มหาปทุมชาดก
ว่าด้วยมหาปทุมกุมาร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๖๙๘ · บรรทัด ๖๖๗๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาทิฏา แปลว่า ไม่เห็น. บทว่า ปรสฺส แปลว่า ของผู้อื่น. บทว่า สพฺพโส แปลว่า ทั้งปวง. บทว่า อณุํถูลานิ ได้แก่ โทษน้อยและใหญ่. บทว่า สามํ อปฺปฏิเวกฺขิยา ความว่าพระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ละทิ้งคำของผู้อื่น ไม่กระทำให้ประจักษ์แก่ตนไม่ทรงปรับคือไม่ทรงเริ่มตั้งอาชญา. จริงอยู่ในรัชกาลแห่งพระเจ้าสมมติ สัตว์ชื่อว่าผู้มีอาชญายิ่งย่อมไม่มี ชื่อว่าการพยายามในการตัดมือและเท้า ยิ่งขึ้นไปกว่าตี การติเตียนและการขับไล่ย่อมไม่มี ภายหลังพวกอำมาตย์เหล่านั้นกล่าวหมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยแห่งพระราชผู้กักขฬะนั้นอย่างนี้ว่า การไม่พิจารณาเห็นโทษของผู้อื่นเองโดยส่วนเดียว ไม่สมควรเลย. บทว่า โย จ อปฺปฏิเวกฺขิตฺวา ความว่า ข้าแต่พระมหาราช พระราชาใด เมื่อพิจารณาปรับโทษอันสมควรแก่โทษอย่างนี้ ตั้งอยู่ในการลุอคติ ไม่พิจารณาเห็นโทษนั้น ลงอาญามีการตัดมือเป็นต้น พระราชานั้น เมื่อก่อเหตุให้แก่ตน ชื่อว่ากลืนพระกระยาหารพร้อมหนาม เหมือนคนตาบอดกลืนข้าวกับแมลงวันฉะนั้น. บทว่า อทณฺฑิยํ ความว่า พระราชาใด ทรงลงอาญาผู้ที่ไม่ควรลงอาญาและไม่ลงอาญาผู้ควรลงอาญา ทำตามความชอบใจของตนเท่านั้น พระราชานั้น เป็นดังคนตาบอด แม้เดินทางเรียบ ก็ไม่รู้ว่าทางเรียบหรือไม่เรียบเดินไป เหมือนคนตาบอดลื่นลงที่แผ่นหินเป็นต้น ย่อมถึงทุกข์ใหญ่ในมหานรกในอบายทั้ง ๔. บทว่า เอตานิ านานิ ความว่า พระราชาใด ทรงเห็นเหตุที่ควรลงอาญาและไม่ควรลงอาญา และทรงเห็นโทษน้อยใหญ่ ในเหตุที่ควรลงอาญาทั้งหมดอย่างดีแล้ว ทรงปกครองบ้านเมือง พระราชาพระองค์นั้นแลสมควรเพื่อปกครองราชสมบัติ. บทว่า อตฺตํ มหนฺเต เปตุํ ความว่าพระราชาผู้มีพระทัยอ่อนโยนโดยส่วนเดียว ไม่อาจยังโภคทรัพย์ที่ยังไม่เกิดเห็นปานนั้น ทำให้เกิดขึ้นคือให้มั่นคงถาวร ตั้งตนไว้ในความเป็นใหญ่อันโอฬาร. บทว่า มุทุ ความว่า พระราชาผู้มีหทัยอ่อนโยน เป็นที่ดูหมิ่นของชาวแว่นแคว้น พระองค์ถูกเขาดูหมิ่น ย่อมไม่อาจทำราชสมบัติให้ปราศโจรได้. บทว่าเวรวา ความว่า ก็ชาวแว่นแคว้น ทั้งหมดเป็นผู้มีเวรต่อพระราชาผู้พระทัยกล้าแข็งเกินไป เพราะฉะนั้น พระองค์ชื่อว่าเป็นผู้มีเวร. บทว่า อนุมชฺฌํ ความว่าเป็นพระราชา พึงประพฤติเป็นกลาง คือ เป็นกลางของความอ่อนและกล้าแข็งคือเป็นผู้ไม่อ่อนนัก ไม่กล้าแข็งนักครองราชสมบัติ. บทว่า น อิตฺถิการณา ความว่า ข้าแต่พระมหาราช พระองค์ไม่ควรสั่งให้ประหารพระโอรสผู้เป็นรัชทายาทสืบสันตติวงศ์ เพราะอาศัยมาตุคามผู้ชั่วช้าลามก.
แม้อำมาตย์ราชเสวกทั้งหลาย จะพากันกราบทูลด้วยเหตุต่าง ๆ อย่างนี้ก็ไม่อาจให้พระราชาเชื่อถ้อยคำของตนได้. แม้พระโพธิสัตว์ก็วิงวอนอยู่ก็ไม่อาจให้พระราชาเชื่อถ้อยคำของตนได้. ฝ่ายพระราชาผู้เป็นอันธพาล เมื่อจะทรงบังคับอำมาตย์ว่า ไปเถิด พวกท่านจงจับปทุมกุมารนั้นทิ้งลงในเหวทิ้งโจร ได้ตรัสพระคาถาที่ ๘ ว่า
ด้วยเหตุใด ชาวโลกทั้งหมด จึงร่วมกันเป็นพวก พ้องของเจ้าปทุมกุมาร ส่วนมเหสีนี้ พระองค์เดียว เท่านั้น ไม่มีพวกพ้อง ด้วยเหตุนั้น เราจักปฏิบัติตามคำ ของมเหสี ท่านทั้งหลายจงไป จงโยนเจ้าปทุมกุมาร นั้นลงในเหวทีเดียว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เตนาหํ ความว่า ด้วยเหตุใด ชาวโลกทั้งปวง จึงร่วมเป็นผักฝ่ายแห่งพระกุมารดำรงอยู่ ส่วนพระมเหสีพระองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีพวกพ้อง ด้วยเหตุนั้น เราจักปฏิบัติตามคำของพระนาง ไปเถิดท่านทั้งหลาย จงยกปทุมกุมารนั้นขึ้นสู่ภูเขาแล้วโยนไปในเหวเถิด.
เมื่อพระราชามีพระราชโองการตรัสอย่างนี้แล้ว นางพระสนมหมื่นหกพันสักคนหนึ่งก็ไม่อาจดำรงภาวะของตนอยู่ได้พากันร้องไห้คร่ำครวญ ชาวพระนครทั้งสิ้นกอดอกร้องไห้สยายผมพิลาปรำพันอยู่ พระราชาทรงดำริว่าคนเหล่านั้นจะพึงห้ามการทิ้งกุมารลงเหว จึงพร้อมด้วยบริวารเสด็จไป เมื่อมหาชนกำลังคร่ำครวญอยู่นั่นแล จึงรับสั่งให้จับปทุมกุมารเอาพระบาทขึ้นเบื้องบน เอาพระเศียรลงเบื้องล่าง แล้วให้โยนลงไปในเหว ทันใดนั้น ด้วยอานุภาพเมตตาภาวนาของปทุมกุมาร เทวดาที่สิงสถิตอยู่ ณ ภูเขา ได้ปลอบโยนพระกุมารว่า อย่ากลัวเลย พ่อมหาปทุม แล้วกางมือทั้งสองออกรองรับไว้ที่หทัยให้ได้สัมผัสทิพยรส แล้วพาไปประทับ ณ ห้องพังพานของพญานาคในนาคพิภพซึ่งตั้งอยู่เชิงภูเขา พญานาคได้นำพระโพธิสัตว์ไปสู่นาคพิภพแล้ว แบ่งสมบัติของตนให้ครองครึ่งหนึ่ง พระโพธิสัตว์อยู่นาคพิภพได้หนึ่งปี กล่าวว่า เราจักไปแดนมนุษย์ พญานาคถามว่า ท่านจักไปที่ไหน เราจักไปบวช ณ หิมวันตประเทศ พญานาครับว่า สาธุ แล้วพาพระโพธิสัตว์ไปส่งถึงแดนมนุษย์ ให้บริขารบรรพชิตแล้วกลับไปที่อยู่ของตน.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์เข้าหิมวันตประเทศ บวชเป็นฤาษี ยังฌานและอภิญญาให้เกิด มีเผือกมันผลไม้เป็นอาหารอาศัยอยู่ในที่นั้น ครั้งนั้นนายพรานชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่ง ไปถึงที่นั้น จำพระโพธิสัตว์ได้จึงถามว่า ข้าแต่พระองค์ ท่านคือมหาปทุมกุมารมิใช่หรือ เมื่อพระโพธิสัตว์ ตรัสว่า ถูกแล้วสหาย ได้นมัสการพระโพธิสัตว์ อยู่ที่นั้น สองสามวันแล้วไปเมืองพาราณสีกราบทูลแด่พระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ พระโอรสของพระองค์บวชเป็นฤาษีอยู่ในบรรณศาลา ณ หิมวันตประเทศ ข้าพระองค์ได้อาศัยอยู่ในสำนักพระโอรสนั้นสองสามวันแล้วลามา พระราชาตรัสถามว่า ท่านเห็นแน่ชัดแล้วหรือกราบทูลว่า ถูกแล้วพระองค์ พระราชาแวดล้อมด้วยพลนิกายเป็นอันมากเสด็จไป ณ ที่นั้น ตั้งค่ายพักพลอยู่ที่ชายป่า พระองค์แวดล้อมไปด้วยอำมาตย์เสด็จไปบรรณศาลา ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์มีสิริรุ่งโรจน์ประดุจรูปทองประทับนั่งอยู่ที่ประตูบรรณศาลา ถวายนมัสการแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พวกอำมาตย์นมัสการทำปฏิสันถารนั่งแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงปฏิสันถารพระราชาด้วยผลไม้.
ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามพระโพธิสัตว์ว่า แน่ะพ่อ เราให้เขาโยนท่านลงเหวลึก อย่างไรท่านจึงมีชีวิตอยู่ได้ ได้ตรัสพระคาถาที่ ๙ ว่า
เราได้ให้เขาโยนท่านไปในซอกเขา ซึ่งเหมือน นรกลึกหลายชั่วลำตาล ยากที่จะขึ้นมาได้ เหตุไร ท่านจึงไม่ตายในที่นั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเนกตาเล แปลว่า ประมาณหลายชั่วลำตาล. บทว่า นามริ ตัดเป็น น อมริ.
(พระกุมารทูลว่า) พญานาคผู้มีกำลังเรี่ยวแรงเกิดที่ข้างภูเขา รับอาตมภาพในที่นั้นด้วยขนดหาง เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงมิตายในที่นั้น. (พระราชาตรัสว่า) ดูก่อนพระราชบุตร มาเถิด เราจักนำเจ้ากลับ ไปสู่พระราชวัง จะให้เจ้าครอบครองราชสมบัติ ขอ ความเจริญจงมีแก่เจ้าเถิด เจ้าจักมาทำอะไรอยู่ในป่า เล่า. (พระกุมารทูลว่า) บุรุษกลืนกินเบ็ดแล้วปลดเบ็ดที่เปื้อนโลหิตออก ได้แล้วพึงมีความสุขฉันใด อาตมภาพมองเห็นด้วย ตนเอง