชนะทั่วแผ่นดิน ทรงครอบ ครองแผ่นดินใหญ่มีมหาสมุทรเป็นขอบเขต ทรงครอง มหาสมุทรฝั่งนี้แล้ว มีพระทัยไม่อิ่ม ยังปรารถนาแม้ มหาสมุทรฝั่งโน้นต่อไปอีก. เมื่อยังระลึกถึงกามอยู่ตราบใด ก็ไม่ได้ความอิ่ม ด้วยใจตราบนั้น ชนเหล่าใดบริบูรณ์ด้วยปัญญา มีกาย และใจหลีกเว้นจากกามทั้งหลาย เห็นโทษด้วยญาณ ชนเหล่านั้นนั่นแลชื่อว่าเป็นผู้อิ่ม. บรรดาความอิ่มทั้งหลาย ความอิ่มด้วยปัญญา ประเสริฐ เพราะผู้อิ่มด้วยปัญญานั้น ย่อมไม่เดือดร้อน ด้วยกามทั้งหลาย คนผู้อิ่มด้วยปัญญา ตัณหาย่อม กระทำให้อยู่ในอำนาจไม่ได้. ไม่พึงสั่งสมกามทั้งหลาย พึงเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ไม่มีความละโมบ บุรุษผู้มีปัญญาเปรียบ ด้วยมหาสมุทร ย่อมไม่เดือดร้อนเพราะกามทั้งหลาย. ช่างทำรองเท้าหนังเลี้ยงชีพ เมื่อประกอบรองเท้า ส่วนใดควรเว้นก็เว้น เลือกเอาแต่ส่วนที่ดี ๆ มาทำ รองเท้าขายได้ราคาแล้ว ย่อมมีความสุข เราก็ฉันนั้น เหมือนกัน พิจารณาด้วยปัญญาแล้ว ละทิ้งส่วนแห่ง กามเสีย ย่อมถึงความสุข ถ้าพึงปรารถนาความสุข ทั้งปวงก็พึงละกามทั้งปวงเสีย.

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๑๔๖–๑๕๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทวาทสนิบาตชาดก · ๔๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๔ กามชาตกํ ฯ

กามํ กามยมานสฺสาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ พฺราหฺมณํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

