อัมพชาดก
ว่าด้วยมนต์เสื่อมเพราะลบหลู่ครูอาจารย์
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๗๒๕ · บรรทัด ๖๗๖๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภพระเทวทัต ได้ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อาหาสิเม อมฺพผลานิ ปุพฺเพ ดังนี้.
ความพิสดารว่า พระเทวทัตบอกคืนอาจารย์ว่า เราจักเป็นพระพุทธเจ้าพระสมณโคดมมิใช่อาจารย์ มิใช่พระอุปัชฌาย์ของเราเลย เสื่อมจากฌาน ทำลายสงฆ์ กำลังมาสู่กรุงสาวัตถีโดยลำดับ เมื่อแผ่นดินให้ช่องเข้าไปอเวจีมหานรกภายนอกพระวิหารพระเชตวัน. ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระเทวทัตบอกคืนอาจารย์เสียถึงความพินาศใหญ่บังเกิดในอเวจีมหานรก. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนพระเทวทัตก็บอกคืนอาจารย์เสีย ถึงความพินาศใหญ่แล้วเหมือนกันดังนี้แล้วจึงทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล ครั้งเมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ณ กรุงพาราณสี ตระกูลแห่งปุโรหิต ของพระเจ้าพรหมทัตพระองค์นั้น พินาศไปด้วยอหิวาตกโรค. บุตรชายคนหนึ่งทำลายฝาเรือนหนีไปได้ เขาไปกรุงตักกศิลาเรียนไตรเพทและศิลปะที่เหลือ ในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ กราบลาอาจารย์เมื่อจะออกไปคิดว่า เราต้องรู้จักขนบธรรมเนียมของประเทศ จึงเที่ยวไปถึงเมืองชายแดนเมืองหนึ่ง. หมู่บ้านจัณฑาลหมู่ใหญ่ ได้อาศัยเมืองนั้นอยู่ ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์อาศัยบ้านนั้นอยู่ เป็นบัณฑิตเฉลียวฉลาด รู้มนต์ที่จะทำให้มะม่วงมีผลในเวลามิใช่ฤดูกาลได้. ท่านลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ คว้าหาบออกไปจากบ้านนั้น เข้าไปใกล้ต้นมะม่วงต้นหนึ่งในป่า หยุดยืนอยู่ในระยะที่สุด ๗ก้าวร่ายมนต์นั้น สาดต้นมะม่วงด้วยน้ำซองมือหนึ่ง. ในขณะนั้นนั่นเอง ใบแก่ ๆ ก็ร่วงหล่นลงจากต้น แตกใบอ่อน ออกดอกแล้วร่วงลง ผลมะม่วงก็มีขึ้นโดยครู่เดียวเท่านั้นก็สุก มีโอชาหวานเช่นเดียวกับมะม่วงทิพย์ แล้วก็หล่นจากต้น. พระมหาสัตว์เก็บผลเหล่านั้น เคี้ยวกินจนพอความต้องการ เก็บจนเต็มหาบ ไปสู่เรือนขายมะม่วงเหล่านั้นเลี้ยงลูกเมีย. พราหมณ์กุมารนั้นเห็นพระมหาสัตว์ ผู้นำผลมะม่วงมาในเวลามิใช่ฤดูกาลมาขาย จึงคิดว่า ไม่ต้องสงสัยละอันผลมะม่วงเหล่านั้นต้องเกิดขึ้นด้วยกำลังของมนต์ อาศัยบุรุษนี้เราจักได้มนต์อันหาค่ามิได้นี้ คอยกำหนดจับลู่ทางที่พระมหาสัตว์นำผลมะม่วงมา ก็รู้แน่นอนเมื่อท่านยังไม่มาจากป่า ได้ไปสู่เรือนของท่าน เป็นเหมือนไม่รู้ ถามภรรยาของท่านว่า ท่านอาจารย์ไปไหน ครั้นภรรยาท่านตอบว่าไปป่า จึงยืนรอท่านอยู่ พอเห็นท่านมาก็ต้อนรับ รับหาบจากมือนำมาวางไว้ในเรือน.