ฉันนั้น. (พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้วตรัสว่า) เจ้ากล่าวอะไรหนอว่าเป็นเบ็ด เจ้ากล่าวอะไร หนอว่าเบ็ดเปื้อนโลหิต เจ้ากล่าวอะไรหนอว่าปลดออก ได้ เราถามแล้วขอเจ้าจงบอกความข้อนั้นแก่เรา. (ดาบสทูลว่า) ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพกล่าวกามคุณว่าเป็น เบ็ด กล่าวช้างและม้าว่า ติดเปื้อนโลหิต กล่าวถึง การสละได้ว่าปลดออกได้ ขอมหาบพิตรจงทราบ อย่างนี้เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปจฺจุคฺคหิ ความว่า พระกุมารทูลเรื่องทั้งหมดว่าในกาลเมื่อข้าพระองค์ตกจากภูเขา พญานาคผู้มีกำลังเรี่ยวแรงรับข้าพระองค์อันเทวดาประคับประคองไว้แล้วปลอบโยนด้วยสัมผัสอันเป็นทิพย์นำเข้าไป ก็แลครั้นรับแล้ว นำไปยังนาคพิภพให้ยศใหญ่ เมื่อข้าพระองค์กล่าวว่าจงนำไปถิ่นมนุษย์ ก็นำข้าพระองค์มาส่งยังแดนมนุษย์ ข้าพระองค์นั้นมาบวชอยู่ในที่นี้ ข้าพระองค์ไม่ตายในที่นั้น เพราะอานุภาพของเทวดาและพญานาคนั้นด้วยประการฉะนี้. บทว่า เอหิ ความว่า พระราชาทรงสดับคำของเขาแล้ว ถึงความโสมนัส หมอบลงที่พระบาทตรัสว่า พ่อราชบุตร เราเชื่อ เราเชื่อคำของหญิงโดยภาวะเป็นคนเขลา เมื่อเป็นเช่นนี้ ชื่อว่าเราผิดในท่านผู้สมบูรณ์ด้วยคุณคือศีลและอาจาระ ขอท่านจงงดโทษให้แก่เราเถิด เมื่อพระราชบุตรทูลว่า ลุกขึ้นเถิดมหาบพิตรข้าพระองค์จะงดโทษให้แก่พระองค์ เบื้องหน้าแต่นี้ พระองค์อย่าพึงกระทำโดยมิได้พิจารณาอย่างนี้ต่อไป จึงตรัสอย่างนี้ว่า พ่อราชบุตร ท่านจงยกเศวตฉัตรขาวอันเป็นของตระกูลของตนแล้วครองราชสมบัติ เป็นอันชื่อว่าพระองค์งดโทษให้เรา. บทว่า อทฺธริตฺวา ความว่า คนกลืนเบ็ดเข้าไปอันยังไม่ถึงหทัยและม้ามเป็นต้น พึงปลดเบ็ดนั้นออกได้ชื่อว่ามีความสุข. บทว่า อตฺตานํ ความว่า ข้าแต่มหาบพิตร ข้าพระองค์แลเห็นอาตมาเหมือนบุรุษผู้กลืนเบ็ดถึงซึ่งความสวัสดีอีก. บทว่า กินฺนุ ตฺวํ นี้ พระราชาตรัสถามเพื่อทรงสดับความนั้นโดยพิสดาร. ด้วยบทว่า กามาหํ นี้ เรากล่าวกามคุณ ๕ว่าเป็นเหมือนช้างและม้าที่เปื้อนเลือด. บทว่า จตฺตาหํ ตัดเป็น จตฺตํ อหํ ความว่าการสละทั้งหมดว่าเป็นการปลดออกในกาลใด ในกาลบัดนี้ ข้าพระองค์กล่าวการสละทั้งหมดว่าเป็นการปลดออก.
พระมหาสัตว์ได้ถวายโอวาทแก่พระชนกว่า ข้าแต่พระมหาบพิตร กิจด้วยราชสมบัติไม่มีแก่อาตมา ขอพระองค์อย่ายังทศพิธราชธรรมให้กำเริบจงละการลุอำนาจอคติเสีย ครองราชสมบัติโดยธรรมเถิด พระราชาทรงกันแสงคร่ำครวญเสด็จกลับพระนคร ในระหว่างทางได้ตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า เราต้องพลัดพรากจากบุตรที่สมบูรณ์ด้วยอาจารคุณเห็นปานนี้เพราะใคร พวกอำมาตย์กราบทูลว่า เพราะพระอัครมเหสี พระเจ้าข้า พระราชามีรับสั่งให้จับพระอัครมเหสีเอาพระบาทขึ้นเบื้องบนโยนลงไปในเหวทิ้งโจร แล้วทรงครองราชสมบัติโดยธรรม.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน นางจิญจมาณวิกานี้ก็ด่าเราแล้วถึงความพินาศมาแล้วอย่างนี้ ทรงประชุมชาดกด้วยคาถาสุดท้ายว่า
พระราชมารดา (แม่เลี้ยง) ของเราคือ นางจิญจมาณวิกา พระราชบิดาของเราคือ พระเทวทัต พญานาคผู้บัณฑิตคืออานนท์ และเทวดา คือ พระสารีบุตร พระราชบุตรในกาลนั้นคือ เราตถาคต ท่านทั้งหลายจงจำชาดก ไว้อย่างนี้เถิด. จบอรรถกถามหาปทุมชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๑๘๙–๒๐๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทวาทสนิบาตชาดก ๕๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๙ มหาปทุมชาตกํ ฯ