เอโก กิร สาวตฺถิวาสี พฺราหฺมโณ อจิรวติตีเร เขตฺตกรณตฺถาย อรญฺญํ โกเฏสิ ฯ สตฺถา ตสฺส อุปนิสฺสยํ ทิสฺวา สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย ปวิสนฺโต มคฺคา โอกฺกมฺม เตน สทฺธึ ปฏิสนฺถารํ กตฺวา กึ กโรสิ พฺราหฺมณาติ วตฺวา เขตฺตฏฺฐานํ โกฏาเปสึ โภ โคตมาติ วุตฺเต สาธุ พฺราหฺมณกมฺมํ กโรหีติ วตฺวา อคมาสิ ฯ เอเตเนวุปาเยน ฉินฺนรุกฺเข หาเรตฺวา เขตฺตสฺส โสธนกาเล เกทารพนฺธนกาเล วปนกาเลติ ปุนปฺปุนํ คนฺตฺวา เตน สทฺธึ ปฏิสนฺถารํ อกาสิ ฯ ปุนทิวเส โส พฺราหฺมโณ อชฺช โภ โคตม มยฺหํ วปฺปมงฺคลํ อหํ อิมสฺมึ สสฺเส นิปฺผนฺเน พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส มหาทานํ ทสฺสามีติ อาห ฯ สตฺถา ตุณฺหีภาเวน อธิวาเสตฺวา ปกฺกามิ ฯ ปุเนกทิวสํ พฺราหฺมโณ สสฺสํ โอโลเกนฺโต อฏฺฐาสิ ฯ สตฺถา ตตฺถ กึ กโรสิ พฺราหฺมณาติ ปุจฺฉิตฺวา สสฺสํ โอโลเกมิ โภ โคตมาติ วุตฺเต สาธุ พฺราหฺมณาติ วตฺวา ปกฺกามิ ฯ ตทา พฺราหฺมโณ จินฺเตสิ สมโณ โคตโม อภิณฺหํ อาคจฺฉติ นิสฺสํสยํ ภตฺเตน อตฺถิโก ทสฺสามิสฺส ภตฺตนฺติ ฯ ตสฺเสวํ จินฺเตตฺวา เคหํ คตทิวเส สตฺถาปิ ตตฺถ อคมาสิ ฯ อถ พฺราหฺมณสฺส อติวิย วิสฺสาโส อุปฺปชฺชิ ฯ อถาปรภาเค ปริณเต สสฺเส เสฺว เขตฺตํ ลายิสฺสามีติ สนฺนิฏฺฐานํ กตฺวา นิปนฺเน พฺราหฺมเณ อจิรวติยา อุปริ สพฺพรตฺตึ ฆนกรวสฺสํ วสฺสิ ฯ มโหโฆ อาคนฺตฺวา เอกนาลิมตฺตํปิ อเสเสตฺวา สพฺพํ สสฺสํ สมุทฺทํ ปเวเสสิ ฯ พฺราหฺมโณ โอฆมฺหิ โอสริเต สสฺสวินาสํ โอโลเกตฺวา สกภาเวน สณฺฐาเรตุํ นาสกฺขิ พลวโสกาภิภูโต หตฺเถน อุรํ ปหริตฺวา ปริเทวมาโน เคหํ คนฺตฺวา วิลปนฺโต นิปชฺชิ ฯ สตฺถา ปจฺจูสสมเย โสกาภิภูตํ พฺราหฺมณํ ทิสฺวา พฺราหฺมณสฺส อวสฺสโย ภวิสฺสามีติ ปุนทิวเส สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต ภิกฺขู วิหารํ เปเสตฺวา ปจฺฉาสมเณน สทฺธึ ตสฺส เคหทฺวารํ อคมาสิ ฯ พฺราหฺมโณ สตฺถุ อาคตภาวํ สุตฺวา ปฏิสนฺถารตฺถาย เม สหาโย อาคโต ภวิสฺสตีติ ลทฺธสฺสาโส อาสนํ ปญฺญาเปสิ ฯ สตฺถา ปวิสิตฺวา ปญฺญตฺตาสเน นิสีทิ พฺราหฺมณ กสฺมา ทุพฺพณฺโณสิ กินฺเต อผาสุกนฺติ ปุจฺฉิ ฯ โภ โคตม อจิรวติตีเร มยา รุกฺขจฺเฉทโต ปฏฺฐาย กตํ กมฺมํ ตุมฺเห ชานาถ อหํ อิมสฺมึ สสฺเส นิปฺผนฺเน ตุมฺหากํ ทานํ ทสฺสามีติ วกฺขามิ อิทานิ เม สพฺพนฺตํ สสฺสํ มโหโฆ สมุทฺทเมว ปเวเสสิ ตํ กิญฺจิ อวสิฏฺฐํ นตฺถิ สกฏสตมตฺตํ ธญฺญํ วินฏฺฐํ เตน เม มหาโสโก