ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มหาปทุมชาดก
ชาดกที่ ๔๗๒ · ทวาทสนิบาตชาดก

มหาปทุมชาดก

ว่าด้วยมหาปทุมกุมาร

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๖๙๘ · บรรทัด ๖๖๗๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมหาปทุมชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงพระปรารภนางจิญจมาณวิกา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นาทิฏฺา ปรโต โทสํ ดังนี้.

ความพิสดารว่า ครั้งปฐมโพธิกาล เมื่อพระสาวกของพระทศพลมีมากขึ้น เทวดาและมนุษย์หยั่งลงสู่อริยภูมิหาประมาณไม่ได้ คุณสมุทัยของพระศาสดาได้แผ่ไปทั่ว ลาภสักการะได้เกิดขึ้นมามากมาย พวกเดียรถีย์เสื่อมลาภสักการะ เหมือนหิ่งห้อยเวลาพระอาทิตย์ขึ้น จึงพากันเที่ยวยืนในระหว่างถนน ชักชวนคนทั้งหลายอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมเป็นพระพุทธเจ้าผู้เดียวเมื่อไร แม้พวกเราก็เป็นพระพุทธเจ้า ทานที่ถวายพระสมณโคดมมีผลมากแม้ที่ถวายแก่พวกเราก็มีผลมากเหมือนกัน ขอท่านทั้งหลายจงทำทานแก่พวกเราบ้าง ดังนี้ ก็ไม่ได้ลาภสักการะ จึงประชุมลับหารือกันว่า พวกเราใช้อุบายอย่างไรดีหนอ จึงจะสร้างความผิดของพระสมณโคดมขึ้นในหมู่มนุษย์ แล้วทำลาภสักการะให้ฉิบหายได้.

ครั้งนั้น ในพระนครสาวัตถี มีนางปริพาชิกาคนหนึ่ง ชื่อจิญจมาณวิกา มีรูปร่างงามเลิศดุจเทพอัปสร มีรัศมีซ่านออกจากร่างของนาง เดียรถีย์คนหนึ่งมีความคิดกล้า ได้กล่าวอย่างนี้ว่า พวกเราพึงอาศัยนางจิญจมาณวิกาสร้างความผิดขึ้นแก่พระสมณโคดม ทำลาภสักการะให้ฉิบหาย พวกเดียรถีย์ต่างรับว่าอุบายของท่านเข้าที ครั้งนั้นนางจิญจมาณวิกามาสู่อารามเดียรถีย์ ไหว้แล้วยืนอยู่ พวกเดียรถีย์มิได้พูดกับนาง นางจึงคิดว่า เรามีความผิดอย่างไรหนอแล้วกล่าวว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ดิฉันไหว้ ดังนี้ถึงสามครั้ง แล้วกล่าวว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ดิฉันมีความผิดอย่างไรหนอ เหตุไรท่านทั้งหลายจึงไม่พูดกับดิฉัน พวกเดียรถีย์กล่าวว่า ดูก่อนน้องหญิง เจ้าไม่รู้ดอกหรือว่าพระสมณโคดมเบียดเบียนพวกเรา เที่ยวทำให้พวกเราเสื่อมลาภสักการะ ดิฉันไม่รู้ เจ้าข้า ก็ดิฉันควรจะทำอย่างไรในเรื่องนี้ ดูก่อนน้องหญิง ถ้าเจ้าปรารถนาหาความสุขแก่พวกเรา จงใช้ตัวของเจ้าสร้างความไม่ดีขึ้นแก่พระสมณโคดม ทำลาภสักการะให้ฉิบหาย นางรับว่า ดีละเจ้าข้า เรื่องนี้เป็นภาระของดิฉัน ขอท่านทั้งหลายอย่าวิตกไปเลยแล้วหลีกไป โดยที่นางเป็นผู้ฉลาดในมายาหญิง ตั้งแต่นั้นมา เวลาชาวพระนครสาวัตถีฟังธรรมกถาแล้วออกจากพระเชตวัน นางห่มผ้าสีดังแมลงค่อมทอง ถือของหอมแลดอกไม้เป็นต้นเดินตรงไปพระเชตวัน เมื่อมีคน ถามว่า จะไปไหนเวลานี้ ก็กล่าวว่าประโยชน์อะไรด้วยที่เป็นที่ไปของฉันสำหรับท่าน แล้วก็เข้าอารามเดียรถีย์ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ พระเชตวัน ครั้นเวลาเช้า เมื่อพวกอุบาสกออกจากพระนครเพื่อถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นางก็ทำเป็นอยู่ในพระเชตวันแล้วเข้าพระนครเมื่อมีใครถามว่า ท่านอยู่ที่ไหน นางก็กล่าวว่า ประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ของเราสำหรับท่าน ครั้นล่วงไปเดือนสองเดือน ถูกถามอีก นางก็กล่าวว่าฉันอยู่ร่วมคันกุฎีกับพระสมณโคดมในพระเชตวัน ได้ทำความสงสัยแก่พวกปุถุชนว่า นางจิญจมาณวิกาพูดนี้ จริงหรือไม่หนอ ครั้นล่วงไปสามสี่เดือนนางก็เอาผ้าขี้ริ้วมาพันท้อง ทำเป็นหญิงมีท้อง เอาผ้าแดงคลุมข้างบน ทำให้พวกอันธพาลเชื่อว่า มีท้องกับพระสมณโคดม ครั้นล่วงไปแปดเก้าเดือนนางก็เอาไม้วงกลมผูกไว้ที่ท้อง เอาผ้าคลุมข้างบน ให้พวกเดียรถีย์เอาไม้คางโคทุบหลังมือ หลังเท้าให้บวมมีอินทรีย์ลำบาก ครั้นเวลาเย็น เมื่อพระตถาคตนั่งแสดงธรรมบนธรรมาสน์ที่ตกแต่งไว้ นางไปธรรมสภา ยืนตรงพระพักตร์พระตถาคต เหมือนหญิงที่พยายามเอาก้อนคูถขว้างดวงจันทร์ ด่าพระตถาคตในท่ามกลางบริษัททีเดียวว่า แน่ะมหาสมณะ ท่านแสดงธรรมแก่มหาชน เสียงของท่านไพเราะ ริมฝีปากสนิทดี แต่ฉันมีท้องเพราะท่าน เวลานี้ก็ครบกำหนดแล้ว ท่านยังไม่เตรียมเรือนคลอดแก่ฉัน เนยใสและน้ำมันเป็นต้นก็ยังไม่มีเมื่อท่านไม่ทำเอง ก็ไม่บอกแก่อุปัฏฐากของตนคนใดคนหนึ่งเช่นพระเจ้าโกศลอนาถบิณฑิกเศรษฐี มหาอุบาสิกาวิสาขา ว่าจงช่วยทำสิ่งที่ควรทำแก่นางจิญจมาณวิกานี้ ท่านรู้จักแต่อภิรมย์เท่านั้น ไม่รู้จักบริหารครรภ์ พระตถาคตได้ทรงสดับดังนั้น จึงหยุดธรรมกถามีอาการดุจพระยาสีหะ ทรงบันลือพระสุรสิงหนาทว่า น้องหญิง ฉันกับเธอสองคนเท่านั้น รู้คำที่เธอกล่าวว่า จริงหรือไม่จริง นางจิญจมาณวิกากล่าวว่า ถูกแล้ว พระสมณะ เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะท่านกับฉันรู้กัน.