พระโพธิสัตว์มองดูเขา กล่าวกะภรรยาว่า นางผู้เจริญ มาณพนี้มาเพื่อต้องการมนต์ แต่มนต์จะไม่ตั้งอยู่ในกำมือเขาได้ เพราะเขาเป็นอสัตบุรุษฝ่ายมาณพคิดว่า เราต้องบำเพ็ญอุปการะแก่อาจารย์จึงจะได้มนต์นี้ ตั้งแต่นั้นมากระทำกิจทุกอย่างในเรือนของท่าน หาฟืน ซ้อมข้าว หุงข้าว ให้น้ำล้างหน้าเป็นต้น ล้างเท้า. วันหนึ่งเมื่อพระมหาสัตว์กล่าวว่า พ่อมาณพ เธอจงให้เครื่องหนุนเท้าเตียงเถิด เขามองไม่เห็นสิ่งอื่น ก็เลยเอาเท้าเตียงวางบนขานั่งอยู่ตลอดราตรี. ครั้นกาลต่อมา ภรรยาของพระมหาสัตว์คลอดบุตร ได้กระทำบริกรรมในเวลาคลอดบุตรแก่นาง. วันหนึ่งนางจึงกล่าวแก่พระมหาสัตว์ว่า ข้าแต่นายมาณพนี้แม้จะสมบูรณ์ด้วยชาติ ก็ยังยอมกระทำการช่วยเหลือเรา ด้วยต้องการมนต์ ขอมนต์จงตั้งอยู่ในกำมือของเขาหรืออย่าตั้งอยู่ก็ตามเถิด ท่านโปรดให้มนต์แก่เขาเถิด. ท่านรับคำว่า ดีละ แล้วให้มนต์แก่เขา กล่าวอย่างนี้ว่า พ่อเอ๋ยมนต์หาค่ามิได้ ลาภสักการะอันใหญ่หลวงจักมีแก่เจ้าเพราะอาศัยมนต์นี้ ในเวลาที่เจ้าถูกพระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชาถามว่า ใครเป็นอาจารย์ของเจ้า เจ้าอย่าข่มเราเสียนะ ถ้าหากเจ้าอดสูว่าคนจัณฑาลเป็นอาจารย์ของเราเราเรียนมนต์จากสำนักของคนจัณฑาลนั้น จักกล่าวเสียว่า พราหมณ์ผู้มหาศาลเป็นอาจารย์ของเราไซร้ ผลของมนต์นี้จักไม่มีเลย เขากล่าวว่า เหตุไรผมจักต้องข่มขี่เล่า ในเวลาที่ใคร ๆ ถาม ผมต้องบอกอ้างท่านเท่านั้น แล้วกราบลาท่านออกไปจากบ้านคนจัณฑาล ทดลองมนต์แล้ว บรรลุถึงกรุงพาราณสีโดยลำดับ ขายมะม่วงได้ทรัพย์มาก.
ครั้นวันหนึ่งนายอุทยานบาลซื้อมะม่วงจากมือของเขาถวายแด่พระราชา. พระราชาเสวยมะม่วงนั้นแล้ว ตรัสถามว่าน่าอัศจรรย์ อร่อยอย่างยิ่ง เจ้าไปได้มะม่วงชนิดนี้มาจากไหนละ เขากราบทูลว่า ขอเดชะ ใต้ฝ่าพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม มาณพผู้หนึ่งนำผลมะม่วงทะวายมาขาย ข้าพระพุทธเจ้าถือเอาจากมาณพนั้น พระเจ้าข้า. ทรงรับสั่งว่า จงบอกเขาว่า ตั้งแต่บัดนี้ไป จงนำผลมะม่วงมา ณ ที่นี้. แม้นายอุทยานบาลนั้นก็กระทำตามที่รับสั่งนั้น. ตั้งแต่นั้นมา มาณพก็นำผลมะม่วงทั้งหลายไปสู่ราชสกุล เมื่อได้รับสั่งว่า เจ้าจงบำรุงเราเถิด ก็บำรุงพระราชา ได้รับทรัพย์เป็นอันมากค่อยคุ้นเคยโดยลำดับ. ครั้นวันหนึ่ง พระราชาตรัสถามเขาว่า มาณพ เจ้านำมะม่วงอันสมบูรณ์ด้วยกลิ่นและรสเห็นปานนี้ ในสมัยมิใช่ฤดูกาลมาจากไหนนาคครุฑหรือเทพเจ้าองค์ใดให้แก่เจ้า หรือไฉน หรือว่าทั้งนี้เป็นกำลังแห่งมนต์เขากราบทูลว่า ขอเดชะ พระมหาราชเจ้า ใคร ๆ มิได้ให้แก่ข้าพระพุทธเจ้าแต่มนต์อันหาค่ามิได้ของข้าพระพุทธเจ้ามีอยู่ นี้เป็นกำลังแห่งมนต์นั้นพระเจ้าข้าตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะขอดูกำลังมนต์ของเจ้าสักวันหนึ่ง. เขากราบทูลว่าขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้าจักแสดงถวายพระเจ้าข้า.