อุปฺปนฺโนติ ฯ กึ ปน พฺราหฺมณ โสจนฺตสฺส นฏฺฐํ ปุนาคจฺฉตีติ ฯ โนเหตํ โภ โคตมาติ ฯ เอวํ สนฺเตปิ กสฺมา โสจสิ อิเมสํ สตฺตานํ ธนธญฺญํนาม อุปฺปชฺชนกาเล อุปฺปชฺชติ นสฺสนกาเล นสฺสติ กิญฺจิ สงฺขารคตํ อนสฺสนธมฺมํนาม นตฺถิ มา จินฺตยีติ ฯ อิติ นํ สตฺถา สมสฺสาเสตฺวา ตสฺส สปฺปายธมฺมํ เทเสนฺโต กามสุตฺตํ กเถสิ ฯ สุตฺเต ปริโยสานํ คจฺฉนฺเต พฺราหฺมโณ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ สตฺถา ตํ นิสฺโสกํ กตฺวา อุฏฺฐายาสนา วิหารํ อคมาสิ ฯ สตฺถา อสุกํนาม พฺราหฺมณํ โสกสลฺลสมปฺปิตํ นิสฺโสกํ กตฺวา โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐาเปสีติ สกลนครํ อญฺญาสิ ฯ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส ทสพโล พฺราหฺมเณน สทฺธึ เมตฺตึ กตฺวา วิสฺสาสิโก หุตฺวา อุปาเยเนว ตสฺส โสกสมปฺปิตสฺส ธมฺมํ เทเสตฺวา ตํ นิสฺโสกํ กตฺวา โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐาเปสีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมายนามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปาหํ เอตํ นิสฺโสกมกาสินฺติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺตสฺส รญฺโญ เทฺว ปุตฺตา อเหสุํ ฯ โส เชฏฺฐกสฺส อุปรชฺชํ อทาสิ กนิฏฺฐสฺส เสนาปติฏฺฐานํ ฯ อปรภาเค พฺรหฺมทตฺเต กาลกเต อมจฺจา เชฏฺฐกสฺส อภิเสกํ ฐเปสุํ ฯ โส น มยฺหํ รชฺเชนตฺโถ กนิฏฺฐสฺส เม เทถาติ วตฺวา ปุนปฺปุนํ ยาจิยมาโนปิ ปฏิกฺขิปิตฺวา กนิฏฺฐสฺส อภิเสเก กเต น เม อิสฺสริเยน อตฺโถติ อุปรชฺชาทีนิปิ น อิจฺฉิ ฯ เตนหิ สาธุรสโภชนานิ ภุญฺชนฺโต อิเธว วสาหีติ วุตฺเตปิ น เม อิมสฺมึ นคเร กิจฺจํ อตฺถีติ พาราณสิโต นิกฺขมิตฺวา ปจฺจนฺตํ คนฺตฺวา เอกํ เสฏฺฐิกุลํ นิสฺสาย สหตฺเถน กมฺมํ กโรนฺโต วสิ ฯ เต อปรภาเค ตสฺส ราชกุมารภาวํ ญตฺวา กมฺมํ กาตุํ น อทํสุ กุมารปริหาเรเนว ตํ ปริกรึสุ ฯ อปรภาเค ราชกมฺมิกา ปจฺจนฺตํ คนฺตฺวา เขตฺตปฺปมาณคหณตฺถาย ตํ คามํ อคมํสุ ฯ เสฏฺฐี ราชกุมารํ อุปสงฺกมิตฺวา สามิ มยํ ตุมฺเห โปเสม กนิฏฺฐภาติกสฺส ปณฺณํ เปเสตฺวา อมฺหากํ พลึ หาเรถาติ ฯ โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา อหํ อสุกเสฏฺฐิกุลํนาม อุปนิสฺสาย วสามิ มํ นิสฺสาย เอเตสํ พลึ วิสชฺเชหีติ ปณฺณํ เปเสสิ ฯ ราชา สาธูติ วตฺวา ตถา กาเรสิ ฯ อถ นํ สกลคามวาสิโนปิ ชนปทวาสิโนปิ ปรคามวาสิโนปิ อุปสงฺกมิตฺวา มยํ ตุมฺหากํเยว พลึ ทสฺสาม อมฺหากํ วิสชฺชาเปหีติ อาหํสุ ฯ โส เตสํปิ อตฺถาย ปณฺณํ เปเสตฺวา วิสชฺชาเปสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย เต ตสฺเสว พลึ อทํสุ ฯ อถสฺส มหาลาภสกฺกาโร นิพฺพตฺติ ฯ เตน ตสฺส ตณฺหาปิ มหตี ชาตา ฯ โส อปรภาเค สพฺพํปิ ตํ ชนปทํ ยาจิ อุปฑฺฒรชฺชํ ยาจิ ฯ กนิฏฺโฐปิ ตสฺส อทาสิเยว ฯ โส ตณฺหาย วฑฺฒมานาย อุปฑฺฒรชฺเชนปิ อสนฺตุฏฺโฐ รชฺชํ คณฺหิสฺสามีติ ชนปทปริวุโต ตํ นครํ คนฺตฺวา พหินคเร ฐตฺวา รชฺชํ วา เม เทตุ ยุทฺธํ วาติ กนิฏฺฐสฺส ปณฺณํ ปหิณิ ฯ กนิฏฺโฐ จินฺเตสิ อยํ พาโล ปุพฺเพ รชฺชํปิ อุปรชฺชาทีนิปิ ปฏิกฺขิปิตฺวา อิทานิ ยุทฺเธน คณฺหามีติ วทติ สเจ โข ปนาหํ อิมํ ยุทฺเธน มาเรสฺสามิ ครหา เม ภวิสฺสติ กึ เม รชฺเชนาติ ฯ อถสฺส อลํ ยุทฺเธน รชฺชํ คณฺหตูติ เปเสสิ ฯ โส รชฺชํ คเหตฺวา กนิฏฺฐสฺส อุปรชฺชํ ทตฺวา ตโต ปฏฺฐาย รชฺชํ กาเรนฺโต ตณฺหาวสิโก หุตฺวา เอเกน รชฺเชน อสนฺตุฏฺโฐ เทฺว ตีณิ รชฺชานิ ปฏฺเฐตฺวา ตณฺหาย โกฏึ นาทฺทส ฯ ตทา สกฺโก เทวราชา เก นุโข โลเก มาตาปิตโร อุปฏฺฐหนฺติ เก ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กโรนฺติ เก ตณฺหาวสิกาติ โอโลเกนฺโต ตสฺส ตณฺหาวสิกภาวํ ญตฺวา อยํ พาโล พาราณลิรชฺเชนปิ น ตุสติ อหํ สิกฺขาเปสฺสามิ นนฺติ มาณวกเวเสน ราชทฺวาเร ฐตฺวา เอโก อุปายกุสโล มาณโว ราชทฺวาเร ฐิโตติ อาโรจาเปตฺวา ปวิสตูติ วุตฺเต ปวิสิตฺวา ราชานํ ชยาเปตฺวา กึการณา อาคโตสีติ วุตฺเต มหาราช ตุมฺหากํ กิญฺจิ วตฺตพฺพํ อตฺถิ รโห ปจฺจาสึสามีติ อาห ฯ สกฺกานุภาเวน ตาวเทว มนุสฺสา ปกฺกามึสุ ฯ อถ นํ มาณโว อหํ มหาราช ผีตานิ อากิณฺณมนุสฺสานิ สมฺปนฺนพลพาหนานิ ตีณิ นครานิ ปสฺสามิ อหํ เต อตฺตโน อานุภาเวน ตีณิ รชฺชานิ คเหตฺวา ทสฺสามิ ปปญฺจํ อกตฺวา สีฆํ คนฺตุํ วฏฺฏตีติ อาห ฯ โส โลภวสิโก ราชา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ สกฺกานุภาเวน ปน นํ โก วา ตฺวํ กุโต วา อาคโต กึ วา เต ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ น ปุจฺฉิ ฯ โสปิ เอตฺตกํ วตฺวา ตาวตึสภวนเมว อคมาสิ ฯ ราชา อมจฺเจ ปกฺโกสาเปตฺวา เอโก มาณโว อมฺหากํ ตีณิ รชฺชานิ คเหตฺวา ทมฺมีติ อาห ตํ ปกฺโกสถ นคเร เภริญฺจาราเปตฺวา พลกายํ สนฺนิปาเตถ ปปญฺจํ อกตฺวา ตีณิ รชฺชานิ คณฺหิสฺสามาติ วตฺวา กึ ปน เต มหาราช ตสฺส มาณวสฺส สกฺกาโร วา กโต นิวาสนฏฺฐานํ วา ปุจฺฉิตนฺติ วุตฺเต