นาทิฏฺฐา ปรโต โทสนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต จิญฺจมาณวิกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ปฐมโพธิยมฺหิ ทสพลสฺส ปุถุภูเตสุ สาวเกสุ อปริมาเณสุ เทวมนุสฺเสสุ อริยภูมึ โอกฺกนฺเตสุ ปตฺถเตสุ สตฺถุ คุณสมุทเยสุ มหาลาภสกฺกาโร อุทปาทิ ฯ ติตฺถิยา สุริยุคฺคมเน ขชฺโชปนกสทิสา อเหสุํ หตลาภสกฺการา ฯ เต อนฺตรวิถิยํ ฐตฺวา กึ สมโณ โคตโมวฺ พุทฺโธ มยํปิ พุทฺธา ตสฺเสว ทินฺนํ มหปฺผลํ อมฺหากมฺปิ ทินฺนํ มหปฺผลเมว อมฺหากมฺปิ เทถ กโรถาติ เอวํ มนุสฺเส สมาทเปตฺวาปิ ลาภสกฺกาเร อลภิตฺวา รโห สนฺนิปติตฺวา เกน นุโข อุปาเยน สมณสฺส โคตมสฺส มนุสฺสานํ อนฺตเร อวณฺณํ อุปฺปาเทตฺวา ลาภสกฺการํ นาเสยฺยามาติ มนฺตยึสุ ฯ
ตทา หิ สาวตฺถิยํ จิญฺจมาณวิกา นาเมกา ปริพฺพาชิกา อุตฺตมรูปธรา โสภคฺคปฺปตฺตา เทวจฺฉรา วิย ฯ ตสฺสา สรีรโต รํสิโย นิจฺฉรนฺติ ฯ อเถโก ขรมนฺตี เอวมาห จิญฺจมาณวิกํ ปฏิจฺจ สมณสฺส โคตมสฺส อวณฺณํ อุปฺปาเทตฺวา ลาภสกฺการํ นาเสยฺยามาติ ฯ เต อตฺเถโส อุปาโยติ สมฺปฏิจฺฉึสุ ฯ อถ สา ติตฺถิยารามํ อาคนฺตฺวา วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ ติตฺถิยา ตาย สทฺธึ น กเถสุํ ฯ สา โก นุโข เม โทโสติ ยาวตติยํ วนฺทามิ อยฺยาติ วตฺวา อยฺยา โก นุโข เม โทโส กึ มยา สทฺธึ น กเถถาติ อาห ฯ ภคินิ สมณํ โคตมํ อมฺเห วิเหเฐนฺตํ หตลาภสกฺกาเร กตฺวา วิจรนฺตํ น ชานาสีติ ฯ น ชานามิ อยฺยา กึ ปเนตฺถ มยา กตฺตพฺพนฺติ ฯ สเจ ตฺวํ ภคินิ อมฺหากํ สุขมิจฺฉสิ อตฺตานํ ปฏิจฺจ สมณสฺส โคตมสฺส อวณฺณํ อุปฺปาเทตฺวา ลาภสกฺการํ นาเสหีติ ฯ สา สาธุ อยฺยา มยฺหเมเวโส ภาโร มา จินฺตยิตฺถาติ วตฺวา ปกฺกมิตฺวา อิตฺถิมายาสุ กุสลตาย ตโต ปฏฺฐาย สาวตฺถิวาสีนํ ธมฺมกถํ สุตฺวา เชตวนา นิกฺขมนสมเย อินฺทโคปกวณฺณํ ปฏํ ปารุปิตฺวา คนฺธมาลาทิหตฺถา เชตวนาภิมุขี คจฺฉนฺตี อิมาย เวลาย กุหึ คจฺฉสีติ วุตฺเต กึ ตุมฺหากํ มม คมนฏฺฐาเนนาติ วตฺวา เชตวนสมีเป ติตฺถิยาราเม ปวิสิตฺวา ปาโตว ภควนฺตํ วนฺทิสฺสามาติ นครา นิกฺขมนฺเต อุปาสกชเน เชตวเน วุฏฺฐา วิย หุตฺวา นครํ ปวิสนฺตี กุหึ วุฏฺฐาสีติ วุตฺเต กึ ตุมฺหากํ มม วุฏฺฐาเนนาติ วตฺวา เอกมาสทฺวิมาสจฺจเยน ปุจฺฉิยมานา เชตวเน สมเณน โคตเมน สทฺธึ เอกคนฺธกุฏิยา วุฏฺฐมฺหีติ ปุถุชฺชนานํ สจฺจํ นุโข เอตํ โนติ กงฺขํ อุปฺปาเทตฺวา เตมาสจตุมาสจฺจเยน ปิโลติกาหิ อุทรํ เวเฐตฺวา คพฺภินิวณฺณํ ทสฺเสตฺวา อุปริ รตฺตปฏํ ปารุปิตฺวา สมณํ โคตมํ ปฏิจฺจ คพฺโภ ลทฺโธติ อนฺธพาลํ คาหาเปตฺวา อฏฺฐนวมาสจฺจเยน อุทเร ทารุมณฺฑลิกํ พนฺธิตฺวา อุปริ ปฏํ ปารุปิตฺวา หตฺถปาทปิฏฺฐิโย โคหนุเกน โกฏาเปตฺวา อุสฺสทํ ทสฺเสตฺวา กิลนฺตินฺทฺริยา หุตฺวา สายณฺหสมเย ตถาคเต อลงฺกตธมฺมาสเน นิสีทิตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺเต ธมฺมสภํ คนฺตวา ตถาคตสฺส ปุรโต ฐตฺวา มหาสมณ มหาชนสฺส ตฺวํ ธมฺมํ เทเสสิ มธุโร เต สทฺโท สุผุสิตํ ทนฺตาวรณํ อหํ ปน ตํ ปฏิจฺจ คพฺภํ ลภิตฺวา ปริปุณฺณคพฺภา ชาตา เนว เม ปสูติฆรํ ชานาสิ น สปฺปิเตลาทีนิ สยํ อกโรนฺโต อตฺตโน อุปฏฺฐากานํปิ อญฺญตรํ โกสลราชานํ วา อนาถปิณฺฑิกํ วา วิสาขํ วา มหาอุปาสิกํ อิมิสฺสา จิญฺจมาณวิกาย กตฺตพฺพยุตฺตกํ กโรหีติ น วเทสิ อภิรมิตุํเยว ชานาสิ คพฺภปริหารํ น ชานาสีติ คูถปิณฺฑํ คเหตฺวา จนฺทมณฺฑลํ ทูเสตุํ วายมนฺตี วิย ปริสมชฺเฌเยว ตถาคตํ อกฺโกสิ ฯ ตถาคโต ตํ สุตฺวา ธมฺมกถํ ฐเปตฺวา สีโห วิย อภินทนฺโต ภคินิ ตยา กถิตสฺส ตถภาวํ วา วิตถภาวํ วา อหเมว จ ตฺวญฺจ ชานามาติ ฯ อาม สมณ ตยา จ มยา จ ญาตภาเวเนตํ ชาตนฺติ ฯ