วันรุ่งขึ้นพระราชาเสด็จไปสู่พระอุทยานกับตรัสว่า เจ้าจงแสดงเถิด. เขารับพระดำรัสว่า สาธุ เดินเข้าไปใกล้ต้นมะม่วง ยืนในระยะ ๗ ก้าวร่ายมนต์วักน้ำสาดต้น. ทันใดนั้นเอง ต้นมะม่วงก็เผล็ดผลโดยนิยมดังกล่าวแล้ว ในหนหลังนั่นแหละ ฝนคือผลมะม่วงร่วงพรั่งพรู เป็นดังมหาเมฆหลั่งกระแสฝน. มหาชนพากันให้สาธุการ แผ่นผ้าได้ถูกชูขึ้นสลอนไป. พระราชาทรงเสวยผลมะม่วง ประทานทรัพย์เป็นอันมากแก่เขา แล้วตรัสถามว่า มาณพ มนต์อันเป็นอัศจรรย์ของเจ้าเช่นนี้ เจ้าเรียนในสำนักของใคร. มาณพคิดว่า ถ้าเราจักทูลว่าในสำนักคนจัณฑาล จักต้องมีความอดสู และคนทั้งหลายจักติเตียนได้ อย่ากระนั้นเลย มนต์ของเราคล่องแคล่วแม่นยำ คงไม่เสื่อมหายไปในบัดนี้ดอก เราจักอ้างอาจารย์ทิศาปาโมกข์ แล้วกระทำมุสาวาทกล่าวว่า ข้าพระพุทธเจ้าเรียนในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ในเมืองตักกศิลาพระเจ้าข้า เป็นอันบอกคืนอาจารย์เสีย. ทันใดนั่นเองมนต์ก็เสื่อม. พระราชาทรงโสมนัส ทรงชวนเขาเข้าสู่พระนคร วันรุ่งขึ้นทรงพระดำริว่า เราจักกินมะม่วง จึงเสด็จสู่อุทยาน ประทับนั่งเหนือแผ่นศิลาอันเป็นมงคล ตรัสว่ามาณพ เจ้าจงนำมะม่วงมาเถิด. เขารับพระดำรัสว่าสาธุ แล้วเข้าไปใกล้ต้นมะม่วงยืนในระยะ ๗ ก้าว คิดว่า เราจักร่ายมนต์ ครั้นมนต์ไม่ปรากฏ ก็ทราบว่าเสื่อมเสียแล้ว ยืนอดสูใจอยู่. พระราชาทรงพระดำริว่า วันก่อนมาณพนี้นำผลมะม่วงมาให้เราในท่ามกลางบริษัททีเดียว ให้ฝนคือผลมะม่วงร่วงหล่นพรั่งพรูเหมือนฝนลูกเห็บตก บัดนี้ ยืนเหมือนแข็งทื่อ เหตุอะไรกันเล่าหนอเมื่อจะทรงถามเขาจึงตรัสพระคาถาว่าิ ดูก่อนท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เมื่อก่อนท่าน
ได้นำผลมะม่วงทั้งเล็กทั้งใหญ่มาให้เรา ดูก่อนพราหมณ์ บัดนี้ ผลไม้ทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏด้วยมนต์เหล่านั้น ของท่านเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาหาสิ แปลว่า นำมาแล้ว. บทว่า ทุมปฺผลานิ แปลว่า ผลแห่งต้นไม้.
มาณพฟังพระดำรัสนั้นแล้ว คิดว่า ถ้าเราจักทูลว่า วันนี้ข้าพระพุทธเจ้าจักถือเอาผลไม้มาถวายมิได้ พระราชาจักกริ้วเรา เราจักลวงพระองค์ด้วยมุสาวาทจึงทูลคาถาที่ ๒ ว่า
ข้าพระบาทกำลังคำนวณคลองแห่งนักขัตฤกษ์ จนเห็นขณะและครู่ ด้วยมนต์ก่อน ครั้นได้ฤกษ์และ ยามดีแล้ว จักนำผลมะม่วงเป็นอันมากมาถวายพระองค์ เป็นแน่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทฺธา หริสฺสํ อมฺพผลํ ความว่าเราจักนำผลมะม่วงมาแน่แท้.
พระราชา ทรงพระดำริว่า มาณพนี้ในเวลาอื่น ไม่พูดถึงคลองแห่งนักขัตฤกษ์เลย นี้มันเรื่องอะไรกันเล่า เมื่อจะตรัสถาม ได้ทรงภาษิตคาถา ๒คาถาว่า
เมื่อก่อน ท่านไม่ได้พูดถึงคลองแห่งนักขัตฤกษ์ ได้เอ่ยถึงขณะแลครู่ ทันใดนั้น ท่านก็นำเอาผลมะม่วง เป็นอันมาก อันประกอบด้วยสี กลิ่น และรส มาให้ เราได้. ดูก่อนพราหมณ์ แม้เมื่อก่อนผลไม้ทั้งหลาย ย่อม ปรากฏด้วยร่ายมนต์ของท่าน วันนี้แม้ท่านจะร่ายมนต์ ไม่อาจให้สำเร็จได้ วันนี้สภาพของท่านเป็นอย่างไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น วาเทสิ แปลว่า ย่อมไม่อาจ. บทว่า ชปฺปมฺปิ ความว่า ท่านจะท่องบ่นก็ดี จะร่ายมนต์ก็ดี. บทว่า อยํ โสความว่า สภาพของท่านนี้นั้น เป็นอย่างไรในวันนี้.