ขณะนั้น ภพของท้าวสักกะได้แลดูอาการเร่าร้อน ท้าวสักกะพิจารณาดูก็ทรงทราบว่า นางจิญจมาณวิกาด่าพระตถาคต ด้วยเรื่องไม่เป็นจริง จึงทรงดำริว่า จักชำระเรื่องนี้ แล้วเสด็จมากับเทพบุตรสี่องค์ เทพบุตรเหล่านั้นแปลงเพศเป็นลูกหนู เข้าไปกัดเชือกผูกไม้วงกลมพร้อมกัน ได้มีลมพัดเปิดผ้าคลุมขึ้น ไม้วงกลมตกลงถูกหลังเท้านางจิญจมาณวิกา ปลายเท้าทั้งสองแตกพวกมนุษย์เห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า อีกาลกรรณี มึงด่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและช่วยกันถ่มน้ำลายรดศีรษะ ถือก้อนดินท่อนไม้ขับออกจากพระเชตวัน พอนางจิญจมาณวิกาได้พ้นครองจักษุพระตถาคต แผ่นดินใหญ่เเยกเป็นช่องเปลวไฟพลุ่งขึ้นจากอเวจี โอบอุ้มนางจิญจมาณวิกา เหมือนกับห่มผ้ากัมพลที่ตระกูลให้ไว้ จมลงไปในอเวจี ลาภสักการะของอัญเดียรถีย์ทั้งหลายก็เสื่อมไป แต่ของพระทศพลเจริญยิ่งขึ้นเหลือประมาณ.

วันรุ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลาย ยกเรื่องขึ้นสนทนาในธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย นางจิญจมาณวิกาด่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นอัครทักษิไณยบุคคลอันโอฬาร ด้วยเรื่องไม่จริง ถึงความพินาศใหญ่ พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลาย นั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไรเมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่นางจิญจมาณวิกานี้ด่าเราด้วยเรื่องไม่จริงแล้วถึงความพินาศแม้ในกาลก่อน นางก็ด่าเราด้วยเรื่องไม่จริง แล้วถึงความพินาศเหมือนกันแล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัสเล่าดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน พระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดให้ครรภ์พระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในครรภ์พระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัต พระญาติทั้งหลายถวายพระนามพระโพธิสัตว์ว่า ปทุมกุมารเพราะมีพระพักตร์แลดูเหมือนดอกบัวบาน พระโพธิสัตว์นั้นครั้นเจริญวัยแล้วไปเรียนศิลปวิทยาทั้งปวงสำเร็จแล้วกลับมา ลำดับนั้น พระชนนีของพระองค์สิ้นพระชนม์ พระราชาได้แต่งตั้งหญิงอื่นเป็นอัครมเหสี แล้วพระราชทานตำแหน่งอุปราชแก่พระโอรส ต่อมา พระราชาเสด็จไปปราบปัจจันตประเทศที่กำเริบขึ้น รับสั่งกะพระอัครมเหสีว่า น้องรัก เธอจงอยู่ที่นี้แหละ ฉันจะไปปราบปัจจันตประเทศ พระนางทูลว่า หม่อมฉัน จะไม่อยู่ที่นี่ จักขอโดยเสด็จด้วยพระองค์ตรัสโทษในสนามรบให้ฟัง แล้วตรัสว่า เธอจงอย่ากระวนกระวายอยู่จนกว่าฉันจะมา ฉันจะสั่งปทุมกุมารมิให้ลืมกิจการที่ควรกระทำแก่เธอ ดังนี้แล้วทรงกระทำตามที่ตรัส แล้วเสด็จไปขับไล่ปัจจามิตร ทำชนบทให้สงบราบคาบแล้วเสด็จกลับมาตั้งค่ายพักอยู่นอกพระนคร.

พระโพธิสัตว์ทราบว่า พระชนกเสด็จมา จึงให้ประดับพระนครตกแต่งพระราชมณเฑียร แล้วไปสำนักพระอัครมเหสีแต่พระองค์เดียว พระอัครมเหสีเห็นรูปสมบัติของพระโพธิสัตว์ ก็มีจิตรักใคร่ พระโพธิสัตว์ถวายบังคมพระนางแล้ว ทูลถามว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า พระแม่เจ้าประสงค์สิ่งใดหม่อมฉันจะทำถวาย ลำดับนั้น พระนางตรัสว่า เธออย่าเรียกฉันว่าเเม่ เสด็จลุกขึ้นจูงมือพระโพธิสัตว์ตรัสว่า เธอจงขึ้นบนพระที่เถิด ทูลถามว่า เพื่ออะไรตรัสว่า เราทั้งสองจักรื่นรมย์ด้วยความยินดีในกิเลส ชั่วเวลาที่พระราชายังไม่เสด็จมา ข้าแต่พระแม่เจ้า เสด็จแม่เป็นแม่ของหม่อมฉันด้วย ยังมีพระสามีอยู่ด้วย ขึ้นชื่อว่าหญิงที่มีผู้หวงแหน หม่อมฉันไม่เคยทำลายอินทรีย์แลดูด้วยอำนาจกิเลสเลย หม่อมฉันจักทำกรรมที่เศร้าหมองถึงเพียงนี้กับพระแม่อย่างไรได้ พระนางได้ตรัสถึงสองสามครั้ง เมื่อพระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนา พระนางจึงตรัสว่า เจ้าจะไม่ทำตามคำของเราหรือ ทูลว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า หม่อมฉันทำไม่ได้ ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เราจักกราบทูลแด่พระราชาอย่างนี้ แล้วให้ตัดศีรษะของท่านเสีย พระมหาสัตว์ตรัสว่า จงทำตามชอบของพระแม่เจ้าเถิดได้ทำให้พระนางละอายพระทัยแล้วหลีกไป.

