ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กามชาดก
ชาดกที่ ๔๖๗ · ทวาทสนิบาตชาดก

กามชาดก

ว่าด้วยกามและโทษของกาม

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๖๓๗ · บรรทัด ๖๔๘๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกามชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๒ จาก ๒

เรื่องเล่า

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามํ ได้แก่ ทั้งวัตถุกาม ทั้งกิเลสกาม. บทว่า กามยมานสฺส แปลว่า ปรารถนาอยู่. บทว่า ตสฺส เจ ตํ สมิชฺฌติ ความว่า สิ่งที่เขาปรารถนาย่อมสำเร็จ และย่อมเผล็ดผลแก่บุคคลนั้น. บทว่า นํ ในคำว่า ตโต นํ อปรํ กาเม นี้เป็นเพียงนิบาต. บทว่า อปรํ เป็นบทแสดงส่วนอื่น. บทว่า กาเม เป็นพหุวจนะ ใช้ในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ. ท่านอธิบายคำนี้ไว้ว่า ถ้าเมื่อเขาปรารถนากาม สิ่งที่เขาปรารถนานั้นย่อมสำเร็จแก่เขาสมประสงค์ เมื่อสิ่งนั้นสำเร็จแล้ว เขายังปรารถนาต่อไปอีกบุคคลนั้นเมื่อปรารถนาอยู่ ย่อมประสบคือได้รับกามกล่าวคือตัณหา เหมือนบุคคลที่ถูกลมแดดแผดเผาในฤดูร้อน ย่อมเกิดความอยากคือได้รับความกระหายน้ำฉะนั้น. ตัณหามีรูปตัณหาเป็นต้นย่อมเจริญแก่บุคคลนั่นแล. บทว่า ควํว แปลว่า เหมือนรูปโค. บทว่า สิงคิโน ได้แก่ เขาสัตว์ที่ผ่ายอดแล้วยกขึ้น. บทว่า มนฺทสฺส แปลว่า ผู้มีปัญญาอ่อน. บทว่า พาลสฺส ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยพาลธรรม. ท่านกล่าวอธิบายคำนี้ไว้ว่า เขาโคย่อมเติบโตพร้อมกับร่างของลูกโคตัวกำลังเติบโค ฉันใด กามตัณหาที่ยังไม่มาถึงก็ดี ความกระหายในกามที่มาถึงแล้วก็ดี ย่อมเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปสำหรับอันธพาลชน. บทว่า สาลิยวกํ ได้แก่ นาข้าวสาลี และนาข้าวเหนียว. ด้วยบทนี้ ท่านแสดงธัญชาติหมดมีข้าวสาลีและข้าวเหนียวเป็นต้น. ด้วยบทที่ ๒ ท่านแสดงถึงสัตว์ ๒ เท้าและสัตว์ ๔ เท้า. หรือด้วยบทที่ ๑ ท่านแสดงถึงสิ่งที่ไม่มีวิญญาณทั้งหมด ด้วยบทนอกนี้ ท่านแสดงถึงสิ่งที่มีวิญญาณทั้งสิ้น. บทว่า ทตฺวาปิ แปลว่า แม้ให้แล้ว ท่านอธิบายคำนี้ไว้ว่า อาณาจักรทั้ง ๓ จงยกไว้ ถ้าว่า มาณพนั้นให้สิ่งอื่น ๆ หรือแผ่นดินทั้งสิ้น ที่มีวิญญาณและไม่มีวิญญาณ ทั้งรัตนบุรีแก่ใครแล้วไป สิ่งแม้มีประมาณเท่านี้ ย่อมไม่สิ้นสุดแก่บุคคลคนเดียวเท่านั้น นี้ชื่อว่าตัณหาให้เต็มได้โดยยากด้วยประการฉะนี้. บทว่า อิติ วิทฺธา สมํ จเร ความว่า บุรุษเมื่อรู้อย่างนี้ เป็นผู้ไม่เป็นไปในอำนาจแห่งตัณหาบำเพ็ญกายสุจริตเป็นต้นให้บริบูรณ์ พึงประพฤติให้สม่ำเสมอ. บทว่า โอรํ ได้แก่ ถึงส่วนอันมีในภายใน. ด้วยบทนั้นบุคคลนั้นชื่อว่ายังไม่อิ่ม พึงปรารถนาแม้ฝั่งแห่งสมุทรอีก ด้วยอาการอย่างนี้ท่านแสดงว่า ขึ้นชื่อว่า สัตว์ผู้เป็นไปในอำนาจแห่งตัณหา เป็นอันเต็มได้โดยยาก. บทว่า ยาว เป็นบทกำหนดนับตามอนิยม. บทว่า อนุสฺสรํ แปลว่า ระลึกถึงอยู่. บทว่า นาชฺฌคา แปลว่าย่อมไม่ประสบ. ท่านอธิบายคำนี้ไว้ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า บุรุษมีใจระลึกถึงกามทั้งหลาย แม้อันหาที่สุดไม่ได้ ย่อมไม่ประสบความอิ่ม ปรารถนาจะบรรลุถึงอยู่นั้นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ ตัณหาในกามทั้งหลาย ย่อมเจริญแก่สัตว์ทั้งหลายอยู่นั่นเอง. บทว่า ตโต นิวตฺตา ความว่า บุคคลเหล่าใดมีจิตและกายกลับจากวัตถุกามและกิเลสกามแล้ว เห็นโทษด้วยญาณนั่นแล อิ่มเอิบบริบูรณ์ด้วยปัญญา บุคคลเหล่านั้นแลชื่อว่าย่อมอิ่ม. บทว่า ปญฺาย ติตฺตีนํ เสฏฺํ คือความอิ่มด้วยปัญญานี้ ย่อมเป็นของประเสริฐเต็มที่. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า น โส กาเมหิ ตปฺปติ นี้ บาลีว่า ย่อมไม่ถูกกามทั้งหลายแผดเผา. อธิบายว่า เพราะเหตุที่บุรุษผู้อิ่มด้วยปัญญา ย่อมไม่ถูกกามแผดเผา. บทว่าน กุรุเต วสํ ความว่า เพราะตัณหาไม่อาจยังบุรุษเช่นนั้นให้อยู่ในอำนาจได้ก็บุรุษนั้นนั่นแลเห็นโทษแห่งตัณหาแล้ว ย่อมไม่เป็นไปในอำนาจแห่งตัณหาเหมือนวังวนแห่งสายน้ำ และเหมือนพระราชอัฑฒมาสก. บทว่า อปจิเนเถวแปลว่า พึงกำจัดเสียเลย. บทว่า สมุทฺทมตฺโต คือมีประมาณสมุทร เพราะประกอบด้วยปัญญาอันใหญ่. บุรุษนั้น ย่อมไม่เดือดร้อนคือไม่รุ่มร้อนด้วยกิเลสกามทั้งหลาย เหมือนสมุทรไม่ร้อนแม้เพราะไฟใหญ่ฉะนั้น. บทว่า รถกาโรแปลว่า ช่างหนัง. บทว่า ปริกนฺตํ แปลว่า ตัดแล้ว ท่านอธิบายคำนี้ไว้ว่าช่างหนังตัดรองเท้า เว้นที่ที่หนังไม่เข้าลักษณะที่ถือเอาได้ ทำให้เป็นรองเท้าได้ค่ารองเท้า ย่อมได้รับความสุขฉันใด บัณฑิตก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาด้วยปัญญาอันเสมือนกับศาสตราของช่างรองเท้า พึงถึงความสุขทางกายกรรมวจีกรรมและมโนกรรมนั้น ที่เว้นจากแดนแห่งกาม อันเป็นเหตุให้ตนละแดนกาม ปรารถนาเฉพาะสุขมีกายกรรมเป็นต้น ทุกอย่างที่ปราศจากความเร่าร้อนพึงเจริญกสิณยังฌานให้เกิดละกามทั้งปวงเสีย.