มาณพฟังพระดำรัสนั้นแล้ว คิดว่า เราไม่อาจจะลวงพระราชาด้วยมุสาวาท แม้ว่าเราสารภาพความจริงแล้ว พระองค์คงไม่ลงพระราชอาญา เราต้องสารภาพความจริงเสียเถอะ ดังนี้แล้ว จึงกราบทูล ๒ คาถาว่า
บุตรของคนจัณฑาล ได้บอกมนต์ให้ข้าพระบาท โดยธรรมและได้สั่งกำชับข้าพระบาทว่า ถ้ามีใครมา ถามถึงชื่อและโคตรของเราแล้ว เจ้าอย่าปกปิด มนต์ ทั้งหลายก็จะไม่ละเจ้า. ข้าพระบาทนั้น ครั้นพระองค์ผู้เป็นจอมแห่ง ประชาชนถามถึงอาจารย์ อันความลบหลู่ครอบงำแล้ว ได้กราบทูลเท็จว่า มนต์เหล่านี้เป็นของพราหมณ์ ข้า พระบาทจึงเป็นผู้เสื่อมมนต์ เป็นเหมือนกำพร้าร้องไห้ อยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน ความว่า ได้ให้มนต์โดยธรรมสม่ำเสมอ โดยเหตุ โดยไม่ปกปิดเลย. บทว่า ปกติญฺจ สํสิ ความว่าบุตรของคนจัณฑาลได้กำชับถึงความเสื่อมและความปกติแห่งมนต์เหล่านั้นแก่เราว่า ถ้าใคร ๆ มาถามถึงนามและโคตรของเรา เจ้าอย่าปกปิด ถ้าปกปิดมนต์ของเจ้าจักเสื่อม. บทว่า พฺราหฺมณสฺส มิจฺฉา ความว่า ข้าพระองค์ได้บอกผิดไปว่า ข้าพระองค์ได้เรียนมาจากสำนักของพราหมณ์ เพราะฉะนั้นมนต์ทั้งหลายของข้าพระองค์จึงเสื่อม ข้าพระองค์นั้น มีมนต์อันเสื่อมแล้วบัดนี้ย่อมร้องไห้เหมือนคนกำพร้า.
พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงกริ้วว่า เจ้านี่ลามกมองไม่เห็นรัตนะเห็นปานนี้ เมื่อได้รัตนะอันสูงสุดเช่นนี้แล้ว เรื่องชาติจักกระทำอะไรให้ได้เมื่อทรงติเตียนเขา จึงตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
บุรุษต้องการน้ำหวาน จะพึงได้น้ำหวานจาก ต้นไม้ใด จะเป็นต้นละหุ่งก็ตาม ต้นสะเดาก็ตาม ต้น ทองหลางก็ตาม ต้นไม้นั่นแล เป็นต้นไม้สูงสุดของ บุรุษนั้น. บุรุษพึงรู้แจ้งธรรมจากผู้ใด เป็นกษัตริย์ก็ตาม เป็นแพทย์ก็ตาม เป็นศูทรก็ตาม เป็นคนจัณฑาลก็ตาม คนเทหยักเยื่อก็ตาม ผู้นั้นก็จัดเป็นคนสูงสุดของบุรุษ นั้น. ท่านทั้งหลายจงลงอาชญาและเฆี่ยนตีมาณพผู้นี้ แล้วจับมาณพลามกผู้นี้ ไสคออกไปเสีย มาณพใด ได้ประโยชน์อย่างสูงสุดด้วยความยากเข็ญ ท่านทั้งหลายจงยังมาณพนั้น ให้พินาศเพราะความเย่อหยิ่ง จองหอง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มธุตฺถิโก ความว่า บุรุษผู้ต้องการด้วยน้ำหวาน ตรวจดูน้ำหวานในป่า ย่อมได้น้ำหวานของต้นไม้นั้น จากที่ใดต้นไม้นั้นแล จัดว่าเป็นต้นไม้สูงสุดสำหรับผู้นั้น นรชนพึงรู้ธรรม คือเหตุประโยชน์ที่ควรจากบุรุษใดในบรรดากษัตริย์เป็นต้น เหมือนอย่างนั้น บุรุนั้นจัดว่าเป็นผู้สูงสุดของนรชนนั้น. บทว่า อิมสฺส ทณฺฑญฺจ ความว่า ท่านทั้งหลายจงเพิกหนังหลังของบุรุษผู้มีธรรมอันลามกนี้ด้วยชิ้นไม้ไผ่ สำหรับเฆี่ยนและลงอาชญาทุกอย่าง แล้วจับคอบุรุษผู้ลามกนี้ขับไสไปเสีย ลงโทษตามอำเภอใจแล้วขับไล่ไปเสีย จะประโยชน์อะไรด้วยบุรุษนี้ผู้อยู่ในที่นี้.