พระนางมีความสะดุ้งกลัว ทรงดำริว่า ถ้ากุมารนี้ไปกราบทูลพระบิดาก่อนเรา เราคงไม่รอดชีวิต เราจักกราบทูลเสียก่อน ทรงดำริเช่นนี้แล้ว ไม่เสวยกระยาหาร ทรงนุ่งห่มผ้าเศร้าหมอง แสดงรอยเล็บที่พระสรีระ แล้วให้สัญญาแก่พวกหญิงคนใช้ว่า เมื่อพระราชาตรัสถามว่า พระเทวีเสด็จไปไหนท่านทั้งหลายทูลว่า เป็นไข้ แล้วก็ลวงว่าเป็นไข้บรรทมอยู่ พระราชาทรงทำประทักษิณพระนครแล้วเสด็จขึ้นพระราชนิเวศน์ เมื่อไม่เห็นเทวี จึงตรัสถามว่าพระเทวีไปไหน ทรงสดับว่าเป็นไข้ จึงเสด็จเข้าห้องบรรทม ตรัสถามว่าแน่ะพระเทวี พระน้องไม่สบายไปหรือ พระนางทำเป็นไม่ได้ยินดำรัสพระราชาแม้ถูกถามถึงสองสามครั้ง ก็นิ่งเสีย พระราชาตรัสถามว่า แน่ะพระเทวี เหตุไรจึงไม่พูดกับฉัน พระนางทูลว่า บรรดาหญิงที่มีสามีแล้วไม่มีใครเขาเป็นเหมือนหม่อมฉัน พระราชาตรัสถามว่า ใครเบียดเบียนพระน้องหรือ จงบอกพี่เร็วพี่จักตัดหัวมันเสีย พระนางทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช พระองค์ทรงตั้งใครรักษาพระนครแล้วเสด็จไป ตรัสว่า ตั้งเจ้าปทุมกุมารโอรสของเรา พระนางทูลว่า ปทุมกุมารมาที่อยู่ของหม่อมฉัน แม้หม่อมฉันจะกล่าวว่า แน่ะพ่อเจ้าอย่าทำอย่างนี้ ฉันเป็นแม่ของเจ้า ปทุมกุมารกล่าวว่า นอกจากเรา คนอื่นชื่อว่าเป็นพระราชาไม่มี เราจักให้พระนางอยู่ในพระราชฐาน รื่นรมย์กันด้วยความยินดีแห่งกิเลส แล้วจับมวยผมของหม่อมฉันทึ้งไปมา เมื่อหม่อมฉันไม่ยอมทำตามคำของตน ก็ทุบตีแล้วออกไป.

พระราชาไม่ทรงพิจารณาก่อน ทรงพระพิโรธดังอสรพิษรับสั่งพวกราชบุรุษว่า พวกเจ้าจงไปมัดปทุมกุมารนำมา พวกราชบุรุษพากันไปวังปทุมกุมาร เหมือนอย่างกะแห่ไปเต็มเมือง จับปทุมกุมารทุบตีแล้วมัดมือไพล่หลังอย่างมั่นคง เอาโซ่คล้องคอกระทำเป็นนักโทษประหารชีวิต ทุบตีพลางนำไปพลาง พระโพธิสัตว์คิดว่า นี้เป็นการกระทำของเทวี จึงเดินบ่นมาว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ทั้งหลาย เรามิได้ประทุษร้ายพระราชา เราไม่มีความผิดเลย ชาวพระนครทั้งสิ้นพากันเอิกเกริกกล่าวว่า ได้ยินว่า พระราชาเชื่อคำผู้หญิงรับสั่งให้ฆ่าพระมหาปทุมกุมาร ประชุมกันกลิ้งเกลือกแทบเท้าพระกุมารร่ำไรรำพันด้วยเสียงดังว่า ข้าแต่นาย กรรมนี้ไม่สมควรแก่ท่านเลย ขณะนั้นพวกราชบุรุษนำพระกุมารไปแสดงแก่พระราชา พระราชาทอดพระเนตรแล้วไม่อาจข่มพระพิโรธได้ จึงมีรับสั่งว่า กุมารนี้ไม่ใช่พระราชาเลย ทำท่าทีเป็นพระราชาเป็นโอรสของเรา ผิดในพระอัครมเหสี ไปเถิด พวกท่านจงจับกุมารทิ้งในเหวเป็นที่ทิ้งโจรให้ถึงความพินาศเสีย พระมหาสัตว์วิงวอนพระชนกว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ หม่อมฉันไม่มีความผิดถึงเพียงนี้เลย ขอพระองค์อย่าได้ทรงเชื่อคำของผู้หญิงทำให้หม่อมฉันพินาศเลย พระราชามิได้ทรงเชื่อถ้อยคำของพระโพธิสัตว์ ลำดับนั้น นางสนมหมื่นหกพันพากันร้องให้เซ็งแซ่ว่า พ่อมหาปทุมกุมาร พ่อได้รับกรรมอันนี้ ซึ่งไม่สมควรแก่ตนเลย พวกผู้ใหญ่ทั้งหมดมีกษัตริย์มหาศาลเป็นต้น ตลอดจนอำมาตย์ราชเสวกทั้งหลาย พากันกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ พระกุมารนี้สมบูรณ์ด้วยคุณคือศีลาจารวัตรเป็นรัชทายาทสืบสันตติวงศ์ ขอพระองค์อย่าได้ทรงเชื่อคำของผู้หญิง ไม่ทรงพิจารณาก่อนแล้วทำพระกุมารให้พินาศเสียเลย วิสัยพระราชา ต้องใคร่ครวญก่อนจึงกระทำลงไปแล้วกล่าวคาถา ๗ คาถาว่า

พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ไม่เห็นโทษของ ผู้อื่นว่าน้อยหรือมากโดยประการทั้งปวง ไม่พิจารณา ด้วยพระองค์เองก่อนแล้ว ไม่พึงลงอาชญา. กษัตริย์พระองค์ใด ยังไม่ทันพิจารณา แล้วทรง ลงพระราชอาญา กษัตริย์พระองค์นั้นชื่อว่า ย่อม กลืนกินพระกระยาหาร พร้อมด้วยหนาม เหมือนคน ตาบอดกลืนกินอาหารพร้อมด้วยแมลงวัน ฉะนั้น. กษัตริย์พระองค์ใด ทรงลงพระราชอาชญากับผู้ ไม่ควรจะลงพระอาญา กษัตริย์พระองค์นั้น เป็น เหมือนคนเดินทางไม่ราบเรียบ ไม่รู้ว่าทางเรียบหรือ ไม่เรียบ. กษัตริย์พระองค์ใด ทรงเห็นเหตุที่ควรลงพระราชอาญา และไม่ควรพระราชอาชญา และทรงเห็น เหตุนั้น โดยประการทั้งปวงเป็นอย่างดีแล้ว ทรง ปกครองบ้านเมือง กษัตริย์พระองค์นั้นสมควรปกครอง ราชสมบัติ. กษัตริย์ผู้มีพระทัยอ่อนโยนโดยส่วนเดียว หรือมี พระทัยกล้าโดยส่วนเดียวก็ไม่อาจที่จะดำรงพระองค์ไว้ ในอิสริยยศที่สูงใหญ่ได้ เพราะเหตุนั้น กษัตริย์ไม่พึง ประพฤติเหตุทั้งสอง คือพระทัยอ่อนเกินไปและกล้า เกินไป. กษัตริย์ผู้มีพระทัยอ่อน ก็ถูกประชาราษฎร์ ดูหมิ่น กษัตริย์ผู้มีพระทัยแข็งนักก็มีเวร กษัตริย์ควร ทราบเหตุทั้งสองอย่างแล้วประพฤติเป็นกลาง ๆ ข้าแต่พระราชา คนมีราคะย่อมพูดมาก แม้คนมี โทสะก็พูดมาก พระองค์ไม่ควรจะให้ปลงพระชนม์ พระราชโอรส เพราะเหตุแห่งหญิงเลย.

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๑๘๙–๒๐๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทวาทสนิบาตชาดก · ๕๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๙ มหาปทุมชาตกํ ฯ

นาทิฏฺฐา ปรโต โทสนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต จิญฺจมาณวิกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ปฐมโพธิยมฺหิ ทสพลสฺส ปุถุภูเตสุ สาวเกสุ อปริมาเณสุ เทวมนุสฺเสสุ อริยภูมึ โอกฺกนฺเตสุ ปตฺถเตสุ สตฺถุ คุณสมุทเยสุ มหาลาภสกฺกาโร อุทปาทิ ฯ ติตฺถิยา สุริยุคฺคมเน ขชฺโชปนกสทิสา อเหสุํ หตลาภสกฺการา ฯ เต อนฺตรวิถิยํ ฐตฺวา กึ สมโณ โคตโมวฺ พุทฺโธ มยํปิ พุทฺธา ตสฺเสว ทินฺนํ มหปฺผลํ อมฺหากมฺปิ ทินฺนํ มหปฺผลเมว อมฺหากมฺปิ เทถ กโรถาติ เอวํ มนุสฺเส สมาทเปตฺวาปิ ลาภสกฺกาเร อลภิตฺวา รโห สนฺนิปติตฺวา เกน นุโข อุปาเยน สมณสฺส โคตมสฺส มนุสฺสานํ อนฺตเร อวณฺณํ อุปฺปาเทตฺวา ลาภสกฺการํ นาเสยฺยามาติ มนฺตยึสุ ฯ

ตทา หิ สาวตฺถิยํ จิญฺจมาณวิกา นาเมกา ปริพฺพาชิกา อุตฺตมรูปธรา โสภคฺคปฺปตฺตา เทวจฺฉรา วิย ฯ ตสฺสา สรีรโต รํสิโย นิจฺฉรนฺติ ฯ อเถโก ขรมนฺตี เอวมาห จิญฺจมาณวิกํ ปฏิจฺจ สมณสฺส โคตมสฺส อวณฺณํ อุปฺปาเทตฺวา ลาภสกฺการํ นาเสยฺยามาติ ฯ เต อตฺเถโส อุปาโยติ สมฺปฏิจฺฉึสุ ฯ อถ สา ติตฺถิยารามํ อาคนฺตฺวา วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ ติตฺถิยา ตาย สทฺธึ น กเถสุํ ฯ สา โก นุโข เม โทโสติ ยาวตติยํ วนฺทามิ อยฺยาติ วตฺวา อยฺยา โก นุโข เม โทโส กึ มยา สทฺธึ น กเถถาติ อาห ฯ ภคินิ สมณํ โคตมํ อมฺเห วิเหเฐนฺตํ หตลาภสกฺกาเร กตฺวา วิจรนฺตํ น ชานาสีติ ฯ น ชานามิ อยฺยา กึ ปเนตฺถ มยา กตฺตพฺพนฺติ ฯ สเจ ตฺวํ ภคินิ อมฺหากํ สุขมิจฺฉสิ อตฺตานํ ปฏิจฺจ สมณสฺส โคตมสฺส อวณฺณํ อุปฺปาเทตฺวา ลาภสกฺการํ นาเสหีติ ฯ สา สาธุ อยฺยา มยฺหเมเวโส ภาโร มา จินฺตยิตฺถาติ วตฺวา ปกฺกมิตฺวา อิตฺถิมายาสุ กุสลตาย ตโต ปฏฺฐาย สาวตฺถิวาสีนํ ธมฺมกถํ สุตฺวา เชตวนา นิกฺขมนสมเย อินฺทโคปกวณฺณํ ปฏํ ปารุปิตฺวา คนฺธมาลาทิหตฺถา เชตวนาภิมุขี คจฺฉนฺตี อิมาย เวลาย กุหึ คจฺฉสีติ วุตฺเต กึ ตุมฺหากํ มม คมนฏฺฐาเนนาติ วตฺวา เชตวนสมีเป ติตฺถิยาราเม ปวิสิตฺวา ปาโตว ภควนฺตํ วนฺทิสฺสามาติ นครา นิกฺขมนฺเต อุปาสกชเน เชตวเน วุฏฺฐา วิย หุตฺวา นครํ ปวิสนฺตี กุหึ วุฏฺฐาสีติ วุตฺเต กึ ตุมฺหากํ มม วุฏฺฐาเนนาติ วตฺวา เอกมาสทฺวิมาสจฺจเยน ปุจฺฉิยมานา เชตวเน สมเณน โคตเมน สทฺธึ เอกคนฺธกุฏิยา วุฏฺฐมฺหีติ ปุถุชฺชนานํ สจฺจํ นุโข เอตํ โนติ กงฺขํ อุปฺปาเทตฺวา เตมาสจตุมาสจฺจเยน ปิโลติกาหิ อุทรํ เวเฐตฺวา คพฺภินิวณฺณํ ทสฺเสตฺวา อุปริ รตฺตปฏํ ปารุปิตฺวา สมณํ โคตมํ ปฏิจฺจ คพฺโภ ลทฺโธติ อนฺธพาลํ คาหาเปตฺวา อฏฺฐนวมาสจฺจเยน อุทเร ทารุมณฺฑลิกํ พนฺธิตฺวา อุปริ ปฏํ ปารุปิตฺวา หตฺถปาทปิฏฺฐิโย โคหนุเกน โกฏาเปตฺวา อุสฺสทํ ทสฺเสตฺวา กิลนฺตินฺทฺริยา หุตฺวา สายณฺหสมเย ตถาคเต อลงฺกตธมฺมาสเน นิสีทิตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺเต ธมฺมสภํ คนฺตวา ตถาคตสฺส ปุรโต ฐตฺวา มหาสมณ มหาชนสฺส ตฺวํ ธมฺมํ เทเสสิ มธุโร เต สทฺโท สุผุสิตํ ทนฺตาวรณํ อหํ ปน ตํ ปฏิจฺจ คพฺภํ ลภิตฺวา ปริปุณฺณคพฺภา ชาตา เนว เม ปสูติฆรํ ชานาสิ น สปฺปิเตลาทีนิ สยํ อกโรนฺโต อตฺตโน อุปฏฺฐากานํปิ อญฺญตรํ โกสลราชานํ วา อนาถปิณฺฑิกํ วา วิสาขํ วา มหาอุปาสิกํ อิมิสฺสา จิญฺจมาณวิกาย กตฺตพฺพยุตฺตกํ กโรหีติ น วเทสิ อภิรมิตุํเยว ชานาสิ คพฺภปริหารํ น ชานาสีติ คูถปิณฺฑํ คเหตฺวา จนฺทมณฺฑลํ ทูเสตุํ วายมนฺตี วิย ปริสมชฺเฌเยว ตถาคตํ อกฺโกสิ ฯ ตถาคโต ตํ สุตฺวา ธมฺมกถํ ฐเปตฺวา สีโห วิย อภินทนฺโต ภคินิ ตยา กถิตสฺส ตถภาวํ วา วิตถภาวํ วา อหเมว จ ตฺวญฺจ ชานามาติ ฯ อาม สมณ ตยา จ มยา จ ญาตภาเวเนตํ ชาตนฺติ ฯ