ก็เมื่อพระมหาสัตว์กำลังกล่าวคาถานี้อยู่ ได้เกิดฌานมีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์ เพราะหน่วงเอาพระเศวตฉัตรของพระราชาเป็นอารมณ์. แม้พระราชาก็ทรงหายจากโรค พระองค์ทรงมีความยินดี เสด็จลุกจากพระที่บรรทมมีพระดำรัสว่า พวกแพทย์เท่านี้ยังไม่อาจรักษาได้ แต่มาณพผู้เป็นบัณฑิตได้ทำเราให้ปราศจากโรคด้วยญาณวิสัยของตนได้ เมื่อจะทรงปราศรัยกับพระโพธิสัตว์ ได้ตรัสพระคาถาที่ ๑๐ ว่า

คาถาทั้งหมด ๘ คาถา ที่ท่านกล่าวแล้ว ขอ ท่านจงรับเอาทรัพย์ทั้ง ๘,๐๐๐ นี้เถิด คำที่ท่านกล่าวนี้ เป็นคำยังประโยชนให้สำเร็จ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺ ได้แก่ คาถา ๘ คาถา ที่ประกอบด้วยโทษแห่งกาม ตั้งต้นแต่คาถาที่ ๒ ไป. บทว่า สหสฺสิยา แปลว่า ควรแก่๑,๐๐๐. บทว่า ปฏิคฺคณฺห ความว่า จงรับเอาทรัพย์ ๘,๐๐๐. บทว่า สาเธตํ ตว ภาสิตํ ความว่า คำที่ท่านกล่าวนี้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ.

พระมหาสัตว์ ได้สดับดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๑๑ ว่า

ข้าพระบาทไม่ต้องการด้วยทรัพย์ร้อยทรัพย์พัน หรือทรัพย์หมื่น เมื่อข้าพระบาทกล่าวคาถาสุดท้าย ใจ ของข้าพระบาทไม่ยินดีในกาม.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปจฺฉิมํ นี้เป็นคาถาสุดท้ายว่า รถกาโรว จมฺมสฺส. บทว่า กาเม เม นิรโต มโน ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้าเมื่อข้าพระองค์กำลังกล่าวคาถาอยู่นั่นแล ใจไม่ยินดีทั้งในวัตถุกาม ทั้งกิเลสกามเพราะข้าพเจ้านั้น เมื่อกล่าวคาถายังฌานให้บังเกิดด้วยธรรมเทศนาของตนแล.

พระราชาทรงยินดีอย่างเหลือประมาณ ในเมื่อจะทรงสรรเสริญพระมหาสัตว์ ได้ตรัสคาถาสุดท้ายว่า

มาณพใดเป็นบัณฑิต กำหนดรู้ตัณหา อันยัง ความทุกข์ให้เกิดแล้ว นำออกได้ มาณพนี้เป็นคนดี เป็นมุนีผู้รู้แจ้งโลกทั้งปวง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขชนนึ ได้แก่ ยังทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้นให้เกิด. บทว่า ปริชานาติ ได้แก่ กำหนดรู้แล้ว คือกำหนดตัด ตัดขาดนำออกไป เมื่อสรรเสริญพระโพธิสัตว์จึงได้ตรัสอย่างนี้.