เนว สกฺการํ อกาสึ น นิวาสนฏฺฐานํ ปุจฺฉึ คจฺฉถ นํ อุปธาเรถาติ อาห ฯ อุปธาเรนฺตา นํ อทิสฺวา มหาราช สกลนคเร ตํ มาณวํ น ปสฺสามาติ อาโรจยึสุ ฯ ตํ สุตฺวา ราชา โทมนสฺสชาโต ตีสุ นคเรสุ รชฺชํ นฏฺฐํ มหนฺเตนมฺหิ ยเสน ปริหีโน น จ เม ปริพฺพยํ อทาสิ น นิวาสนฏฺฐานนฺติ มยฺหํ กุชฺฌิตฺวา มาณโว อนาคโต ภวิสฺสตีติ ปุนปฺปุนํ จินฺเตสิ ฯ อถสฺส ตณฺหาวสิกสฺส กาเย ฑาโห อุปฺปชฺชิ ฯ สกลสรีเร ปริฑยฺหนฺเต อุทรํ โขเภตฺวา โลหิตปกฺขนฺทิกา อุทปาทิ ฯ เอกํ ภาชนํ ปวิสติ เอกํ นิกฺขมติ ฯ เวชฺชา ติกิจฺฉิตุํ น สกฺโกนฺติ ฯ ราชา กิลมติ ฯ อถสฺส พฺยาธิปีฬิตภาโว สกลนคเร ปากโฏ อโหสิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต ตกฺกสิลโต สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา พาราณสินคเร มาตาปิตูนํ สนฺติกํ อาคโต ตํ รญฺโญ ปวุตฺตึ สุตฺวา อหํ ติกิจฺฉิสฺสามีติ ราชทฺวารํ คนฺตฺวา เอโก กิร มาณโว ตุมฺเห ติกิจฺฉิตุํ อาคโตติ อาโรจาเปสิ ฯ ราชา มหนฺตมหนฺตา ทิสาปาโมกฺขเวชฺชาปิ มํ ติกิจฺฉิตุํ น สกฺโกนฺติ ตรุณมาณโว กึ สกฺขิสฺสติ ปริพฺพยํ ทตฺวา วิสฺสชฺเชถ นนฺติ อาห ฯ ตํ สุตฺวา มาณโว มยฺหํ เวชฺชเวตเนน กมฺมํ นตฺถิ อหํ ติกิจฺฉิสฺสามิ เกวลํ เภสชฺชมูลมตฺตํ เทตูติ อาห ฯ ตํ สุตฺวา ราชา สาธูติ ปกฺโกสาเปสิ ฯ มาณโว ราชานํ ทิสฺวา มา ภายิ มหาราช อหํ ติกิจฺฉิสฺสามิ อปิจ โข ปน เม โรคสฺส สมุฏฺฐานํ อาจิกฺขถาติ ฯ ราชา หรายมาโน กึ เต สมุฏฺฐาเนน เภสชฺชเมว กโรหีติ อาห ฯ มหาราช เวชฺชานาม อยํ พฺยาธิ อิมํ นิสฺสาย สมุฏฺฐิโตติ ญตฺวา ตทนุจฺฉวิกํ เภสชฺชํ กโรนฺตีติ ฯ ราชา สาธุ ตาตาติ สมุฏฺฐานํ กเถนฺโต เอเกน มาณเวน อาคนฺตฺวา ตีสุ นคเรสุ รชฺชํ คเหตฺวา ทสฺสามีติ วุตฺตํ อาทึ กตฺวา สพฺพํ กเถตฺวา อิติ เม ตาต ตณฺหํ นิสฺสาย พฺยาธิ อุปฺปนฺโน สเจ ติกิจฺฉิตุํ สกฺโกสิ ติกิจฺฉาหีติ อาห ฯ กึ ปน มหาราช โสจนาย ตานิ นครานิ สกฺกา ลทฺธุนฺติ ฯ น สกฺกา ตาตาติ ฯ เอวํ สนฺเต กสฺมา โสจสิ มหาราช สพฺพเมว สวิญฺญาณกํ อวิญฺญาณกํ วตฺถุํ อตฺตโน สรีรํ อาทึ กตฺวา ปหาย คมนียํ จตูสุ นคเรสุ รชฺชํ คเหตฺวาปิ น ตฺวํ เอกปฺปหาเรเนว จตสฺโส ภตฺตปาติโย ภุญฺชิสฺสสิ น จตูสุ สยเนสุ สยิสฺสสิ น จตฺตาริ วตฺถยุคานิ อจฺฉาทิสฺสสิ ตณฺหาวสิเกนนาม ภวิตุํ น วฏฺฏติ อยํ หิ ตณฺหานาม วฑฺฒมานา จตูหิ อปาเยหิ มุจฺจิตุํ น เทตีติ ฯ อิติ นํ มหาสตฺโต โอวทิตฺวา ตสฺส ธมฺมํ เทเสนฺโต อาห