ตสฺมึ ขเณ สกฺกสฺส ภวนํ อุณฺหาการํ ทสฺเสสิ ฯ สกฺโก อาวชฺชมาโน จิญฺจมาณวิกา ตถาคตํ อภูเตน อกฺโกสตีติ ญตฺวา อิทํ วตฺถุํ โสเธสฺสามีติ จตูหิ เทวปุตฺเตหิ สทฺธึ อาคมิ ฯ เทวปุตฺตา มูสิกโปตกา หุตฺวา ทารุมณฺฑลิกสฺส พนฺธรชฺชุเก เอกปฺปหาเรน ฉินฺทึสุ ฯ ปารุปนปฏํ วาโต อุกฺขิปิ ฯ ทารุมณฺฑลํ ปตมานํ ตสฺสา ปาทปิฏฺฐิยํ ปติ ฯ อุโภ อคฺคปาทา ฉินฺทึสุ ฯ มนุสฺสาปิ กาลกณฺณิ สมฺมาสมฺพุทฺธํ อกฺโกสสีติ สีเส เขลํ ปาเตตฺวา เลฑฺฑุทณฺฑาทิหตฺถา เชตวนา นีหรึสุ ฯ อถสฺสา ตถาคตสฺส จกฺขุปถํ อติกฺกนฺตกาเล มหาปฐวี ภิชฺชิตฺวา วิวรมทาสิ ฯ อวีจิโต อคฺคิชาลา อุฏฺฐหิ ฯ สา กุลทตฺติยํ กมฺพลํ ปารุปมานา วิย คนฺตฺวา อวีจิมฺหิ นิพฺพตฺติ ฯ อญฺญติตฺถิยานํ ลาภสกฺกาโร ปริหายิ ฯ ทสพลสฺส ภิยฺโยโส มตฺตาย วฑฺฒิ ฯ ปุนทิวเส ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส จิณฺจมาณวิกา เอวํ อุฬารํ อคฺคทกฺขิเณยฺยํ สมฺมาสมฺพุทฺธํ อภูเตน อกฺโกสิตฺวา มหาวินาสํ ปตฺตาติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ เอสา มํ อภูเตน อกฺโกสิตฺวา วินาสํ ปตฺตาเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิสฺมึ นิพฺพตฺติ ฯ ผุลฺลปทุมสริกฺขมุขตฺตา ปนสฺส ปทุมกุมาโรเตฺวว นามํ กรึสุ ฯ โส วยปฺปตฺโต สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา อาคมิ ฯ อถสฺส มาตา กาลมกาสิ ฯ ราชา อญฺญํ อคฺคมเหสึ กตฺวา ปุตฺตสฺส อุปรชฺชํ อทาสิ ฯ อปรภาเค ราชา ปจฺจนฺตํ กุปิตํ วูปสเมตุํ คจฺฉนฺโต อคฺคมเหสึ ภทฺเท อิเธว วส อหํ ปจฺจนฺตํ วูปสเมตุํ คจฺฉามีติ วตฺวา นาหํ อิเธว วสิสฺสามิ อหํปิ คมิสฺสามีติ วุตฺเต ยุทฺธภูมิยํ อาทีนวํ ปกาเสตฺวา ยาว มมาคมนา อนุกฺกณฺฐมนา วส อหํ ปทุมกุมารํ ยถา ตว กตฺตพฺพกิจฺเจสุ อปฺปมตฺโต โหติ เอวํ อาณาเปตฺวา คมิสฺสามีติ วตฺวา ตถา กตฺวา คนฺตฺวา ปจฺจามิตฺเต ปลาเปตฺวา ชนปทํ สนฺตปฺเปตฺวา ปจฺจาคนฺตฺวา พหินคเร ขนฺธาวารํ นิวาเสสิ ฯ โพธิสตฺโตปิ ปิตุ อาคตภาวํ ญตฺวา นครํ อลงฺการาเปตฺวา ราชเคหํ ปฏิชคฺคาเปนฺโต เอกโกว ตสฺสา สนฺติกํ อคมาสิ ฯ สา ตสฺส รูปสมฺปตฺตึ ทิสฺวา ปฏิพทฺธจิตฺตา อโหสิ ฯ โพธิสตฺโต ตํ วนฺทิตฺวา อมฺม อมฺหากํ กึ กตฺตพฺพนฺติ ปุจฺฉิ ฯ อถ มํ อมฺมาติ มา วเทสีติ อุฏฺฐาย หตฺเถ คเหตฺวา สยนํ อภิรูหาติ อาห ฯ กึการณาติ ฯ ยาว ราชา น อาคจฺฉติ ตาว อุโภปิ กิเลสรติยา รมิสฺสามาติ อาห ฯ อมฺม ตฺวํ มม มาตา จ สสฺสามิกา จ มยา สปริคฺคโห มาตุคาโม นาม กิเลสวเสน อินฺทฺริยานิ ภินฺทิตฺวา น โอโลกิตปุพฺโพ กถํ ตยา สทฺธึ เอวรูปํ กิลิฏฺฐกมฺมํ กริสฺสามีติ ฯ สา เทฺว ตโย วาเร กเถตฺวา ตสฺมึ อนิจฺฉมาเน มม วจนํ น กโรสีติ อาห ฯ อมฺม น กโรมีติ ฯ เตนหิ เอวํ รญฺโญ กเถตฺวา สีสํ เต ฉินฺทาเปสฺสามีติ ฯ มหาสตฺโต ตว รุจิยา กโรหีติ ตํ ลชฺชาเปตฺวา ปกฺกามิ ฯ สา ภีตตสิตา จินฺเตสิ สจายํ ปฐมตรํ ปิตุ อาโรเจสฺสติ ชีวิตํ เม นตฺถิ อหเมว ปุเรตรํ กเถสฺสามีติ ภตฺตํ อภุญฺชิตฺวา กิลิฏฺฐวตฺถํ นิวาเสตฺวา สรีเร นขราชิโย ทสฺเสตฺวา กุหึ เทวีติ รญฺญา ปุจฺฉิตกาเล คิลานาติ กเถยฺยาถาติ ปริจาริกานํ สญฺญํ ทตฺวา