ตสฺมึ ขเณ สกฺกสฺส ภวนํ อุณฺหาการํ ทสฺเสสิ ฯ สกฺโก อาวชฺชมาโน จิญฺจมาณวิกา ตถาคตํ อภูเตน อกฺโกสตีติ ญตฺวา อิทํ วตฺถุํ โสเธสฺสามีติ จตูหิ เทวปุตฺเตหิ สทฺธึ อาคมิ ฯ เทวปุตฺตา มูสิกโปตกา หุตฺวา ทารุมณฺฑลิกสฺส พนฺธรชฺชุเก เอกปฺปหาเรน ฉินฺทึสุ ฯ ปารุปนปฏํ วาโต อุกฺขิปิ ฯ ทารุมณฺฑลํ ปตมานํ ตสฺสา ปาทปิฏฺฐิยํ ปติ ฯ อุโภ อคฺคปาทา ฉินฺทึสุ ฯ มนุสฺสาปิ กาลกณฺณิ สมฺมาสมฺพุทฺธํ อกฺโกสสีติ สีเส เขลํ ปาเตตฺวา เลฑฺฑุทณฺฑาทิหตฺถา เชตวนา นีหรึสุ ฯ อถสฺสา ตถาคตสฺส จกฺขุปถํ อติกฺกนฺตกาเล มหาปฐวี ภิชฺชิตฺวา วิวรมทาสิ ฯ อวีจิโต อคฺคิชาลา อุฏฺฐหิ ฯ สา กุลทตฺติยํ กมฺพลํ ปารุปมานา วิย คนฺตฺวา อวีจิมฺหิ นิพฺพตฺติ ฯ อญฺญติตฺถิยานํ ลาภสกฺกาโร ปริหายิ ฯ ทสพลสฺส ภิยฺโยโส มตฺตาย วฑฺฒิ ฯ ปุนทิวเส ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส จิณฺจมาณวิกา เอวํ อุฬารํ อคฺคทกฺขิเณยฺยํ สมฺมาสมฺพุทฺธํ อภูเตน อกฺโกสิตฺวา มหาวินาสํ ปตฺตาติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ เอสา มํ อภูเตน อกฺโกสิตฺวา วินาสํ ปตฺตาเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิสฺมึ นิพฺพตฺติ ฯ ผุลฺลปทุมสริกฺขมุขตฺตา ปนสฺส ปทุมกุมาโรเตฺวว นามํ กรึสุ ฯ โส วยปฺปตฺโต สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา อาคมิ ฯ อถสฺส มาตา กาลมกาสิ ฯ ราชา อญฺญํ อคฺคมเหสึ กตฺวา ปุตฺตสฺส อุปรชฺชํ อทาสิ ฯ อปรภาเค ราชา ปจฺจนฺตํ กุปิตํ วูปสเมตุํ คจฺฉนฺโต อคฺคมเหสึ ภทฺเท อิเธว วส อหํ ปจฺจนฺตํ วูปสเมตุํ คจฺฉามีติ วตฺวา นาหํ อิเธว วสิสฺสามิ อหํปิ คมิสฺสามีติ วุตฺเต ยุทฺธภูมิยํ อาทีนวํ ปกาเสตฺวา ยาว มมาคมนา อนุกฺกณฺฐมนา วส อหํ ปทุมกุมารํ ยถา ตว กตฺตพฺพกิจฺเจสุ อปฺปมตฺโต โหติ เอวํ อาณาเปตฺวา คมิสฺสามีติ วตฺวา ตถา กตฺวา คนฺตฺวา ปจฺจามิตฺเต ปลาเปตฺวา ชนปทํ สนฺตปฺเปตฺวา ปจฺจาคนฺตฺวา พหินคเร ขนฺธาวารํ นิวาเสสิ ฯ โพธิสตฺโตปิ ปิตุ อาคตภาวํ ญตฺวา นครํ อลงฺการาเปตฺวา ราชเคหํ ปฏิชคฺคาเปนฺโต เอกโกว ตสฺสา สนฺติกํ อคมาสิ ฯ สา ตสฺส รูปสมฺปตฺตึ ทิสฺวา ปฏิพทฺธจิตฺตา อโหสิ ฯ โพธิสตฺโต ตํ วนฺทิตฺวา อมฺม อมฺหากํ กึ กตฺตพฺพนฺติ ปุจฺฉิ ฯ อถ มํ อมฺมาติ มา วเทสีติ อุฏฺฐาย หตฺเถ คเหตฺวา สยนํ อภิรูหาติ อาห ฯ กึการณาติ ฯ ยาว ราชา น อาคจฺฉติ ตาว อุโภปิ กิเลสรติยา รมิสฺสามาติ อาห ฯ อมฺม ตฺวํ มม มาตา จ สสฺสามิกา จ มยา สปริคฺคโห มาตุคาโม นาม กิเลสวเสน อินฺทฺริยานิ ภินฺทิตฺวา น โอโลกิตปุพฺโพ กถํ ตยา สทฺธึ เอวรูปํ กิลิฏฺฐกมฺมํ กริสฺสามีติ ฯ สา เทฺว ตโย วาเร กเถตฺวา ตสฺมึ อนิจฺฉมาเน มม วจนํ น กโรสีติ อาห