พระโพธิสัตว์ถวายโอวาทพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์จงเป็นผู้ไม่ประมาทประพฤติธรรมเถิด แล้วเหาะไปยังหิมวันตประเทศ บวชเป็นฤาษีเจริญพรหมวิหารอยู่จนตลอดชนมายุ แล้วไปเกิดในพรหมโลก.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน เราก็ได้ทำให้พราหมณ์นี้คลายความเศร้าโศกด้วยประการดังนี้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้นได้มาเป็นพราหมณ์นี้ ส่วนมาณพผู้เป็นบัณฑิต ได้มาเป็นเราตถาคตแล.

จบอรรถกถากามชาดก

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๒ / ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๑๔๖–๑๕๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทวาทสนิบาตชาดก · ๔๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๔ กามชาตกํ ฯ

กามํ กามยมานสฺสาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ พฺราหฺมณํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

เอโก กิร สาวตฺถิวาสี พฺราหฺมโณ อจิรวติตีเร เขตฺตกรณตฺถาย อรญฺญํ โกเฏสิ ฯ สตฺถา ตสฺส อุปนิสฺสยํ ทิสฺวา สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย ปวิสนฺโต มคฺคา โอกฺกมฺม เตน สทฺธึ ปฏิสนฺถารํ กตฺวา กึ กโรสิ พฺราหฺมณาติ วตฺวา เขตฺตฏฺฐานํ โกฏาเปสึ โภ โคตมาติ วุตฺเต สาธุ พฺราหฺมณกมฺมํ กโรหีติ วตฺวา อคมาสิ ฯ เอเตเนวุปาเยน ฉินฺนรุกฺเข หาเรตฺวา เขตฺตสฺส โสธนกาเล เกทารพนฺธนกาเล วปนกาเลติ ปุนปฺปุนํ คนฺตฺวา เตน สทฺธึ ปฏิสนฺถารํ อกาสิ ฯ ปุนทิวเส โส พฺราหฺมโณ อชฺช โภ โคตม มยฺหํ วปฺปมงฺคลํ อหํ อิมสฺมึ สสฺเส นิปฺผนฺเน พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส มหาทานํ ทสฺสามีติ อาห ฯ สตฺถา ตุณฺหีภาเวน อธิวาเสตฺวา ปกฺกามิ ฯ ปุเนกทิวสํ พฺราหฺมโณ สสฺสํ โอโลเกนฺโต อฏฺฐาสิ ฯ สตฺถา ตตฺถ กึ กโรสิ พฺราหฺมณาติ ปุจฺฉิตฺวา สสฺสํ โอโลเกมิ โภ โคตมาติ วุตฺเต สาธุ พฺราหฺมณาติ วตฺวา ปกฺกามิ ฯ ตทา พฺราหฺมโณ จินฺเตสิ สมโณ โคตโม อภิณฺหํ อาคจฺฉติ นิสฺสํสยํ ภตฺเตน อตฺถิโก ทสฺสามิสฺส ภตฺตนฺติ ฯ ตสฺเสวํ จินฺเตตฺวา เคหํ คตทิวเส สตฺถาปิ ตตฺถ อคมาสิ ฯ อถ พฺราหฺมณสฺส อติวิย วิสฺสาโส อุปฺปชฺชิ ฯ อถาปรภาเค ปริณเต สสฺเส เสฺว เขตฺตํ ลายิสฺสามีติ สนฺนิฏฺฐานํ กตฺวา นิปนฺเน พฺราหฺมเณ อจิรวติยา อุปริ สพฺพรตฺตึ ฆนกรวสฺสํ วสฺสิ ฯ มโหโฆ อาคนฺตฺวา เอกนาลิมตฺตํปิ อเสเสตฺวา สพฺพํ สสฺสํ สมุทฺทํ ปเวเสสิ ฯ พฺราหฺมโณ โอฆมฺหิ โอสริเต สสฺสวินาสํ โอโลเกตฺวา สกภาเวน สณฺฐาเรตุํ นาสกฺขิ พลวโสกาภิภูโต หตฺเถน อุรํ ปหริตฺวา ปริเทวมาโน เคหํ คนฺตฺวา วิลปนฺโต นิปชฺชิ ฯ สตฺถา ปจฺจูสสมเย โสกาภิภูตํ พฺราหฺมณํ ทิสฺวา พฺราหฺมณสฺส อวสฺสโย ภวิสฺสามีติ ปุนทิวเส สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต ภิกฺขู วิหารํ เปเสตฺวา ปจฺฉาสมเณน สทฺธึ ตสฺส เคหทฺวารํ อคมาสิ ฯ พฺราหฺมโณ สตฺถุ อาคตภาวํ สุตฺวา ปฏิสนฺถารตฺถาย เม สหาโย อาคโต ภวิสฺสตีติ ลทฺธสฺสาโส อาสนํ ปญฺญาเปสิ ฯ สตฺถา ปวิสิตฺวา ปญฺญตฺตาสเน นิสีทิ พฺราหฺมณ กสฺมา ทุพฺพณฺโณสิ กินฺเต อผาสุกนฺติ ปุจฺฉิ ฯ โภ โคตม อจิรวติตีเร มยา รุกฺขจฺเฉทโต ปฏฺฐาย กตํ กมฺมํ ตุมฺเห ชานาถ อหํ อิมสฺมึ สสฺเส นิปฺผนฺเน ตุมฺหากํ ทานํ ทสฺสามีติ วกฺขามิ อิทานิ เม สพฺพนฺตํ สสฺสํ มโหโฆ สมุทฺทเมว ปเวเสสิ ตํ กิญฺจิ อวสิฏฺฐํ นตฺถิ สกฏสตมตฺตํ ธญฺญํ วินฏฺฐํ เตน เม มหาโสโก อุปฺปนฺโนติ ฯ กึ ปน พฺราหฺมณ โสจนฺตสฺส นฏฺฐํ ปุนาคจฺฉตีติ ฯ โนเหตํ โภ โคตมาติ ฯ เอวํ สนฺเตปิ กสฺมา โสจสิ อิเมสํ สตฺตานํ ธนธญฺญํนาม อุปฺปชฺชนกาเล อุปฺปชฺชติ นสฺสนกาเล นสฺสติ กิญฺจิ สงฺขารคตํ อนสฺสนธมฺมํนาม นตฺถิ มา จินฺตยีติ ฯ อิติ นํ สตฺถา สมสฺสาเสตฺวา ตสฺส สปฺปายธมฺมํ เทเสนฺโต กามสุตฺตํ กเถสิ ฯ สุตฺเต ปริโยสานํ คจฺฉนฺเต พฺราหฺมโณ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ สตฺถา ตํ นิสฺโสกํ กตฺวา อุฏฺฐายาสนา วิหารํ อคมาสิ ฯ สตฺถา อสุกํนาม พฺราหฺมณํ โสกสลฺลสมปฺปิตํ นิสฺโสกํ กตฺวา โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐาเปสีติ สกลนครํ อญฺญาสิ ฯ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส ทสพโล พฺราหฺมเณน สทฺธึ เมตฺตึ กตฺวา วิสฺสาสิโก หุตฺวา อุปาเยเนว ตสฺส โสกสมปฺปิตสฺส ธมฺมํ เทเสตฺวา ตํ นิสฺโสกํ กตฺวา โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐาเปสีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมายนามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปาหํ เอตํ นิสฺโสกมกาสินฺติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺตสฺส รญฺโญ เทฺว ปุตฺตา อเหสุํ ฯ โส เชฏฺฐกสฺส อุปรชฺชํ อทาสิ กนิฏฺฐสฺส เสนาปติฏฺฐานํ ฯ อปรภาเค พฺรหฺมทตฺเต กาลกเต อมจฺจา เชฏฺฐกสฺส อภิเสกํ ฐเปสุํ ฯ โส น มยฺหํ รชฺเชนตฺโถ กนิฏฺฐสฺส เม เทถาติ วตฺวา ปุนปฺปุนํ ยาจิยมาโนปิ ปฏิกฺขิปิตฺวา กนิฏฺฐสฺส อภิเสเก กเต น เม อิสฺสริเยน อตฺโถติ อุปรชฺชาทีนิปิ น อิจฺฉิ ฯ เตนหิ สาธุรสโภชนานิ ภุญฺชนฺโต อิเธว วสาหีติ วุตฺเตปิ น เม อิมสฺมึ นคเร กิจฺจํ อตฺถีติ พาราณสิโต นิกฺขมิตฺวา ปจฺจนฺตํ คนฺตฺวา เอกํ เสฏฺฐิกุลํ นิสฺสาย สหตฺเถน กมฺมํ กโรนฺโต วสิ ฯ เต อปรภาเค ตสฺส ราชกุมารภาวํ ญตฺวา กมฺมํ กาตุํ น อทํสุ กุมารปริหาเรเนว ตํ ปริกรึสุ ฯ อปรภาเค ราชกมฺมิกา ปจฺจนฺตํ คนฺตฺวา เขตฺตปฺปมาณคหณตฺถาย ตํ คามํ อคมํสุ ฯ เสฏฺฐี ราชกุมารํ อุปสงฺกมิตฺวา สามิ มยํ ตุมฺเห โปเสม กนิฏฺฐภาติกสฺส ปณฺณํ เปเสตฺวา อมฺหากํ พลึ หาเรถาติ ฯ โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา อหํ อสุกเสฏฺฐิกุลํนาม อุปนิสฺสาย วสามิ มํ นิสฺสาย เอเตสํ พลึ วิสชฺเชหีติ ปณฺณํ เปเสสิ ฯ ราชา สาธูติ วตฺวา ตถา กาเรสิ ฯ อถ นํ สกลคามวาสิโนปิ ชนปทวาสิโนปิ ปรคามวาสิโนปิ อุปสงฺกมิตฺวา มยํ ตุมฺหากํเยว พลึ ทสฺสาม อมฺหากํ วิสชฺชาเปหีติ อาหํสุ ฯ โส เตสํปิ อตฺถาย ปณฺณํ เปเสตฺวา วิสชฺชาเปสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย เต ตสฺเสว พลึ อทํสุ ฯ อถสฺส มหาลาภสกฺกาโร นิพฺพตฺติ ฯ เตน ตสฺส ตณฺหาปิ มหตี ชาตา ฯ โส อปรภาเค สพฺพํปิ ตํ ชนปทํ ยาจิ อุปฑฺฒรชฺชํ ยาจิ ฯ กนิฏฺโฐปิ ตสฺส อทาสิเยว ฯ โส ตณฺหาย วฑฺฒมานาย อุปฑฺฒรชฺเชนปิ อสนฺตุฏฺโฐ รชฺชํ คณฺหิสฺสามีติ ชนปทปริวุโต ตํ นครํ คนฺตฺวา พหินคเร ฐตฺวา รชฺชํ วา เม เทตุ ยุทฺธํ วาติ กนิฏฺฐสฺส ปณฺณํ ปหิณิ ฯ กนิฏฺโฐ จินฺเตสิ อยํ พาโล ปุพฺเพ รชฺชํปิ อุปรชฺชาทีนิปิ ปฏิกฺขิปิตฺวา อิทานิ ยุทฺเธน คณฺหามีติ วทติ สเจ โข ปนาหํ อิมํ ยุทฺเธน มาเรสฺสามิ ครหา เม ภวิสฺสติ กึ เม รชฺเชนาติ ฯ อถสฺส อลํ ยุทฺเธน รชฺชํ คณฺหตูติ เปเสสิ ฯ โส รชฺชํ คเหตฺวา กนิฏฺฐสฺส อุปรชฺชํ ทตฺวา ตโต ปฏฺฐาย รชฺชํ กาเรนฺโต ตณฺหาวสิโก หุตฺวา เอเกน รชฺเชน อสนฺตุฏฺโฐ เทฺว ตีณิ รชฺชานิ ปฏฺเฐตฺวา ตณฺหาย โกฏึ นาทฺทส ฯ ตทา สกฺโก เทวราชา เก นุโข โลเก มาตาปิตโร อุปฏฺฐหนฺติ เก ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กโรนฺติ เก ตณฺหาวสิกาติ โอโลเกนฺโต ตสฺส ตณฺหาวสิกภาวํ ญตฺวา อยํ พาโล พาราณลิรชฺเชนปิ น ตุสติ อหํ สิกฺขาเปสฺสามิ นนฺติ มาณวกเวเสน ราชทฺวาเร ฐตฺวา เอโก อุปายกุสโล มาณโว ราชทฺวาเร ฐิโตติ อาโรจาเปตฺวา ปวิสตูติ วุตฺเต ปวิสิตฺวา ราชานํ ชยาเปตฺวา กึการณา อาคโตสีติ วุตฺเต มหาราช ตุมฺหากํ กิญฺจิ วตฺตพฺพํ อตฺถิ รโห ปจฺจาสึสามีติ อาห ฯ สกฺกานุภาเวน ตาวเทว มนุสฺสา ปกฺกามึสุ ฯ อถ นํ มาณโว อหํ มหาราช ผีตานิ อากิณฺณมนุสฺสานิ สมฺปนฺนพลพาหนานิ ตีณิ นครานิ ปสฺสามิ อหํ เต อตฺตโน อานุภาเวน ตีณิ รชฺชานิ คเหตฺวา ทสฺสามิ ปปญฺจํ อกตฺวา สีฆํ คนฺตุํ วฏฺฏตีติ อาห ฯ โส โลภวสิโก ราชา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ สกฺกานุภาเวน ปน นํ โก วา ตฺวํ กุโต วา อาคโต กึ วา เต ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ น ปุจฺฉิ ฯ โสปิ เอตฺตกํ วตฺวา ตาวตึสภวนเมว อคมาสิ ฯ ราชา อมจฺเจ ปกฺโกสาเปตฺวา เอโก มาณโว อมฺหากํ ตีณิ รชฺชานิ คเหตฺวา ทมฺมีติ อาห ตํ ปกฺโกสถ นคเร เภริญฺจาราเปตฺวา พลกายํ สนฺนิปาเตถ ปปญฺจํ อกตฺวา ตีณิ รชฺชานิ คณฺหิสฺสามาติ วตฺวา กึ ปน เต มหาราช ตสฺส มาณวสฺส สกฺกาโร วา กโต นิวาสนฏฺฐานํ วา ปุจฺฉิตนฺติ วุตฺเต เนว สกฺการํ อกาสึ น นิวาสนฏฺฐานํ ปุจฺฉึ คจฺฉถ นํ อุปธาเรถาติ อาห ฯ อุปธาเรนฺตา นํ อทิสฺวา มหาราช สกลนคเร ตํ มาณวํ น ปสฺสามาติ อาโรจยึสุ ฯ ตํ สุตฺวา ราชา โทมนสฺสชาโต ตีสุ นคเรสุ รชฺชํ นฏฺฐํ มหนฺเตนมฺหิ ยเสน ปริหีโน น จ เม ปริพฺพยํ อทาสิ น นิวาสนฏฺฐานนฺติ มยฺหํ กุชฺฌิตฺวา มาณโว อนาคโต ภวิสฺสตีติ ปุนปฺปุนํ จินฺเตสิ ฯ อถสฺส ตณฺหาวสิกสฺส กาเย ฑาโห อุปฺปชฺชิ ฯ สกลสรีเร ปริฑยฺหนฺเต อุทรํ โขเภตฺวา โลหิตปกฺขนฺทิกา อุทปาทิ ฯ เอกํ ภาชนํ ปวิสติ เอกํ นิกฺขมติ ฯ เวชฺชา ติกิจฺฉิตุํ น สกฺโกนฺติ ฯ ราชา กิลมติ ฯ อถสฺส พฺยาธิปีฬิตภาโว สกลนคเร ปากโฏ อโหสิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต ตกฺกสิลโต สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา พาราณสินคเร มาตาปิตูนํ สนฺติกํ อาคโต ตํ รญฺโญ ปวุตฺตึ สุตฺวา อหํ ติกิจฺฉิสฺสามีติ ราชทฺวารํ คนฺตฺวา เอโก กิร มาณโว ตุมฺเห ติกิจฺฉิตุํ อาคโตติ อาโรจาเปสิ ฯ ราชา มหนฺตมหนฺตา ทิสาปาโมกฺขเวชฺชาปิ มํ ติกิจฺฉิตุํ น สกฺโกนฺติ ตรุณมาณโว กึ สกฺขิสฺสติ ปริพฺพยํ ทตฺวา วิสฺสชฺเชถ นนฺติ อาห ฯ ตํ สุตฺวา มาณโว มยฺหํ เวชฺชเวตเนน กมฺมํ นตฺถิ อหํ ติกิจฺฉิสฺสามิ เกวลํ เภสชฺชมูลมตฺตํ เทตูติ อาห ฯ ตํ สุตฺวา ราชา สาธูติ ปกฺโกสาเปสิ ฯ มาณโว ราชานํ ทิสฺวา มา ภายิ มหาราช อหํ ติกิจฺฉิสฺสามิ อปิจ โข ปน เม โรคสฺส สมุฏฺฐานํ อาจิกฺขถาติ ฯ ราชา หรายมาโน กึ เต สมุฏฺฐาเนน เภสชฺชเมว กโรหีติ อาห ฯ มหาราช เวชฺชานาม อยํ พฺยาธิ อิมํ นิสฺสาย สมุฏฺฐิโตติ ญตฺวา ตทนุจฺฉวิกํ เภสชฺชํ กโรนฺตีติ ฯ ราชา สาธุ ตาตาติ สมุฏฺฐานํ กเถนฺโต เอเกน มาณเวน อาคนฺตฺวา ตีสุ นคเรสุ รชฺชํ คเหตฺวา ทสฺสามีติ วุตฺตํ อาทึ กตฺวา สพฺพํ กเถตฺวา อิติ เม ตาต ตณฺหํ นิสฺสาย พฺยาธิ อุปฺปนฺโน สเจ ติกิจฺฉิตุํ สกฺโกสิ ติกิจฺฉาหีติ อาห ฯ กึ ปน มหาราช โสจนาย ตานิ นครานิ สกฺกา ลทฺธุนฺติ ฯ น สกฺกา ตาตาติ ฯ เอวํ สนฺเต กสฺมา โสจสิ มหาราช สพฺพเมว สวิญฺญาณกํ อวิญฺญาณกํ วตฺถุํ อตฺตโน สรีรํ อาทึ กตฺวา ปหาย คมนียํ จตูสุ นคเรสุ รชฺชํ คเหตฺวาปิ น ตฺวํ เอกปฺปหาเรเนว จตสฺโส ภตฺตปาติโย ภุญฺชิสฺสสิ น จตูสุ สยเนสุ สยิสฺสสิ น จตฺตาริ วตฺถยุคานิ อจฺฉาทิสฺสสิ ตณฺหาวสิเกนนาม ภวิตุํ น วฏฺฏติ อยํ หิ ตณฺหานาม วฑฺฒมานา จตูหิ อปาเยหิ มุจฺจิตุํ น เทตีติ ฯ อิติ นํ มหาสตฺโต โอวทิตฺวา ตสฺส ธมฺมํ เทเสนฺโต อาห