กามํ กามยมานสฺส ตสฺส เจ ตํ สมิชฺฌติ

อทฺธา ปีติมโน โหติ ลทฺธา มจฺโจ ยทิจฺฉติ ฯ

กามํ กามยมานสฺส ตสฺส เจ ตํ สมิชฺฌติ

ตโต นํ อปรํ กาเม ฆมฺเม ตณฺหํว วินฺทติ ฯ

ควํว สิงฺคิโน สิงฺคํ วฑฺฒมานสฺส วฑฺฒติ

เอวํ มนฺทสฺส โปสสฺส พาลสฺส อวิชานโต

ภิยฺโย ตณฺหา ปิปาสา จ วฑฺฒมานสฺส วฑฺฒติ ฯ

ปฐพฺยา สาลิยวกํ ควาสฺสํ ทาสโปริสํ

ทตฺวาปิ นาลเมกสฺส อิติ วิทฺธา สมํ จเร ฯ

ราชา ปสยฺห ปฐวึ วิชิตฺวา

สสาครนฺตํ มหิมาวสนฺโต

โอรํ สมุทฺทสฺส อติตฺตรูโป

ปารํ สมุทฺทสฺสปิ ปฏฺฐเยว

ยาว อนุสฺสรํ กาเม มนสา ติตฺติ นาชฺฌคา

ตโต นิวตฺตา ปฏิกฺกมฺม ทิสฺวา

เต เว ติตฺตา เย ปญฺญาย ติตฺตา ฯ

ปญฺญาย ติตฺตีนํ เสฏฺฐํ น โส กาเมหิ ตปฺปติ

ปญฺญาย ติตฺตํ ปุริสํ ตณฺหา น กุรุเต วสํ ฯ

อปจิเนเถว กามานิ อปฺปิจฺฉสฺส อโลลุโป

สมุทฺทมตฺโต ปุริโส น โส กาเมหิ ตปฺปติ

รถกาโรว จมฺมสฺส ปริกนฺตํ อุปาหนํ ฯ

ยํ ยํ จชติ กามานํ ตํ ตํ สมฺปชฺชเต สุขํ

สพฺพญฺจ สุขมิจฺเฉยฺย สพฺเพ กาเม ปริจฺจเชติ ฯ

ตตฺถ กามนฺติ วตฺถุกามํปิ กิเลสกามํปิ ฯ กามยมานสฺสาติ ปฏฺฐยมานสฺส ฯ ตสฺส เจ ตํ สมิชฺฌตีติ ตสฺส ปุคฺคลสฺส ตํ กามิตวตฺถุํ สมิชฺฌติ เจว นิปฺปชฺชติ จาติ อตฺโถ ฯ ตโต นํ อปรํ กาเมติ เอตฺถ นนฺติ นิปาตมตฺตํ ฯ อปรนฺติ อปรภาคทีปนํ ฯ กาเมติ อุปโยเค พหุวจนํ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ สเจ กามํ กามยมานสฺส ตสฺส ตํ กามิตวตฺถุํ สมิชฺฌติ ตสฺมึ สมิทฺเธ ตโตปรํ โส ปุคฺคโล กามยมาโน ยถานาม ฆมฺเม คิมฺหกาเล วาตาตเปน กิลนฺโต ตณฺหํ วินฺทติ ปานียปิปาสํ ปฏิลภติ เอวํ ภิยฺโย กามตณฺหาสงฺขาเต กาเม วินฺทติ ปฏิลภติ รูปตณฺหาทิกา ตณฺหา ตสฺส วฑฺฒติเยวาติ ฯ ควํวาติ โครูปสฺส วิย ฯ สิงฺคิโนติ มตฺถกํ ผาเลตฺวา อุฏฺฐิตสิงฺคิสฺส ฯ มนฺทสฺสาติ มนฺทปญฺญสฺส ฯ พาลสฺสาติ พาลธมฺมยุตฺตสฺส อิทํ วุตฺตํ โหติ ยถา วจฺฉกสฺส วฑฺฒนฺตสฺสํ สรีเรเนว สทฺธึ สิงฺคํ วฑฺฒติ เอวํ อนฺธพาลสฺสาปิ อปฺปตฺตกามตณฺหา จ ปตฺตกามปิปาสา จ อปราปรํ วฑฺฒตีติ ฯ สาลิยวกนฺติ สาลิเขตฺตํ ยวเขตฺตํ ฯ เอเตน สาลิยวาทิกํ สพฺพํ ธญฺญํ ทสฺเสติ ฯ ทุติยปเทน สพฺพํ ทฺวิปทจตุปทํ ทสฺเสติ ฯ ปฐมปเทน วา