ฯ อมฺม น กโรมีติ ฯ เตนหิ เอวํ รญฺโญ กเถตฺวา สีสํ เต ฉินฺทาเปสฺสามีติ ฯ มหาสตฺโต ตว รุจิยา กโรหีติ ตํ ลชฺชาเปตฺวา ปกฺกามิ ฯ สา ภีตตสิตา จินฺเตสิ สจายํ ปฐมตรํ ปิตุ อาโรเจสฺสติ ชีวิตํ เม นตฺถิ อหเมว ปุเรตรํ กเถสฺสามีติ ภตฺตํ อภุญฺชิตฺวา กิลิฏฺฐวตฺถํ นิวาเสตฺวา สรีเร นขราชิโย ทสฺเสตฺวา กุหึ เทวีติ รญฺญา ปุจฺฉิตกาเล คิลานาติ กเถยฺยาถาติ ปริจาริกานํ สญฺญํ ทตฺวา คิลานาลยํ กตฺวา นิปชฺชิ ฯ ราชาปิ นครํ ปทกฺขิณํ กตฺวา นิเวสนํ อารุยฺห ตํ อปสฺสนฺโต กุหึ เทวีติ ปุจฺฉิตฺวา คิลานาติ สุตฺวา สิริคพฺภํ ปวิสิตฺวา กึ เต เทวิ อผาสุกนฺติ ปุจฺฉิ ฯ สา ตสฺส วจนํ อสุณนฺตี วิย หุตฺวา เทฺว ตโย วาเร ปุจฺฉิตาปิ ตุณฺหี อโหสิ ฯ เทวิ กึ มํ น กเถสีติ ฯ สสฺสามิกอิตฺถิโย นาม มาทิสา น โหนฺตีติ วตฺวา เกนจิ วิเหฐิตาสิ สีฆํ เม กเถหิ สีสมสฺส ฉินฺทิสฺสามีติ วุตฺเต กํ ตฺวํ มหาราช นคเร ฐเปตฺวา คโตสีติ ฯ ปุตฺตํ ปทุมกุมารนฺติ ฯ โส มยฺหํ วสนฏฺฐานํ อาคนฺตฺวา ตาต มา เอวํ กโรหิ อหํ ตว มาตาติ วุจฺจมาโนปิ ฐเปตฺวา มํ อญฺโญ ราชา นาม นตฺถิ อหํ ตํ เคเห กริตฺวา กิเลสรติยา รมิสฺสามีติ มํ เกเสสุ คเหตฺวา อปราปรํ ลุญฺจิตฺวา อตฺตโน วจนํ อกโรนฺตํ วธิตฺวา โกเฏตฺวา คโตติ อาห ฯ ราชา อนุปปริกฺขิตฺวาว อาสีวิโส วิย กุทฺโธ ปุริเส อาณาเปสิ คจฺฉถ ปทุมกุมารํ พนฺธิตฺวา อาเนถาติ ฯ เต นครํ อวตฺถรนฺตา วิย เคหํ คนฺตฺวา ตํ พนฺธิตฺวา ปหริตฺวา ปจฺฉาพาหุํ ทฬฺหพนฺธนํ พนฺธิตฺวา รตฺตกณฺณเวรมาลํ คีวายํ ปฏิมุญฺจิตฺวา วชฺฌภาวํ กตฺวา ปหรนฺตา อานยึสุ ฯ โส เทวิยา อิทํ กมฺมนฺติ ญตฺวา โภ ปุริสา นาหํ รญฺโญ โทสการโก นิรปราโธวาหมสฺมีติ วิลปนฺโต อาคจฺฉติ ฯ สกลนครํ สํขุภิตฺวา ราชา กิร มาตุคามสฺส วจนํ คเหตฺวา มหาปทุมกุมารํ ฆาตาเปตีติ สนฺนิปติตฺวา กุมารสฺส ปาทมูเล นิปติตฺวาว น เต อิทํ สามิ อนุจฺฉวิกนฺติ มหาสทฺเทน ปริเทวิ ฯ อถ นํ เนตฺวา เต ราชปุริสา รญฺโญ ทสฺเสสุํ ฯ ราชา ทิสฺวาว จิตฺตํ นิคฺคณฺหิตุํ อสกฺโกนฺโต อยํ อราชาว ราชลีลํ กโรติ มม ปุตฺโต หุตฺวา อคฺคมเหสิยา อปรชฺฌติ คจฺฉถ นํ โจรปปาเต ปาเตตฺวา วินาสํ ปาเปถาติ อาห ฯ มหาสตฺโต น มยฺหํ ตาต เอวรูโป อปราโธ อตฺถิ มาตุคามสฺส กถํ คเหตฺวา มา มํ นาเสหีติ ปิตรํ ยาจิ ฯ โส ตสฺส กถํ น คณฺหิ ฯ ตโต โสฬสสหสฺสา อนฺเตปุริกา ตาต มหาปทุมกุมาร เต อตฺตโน อนนุจฺฉวิกํ อิทํ ลทฺธนฺติ มหาวิรวํ วิรวึสุ ฯ สพฺเพ ขตฺติยมหาสาลาทโยปิ อมจฺจปริชนาปิ เทว กุมาโร สีลาจารคุณสมฺปนฺโน วํสานุรกฺขิโต รชฺชทายาโท มา นํ มาตุคามสฺส วจนํ คเหตฺวา อนุปปริกฺขิตฺวา วินาเสหิ รญฺญา นาม นิสมฺมการินา ภวิตพฺพนฺติ วตฺวา สตฺต คาถา อภาสึสุ