คิลานาลยํ กตฺวา นิปชฺชิ ฯ ราชาปิ นครํ ปทกฺขิณํ กตฺวา นิเวสนํ อารุยฺห ตํ อปสฺสนฺโต กุหึ เทวีติ ปุจฺฉิตฺวา คิลานาติ สุตฺวา สิริคพฺภํ ปวิสิตฺวา กึ เต เทวิ อผาสุกนฺติ ปุจฺฉิ ฯ สา ตสฺส วจนํ อสุณนฺตี วิย หุตฺวา เทฺว ตโย วาเร ปุจฺฉิตาปิ ตุณฺหี อโหสิ ฯ เทวิ กึ มํ น กเถสีติ ฯ สสฺสามิกอิตฺถิโย นาม มาทิสา น โหนฺตีติ วตฺวา เกนจิ วิเหฐิตาสิ สีฆํ เม กเถหิ สีสมสฺส ฉินฺทิสฺสามีติ วุตฺเต กํ ตฺวํ มหาราช นคเร ฐเปตฺวา คโตสีติ ฯ ปุตฺตํ ปทุมกุมารนฺติ ฯ โส มยฺหํ วสนฏฺฐานํ อาคนฺตฺวา ตาต มา เอวํ กโรหิ อหํ ตว มาตาติ วุจฺจมาโนปิ ฐเปตฺวา มํ อญฺโญ ราชา นาม นตฺถิ อหํ ตํ เคเห กริตฺวา กิเลสรติยา รมิสฺสามีติ มํ เกเสสุ คเหตฺวา อปราปรํ ลุญฺจิตฺวา อตฺตโน วจนํ อกโรนฺตํ วธิตฺวา โกเฏตฺวา คโตติ อาห ฯ ราชา อนุปปริกฺขิตฺวาว อาสีวิโส วิย กุทฺโธ ปุริเส อาณาเปสิ คจฺฉถ ปทุมกุมารํ พนฺธิตฺวา อาเนถาติ ฯ เต นครํ อวตฺถรนฺตา วิย เคหํ คนฺตฺวา ตํ พนฺธิตฺวา ปหริตฺวา ปจฺฉาพาหุํ ทฬฺหพนฺธนํ พนฺธิตฺวา รตฺตกณฺณเวรมาลํ คีวายํ ปฏิมุญฺจิตฺวา วชฺฌภาวํ กตฺวา ปหรนฺตา อานยึสุ ฯ โส เทวิยา อิทํ กมฺมนฺติ ญตฺวา โภ ปุริสา นาหํ รญฺโญ โทสการโก นิรปราโธวาหมสฺมีติ วิลปนฺโต อาคจฺฉติ ฯ สกลนครํ สํขุภิตฺวา ราชา กิร มาตุคามสฺส วจนํ คเหตฺวา มหาปทุมกุมารํ ฆาตาเปตีติ สนฺนิปติตฺวา กุมารสฺส ปาทมูเล นิปติตฺวาว น เต อิทํ สามิ อนุจฺฉวิกนฺติ มหาสทฺเทน ปริเทวิ ฯ อถ นํ เนตฺวา เต ราชปุริสา รญฺโญ ทสฺเสสุํ ฯ ราชา ทิสฺวาว จิตฺตํ นิคฺคณฺหิตุํ อสกฺโกนฺโต อยํ อราชาว ราชลีลํ กโรติ มม ปุตฺโต หุตฺวา อคฺคมเหสิยา อปรชฺฌติ คจฺฉถ นํ โจรปปาเต ปาเตตฺวา วินาสํ ปาเปถาติ อาห ฯ มหาสตฺโต น มยฺหํ ตาต เอวรูโป อปราโธ อตฺถิ มาตุคามสฺส กถํ คเหตฺวา มา มํ นาเสหีติ ปิตรํ ยาจิ ฯ โส ตสฺส กถํ น คณฺหิ ฯ ตโต โสฬสสหสฺสา อนฺเตปุริกา ตาต มหาปทุมกุมาร เต อตฺตโน อนนุจฺฉวิกํ อิทํ ลทฺธนฺติ มหาวิรวํ วิรวึสุ ฯ สพฺเพ ขตฺติยมหาสาลาทโยปิ อมจฺจปริชนาปิ เทว กุมาโร สีลาจารคุณสมฺปนฺโน วํสานุรกฺขิโต รชฺชทายาโท มา นํ มาตุคามสฺส วจนํ คเหตฺวา อนุปปริกฺขิตฺวา วินาเสหิ รญฺญา นาม นิสมฺมการินา ภวิตพฺพนฺติ วตฺวา สตฺต คาถา อภาสึสุ
นาทิฏฺฐา ปรโต โทสํ อณุํถูลานิ สพฺพโส
อิสฺสโร ปณเย ทณฺฑํ สามํ อปฺปฏิเวกฺขิย ฯ
โย จ อปฺปฏิเวกฺขิตฺวา ทณฺฑํ กุพฺพติ ขตฺติโย
สกณฺฏกํว คิลติ ชจฺจนฺโธว สมกฺขิกํ ฯ
อทณฺฑิยํ ทณฺฑิยติ ทณฺฑิยญฺจ อทณฺฑิยํ
อนฺโธว วิสมํ มคฺคํ น ชานาติ สมาสมํ ฯ
โย จ เอตานิ ฐานานิ อณุํถูลานิ สพฺพโส
สุทิฏฺฐมนุสาเสยฺย สเว โวหริตุมรหติ ฯ
เนกนฺตมุทุนา สกฺกา เอกนฺตติกฺขเณน วา
อตฺตํ มหนฺเต ฐเปตุํ ตสฺมา อุภยมาจเร ฯ
ปริภูโต มุทุ โหติ อติติกฺโขว เวรวา
เอตญฺจ อุภยํ ญตฺวา อนุมชฺฌํ สมาจเร ฯ
พหุมฺปิ รตฺโต ภาเสยฺย ทุฏฺโฐปิ พหุ ภาสติ
น อิตฺถิการณา ราช ปุตฺตํ ฆาเตตุมรหสีติ ฯ
ตตฺถ นาทิฏฺฐาติ อทิสฺวา ฯ ปรโตติ ปรสฺส ฯ สพฺพโสติ สพฺพานิ ฯ อณุํถูลานีติ ขุทฺทกมหนฺตานิ วชฺชานิ ฯ สามํ อปฺปฏิเวกฺขิยาติ ปรวจนํ ปหาย อตฺตโน ปจฺจกฺขํ อกตฺวา ปฐวิสฺสโร ราชา ทณฺฑํ น ปณเย น ปฏฺฐเปยฺย มหาสมฺมตราชกาลสฺมึ หิ สตโต อุตฺตริทณฺโฑ นาม นตฺถิ ตาฬนครหนปพฺพาชนโต อุทฺธํ หตฺถปาทจฺเฉทนฆาตนนฺนาม นตฺถิ ปจฺฉา กกฺขลราชูนํ กาเล เอตํ อุปฺปนฺนํ ตํ สนฺธาย เต อมจฺจา เอกนฺเตเนว ปรสฺส โทสํ สามํ อทิสฺวา กาตุํ น ยุตฺตนฺติ กเถนฺตา เอวมาหํสุ ฯ โย จ อปฺปฏิเวกฺขิตฺวาติ มหาราช เอวํ ปฏิเวกฺขิตฺวา โทสานุจฺฉวิเก ทณฺเฑ ปเณตพฺเพ โย ราชา อคติคมเน ฐิโต ตํ โทสํ อปฺปฏิเวกฺขิตฺวา หตฺถจฺเฉทาทิทณฺฑํ กโรติ โส อตฺตโน ทุกฺขการณํ กโรนฺโต สกณฺฏกํ โภชนํ คิลติ นาม ชจฺจนฺโธ วิย สมกฺขิกํ ภุญฺชติ นาม ฯ อทณฺฑิยนฺติ โย อทณฺฑิยํ อทณฺฑปเณตพฺพํ ทณฺเฑตฺวา ทณฺฑิยญฺจ ทณฺฑปเณตพฺพํ อทณฺเฑตฺวา อตฺตโน รุจิเมว กโรติ โส อนฺโธว วิสมํ มคฺคํ ปฏิปนฺโนปิ น ชานาติ สมาสมํ คโต ปาสาณาทีสุ ปกฺขลนฺโต อนฺโธ วิย จตูสุ อปาเยสุ มหานิรเยสุ มหาทุกฺขํ ปาปุณาตีติ อตฺโถ ฯ เอตานิ ฐานานีติ เอตานิ ทณฺฑิยาทณฺฑิยการณานิเจว ทณฺฑิยการเณสุปิ อณุํถูลานิ จ สพฺพานิ สุทิฏฺฐํ ทิสฺวา อนุสาเสยฺย สเว ราชา โวหริตุํ รชฺชํ อนุสาสิตุํ อรหตีติ อตฺโถ ฯ อตฺตํ มหนฺเต ฐเปตุนฺติ เอวรูเป อนุปฺปนฺเน โภเค อุปฺปาเทตฺวา อุปฺปนฺเน ถาวเร กตฺวา อตฺตานํ มหนฺเต อุฬาเร อิสฺสริเย ฐเปตุํ น สกฺโกตีติ อตฺโถ ฯ มุทูติ มุทุราชา รฏฺฐวาสิกานํ ปริภูโต โหติ อวญฺญาโต โส รชฺชํ นิจฺโจรํ กาตุํ น สกฺโกติ ฯ เวรวาติ อติติกฺขสฺส ปน สพฺเพปิ รฏฺฐวาสิกา เวริโน โหนฺตีติ โส เวรวา นาม โหติ ฯ อนุมชฺฌนฺติ อนุภูตํ มุทุติขิณภาวานํ มชฺฌํ สมาจเร อมุทุ อติกฺโข หุตฺวา รชฺชํ กาเรตีติ อตฺโถ ฯ น อิตฺถิการณาติ ปาปกํ ลามกํ มาตุคามํ นิสฺสาย วํสานุรกฺขิตํ ฉตฺตทายาทํ ปุตฺตํ ฆาเตตุํ นารหสิ มหาราชาติ ฯ
เอวํ นานาการเณหิ กเถนฺตาปิ อมจฺจา อตฺตโน กถํ คาหาเปตุํ นาสกฺขึสุ ฯ โพธิสตฺโตปิ ยาจนฺโต อตฺตโน กถํ คาหาเปตุํ นาสกฺขิ ฯ อนฺธพาโล ปน โส ราชา คจฺฉถ นํ โจรปปาเต ขิปถาติ อาณาเปนฺโต อฏฺฐมํ คาถมาห
สพฺโพว โลโก เอกโต อิตฺถี จ อยเมกิกา
เตนาหํ ปฏิปชฺชิสฺสํ คจฺฉถ ปกฺขิเปถ นนฺติ ฯ
ตตฺถ เตนาหนฺติ เยน การเณน สพฺโพ โลโก เอกโต กุมารสฺส ปกฺโข หุตฺวา ฐิโต อยญฺจ อิตฺถี เอกิกาว เตน การเณนาหํ อิมิสฺสา วจนํ ปฏิปชฺชิสฺสํ คจฺฉถ นํ ปพฺพตํ อาโรเปตฺวา ปปาเต ขิปถาติ ฯ
เอวํ วุตฺเต โสฬสสหสฺสาสุ ราชิตฺถีสุ เอกาปิ สกภาเวน สณฺฐาเรตุํ นาสกฺขิ ฯ สกลนครวาสิโน พาหา ปคฺคยฺห กนฺทิตฺวา เกเส วิกิริยมานา วิลปึสุ ฯ ราชา อิเม อิมสฺส ปปาตขิปนํ ปฏิพาเหยฺยุนฺติ สปริวาโร คนฺตฺวา มหาชนสฺส ปริเทวนฺตสฺเสว นํ อุทฺธปาทํ อโธสิรํ คาหาเปตฺวา ปปาเต ขิปาเปสิ ฯ อถสฺส เมตฺตาภาวนานุภาเวน ปพฺพเต อธิวตฺถา เทวตา มา ภายิ มหาปทุมาติ ตํ สมสฺสาเสตฺวา อุโภหิ หตฺเถหิ คเหตฺวา หทเย ฐเปตฺวา ทิพฺพสมฺผสฺสํ ผราเปตฺวา โอตริตฺวา ปพฺพตปาทปติฏฺฐิต- นาคภวเน นาคราชสฺส ผณคพฺเภ ฐเปสิ ฯ นาคราชา โพธิสตฺตํ นาคภวนํ เนตฺวา อตฺตโน ยสํ มชฺเฌ ภินฺทิตฺวา อทาสิ ฯ โส ตตฺถ เอกสํวจฺฉรํ วสิตฺวา มนุสฺสปถํ คมิสฺสามีติ วตฺวา กตรํ ฐานนฺติ วุตฺเต หิมวนฺตํ คนฺตฺวา ปพฺพชิสฺสามีติ อาห ฯ นาคราชา สาธูติ ตํ คเหตฺวา มนุสฺสปเถ ปติฏฺฐเปตฺวา ปพฺพชิตปริกฺขาเร ทตฺวา สกฏฺฐานเมว คโต ฯ โสปิ หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ฌานาภิญฺญา นิพฺพตฺเตตฺวา วนมูลผลาหาโร ตตฺถ ปฏิวสติ ฯ อเถโก พาราณสิวาสี วนจรโก ตํ ฐานํ ปตฺโต มหาสตฺตํ สญฺชานิตฺวา นนุ ตฺวํ เทว มหาปทุมกุมาโรติ วตฺวา อาม สมฺมาติ วุตฺเต ตํ วนฺทิตฺวา กติปาหํ ตตฺถ วสิตฺวา พาราณสึ คนฺตฺวา รญฺโญ อาโรเจสิ เทว ปุตฺโต เต หิมวนฺตํปฺปเทเส อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ปณฺณสาลายํ วสติ อหํ ตสฺส สนฺติเก วสิตฺวา อาคโตติ ฯ สุปจฺจกฺขโต เต ทิฏฺโฐติ ฯ อาม เทวาติ ฯ ราชา มหาพลกายปริวุโต ตตฺถ คนฺตฺวา วนปริยนฺเต ขนฺธาวารํ พนฺธิตฺวา อมจฺจปริวุโต ปณฺณสาลํ คนฺตฺวา กาญฺจนรูปกํ วิย ปชฺชลนฺตํ สิริยา ปณฺณสาลทฺวาเร นิสินฺนํ มหาสตฺตํ ทิสฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ อมจฺจา วนฺทิตฺวา ปฏิสนฺถารํ กตฺวา นิสีทึสุ ฯ โพธิสตฺโต ราชานํ ผเลน ปฏิปุจฺฉิตฺวา ปฏิสนฺถารํ อกาสิ ฯ อถ นํ ราชา ตาต มยา ตฺวํ คมฺภีเร ปปาเต ขิปาปิโต กถํ สชีวิโตสีติ ปุจฺฉนฺโต นวมํ คาถมาห