พวกราชบุรุษพากันทำตามพระราชบัญชาอย่างนั้น พากันกล่าวว่าเจ้าไปเถิด เจ้าไปสู่สำนักอาจารย์ของเจ้า ทำให้อาจารย์ของเจ้าชื่นชมได้แล้วถ้าเจ้าจักได้มนต์อีก ค่อยมาในที่นี้ ถ้าไม่ได้ก็อย่ามองดูทิศนี้เลย ได้กระทำเขาให้หมดอำนาจทีเดียว. เขาหมดที่พึ่งคิดว่า เว้นอาจารย์แล้ว ที่พึ่งอื่นของเราไม่มี เราต้องไปหาท่าน ทำให้ท่านชื่นชมขอเรียนมนต์นั้นอีกจนได้ ร้องไห้พลางเดินไปสู่บ้านนั้น ครั้งนั้นพระมหาสัตว์เห็นเขาเดินมา ก็เรียกภรรยามากล่าวว่า นางผู้เจริญ เชิญดูซิ เจ้านี่ ชั่วช้า มนต์เสื่อมหมดแล้ว กำลังกลับมา. เขาไปหาพระมหาสัตว์ ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ถูกท่านถามว่าเหตุไรเล่าเจ้าจึงมา จึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ผมทำมุสาวาทบอกคืนท่านอาจารย์เสีย ถึงความฉิบหายใหญ่โต เมื่อจะแสดงโทษที่ล่วงเกินแล้วขอเรียนมนต์ใหม่ จึงกล่าวคาถาว่า
บุคคลผู้สำคัญว่าที่เสมอ พึงตกบ่อ ถ้ำ เหว หรือหลุม ที่มีรากไม้ผุฉันใด อนึ่ง บุคคลตาบอด เมื่อสำคัญว่าเชือก พึงเหยียบงูเห่า พึงเหยียบไฟฉันใด ข้าแต่ท่านผู้มีปัญญา ท่านทราบว่าข้าพเจ้าพลาดไปแล้ว ฉันนั้น ขอจงให้มนต์แก่ข้าพเจ้า ผู้มีมนต์อันเสื่อม แล้ว อีกสักครั้งหนึ่งเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา สมํ ความว่า บุรุษสำคัญว่า ที่นี้เป็นที่สม่ำเสมอ พึงตกไปสู่บ่อ ถ้ำ เหว กล่าวคือที่พลาดจากพื้น หรือรากไม้ผุ. บทว่า ปูติปาทํ ความว่า ต้นไม้ใหญ่ในหิมวันตประเทศแห้งตาย เมื่อรากทั้งหลายของต้นไม้ใหญ่นั้น เกิดเปื่อยเน่า ในที่นั้นย่อมเป็นบ่อใหญ่ นี้เป็นสถานที่ชื่อของบ่อใหญ่นั้น. บทว่า โชติมธิฏฺเหยฺย ความว่า พึงเหยียบไฟ. บทว่า เอวํปิ ความว่า แม้เราก็ฉันนั้น เป็นผู้บอดเพราะไม่มีจักษุคือปัญญาไม่รู้คุณวิเศษของท่าน พลั้งพลาดในท่าน ท่านรู้เรานั้นว่าเป็นผู้พลั้งพลาด. บทว่า สปญฺา ความว่า ดูก่อนท่านผู้สมบูรณ์ด้วยญาณ จงให้มนต์แก่ข้าพเจ้าผู้เสื่อมมนต์อีก.
ลำดับนั้น อาจารย์กล่าวกะเขาว่า ดูก่อนพ่อ เจ้าพูดอะไร ธรรมดาว่าคนบอด เมื่อมีผู้ให้สัญญาแล้ว ย่อมหลบหลีกบ่อเป็นต้นได้ เราเล่าก็บอกเจ้าแล้วแต่แรกทีเดียว คราวนี้เจ้าจะมาหาเราเพื่อประโยชน์อะไรเล่า แล้วกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
เราได้ให้มนต์แก่ท่านโดยธรรม ฝ่ายท่านก็ได้ เรียนมนต์โดยธรรม หากว่าท่านมีใจดีรักษาปกติไว้ มนต์ก็จะไม่พึงละทิ้งท่านผู้ตั้งอยู่ในธรรม. ดูก่อนคนพาล มนต์อันใดที่จะพึงได้ในมนุษยโลก มนต์อันนั้นท่านก็จะได้ในวันนี้โดยลำบาก ท่าน ผู้ไม่มีปัญญา กล่าวคำเท็จ ทำมนต์อันมีค่าเสมอด้วย ชีวิต ที่ได้มาโดยยากให้เสื่อมเสียแล้ว. เราจะไม่ให้มนต์เช่นนั้นแก่เจ้าผู้เป็นพาล หลงงมงาย อกตัญญู พูดเท็จ ไม่มีความสำรวม มนต์ที่ไหน ไปเสียเถิด เราไม่พอใจ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน ความว่า แม้เราก็ไม่รับเงินหรือทองอันเป็นส่วนของอาจารย์ ยินยอมมอบให้แก่ท่านโดยธรรมแท้ทีเดียวเเม้เจ้าเล่าก็มิได้ให้อะไร ย่อมรับเอาโดยธรรม โดยเสมอดุจกัน. บทว่า ธมฺเม ฐิตํ ได้แก่ ตั้งอยู่ในธรรมของบุคคลผู้บูชาอาจารย์. บทว่า ตาทิสเก ความว่าเราไม่ยอมให้มนต์เห็นปานนั้น คือที่จะให้มะม่วงมีผลในเวลามิใช่ฤดูกาล เจ้าจงไป เจ้าไม่ถูกใจข้าเลย. เขาถูกอาจารย์ตะเพิดอย่างนี้ คิดว่าเราจะอยู่ไปทำไมดังนี้เข้าไปสู่ป่า ตายอย่างน่าอนาถ.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๒๑๓–๒๒๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เตรสนิบาตชาดก ๗๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๗๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Terasanipātavaṇṇanā
1 ambajātakaṃ.
Āhāsi me ambaphalāni pubbeti idaṃ satthā jetavane viharanto devadattaṃ ārabbha kathesi.