นาทิฏฺฐา ปรโต โทสํ อณุํถูลานิ สพฺพโส

อิสฺสโร ปณเย ทณฺฑํ สามํ อปฺปฏิเวกฺขิย ฯ

โย จ อปฺปฏิเวกฺขิตฺวา ทณฺฑํ กุพฺพติ ขตฺติโย

สกณฺฏกํว คิลติ ชจฺจนฺโธว สมกฺขิกํ ฯ

อทณฺฑิยํ ทณฺฑิยติ ทณฺฑิยญฺจ อทณฺฑิยํ

อนฺโธว วิสมํ มคฺคํ น ชานาติ สมาสมํ ฯ

โย จ เอตานิ ฐานานิ อณุํถูลานิ สพฺพโส

สุทิฏฺฐมนุสาเสยฺย สเว โวหริตุมรหติ ฯ

เนกนฺตมุทุนา สกฺกา เอกนฺตติกฺขเณน วา

อตฺตํ มหนฺเต ฐเปตุํ ตสฺมา อุภยมาจเร ฯ

ปริภูโต มุทุ โหติ อติติกฺโขว เวรวา

เอตญฺจ อุภยํ ญตฺวา อนุมชฺฌํ สมาจเร ฯ

พหุมฺปิ รตฺโต ภาเสยฺย ทุฏฺโฐปิ พหุ ภาสติ

น อิตฺถิการณา ราช ปุตฺตํ ฆาเตตุมรหสีติ ฯ

ตตฺถ นาทิฏฺฐาติ อทิสฺวา ฯ ปรโตติ ปรสฺส ฯ สพฺพโสติ สพฺพานิ ฯ อณุํถูลานีติ ขุทฺทกมหนฺตานิ วชฺชานิ ฯ สามํ อปฺปฏิเวกฺขิยาติ ปรวจนํ ปหาย อตฺตโน ปจฺจกฺขํ อกตฺวา ปฐวิสฺสโร ราชา ทณฺฑํ น ปณเย น ปฏฺฐเปยฺย มหาสมฺมตราชกาลสฺมึ หิ สตโต อุตฺตริทณฺโฑ นาม นตฺถิ ตาฬนครหนปพฺพาชนโต อุทฺธํ หตฺถปาทจฺเฉทนฆาตนนฺนาม นตฺถิ ปจฺฉา กกฺขลราชูนํ กาเล เอตํ อุปฺปนฺนํ ตํ สนฺธาย เต อมจฺจา เอกนฺเตเนว ปรสฺส โทสํ สามํ อทิสฺวา กาตุํ น ยุตฺตนฺติ กเถนฺตา เอวมาหํสุ ฯ โย จ อปฺปฏิเวกฺขิตฺวาติ มหาราช เอวํ ปฏิเวกฺขิตฺวา โทสานุจฺฉวิเก ทณฺเฑ ปเณตพฺเพ โย ราชา อคติคมเน ฐิโต ตํ โทสํ อปฺปฏิเวกฺขิตฺวา หตฺถจฺเฉทาทิทณฺฑํ กโรติ โส อตฺตโน ทุกฺขการณํ กโรนฺโต สกณฺฏกํ โภชนํ คิลติ นาม ชจฺจนฺโธ วิย สมกฺขิกํ ภุญฺชติ นาม ฯ อทณฺฑิยนฺติ โย อทณฺฑิยํ อทณฺฑปเณตพฺพํ ทณฺเฑตฺวา ทณฺฑิยญฺจ ทณฺฑปเณตพฺพํ อทณฺเฑตฺวา อตฺตโน รุจิเมว กโรติ โส อนฺโธว วิสมํ มคฺคํ ปฏิปนฺโนปิ น ชานาติ สมาสมํ คโต ปาสาณาทีสุ ปกฺขลนฺโต อนฺโธ วิย จตูสุ อปาเยสุ มหานิรเยสุ มหาทุกฺขํ ปาปุณาตีติ อตฺโถ ฯ เอตานิ ฐานานีติ เอตานิ ทณฺฑิยาทณฺฑิยการณานิเจว ทณฺฑิยการเณสุปิ อณุํถูลานิ จ สพฺพานิ สุทิฏฺฐํ ทิสฺวา อนุสาเสยฺย สเว ราชา โวหริตุํ รชฺชํ อนุสาสิตุํ อรหตีติ อตฺโถ ฯ อตฺตํ มหนฺเต ฐเปตุนฺติ เอวรูเป อนุปฺปนฺเน โภเค อุปฺปาเทตฺวา อุปฺปนฺเน ถาวเร กตฺวา อตฺตานํ มหนฺเต อุฬาเร อิสฺสริเย ฐเปตุํ น สกฺโกตีติ อตฺโถ ฯ มุทูติ มุทุราชา รฏฺฐวาสิกานํ ปริภูโต โหติ อวญฺญาโต โส รชฺชํ นิจฺโจรํ กาตุํ น สกฺโกติ ฯ เวรวาติ อติติกฺขสฺส ปน สพฺเพปิ รฏฺฐวาสิกา เวริโน โหนฺตีติ โส เวรวา นาม โหติ ฯ อนุมชฺฌนฺติ อนุภูตํ มุทุติขิณภาวานํ มชฺฌํ สมาจเร อมุทุ อติกฺโข หุตฺวา รชฺชํ กาเรตีติ อตฺโถ ฯ น อิตฺถิการณาติ ปาปกํ ลามกํ มาตุคามํ นิสฺสาย วํสานุรกฺขิตํ ฉตฺตทายาทํ ปุตฺตํ ฆาเตตุํ นารหสิ มหาราชาติ ฯ

เอวํ นานาการเณหิ กเถนฺตาปิ อมจฺจา อตฺตโน กถํ คาหาเปตุํ นาสกฺขึสุ ฯ โพธิสตฺโตปิ ยาจนฺโต อตฺตโน กถํ คาหาเปตุํ นาสกฺขิ ฯ อนฺธพาโล ปน โส ราชา คจฺฉถ นํ โจรปปาเต ขิปถาติ อาณาเปนฺโต อฏฺฐมํ คาถมาห

สพฺโพว โลโก เอกโต อิตฺถี จ อยเมกิกา

เตนาหํ ปฏิปชฺชิสฺสํ คจฺฉถ ปกฺขิเปถ นนฺติ ฯ

ตตฺถ เตนาหนฺติ เยน การเณน สพฺโพ โลโก เอกโต กุมารสฺส ปกฺโข หุตฺวา ฐิโต อยญฺจ อิตฺถี เอกิกาว เตน การเณนาหํ อิมิสฺสา วจนํ ปฏิปชฺชิสฺสํ คจฺฉถ นํ ปพฺพตํ อาโรเปตฺวา ปปาเต ขิปถาติ ฯ

เอวํ วุตฺเต โสฬสสหสฺสาสุ ราชิตฺถีสุ เอกาปิ สกภาเวน สณฺฐาเรตุํ นาสกฺขิ ฯ สกลนครวาสิโน พาหา ปคฺคยฺห กนฺทิตฺวา เกเส วิกิริยมานา วิลปึสุ ฯ ราชา อิเม อิมสฺส ปปาตขิปนํ ปฏิพาเหยฺยุนฺติ สปริวาโร คนฺตฺวา มหาชนสฺส ปริเทวนฺตสฺเสว นํ อุทฺธปาทํ อโธสิรํ คาหาเปตฺวา ปปาเต ขิปาเปสิ ฯ อถสฺส เมตฺตาภาวนานุภาเวน ปพฺพเต อธิวตฺถา เทวตา มา ภายิ มหาปทุมาติ ตํ สมสฺสาเสตฺวา อุโภหิ หตฺเถหิ คเหตฺวา หทเย ฐเปตฺวา ทิพฺพสมฺผสฺสํ ผราเปตฺวา โอตริตฺวา ปพฺพตปาทปติฏฺฐิต- นาคภวเน นาคราชสฺส ผณคพฺเภ ฐเปสิ ฯ นาคราชา โพธิสตฺตํ นาคภวนํ เนตฺวา อตฺตโน ยสํ มชฺเฌ ภินฺทิตฺวา อทาสิ ฯ โส ตตฺถ เอกสํวจฺฉรํ วสิตฺวา มนุสฺสปถํ คมิสฺสามีติ วตฺวา กตรํ ฐานนฺติ วุตฺเต หิมวนฺตํ คนฺตฺวา ปพฺพชิสฺสามีติ อาห ฯ นาคราชา สาธูติ ตํ คเหตฺวา มนุสฺสปเถ ปติฏฺฐเปตฺวา ปพฺพชิตปริกฺขาเร ทตฺวา สกฏฺฐานเมว คโต ฯ โสปิ หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ฌานาภิญฺญา นิพฺพตฺเตตฺวา วนมูลผลาหาโร ตตฺถ ปฏิวสติ ฯ อเถโก พาราณสิวาสี วนจรโก ตํ ฐานํ ปตฺโต มหาสตฺตํ สญฺชานิตฺวา นนุ ตฺวํ เทว มหาปทุมกุมาโรติ วตฺวา อาม สมฺมาติ วุตฺเต ตํ วนฺทิตฺวา กติปาหํ ตตฺถ วสิตฺวา พาราณสึ คนฺตฺวา รญฺโญ อาโรเจสิ เทว ปุตฺโต เต หิมวนฺตํปฺปเทเส อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ปณฺณสาลายํ วสติ อหํ ตสฺส สนฺติเก วสิตฺวา อาคโตติ ฯ สุปจฺจกฺขโต เต ทิฏฺโฐติ ฯ อาม เทวาติ ฯ ราชา มหาพลกายปริวุโต ตตฺถ คนฺตฺวา วนปริยนฺเต ขนฺธาวารํ พนฺธิตฺวา อมจฺจปริวุโต ปณฺณสาลํ คนฺตฺวา กาญฺจนรูปกํ วิย ปชฺชลนฺตํ สิริยา ปณฺณสาลทฺวาเร นิสินฺนํ มหาสตฺตํ ทิสฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ อมจฺจา วนฺทิตฺวา ปฏิสนฺถารํ กตฺวา นิสีทึสุ ฯ โพธิสตฺโต ราชานํ ผเลน ปฏิปุจฺฉิตฺวา ปฏิสนฺถารํ อกาสิ ฯ อถ นํ ราชา ตาต มยา ตฺวํ คมฺภีเร ปปาเต ขิปาปิโต กถํ สชีวิโตสีติ ปุจฺฉนฺโต นวมํ คาถมาห