สพฺพํ อวิญฺญาณกํ อิตเรน สวิญฺญาณกํ ฯ ทตฺวาปาติ ทตฺวาปิ อิทํ วุตฺตํ โหติ ติฏฺฐนฺตุ ตีณิ รชฺชานิ สเจ โส มาณโว อญฺญํ วา สกลํปิ ปฐวึ สวิญฺญาณกาวิญฺญาณกรตนปุรํ กสฺสจิ ทตฺวา คจฺเฉยฺย อิทํปิ เอตฺตกํ วตฺถุ เอกสฺเสว อลํ ปริยนฺตํ เอวํ ทุปฺปูรา เอสา ตณฺหานาม ฯ อิติ วิทฺธา สมํ จเรติ เอวํ ชานนฺโต ปุริโส ตณฺหาวสิโก อหุตฺวา กายสุจริตาทีนิ ปูเรนฺโต สมํ จเรยฺย ฯ โอรนฺติ โอริมโกฏฺฐาสํ ปตฺโต ฯ เตน อติตฺตรูโป ปุน สมุทฺทปารํปิ ปฏฺเฐยฺย เอวํ ตณฺหาวสิกสตฺตานาม ทุปฺปูราติ ทสฺเสติ ฯ ยาวาติ อนิยามิตปริจฺเฉโท ฯ อนุสฺสรนฺติ อนุสฺสรนฺโต ฯ นาชฺฌคาติ น วินฺทติ อิทํ วุตฺตํ โหติ มหาราช ปุริโส อปริยนฺเตปิ กาเม มนสา อนุสฺสรนฺโต ติตฺตึ น วินฺทติ ปตฺตุกาโมว โหติ เอวํ กาเมสุ สตฺตานํ ตณฺหา วฑฺฒเตว ฯ ตโต นิวตฺตาติ ตโต ปน วตฺถุกามกิเลสกามโต จิตฺเตน นิวตฺติตฺวา กาเยน ปฏิกฺกมฺม ญาเณเนว อาทีนวํ ทิสฺวา เย ปญฺญาย ติตฺตา ปริปุณฺณา เตว ติตฺตานาม ฯ ปญฺญาย ติตฺตีนํ เสฏฺฐนฺติ ปญฺญาย ติตฺตีนํ อยํ ปริปุณฺณเสฏฺโฐ อยเมว วา ปาโฐ ฯ น โส กาเมหิ ตปฺปตีติ น ปริฑยฺหตีติ ปาโฐ ฯ ยสฺมา ปญฺญาย ติตฺโต ปุริโส กาเมหิ ปริฑยฺหตีติ อตฺโถ ฯ น กุรุเต วสนฺติ ตาทิสํ หิ ปุริสํ ตณฺหา วเส วตฺเตตุํ น สกฺโกติ เสฺวว ปน ตณฺหาย อาทีนวํ ทิสฺวา คงฺคมาโล วิย อฑฺฒมาสกราชา วิย จ ตณฺหาวเส น วตฺตตีติ อตฺโถ ฯ อปจิเนเถวาติ วิทฺธํเสยฺยาเถว ฯ สมุทฺทมตฺโตติ มหติยา ปญฺญาย สมนฺนาคตตฺตา สมุทฺทปฺปมาโณ ฯ โส มหนฺเตน อคฺคินาปิ สมุทฺโท วิย กิเลสกาเมหิ น ตปฺปติ น ฑยฺหติ ฯ รถกาโรติ จมฺมกาโร ฯ ปริกนฺตนฺติ ปริกนฺตนฺโต ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยถา จมฺมกาโร อุปาหนํ ปริกนฺตนฺโต ยํยํ จมฺมสฺส อคยฺหุปคมนฏฺฐานํ โหติ ตํตํ วชฺเชตฺวา อุปาหนํ กตฺวา อุปาหนมูลํ ลภิตฺวา สุขิโต โหติ เอวเมว ปณฺฑิโต จมฺมการสตฺถสทิสาย ปญฺญาย กนฺตนฺโต ยํยํ โอธึ กามานํ จชติ เตน เตนสฺส กาโมธินา วิรหิตํ ตํตํ กายกมฺมํ วจีกมฺมํ มโนกมฺมํ จ สุขํ สมฺปชฺชติ วิคตทรถํ สพฺเพน สพฺพํปิ กายกมฺมาทิสุขํ วิคตปริฬาหเมว อิจฺเฉยฺย กสิณํ ภาเวตฺวา ฌานํ นิพฺพตฺเตตฺวา สพฺพกาเม ปริจฺจเชติ ฯ