กามํ กามยมานสฺส ตสฺส เจ ตํ สมิชฺฌติ

อทฺธา ปีติมโน โหติ ลทฺธา มจฺโจ ยทิจฺฉติ ฯ

กามํ กามยมานสฺส ตสฺส เจ ตํ สมิชฺฌติ

ตโต นํ อปรํ กาเม ฆมฺเม ตณฺหํว วินฺทติ ฯ

ควํว สิงฺคิโน สิงฺคํ วฑฺฒมานสฺส วฑฺฒติ

เอวํ มนฺทสฺส โปสสฺส พาลสฺส อวิชานโต

ภิยฺโย ตณฺหา ปิปาสา จ วฑฺฒมานสฺส วฑฺฒติ ฯ

ปฐพฺยา สาลิยวกํ ควาสฺสํ ทาสโปริสํ

ทตฺวาปิ นาลเมกสฺส อิติ วิทฺธา สมํ จเร ฯ

ราชา ปสยฺห ปฐวึ วิชิตฺวา

สสาครนฺตํ มหิมาวสนฺโต

โอรํ สมุทฺทสฺส อติตฺตรูโป

ปารํ สมุทฺทสฺสปิ ปฏฺฐเยว

ยาว อนุสฺสรํ กาเม มนสา ติตฺติ นาชฺฌคา

ตโต นิวตฺตา ปฏิกฺกมฺม ทิสฺวา

เต เว ติตฺตา เย ปญฺญาย ติตฺตา ฯ

ปญฺญาย ติตฺตีนํ เสฏฺฐํ น โส กาเมหิ ตปฺปติ

ปญฺญาย ติตฺตํ ปุริสํ ตณฺหา น กุรุเต วสํ ฯ

อปจิเนเถว กามานิ อปฺปิจฺฉสฺส อโลลุโป

สมุทฺทมตฺโต ปุริโส น โส กาเมหิ ตปฺปติ

รถกาโรว จมฺมสฺส ปริกนฺตํ อุปาหนํ ฯ

ยํ ยํ จชติ กามานํ ตํ ตํ สมฺปชฺชเต สุขํ

สพฺพญฺจ สุขมิจฺเฉยฺย สพฺเพ กาเม ปริจฺจเชติ ฯ

ตตฺถ กามนฺติ วตฺถุกามํปิ กิเลสกามํปิ ฯ กามยมานสฺสาติ ปฏฺฐยมานสฺส ฯ ตสฺส เจ ตํ สมิชฺฌตีติ ตสฺส ปุคฺคลสฺส ตํ กามิตวตฺถุํ สมิชฺฌติ เจว นิปฺปชฺชติ จาติ อตฺโถ ฯ ตโต นํ อปรํ กาเมติ เอตฺถ นนฺติ นิปาตมตฺตํ ฯ อปรนฺติ อปรภาคทีปนํ ฯ กาเมติ อุปโยเค พหุวจนํ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ สเจ กามํ กามยมานสฺส ตสฺส ตํ กามิตวตฺถุํ สมิชฺฌติ ตสฺมึ สมิทฺเธ ตโตปรํ โส ปุคฺคโล กามยมาโน ยถานาม ฆมฺเม คิมฺหกาเล วาตาตเปน กิลนฺโต ตณฺหํ วินฺทติ ปานียปิปาสํ ปฏิลภติ เอวํ ภิยฺโย กามตณฺหาสงฺขาเต กาเม วินฺทติ ปฏิลภติ รูปตณฺหาทิกา ตณฺหา ตสฺส วฑฺฒติเยวาติ ฯ ควํวาติ โครูปสฺส วิย ฯ สิงฺคิโนติ มตฺถกํ ผาเลตฺวา อุฏฺฐิตสิงฺคิสฺส ฯ มนฺทสฺสาติ มนฺทปญฺญสฺส ฯ พาลสฺสาติ พาลธมฺมยุตฺตสฺส อิทํ วุตฺตํ โหติ ยถา วจฺฉกสฺส วฑฺฒนฺตสฺสํ สรีเรเนว สทฺธึ สิงฺคํ วฑฺฒติ เอวํ อนฺธพาลสฺสาปิ อปฺปตฺตกามตณฺหา จ ปตฺตกามปิปาสา จ อปราปรํ วฑฺฒตีติ ฯ สาลิยวกนฺติ สาลิเขตฺตํ ยวเขตฺตํ ฯ เอเตน สาลิยวาทิกํ สพฺพํ ธญฺญํ ทสฺเสติ ฯ ทุติยปเทน สพฺพํ ทฺวิปทจตุปทํ ทสฺเสติ ฯ ปฐมปเทน วา