อเนกตาเล นรเก คมฺภีเร จ สุทุตฺตเร

ปาติโต คิริทุคฺคสฺมึ เกน ตฺวํ ตตฺถ นามรีติ ฯ

ตตฺถ อเนกตาเลติ อเนกตาลปฺปมาเณ ฯ นามรีติ น อมริ ฯ

(กุมาโร อาห)

นาโค นาคพโล ตตฺถ ถามวา คิริสานุโช

ปจฺจุคฺคหิ มํ โภเคหิ เตนาหํ ตตฺถ นามรินฺติ ฯ

เอหิ ตํ ปฏิเนสฺสามิ ราชปุตฺต สกํ ฆรํ

รชฺชํ กาเรหิ ภทฺทนฺเต กึ อรญฺเญ กริสฺสสีติ ฯ

ยถา คิลิตฺวา พลิสํ อุทฺธเรยฺย สโลหิตํ

อุทฺธริตฺวา สุขี อสฺส เอวํ ปสฺสามิ อตฺตานนฺติ ฯ

(ตํ สุตฺวา ราชา อาห)

กึ นุ ตฺวํ พลิสํ พฺรูสิ กึ ตฺวํ พฺรูสิ สโลหิตํ

กึ นุ ตฺวํ อุพฺภตํ พฺรูสิ ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโตติ ฯ

(ตาปโส อาห)

กามาหํ พลิสํ พฺรูมิ หตฺถิอสฺสํ สโลหิตํ

จตฺตาหํ อุพฺภตํ พฺรูมิ เอวํ ชานาหิ ขตฺติยาติ ฯ

อิมาสุ ปญฺจสุ เอกนฺตริกา ติสฺโส คาถา โพธิสตฺตสฺส เทฺว รญฺโญ ฯ

ตตฺถ ปจฺจุคฺคหีติ ปพฺพตปตนกาเล เทวตาย ปฏิคฺคหิตฺวา ทิพฺพสมฺผสฺเสน สมสฺสาเสตฺวา อุปนีตํ มํ ปฏิคฺคณฺหิ คเหตฺวา จ ปน มํ นาคภวนํ เนตฺวา มหนฺตํ ยสํ ทตฺวา มนุสฺสปถํ เนหีติ วุตฺเต มํ มนุสฺสปถํ อาเนสิ สฺวาหํ อิธาคนฺตฺวา ปพฺพชิโต อิติ เตน เทวตาย จ นาคราชสฺส จ อานุภาเวน อหํ ตตฺถ น มรินฺติ สพฺพํ อาโรเจสิ ฯ เอหีติ ราชา ตสฺส วจนํ สุตฺวา โสมนสฺสปฺปตฺโต หุตฺวา ตาต อหํ พาลภาเวน อิตฺถิยา วจนํ คเหตฺวา เอวํ สีลาจารคุณสมฺปนฺเน ตยิ อปรชฺฌึ ขมาหิ เมติ ปาเทสุ นิปติตฺวา อุฏฺเฐหิ มหาราช ขมามิ เต โทสํ อิโต ปรํ ปุน มา เอวํ อนิสมฺมการี ภเวยฺยาสีติ วุตฺเต ตาต ตฺวํ อตฺตโน กุลสนฺตกํ เสตจฺฉตฺตํ อุสฺสาเปตฺวา รชฺชํ อนุสาสนฺโต มยฺหํ ขมสิ นามาติ เอวมาห ฯ อุทฺธริตฺวาติ หทยวกฺกาทีนิ อสมฺปตฺตเมว ตํ อุทฺธริตฺวา สุขี อสฺส ฯ อตฺตานนฺติ อตฺตานํ มหาราช เอวํ อหํ หิ ปุน โสตฺถิภาวปฺปตฺตํ คิลิตพลิสํ ปุริสมิว อตฺตานํ ปสฺสามีติ ฯ กึนุ ตฺวนฺติ อิทํ ราชา ตมตฺถํ วิตฺถารโต โสตุํ ปุจฺฉติ ฯ กามาหนฺติ ปญฺจกามคุเณ อหํ หตฺถิอสฺสํ สโลหิตนฺติ พฺรูมิ ฯ จตฺตาหนฺติ จตฺตํ อหํ ยทา ตํ สพฺพํปิ จตฺตํ โหติ ปริจฺจตฺตํทานิ อหํ อุพฺภตนฺติ พฺรูมิ ฯ

อิติ โข มหาราช มยฺหํ รชฺเชน กิจฺจํ นตฺถิ ตฺวํ ปน ทสราชธมฺเม อโกเปตฺวา อคติคมนํ ปหาย ธมฺเมน รชฺชํ กาเรหีติ มหาสตฺโต ปิตุ โอวาทํ อทาสิ ฯ โส โรทิตฺวา กนฺทิตฺวา นครํ คจฺฉนฺโต อนฺตรามคฺเค อมจฺเจ ปุจฺฉิ อหํ กึ นิสฺสาย เอวรูเปน อาจารคุณสมฺปนฺเนน ปุตฺเตน วิโยคํ ปตฺโตติ ฯ อคฺคมเหสึ เทวาติ ฯ ราชา ตํ อุทฺธปาทํ คาหาเปตฺวา โจรปฺปาเต ขิปาเปตฺวา ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขเว ปุพฺเพเปสา มํ อกฺโกสิตฺวา วินาสํ ปตฺตาติ วตฺวา

จิญฺจมาณวิกา มาตา เทวทตฺโต จ เม ปิตา

อานนฺโท ปณฺฑิโต นาโค สารีปุตฺโต จ เทวตา

อหํ ตทา ราชปุตฺโต เอวํ ธาเรถ ชาตกนฺติ โอสานคาถาย ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ

มหาปทุมชาตกํ นวมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๗๑. เมณฑกปัญหาชาดกชาดกถัดไป๔๗๓. มิตตามิตตชาดก