อเนกตาเล นรเก คมฺภีเร จ สุทุตฺตเร
ปาติโต คิริทุคฺคสฺมึ เกน ตฺวํ ตตฺถ นามรีติ ฯ
ตตฺถ อเนกตาเลติ อเนกตาลปฺปมาเณ ฯ นามรีติ น อมริ ฯ
(กุมาโร อาห)
นาโค นาคพโล ตตฺถ ถามวา คิริสานุโช
ปจฺจุคฺคหิ มํ โภเคหิ เตนาหํ ตตฺถ นามรินฺติ ฯ
เอหิ ตํ ปฏิเนสฺสามิ ราชปุตฺต สกํ ฆรํ
รชฺชํ กาเรหิ ภทฺทนฺเต กึ อรญฺเญ กริสฺสสีติ ฯ
ยถา คิลิตฺวา พลิสํ อุทฺธเรยฺย สโลหิตํ
อุทฺธริตฺวา สุขี อสฺส เอวํ ปสฺสามิ อตฺตานนฺติ ฯ
(ตํ สุตฺวา ราชา อาห)
กึ นุ ตฺวํ พลิสํ พฺรูสิ กึ ตฺวํ พฺรูสิ สโลหิตํ
กึ นุ ตฺวํ อุพฺภตํ พฺรูสิ ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโตติ ฯ
(ตาปโส อาห)
กามาหํ พลิสํ พฺรูมิ หตฺถิอสฺสํ สโลหิตํ
จตฺตาหํ อุพฺภตํ พฺรูมิ เอวํ ชานาหิ ขตฺติยาติ ฯ
อิมาสุ ปญฺจสุ เอกนฺตริกา ติสฺโส คาถา โพธิสตฺตสฺส เทฺว รญฺโญ ฯ
ตตฺถ ปจฺจุคฺคหีติ ปพฺพตปตนกาเล เทวตาย ปฏิคฺคหิตฺวา ทิพฺพสมฺผสฺเสน สมสฺสาเสตฺวา อุปนีตํ มํ ปฏิคฺคณฺหิ คเหตฺวา จ ปน มํ นาคภวนํ เนตฺวา มหนฺตํ ยสํ ทตฺวา มนุสฺสปถํ เนหีติ วุตฺเต มํ มนุสฺสปถํ อาเนสิ สฺวาหํ อิธาคนฺตฺวา ปพฺพชิโต อิติ เตน เทวตาย จ นาคราชสฺส จ อานุภาเวน อหํ ตตฺถ น มรินฺติ สพฺพํ อาโรเจสิ ฯ เอหีติ ราชา ตสฺส วจนํ สุตฺวา โสมนสฺสปฺปตฺโต หุตฺวา ตาต อหํ พาลภาเวน อิตฺถิยา วจนํ คเหตฺวา เอวํ สีลาจารคุณสมฺปนฺเน ตยิ อปรชฺฌึ ขมาหิ เมติ ปาเทสุ นิปติตฺวา อุฏฺเฐหิ มหาราช ขมามิ เต โทสํ อิโต ปรํ ปุน มา เอวํ อนิสมฺมการี ภเวยฺยาสีติ วุตฺเต ตาต ตฺวํ อตฺตโน กุลสนฺตกํ เสตจฺฉตฺตํ อุสฺสาเปตฺวา รชฺชํ อนุสาสนฺโต มยฺหํ ขมสิ นามาติ เอวมาห ฯ อุทฺธริตฺวาติ หทยวกฺกาทีนิ อสมฺปตฺตเมว ตํ อุทฺธริตฺวา สุขี อสฺส ฯ อตฺตานนฺติ อตฺตานํ มหาราช เอวํ อหํ หิ ปุน โสตฺถิภาวปฺปตฺตํ คิลิตพลิสํ ปุริสมิว อตฺตานํ ปสฺสามีติ ฯ กึนุ ตฺวนฺติ อิทํ ราชา ตมตฺถํ วิตฺถารโต โสตุํ ปุจฺฉติ ฯ กามาหนฺติ ปญฺจกามคุเณ อหํ หตฺถิอสฺสํ สโลหิตนฺติ พฺรูมิ ฯ จตฺตาหนฺติ จตฺตํ อหํ ยทา ตํ สพฺพํปิ จตฺตํ โหติ ปริจฺจตฺตํทานิ อหํ อุพฺภตนฺติ พฺรูมิ ฯ
อิติ โข มหาราช มยฺหํ รชฺเชน กิจฺจํ นตฺถิ ตฺวํ ปน ทสราชธมฺเม อโกเปตฺวา อคติคมนํ ปหาย ธมฺเมน รชฺชํ กาเรหีติ มหาสตฺโต ปิตุ โอวาทํ อทาสิ ฯ โส โรทิตฺวา กนฺทิตฺวา นครํ คจฺฉนฺโต อนฺตรามคฺเค อมจฺเจ ปุจฺฉิ อหํ กึ นิสฺสาย เอวรูเปน อาจารคุณสมฺปนฺเนน ปุตฺเตน วิโยคํ ปตฺโตติ ฯ อคฺคมเหสึ เทวาติ ฯ ราชา ตํ อุทฺธปาทํ คาหาเปตฺวา โจรปฺปาเต ขิปาเปตฺวา ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขเว ปุพฺเพเปสา มํ อกฺโกสิตฺวา วินาสํ ปตฺตาติ วตฺวา
จิญฺจมาณวิกา มาตา เทวทตฺโต จ เม ปิตา
อานนฺโท ปณฺฑิโต นาโค สารีปุตฺโต จ เทวตา
อหํ ตทา ราชปุตฺโต เอวํ ธาเรถ ชาตกนฺติ โอสานคาถาย ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ
มหาปทุมชาตกํ นวมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