โพธิสตฺตสฺส ปน อิมํ คาถํ กเถนฺตสฺส รญฺโญ เสตจฺฉตฺตํ อารมฺมณํ กตฺวา โอทาตกสิณชฺฌานํ อุทปาทิ ฯ ราชาปิ อโรโค อโหสิ ฯ โส ตุฏฺโฐ สยนา วุฏฺฐาย เอตฺตกา เวชฺชา ติกิจฺฉิตุํ นาสกฺขึสุ ปณฺฑิตมาณโว ปน อตฺตโน ญาณวิสเยน มํ นิโรคํ อกาสีติ เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ทสมํ คาถมาห

อฏฺฐ เต ภาสิตา คาถา สพฺพา โหนฺติ สหสฺสิยา

ปฏิคฺคณฺห มหาพฺรหฺเม สาเธตํ ตว ภาสิตนฺติ ฯ

ตตฺถ อฏฺฐาติ ทุติยคาถํ อาทึ กตฺวา กามาทีนวสํยุตฺตา อฏฺฐ ฯ สหสฺสิยาติ สหสฺสารหา ฯ ปฏิคฺคณฺหาติ อฏฺฐ สหสฺสานิ คณฺห ฯ สาเธตํ ตว ภาสิตนฺติ สาธุ เอตํ ตว ภาสิตํ วจนํ ฯ

ตํ สุตฺวา มหาสตฺโต เอกาทสมํ คาถมาห

น เม อตฺโถ สหสฺเสหิ สเตหิ นหุเตหิ จ

ปจฺฉิมํ ภาสโต คาถํ กาเม เม นิรโต มโนติ ฯ ตตฺถ ปจฺฉิมนฺติ รถกาโรว จมฺมสฺสาติ คาถํ ฯ กาเม เม นิรโต มโนติ อิมํ คาถํ ภาสมานสฺเสว วตฺถุกาเมปิ กิเลสกาเมปิ มโน นาภิรมิ อหํ หิ อิมํ คาถํ ภาสมาโน อตฺตโนว ธมฺมเทสนาย ฌานํ นิพฺพตฺเตสึ มหาราชาติ ฯ

ราชา ภิยฺโยโส มตฺตาย ตุสิตฺวา มหาสตฺตํ วณฺเณนฺโต โอสานคาถมาห

ภทฺโท วตายํ มาณวโก สพฺพโลกวิทู มุนิ

โย ตณฺหํ ทุกฺขชนนึ ปริชานาติ ปณฺฑิโต ฯ ตตฺถ ทุกฺขชนนินฺติ สกลวฏฺฏทุกฺขชนนึ ฯ ปริชานาตีติ ปริชานิ ปริจฺฉินฺทิตฺวา ปริลุญฺจิตฺวา นีหรตีติ โพธิสตฺตํ วณฺเณนฺโต เอวมาห ฯ

โพธิสตฺโต มหาราช อปฺปมตฺโต หุตฺวา ธมฺมํ จราติ ราชานํ โอวทิตฺวา อากาเสน หิมวนฺตํ คนฺตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ยาวตายุกํ ฐตฺวา พฺรหฺมวิหาเร ภาเวตฺวา พฺรหฺมโลกูปโค อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขเว ปุพฺเพปาหํ เอตํ พฺราหฺมณํ นิสฺโสกมกาสินฺติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ราชา เอส พฺราหฺมโณ อโหสิ ปณฺฑิตมาณโว ปน อหเมวาติ ฯ

กามชาตกํ จตุตฺถํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๖๖. สมุททวาณิชชาดกชาดกถัดไป๔๖๘. ชนสันธชาดก