สพฺพํ อวิญฺญาณกํ อิตเรน สวิญฺญาณกํ ฯ ทตฺวาปาติ ทตฺวาปิ อิทํ วุตฺตํ โหติ ติฏฺฐนฺตุ ตีณิ รชฺชานิ สเจ โส มาณโว อญฺญํ วา สกลํปิ ปฐวึ สวิญฺญาณกาวิญฺญาณกรตนปุรํ กสฺสจิ ทตฺวา คจฺเฉยฺย อิทํปิ เอตฺตกํ วตฺถุ เอกสฺเสว อลํ ปริยนฺตํ เอวํ ทุปฺปูรา เอสา ตณฺหานาม ฯ อิติ วิทฺธา สมํ จเรติ เอวํ ชานนฺโต ปุริโส ตณฺหาวสิโก อหุตฺวา กายสุจริตาทีนิ ปูเรนฺโต สมํ จเรยฺย ฯ โอรนฺติ โอริมโกฏฺฐาสํ ปตฺโต ฯ เตน อติตฺตรูโป ปุน สมุทฺทปารํปิ ปฏฺเฐยฺย เอวํ ตณฺหาวสิกสตฺตานาม ทุปฺปูราติ ทสฺเสติ ฯ ยาวาติ อนิยามิตปริจฺเฉโท ฯ อนุสฺสรนฺติ อนุสฺสรนฺโต ฯ นาชฺฌคาติ น วินฺทติ อิทํ วุตฺตํ โหติ มหาราช ปุริโส อปริยนฺเตปิ กาเม มนสา อนุสฺสรนฺโต ติตฺตึ น วินฺทติ ปตฺตุกาโมว โหติ เอวํ กาเมสุ สตฺตานํ ตณฺหา วฑฺฒเตว ฯ ตโต นิวตฺตาติ ตโต ปน วตฺถุกามกิเลสกามโต จิตฺเตน นิวตฺติตฺวา กาเยน ปฏิกฺกมฺม ญาเณเนว อาทีนวํ ทิสฺวา เย ปญฺญาย ติตฺตา ปริปุณฺณา เตว ติตฺตานาม ฯ ปญฺญาย ติตฺตีนํ เสฏฺฐนฺติ ปญฺญาย ติตฺตีนํ อยํ ปริปุณฺณเสฏฺโฐ อยเมว วา ปาโฐ ฯ น โส กาเมหิ ตปฺปตีติ น ปริฑยฺหตีติ ปาโฐ ฯ ยสฺมา ปญฺญาย ติตฺโต ปุริโส กาเมหิ ปริฑยฺหตีติ อตฺโถ ฯ น กุรุเต วสนฺติ ตาทิสํ หิ ปุริสํ ตณฺหา วเส วตฺเตตุํ น สกฺโกติ เสฺวว ปน ตณฺหาย อาทีนวํ ทิสฺวา คงฺคมาโล วิย อฑฺฒมาสกราชา วิย จ ตณฺหาวเส น วตฺตตีติ อตฺโถ ฯ อปจิเนเถวาติ วิทฺธํเสยฺยาเถว ฯ สมุทฺทมตฺโตติ มหติยา ปญฺญาย สมนฺนาคตตฺตา สมุทฺทปฺปมาโณ ฯ โส มหนฺเตน อคฺคินาปิ สมุทฺโท วิย กิเลสกาเมหิ น ตปฺปติ น ฑยฺหติ ฯ รถกาโรติ จมฺมกาโร ฯ ปริกนฺตนฺติ ปริกนฺตนฺโต ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยถา จมฺมกาโร อุปาหนํ ปริกนฺตนฺโต ยํยํ จมฺมสฺส อคยฺหุปคมนฏฺฐานํ โหติ ตํตํ วชฺเชตฺวา อุปาหนํ กตฺวา อุปาหนมูลํ ลภิตฺวา สุขิโต โหติ เอวเมว ปณฺฑิโต จมฺมการสตฺถสทิสาย ปญฺญาย กนฺตนฺโต ยํยํ โอธึ กามานํ จชติ เตน เตนสฺส กาโมธินา วิรหิตํ ตํตํ กายกมฺมํ วจีกมฺมํ มโนกมฺมํ จ สุขํ สมฺปชฺชติ วิคตทรถํ สพฺเพน สพฺพํปิ กายกมฺมาทิสุขํ วิคตปริฬาหเมว อิจฺเฉยฺย กสิณํ ภาเวตฺวา ฌานํ นิพฺพตฺเตตฺวา สพฺพกาเม ปริจฺจเชติ ฯ