Devadatto hi ahaṃ buddho bhavissāmi mayhaṃ samaṇo gotamo neva ācariyo na upajjhāyoti ācariyaṃ paccakkhāya jhānā parihīno saṅghaṃ bhinditvā anupubbena sāvatthiṃ āgacchanto bahijetavane paṭhaviyā vivare dinne avīciṃ pāvisi. Tadā dhammasabhāyaṃ bhikkhū kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso devadatto ācariyaṃ paccakkhāya mahāvināsaṃ patto avīcimahāniraye nibbattoti. Satthā āgantvā kāya nuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva pubbepi devadatto ācariyaṃ paccakkhāya mahāvināsaṃ patto yevāti vatvā atītaṃ āhari
atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente tassa purohitakulaṃ ahivātakarogena vinassi. Eko putto bhittiṃ bhinditvā palāyito. So takkasilaṃ gantvā disāpāmokkhassa ācariyassa santike tayo vede ca avasesasippāni ca uggaṇhitvā ācariyaṃ vanditvā nikkhamanto Desacārittaṃ jānissāmīti caranto ekaṃ paccantanagaraṃ pāpuṇi. Taṃ nissāya mahācaṇḍālagāmako ahosi. Tadā bodhisatto tasmiṃ gāme paṭivasati paṇḍito byatto akāle phalaṃ gaṇhāpanamantaṃ jānāti. So pāto vuṭṭhāya kājaṃ ādāya tato gāmā nikkhamitvā araññe ekaṃ ambarukkhaṃ upagantvā sattapadamatthake ṭhito taṃ mantaṃ parivattetvā ambarukkhaṃ ekena udakapasatena pahari. Rukkhato taṃ khaṇaññeva purāṇapaṇṇāni patanti navāni uṭṭhahanti pupphāni pupphitvā patanti ambaphalāni uṭṭhāya muhutteneva pacitvā madhurāni ojavantāni dibbambasadisāni hutvā rukkhato patanti. Mahāsatto tāni uccinitvā yāvadatthaṃ khāditvā kājaṃ pūretvā gehaṃ gantvā tāni vikīṇitvā puttadāraṃ posesi. So brāhmaṇakumāro mahāsattaṃ akāle ambapakkāni āharitvā vikīṇantaṃ disvā nissaṃsayena tehi mantabalena uppannehi bhavitabbaṃ imaṃ purisaṃ nissāya imaṃ anagghamantaṃ labhissāmīti cintetvā mahāsattassa ambāni āharaṇaniyāmaṃ pariggaṇhanto tathato ñatvā tasmiṃ araññato anāgateyeva tassa gehaṃ gantvā ajānanto viya hutvā tassa bhariyaṃ kuhiṃ ācariyoti pucchitvā araññaṃ gatoti vutte taṃ āgamayamāno ṭhatvā āgacchantaṃ disvā paccuggantvā hatthato kājaṃ gahetvā āharitvā gehe ṭhapesi. Mahāsatto taṃ olokento bhariyaṃ āha bhadde ayaṃ māṇavo mantatthāya āgato na panassa hatthe manto ṭhassati asappuriso esoti. Māṇavopi ahaṃ imaṃ mantaṃ Ācariyassa upakārako hutvā labhissāmīti cintetvā tato paṭṭhāya tassa gehe sabbakiccāni karoti dārūni āharati vihiṃ koṭeti bhattaṃ pacati mukhadhovanādīni deti pāde dhovati. Ekadivasaṃ mahāsattena tāta māṇava mañcapādānaṃ upadhānaṃ dehīti vutte aññaṃ apassitvā sabbarattiṃ ūrumhi ṭhapetvā nisīdi. Aparabhāge mahāsattassa bhariyā puttaṃ vijāyi. Tassā pasūtikāle parikammaṃ sabbamakāsi. Sā ekadivasaṃ mahāsattaṃ āha sāmi ayaṃ māṇavo jātisampanno hutvāpi mantatthāya amhākaṃ veyyāvaccaṃ karoti etassa hatthe manto tiṭṭhatu vā mā vā dethassa mantanti. So sādhūti sampaṭicchitvā tassa mantaṃ datvā evamāha tāta anaggho manto tava imaṃ nissāya mahālābhasakkāro bhavissati raññā vā rājamahāmattena vā ko te ācariyoti puṭṭhakāle mā maṃ niggahi sace hi mayhaṃ ācariyo caṇḍālo tassa me santikā manto gahitoti lajjanto brāhmaṇamahāsālo me ācariyoti kathessasi imassa mantassa phalaṃ na bhavissatīti. So kiṃkāraṇā niggahissāmi kenaci puṭṭhakāle tumheyeva kathessāmīti vatvā taṃ vanditvā caṇḍālagāmato nikkhamitvā mantaṃ vimaṃsitvā anupubbena bārāṇasiṃ patvā ambāni vikīṇitvā bahudhanaṃ labhi. Athekadivasaṃ uyyānapālo tassa hatthato ambaṃ kīṇitvā rañño adāsi. Rājā taṃ paribhuñjitvā aho atimadhuro kuto tayā evarūpaṃ ambaṃ laddhanti pucchi. Deva eko māṇavo akālaambaphalāni Ānetvā vikīṇati tato me gahitanti. Ito paṭṭhāya idha ambāni āharatūti naṃ vadehīti. Sopi tathā akāsi. Māṇavopi tato paṭṭhāya ambāni rājakulaṃ harati. Raññā maṃ upaṭṭhahāti vutte rājānaṃ upaṭṭhahanto bahudhanaṃ labhitvā anukkamena vissāsiko jāto. Atha naṃ ekadivasaṃ rājā pucchi māṇava kuto akāle evarūpāni vaṇṇagandharasasampannāni ambāni āharasi kinte nāgo vā supaṇṇo vā devo vā koci deti udāhu mantabalaṃ etanti. Na me mahārāja koci deti anaggho pana me manto atthi tassetaṃ balanti. Tenahi mayampi te ekadivasaṃ mantabalaṃ daṭṭhukāmāti. Sādhu deva dassessāmīti. Rājā punadivase tena saddhiṃ uyyānaṃ gantvā dassehīti āha. So sādhūti ambarukkhaṃ upagantvā sattapadamatthake ṭhito mantaṃ parivattetvā rukkhaṃ udakena pahari. Taṃ khaṇaññeva ambarukkho heṭṭhāvuttaniyāmeneva phalaṃ gahetvā mahāmegho viya ambaphalavassaṃ vassi. Mahājano sādhukāraṃ adāsi. Celukkhepā pavattiṃsu. Rājā ambaphalāni khāditvā tassa bahudhanaṃ datvā māṇava evarūpo te acchariyamanto kassa santike gahitoti pucchi. Māṇavo sacāhaṃ caṇḍālassa santiketi vakkhāmi lajjitabbattaṃ bhavissati mañca garahissanti manto kho pana me paguṇo idāni na nassissati disāpāmokkhaṃ ācariyaṃ apadissāmīti cintetvā musāvādaṃ katvā takkasilāyaṃ disāpāmokkhācariyassa santike gahito meti vadanto ācariyaṃ paccakkhāsi. Taṃ khaṇaññeva manto antaradhāyi. Rājā somanassajāto taṃ ādāya nagaraṃ pavisitvā punekadivasaṃ ambāni khādissāmīti uyyānaṃ gantvā maṅgalasilāpaṭe nisinno māṇava ambāni āharāti. So sādhūti ambaṃ upagantvā sattapadamatthake ṭhito mantaṃ parivattessāmīti mante anupaṭṭhahante antarahitabhāvaṃ ñatvā lajjito aṭṭhāsi. Rājā ayaṃ pubbe parisamajjheyeva ambāni āharitvā amhākaṃ deti ghanameghavassaṃ viya ambavassaṃ vassāpeti idāni thaddho viya ṭhito kinnukho kāraṇanti cintetvā taṃ pucchanto paṭhamaṃ gāthamāha
āhāsi me ambaphalāni pubbe
aṇūni thūlāni ca brahmacāri
teheva mantehi nadāni tuyhaṃ
dumapphalāni pātubhavanti brahmeti.
Tattha āhāsīti āhari. Dumapphalānīti rukkhaphalāni.
Taṃ sutvā māṇavo sace ajja phalaṃ na gaṇhāmīti vakkhāmi rājā me kujjhissati musāvādena naṃ vañcessāmīti dutiyaṃ gāthamāha
nakkhattayogaṃ paṭimānayāmi
khaṇaṃ muhuttañca mantena passaṃ
nakkhattayogañca khaṇañca laddhā
addhā harissaṃ ambaphalaṃ bahunti
tattha addhā harissaṃ ambaphalanti addhā ambaphalaṃ āharissāmi.
Rājā ayaṃ aññadā nakkhattayogaṃ na vadati kinnukho Etanti pucchanto dve gāthā abhāsi
nakkhattayogaṃ na pure abhāṇi
khaṇaṃ muhuttaṃ na pure asaṃsi
athāhari ambaphalaṃ muhuttaṃ
vaṇṇena gandhena rasenupetaṃ.
Mantābhijappena purepi tuyhaṃ
dumapphalāni pātubhavanti brahme
savājja na vādesi jappampi mantaṃ
ayaṃ so ko nāma tavajjadhammoti.
Tattha na vādesīti na sakkosi. Jappampīti jappantopi parivattentopi. Ayaṃ soti ayameva so tava sabhāvo ajja ko nāma jātoti.
Taṃ sutvā māṇavo na sakkā rājānaṃ musāvādena vañcetuṃ sacepi me sabhāve kathite na āṇaṃ kareyya sabhāvameva kathessāmīti cintetvā dve gāthā abhāsi
caṇḍālaputto mama sampadāsi
dhammena mante pakatiñca saṃsi
mācassu me pucchito nāmagottaṃ
guyhittho mā taṃ vijaheyyu mantā.
Sohaṃ janindena janampi puṭṭho
makkhābhibhūto alikaṃ abhāṇiṃ
Mantā ime brāhmaṇassāti micchā
pahīnamanto kapaṇo rudāmīti.
Tattha dhammenāti samena kāraṇena appaṭicchādetvāva adāsi. Pakatiñca saṃsīti mā me pucchito nāmagottaṃ guyhittho sace guyhisi manto te nassissatīti tesaṃ nassanapakatiñca mayhaṃ saṃsi. Brāhmaṇassāti micchāti brāhmaṇassa santike mayā ime mantā gahitāti micchā abhāṇiṃ tena me mantā naṭṭhā svāhaṃ pahīnamanto idāni kapaṇo rodāmīti.
Taṃ sutvā rājā ayaṃ pāpadhammo evarūpaṃ ratanaṃ na olokesi evarūpasmiṃ uttamaratane laddhe jāti kiṃ karissatīti kujjhitvā tassa garahanto
eraṇḍā pucimandā vā atha vā pālibhaddakā
madhuṃ madhutthiko vinde so hi tassa dumuttamo.
Khattiyā brāhmaṇā vessā suddā caṇḍālapukkusā
yamhā dhammaṃ vijāneyya so hi tassa naruttamo.
Imassa daṇḍañca vadhañca datvā
gale gahetvā balayātha jammaṃ
yo uttamatthaṃ kasirena laddhaṃ
mānātimānena vināsayitthāti
imā gāthā āha.
Tattha madhutthikoti madhuatthiko puriso araññe madhuṃ olokento etesaṃ rukkhānaṃ yato madhuṃ labhati sova dumo tassa dumuttamo nāma tatheva khattiyādīsu yamhā purisā dhammaṃ kāraṇaṃ yuttamatthaṃ vijāneyya so tassa uttamo naro. Imassa daṇḍañcāti imassa pāpadhammassa sabbaharaṇadaṇḍakaveḷu pesīkādīhi piṭṭhicammaṃ uppātāpetvā imaṃ jammaṃ gale gahetvāva balayātha balakārattaṃ pāpetvā niddhamatha kiṃ iminā idha vasantenāti.
Rājapurisā tathā katvā tvaṃ gaccha upanetvā tavācariyassa santikaṃ gantvā taṃ ārādhetvāva sace puna mante labhissasi idhāgaccheyyāsi no ce imaṃ disaṃ mā olokeyyāsīti taṃ nibbisayamakaṃsu. So anātho hutvā ṭhapetvā ācariyaṃ na me aññaṃ paṭisaraṇaṃ atthi tasseva santikaṃ gantvā ārādhetvā puna taṃ mantaṃ yācissāmīti rodanto taṃ gāmaṃ agamāsi. Atha naṃ āgacchantaṃ disvā mahāsatto bhariyaṃ āmantetvā bhadde passimaṃ pāpakammaṃ parihīnamantaṃ puna āgacchantanti āha. So mahāsattaṃ upasaṅkamitvā vanditvā ekamantaṃ nisinno kiṃkāraṇā āgatosīti puṭṭho ācariya musāvādaṃ katvā ācariyaṃ paccakkhitvā mahāvināsaṃ pattomhīti vatvā accayaṃ desetvā puna mante yācanto gāthamāha
yathā samaṃ maññamāno pateyya
sobbhaṃ guhaṃ narakaṃ pūtipādaṃ
Rajjūti vā akkame kaṇhasappaṃ
andho yathā jotimadhiṭṭhaheyya
evaṃpi tvaṃ maṃ khalitaṃ sapañña
pahīnamantassa puna sampadāhīti.
Tattha yathā samanti yathā puriso idaṃ samaṃ ṭhānanti maññamāno sobbhaṃ guhaṃ vā bhūmiphalitasaṅkhātaṃ narakaṃ vā pūtipādaṃ vā pateyya. Pūtipādanti himavantappadese mahārukkho sukkhitvā mato tassa mūlesu pūtikesu jātesu tasmiṃ ṭhāne mahāāvāṭo hoti tassa nāmaṭṭhānaṃ. Jotimadhiṭṭhaheyyāti aggiṃ akkameyya. Evaṃ pīti evaṃ ahaṃpi paññācakkhuno abhāvā andho tumhākaṃ visesaṃ ajānanto tumhesu khalito taṃ maṃ khalitaṃ viditvā. Sapaññāti ñāṇasampanna pahīnamantassa mama punapi detha.
Atha naṃ ācariyo tāta kiṃ kathesi andho hi saññāya dinnāya sobbhādīni paṭiharati mayā paṭhamameva tava kathitaṃ idāni kimatthaṃ mama santikaṃ āgatosīti vatvā
dhammena mante tava sampadāsiṃ
tvampi dhammena paṭiggahesi
pakatimpi te attamano asaṃsi
dhamme ṭhitaṃ taṃ na jaheyya manto.
So bāla mantaṃ kasirena laddhaṃ
yaṃ dullabhaṃ ajja manussaloke
Kicchā laddhā jīvitaṃ appapañña
vināsayī alikaṃ bhāsamāno.
Bālassa muḷhassa akataññuno ca
musā bhaṇantassa asaññitassa
mante mayaṃ tādisake na dema
kuto manto gaccha na mayha ruccasīti
imā gāthā āha.
Tattha dhammenāti ahaṃpi tava ācariyabhāgaṃ hiraññaṃ vā suvaṇṇaṃ vā agahetvā dhammeneva sampadāsiṃ tvampi kiñci adatvā dhammena sameneva paṭiggahesi. Dhamme ṭhitanti ācariyapūjakadhamme ṭhitaṃ. Tādisaketi tathārūpe akālaphalagaṇhāpanake mante na dema gaccha na me ruccasīti.
So evaṃ ācariyena uyyojito kiṃ mayhaṃ jīvitenāti araññaṃ pavisitvā anāthamaraṇaṃ marīti.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā na bhikkhave idāneva pubbepi devadatto ācariyaṃ paccakkhāya mahāvināsaṃ pattoti vatvā jātakaṃ samodhānesi tadā akataññū māṇavo devadatto ahosi rājā ānando caṇḍālaputto pana ahamevāti.
Ambajātakaṃ paṭhamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๔๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