โพธิสตฺตสฺส ปน อิมํ คาถํ กเถนฺตสฺส รญฺโญ เสตจฺฉตฺตํ อารมฺมณํ กตฺวา โอทาตกสิณชฺฌานํ อุทปาทิ ฯ ราชาปิ อโรโค อโหสิ ฯ โส ตุฏฺโฐ สยนา วุฏฺฐาย เอตฺตกา เวชฺชา ติกิจฺฉิตุํ นาสกฺขึสุ ปณฺฑิตมาณโว ปน อตฺตโน ญาณวิสเยน มํ นิโรคํ อกาสีติ เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ทสมํ คาถมาห

อฏฺฐ เต ภาสิตา คาถา สพฺพา โหนฺติ สหสฺสิยา

ปฏิคฺคณฺห มหาพฺรหฺเม สาเธตํ ตว ภาสิตนฺติ ฯ

ตตฺถ อฏฺฐาติ ทุติยคาถํ อาทึ กตฺวา กามาทีนวสํยุตฺตา อฏฺฐ ฯ สหสฺสิยาติ สหสฺสารหา ฯ ปฏิคฺคณฺหาติ อฏฺฐ สหสฺสานิ คณฺห ฯ สาเธตํ ตว ภาสิตนฺติ สาธุ เอตํ ตว ภาสิตํ วจนํ ฯ

ตํ สุตฺวา มหาสตฺโต เอกาทสมํ คาถมาห

น เม อตฺโถ สหสฺเสหิ สเตหิ นหุเตหิ จ

ปจฺฉิมํ ภาสโต คาถํ กาเม เม นิรโต มโนติ ฯ ตตฺถ ปจฺฉิมนฺติ รถกาโรว จมฺมสฺสาติ คาถํ ฯ กาเม เม นิรโต มโนติ อิมํ คาถํ ภาสมานสฺเสว วตฺถุกาเมปิ กิเลสกาเมปิ มโน นาภิรมิ อหํ หิ อิมํ คาถํ ภาสมาโน อตฺตโนว ธมฺมเทสนาย ฌานํ นิพฺพตฺเตสึ มหาราชาติ ฯ

ราชา ภิยฺโยโส มตฺตาย ตุสิตฺวา มหาสตฺตํ วณฺเณนฺโต โอสานคาถมาห

ภทฺโท วตายํ มาณวโก สพฺพโลกวิทู มุนิ

โย ตณฺหํ ทุกฺขชนนึ ปริชานาติ ปณฺฑิโต ฯ ตตฺถ ทุกฺขชนนินฺติ สกลวฏฺฏทุกฺขชนนึ ฯ ปริชานาตีติ ปริชานิ ปริจฺฉินฺทิตฺวา ปริลุญฺจิตฺวา นีหรตีติ โพธิสตฺตํ วณฺเณนฺโต เอวมาห ฯ

โพธิสตฺโต มหาราช อปฺปมตฺโต หุตฺวา ธมฺมํ จราติ ราชานํ โอวทิตฺวา อากาเสน หิมวนฺตํ คนฺตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ยาวตายุกํ ฐตฺวา พฺรหฺมวิหาเร ภาเวตฺวา พฺรหฺมโลกูปโค อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขเว ปุพฺเพปาหํ เอตํ พฺราหฺมณํ นิสฺโสกมกาสินฺติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ราชา เอส พฺราหฺมโณ อโหสิ ปณฺฑิตมาณโว ปน อหเมวาติ ฯ

กามชาตกํ จตุตฺถํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๖๖. สมุททวาณิชชาดกชาดกถัดไป๔๖๘. ชนสันธชาดก